ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย

หลังจากการรอคอยอันยาวนาน 3 ปี ในที่สุดเราก็สามารถทำตามความฝันอีกหนึ่งอย่างได้แล้ว นั่นก็คือได้วิ่งเป็นเพื่อนกับคนตาบอด เราลงสมัครงานวิ่ง Run for the Blind ปีนี้เป็นปีที่ 3 แล้ว แต่เพิ่งจะมีโอกาสวิ่งครั้งแรก เพราะ 2 ปีก่อนหน้าเราป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล ไม่สามารถเข้าร่วมงานได้ ปีนี้จึงเฝ้าระวังตัวเอง ไม่ให้เป็นอะไรอีก แต่ก็เหมือนฟ้าแกล้งที่ 5 วันก่อนวันวิ่งเริ่มมีอาการหวัด แต่ก็หายได้ทัน โชคดีไป

งาน Run for the Blind จัดขึ้นมาครั้งที่ 6 แต่ปีที่ 3 แล้ว จัดโดยกลุ่มอาสา Fokon ล้วนๆ และจัดกันเองด้วย ไม่พึ่งออแกไนซ์แต่อย่างใด รายได้จากการจัดงาน จะนำไปจัดซื้ออุปกรณ์กีฬาให้กับผู้พิการทางสายตา โดยจัดให้มีการวิ่ง 2 ระยะ คือ 5 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร โดยแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ

  1. Group A Guide Runner จูงคนตาบอดวิ่ง5 กม.
  2. Group B Guide Runner จูงคนตาบอดวิ่ง10 กม.
  3. Group C วิ่งเดี่ยวหรือ จับคู่ปิดตาวิ่ง 5 กม.
  4. Group D วิ่งเดี่ยวหรือ จับคู่ปิดตาวิ่ง 10 กม.

รางวัลมีให้เฉพาะคู่ปิดตาวิ่งเท่านั้น เราเลือกสมัครประเภทที่ 2 คือ 10 กิโลเมตรจูงคนตาบอดวิ่ง จึงต้องจ่ายเงินเผื่อคู่ตัวเองด้วย เนื่องจากงานนี้ผู้พิการทางสายตาวิ่งฟรี โดยที่คู่วิ่งจะได้รับเสื้อวิ่ง และเหรียญเหมือนกับเรา ส่วนคนที่ลงสมัครแบบธรรมดา ราคา 500 บาท และสามารถจับคู่ปิดตาวิ่งได้ เพื่อจะได้ลิ้มลองการวิ่งในโลกมืด ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง ใครวิ่งจบได้เวลาดีก็คู่ควรกับรางวัลค่ะ

เราได้รับเสื้อก่อนหน้าวันจริง 2 วัน เราโทรถามวันจันทร์ พบว่าเจ้าหน้าที่กำลังจะส่งให้วันอังคาร  ท่าทางจะยุ่ง พอได้เสื้อมาแล้วก็ชอบมาก ลักษณะเสื้อของงานนี้จะมีเชือกอยู่ทางด้านหน้าเพื่อใส่บิบสองรูบน และมีคลิปมาให้ แถมด้านข้างมีกระเป๋าให้ด้วย

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 2    99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 3

เรามีนัดกับกลุ่ม Runway ที่หน้างานตีห้า เริ่มมาจากคุณออยแห่งเพจ Oily’s story ไปช่วยถือป้าย Pacer แล้วเลยขออาสาสมัครไปช่วยงาน หลังจากนั้นก็มีหลายเสียงขอตามมาว่าจะไปช่วยงานด้วย พอเจอหน้ากัน คุณออยก็ช่วยแบ่งงาน ไปถือป้าย Pacer 5 และ10 กิโลเมตร เพซ 7:00 จำนวน 3 คน และอีก 5 คน ไปช่วยแจกเหรียญนักวิ่ง และงานนี้ยังมีพี่พงษ์แห่งเพจ Papa Colorful ขวัญใจสาวๆ Runway มาด้วย เพราะพวกเราจะได้รูปสวยๆกัน วันนี้เลยกลายเป็นวันนัดพบของกลุ่ม Runway อีกวาระหนึ่ง

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 4

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 5

งานวิ่งนี้มีวัฒนธรรมประจำงานอย่างหนึ่งคือ ก่อนปล่อยตัว จะให้นักวิ่งตั้งแถว 2 แถว หันหน้าเข้าหากัน และเอื้อมมือแตะกันด้านบนให้เป็นซุ้ม เพื่อให้เพื่อนๆนักวิ่งตาบอดได้เดินรอดซุ้มกันเป็นแถวเดี่ยวเป็นการต้อนรับ เราก็ไปยืนด้วย และรู้สึกดีใจที่ได้เห็นเพื่อนนักวิ่งตาบอดทุกคน

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 6

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 7

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 8

พอเวลาตีห้าครึ่งทางพิธีกรก็เรียกนักวิ่งตาดีให้มาจับคู่กับนักวิ่งตาบอด เราเองก็เดินงงๆอยู่พักหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะจับคู่ตรงไหน จนเดินมาเจอน้องๆติดบิบสีแดง กลุ่ม B ยืนอยู่ด้วยกัน หลายคนมีคู่แล้ว เราไปเจอน้องคนหนึ่งยืนท้ายแถวอยู่คนเดียว เลยเข้าไปทักทาย ถามชื่อน้อง น้องตอบมา “ชื่อสองครับ” อายุ 17 วิ่งมาได้ 3

ปี เป็นนักวิ่ง 100-400 เมตร สถิติ 100 เมตรคือ 14 วินาที เราก็คิด เอาแล้วไง เราจะคู่ควรน้องไหมนะ แต่น้องก็ตอบมาอย่างสุภาพว่า แต่ผมเพิ่งหายไข้ เป็นไข้มา 5 วัน ไม่ได้ซ้อมวิ่งมา 4 เดือน ไม่เคยวิ่ง 10K มาก่อน ไกลสุดน่าจะ 5K ตอนซ้อมวิ่ง และไม่เคยร่วมงานวิ่งมาก่อน ไม่เคยมี Guide runner มาก่อน ปกติวิ่งเองได้ เพราะตาบอดข้างเดียว อีกข้างมองเห็นประมาณ 60% น้องจึงไม่ได้ใช้ Guide runner จากข้อมูลที่ได้มา เราไม่แน่ใจว่าเราจะใช่คู่ที่ควรค่าน้องหรือเปล่า แต่มองซ้ายมองขวาก็ไม่มีใครแล้ว เลยถามน้องเค้าว่า เอางี้ ตั้งใจแข่งหรือทำเวลาหรือเปล่า เพราะถ้าอย่างนั้นน่าจะต้องหาคู่ให้ใหม่ที่วิ่งได้เร็ว เพราะเราวิ่งได้เร็วสุดก็ 60 นาที จากสภาพร่างกายในปัจจุบัน แต่น้องก็ตอบมาว่าไม่แข่งครับ ผมไม่รู้ว่าจะวิ่งไหวไหม ก็เลยโอเค มาลองดูละกัน

พอตอนปล่อยตัว 6 โมงเช้า ก็เลยออกวิ่งไปพร้อมกัน เราต้องคอยบอกน้องว่าช้าๆหน่อย ให้พยายามเกลี่ยแรง ที่เคยชินกับการวิ่งเร็ว ให้ช้าลงครึ่งหนึ่ง แต่คงด้วยความเป็นวัยรุ่น และเป็นนักวิ่งระยะสั้น น้องก็อัดไปเลยช่วงแรกเพซ 6:30 ผ่านไป 1 กิโลเมตรแรกเสียงหอบน้องเริ่มมา จึงบอกน้องว่าเพิ่งโลแรกนะ ช้าลงหน่อยดีไหม น้องเป็นเด็กที่น่ารักมากตรงที่รู้จักร่างกายตัวเองดี น้องเห็นด้วย แถมบอกว่า วิ่งไกลนี่มันยากเหมือนกันนะครับ น้องวิ่งช้าลงมาที่เพซ 7:00 ตั้งแต่กิโลที่ 1-8 สำหรับเราเรียกได้ว่า เก่งมากแล้วสำหรับการวิ่งไกลสุดของน้องครั้งแรก เราเองก็จะคอยบอกความเร็วแต่ละกิโลให้น้องได้รู้ด้วย พร้อมกับบอกระยะทางให้ทุกกิโลเมตร พอบอกกิโลเมตรที่ 4 แล้วนะ น้องบอก “โห อีกตั้งไกล” เราก็ได้แต่บอกให้ค่อยๆเฉลี่ยแรงไปนะ

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 9

น้องขอปล่อยเชือกในช่วง 500 เมตรแรกเพราะบอกว่าไม่ถนัด เราสังเกตท่าวิ่งน้องคือ เอามือไว้ที่หน้าอก วิ่งลงปลายเท้า ตามลักษณะคนวิ่งเร็ว เลยถามน้องให้แน่ใจว่าเห็นทางหรือเปล่า น้องบอกเห็นทาง แต่ลานตาไม่กว้าง ทางขวาที่เป็นข้างตาบอดจะมองเห็นไม่หมด เราเลยวิ่งประกบขวา และปล่อยน้องวิ่งไป คอยบอกน้องเป็นระยะว่า มีคนเดินข้างหน้า ให้ช้าลง หลบมาทางขวา วิ่งตรง ซึ่งน้องก็ทำตามตลอด มีเหมือนเกือบจะวิ่งชนคนบ้าง เพราะกะความเร็วไม่ถูก แต่เราก็ดึงหลบได้ทัน ถือว่าน้องเก่งมากที่สามารถวิ่งได้ในเส้นทางข้างนอก ที่มีคนเยอะแยะ เราคิดว่าน้องคงเห็นทางชัด แต่พอขอ Facebook น้อง และหาชื่อน้องไม่เจอ น้องขอเอาไปดูให้ กลายเป็นว่าน้องต้องเอามือถือไปจ่อใกล้ตามาก จนเราห่วงว่าจะวิ่งสะดุด เลยยิ่งทึ่งกับน้องมากขึ้นอีก

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 10

เจ้าหน้าที่ที่จุด Checkpoint พอเห็นเราไม่จับเชือกกัน เลยแจ้งว่าตอนเข้าเส้นชัยให้จับเชือกด้วย เท่าที่สังเกต เจ้าหน้าที่จะคอยเชคเบอร์วิ่งของน้องเวลาวิ่งวนครบหนึ่งรอบ น้องคอยถามเราเกี่ยวกับเรื่องงานวิ่ง เช่น จุด Checkpoint คืออะไร ในงานนี้ทำไมให้ยางต่างสีกันตามรอบ เหลือง เขียว แดง น้ำเงิน ทำไมแถวนี้คนเดินเยอะ วิ่งไกลๆต้องวางกลางเท้าใช่ไหม ที่นี่รอบหนึ่งกี่กิโล ทำไมมีจุดให้น้ำหลายจุด เพราะน้องไม่ดื่มน้ำถ้าไม่รู้สึกว่าเหนื่อยสุด เราก็คอยบอกคอยเล่าเท่าที่รู้

เราเองก็ถามเรื่องราวเกี่ยวกับน้องไปด้วย น้องเป็นคนร้อยเอ็ด มาอยู่โรงเรียนที่ปากเกร็ด ชอบเล่นกีฬาอันดับหนึ่ง อันดับสองยกให้เรื่องเครื่องเสียง อันดับสามยกให้กับดนตรี น้องศึกษาเรื่องเครื่องเสียงเพิ่มเติมเองจากยูทูบ ส่วนดนตรีก็สามารถตีกลองได้ จริงๆก็เล่นเครื่องดนตรีได้เกือบหมด เพราะฝึกมาแต่เด็ก กีฬานอกจากวิ่งแล้วก็เล่นยูโดได้ด้วย น้องลองเล่นกีฬาทุกอย่าง เรียนรู้ทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิต เช่น การนวด น้องบอกว่า ลองเรียนหมดครับ มีอะไรก็เรียนไปให้รู้หมด อย่างเรื่องเครื่องเสียงเนี่ย ตอนวิ่งเข้าใกล้เส้นชัยน้องสามารถบอกได้ว่าลำโพงที่ทางงานใช้อยู่นั้น มีขนาดกี่ดอกกี่นิ้ว (ภาษาเครื่องเสียง) นี่ไง คู่วิ่งเราวันนี้ ไม่ธรรมดานะ ใช้เวลาชีวิตคุ้มค่า และเก่งรอบด้านจริงๆ

พอวิ่งมารอบสุดท้าย น้องก็ขอเดิน เพราะรู้สึกว่าเหนื่อย และเหมือนน่องจะเป็นตะคริว น้องต้องไปตีกลองในงานต่อ และต้องกลับไปซ้อมยูโดด้วย เราก็โอเค เดินเป็นเพื่อนน้อง แล้วก็คุยกันไปเรื่อยๆ น้องถามถึงเส้นชัยว่าเลยสะพานไปใช่ไหม แต่เราบอกว่าก่อนถึงสะพาน แล้วตกลงกันว่าจะวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยกัน ระหว่างนั้น น้องก็หยุดยืดกล้ามเนื้อเป็นระยะๆ

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 11

พอถึงทางวิ่งที่ตรงสู่เส้นชัย เราก็พากันวิ่งเข้าเส้นอย่างรวดเร็ว หรือน้องพาเราวิ่งก็ไม่รู้ ตรงบริเวณเส้นชัยจะวางกระดาษฟลอยด์ไว้ใต้พรม เพื่อให้มีเสียงเวลานักวิ่งตาบอดเข้าเส้นชัย จะได้รู้ว่าถึงแล้วนั่นเอง มีเจ้าหน้าที่นำเหรียญเข้ามาให้เราสองคน และแจกถุงผ้าคนละใบ เรายื่นให้น้องแล้วบอกให้ใส่เหรียญเข้าไป จะได้ไม่หาย ยืนเก้ๆกังๆกันสักพักก็มีพี่ผู้ชายท่านหนึ่งเดินเข้ามาแนะนำตัวและแจ้งว่าเป็นครูของน้อง ขอพาตัวน้องไปพัก เราเลยร่ำลากันตรงนั้น และกำชับน้องว่าให้รับเป็นเพื่อนใน Facebook ด้วยนะ ในใจตั้งใจว่าจะหารูปวิ่งของน้องและซื้อให้น้องเป็นของขวัญสักรูปสองรูป
99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 12

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 13

เราคิดว่าทางงานแจกถุงผ้านักวิ่งทุกคนที่เข้าเส้นชัย แต่เห็นน้องๆบอกว่าให้สำหรับคนที่วิ่งเจ้ากลุ่มแรกๆ กระเป๋าผ้าเนื้อดี มีซิปด้านข้างด้วย ชอบมากค่ะ

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 14

ส่วนเหรียญเป็นสีดำขาว ขอบภาพคมชัดเจน สวยงาม น่าเก็บสะสมอีกเช่นเคย

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 15    99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 16

มาสรุปการวิ่งของเราสองคนวันนี้ดีกว่า จบระยะ 10.65 กิโลเมตรไปได้ด้วยเวลา 1:31:20 ชั่วโมง ความเร็วเฉลี่ย 8:34 นาทีต่อกิโลเมตร เส้นทางวิ่งรอบสวนรถไฟ 4 รอบ ความเร็วต่อกิโลเมตรช่วง 1-8 กิโลเมตรแรกๆอยู่ที่ 7:00 นาที ถือว่าน้องทำได้ดีเลย ส่วนหลังๆวิ่งๆเดินๆกันแล้ว นี่ถ้าน้องได้ฝึกอีกเล็กน้อย น่าจะจบเวลาได้สวยกว่านี้อีกมากค่ะ

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 17   99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 18

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 19

วันนี้เราวิ่งอยู่โซน 4 แบบสบายๆ ไม่เหนื่อยมาก อากาศดี อุณหภูทิอยู่ที่ 28-30 องศาเซลเซียส ไม่อบอ้าว ไม่ชื้น มีเนินขึ้นลงเล็กน้อยตามประสาสวนรถไฟค่ะ

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 20

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 21

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 22

จบการวิ่งวันนี้ด้วยความประทับใจน้องสองตรงที่เป็นคนใจเย็น ไม่ดูเลือดร้อนแบบวัยรุ่นทั่วไป เป็นผู้ใหญ่ อดทน เพราะคงผ่านอะไรในชีวิตมามากมาย แม้น้องจะมีความบกพร่องทางการมองเห็นมาแต่กำเนิด และแม้จะอยู่ในครอบครัวที่เลี้ยงดูเอาใจใส่ดี แต่ก็คงจะไม่ง่ายถ้าออกมาดำเนินชีวิตตามลำพังในโลกใบใหญ่ที่มองเห็นได้ไม่หมด นอกจากนี้ น้องสองยังรู้จักประมาณตัวเอง โดยสังเกตจากการพูดของน้องในแต่ละรอบว่า “โห ตอนนี้เหนื่อยแล้ว ขอช้าก่อน” หรือ “ไปต่อได้ครับ” และสุดท้ายที่ขอเดิน เพราะน้องอยากเก็บแรงขาไว้ทำอย่างอื่น ไม่มุทะลุ บ้าพลัง หรืออยากโชว์ความแรงใดๆ ซึ่งเราต้องขอเคารพน้องในเรื่องนี้อย่างยิ่ง น้องอายุแค่ 17 แต่ความคิด และการตัดสินใจโตเกินอายุไปแล้ว เรากลับมาบ้านกำลังโหลดรูปให้น้องอยู่ น้องสองก็มารับเป็นเพื่อนใน Facebook เราเลยได้โอกาสส่งรูปไปให้น้อง และถามอาการน่องตึง น้องบอกว่าไม่เป็นอะไรมากแล้ว เรายังแอบเข้าไปดู Live สดน้องเล่นกลองด้วย เล่นเก่งมากๆเลยค่ะ รู้สึกดีใจที่ได้รู้จักน้อง น้องทำให้เรารู้ว่า ไม่มีอะไรที่จะมาจำกัดความสามารถของเราได้ นอกจากความคิดของเราเองค่ะ

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 23

โดยทั่วไป คนที่สามารถมองเห็นได้ตามปกติอย่างเราๆ อาจจะนึกว่าผู้พิการทางสายตาคงต้องใช้ชีวิตลำบากมาก เพราะมองไม่เห็น คงทำอะไรไม่สะดวก แต่พอได้มาคุยด้วยแล้วจะรู้เลยว่า ไม่มีคำว่าผิดปกติอยู่ในชีวิตของพวกเขา เพราะเขาสามารถดำเนินชีวิตประจำวันมาได้ด้วยความปกติ การมองเห็นได้ไม่ชัด 100% คือความปกติของพวกเขา แต่เราต่างหากที่ไปมองว่าการมองเห็นไม่ชัดคือความผิดปกติ เพราะเราเอาตัวเราเป็นมาตรวัดความสามารถของการมองเห็น การวิ่งวันนี้ทำให้เรารู้ว่า ไม่มีมาตรวัดใดในโลก ที่จะวัดความปกติของร่างกาย แต่คือจิตใจต่างหาก ที่จะอยู่ได้อย่างปกติสุขไหม ความปกติจึงอยู่ที่ใจ ใช่ที่กายค่ะ
ขอยกย่องความปกติของใจในร่างกายที่บกพร่องทางการมองเห็นของนักวิ่งทุกคนนะคะ
8 ก.ย. 61
ขอบคุณรูปส่วนหนึ่งจาก Thairun ค่ะ

เรื่องของน้ำสำหรับนักวิ่ง

แม้โดยทั่วไปเราจะแบ่งร่างกายของเราออกเป็นโครงสร้างส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อ เป็นน้ำ และส่วนที่ไม่เป็นกล้ามเนื้อ แต่ “น้ำ” ถือว่ามีความสำคัญที่สุดสำหรับปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ รวมไปถึงการสร้างพลังงานเพื่อให้กล้ามเนื้อใช้ในการหดตัวด้วย เมื่อเพื่อนๆสูญเสียน้ำจากการหลั่งเหงื่อ มันมีผลที่ตามมาเสมอ นั่นก็คือ ปริมาตรเลือดลดลง และเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ หากเพื่อนๆไม่ดื่มน้ำทดแทนให้เพียงพอ จะทำให้ปริมาตรเลือดที่หัวใจบีบออกจากหัวใจ 1 ครั้ง (Stroke volume) ลดลง ส่งผลไปถึงปริมาตรเลือดที่หัวใจบีบออกไปได้ใน 1 นาที (Cardiac output) ลดลง การนำส่งออกซิเจนจึงลดลง สมรรถภาพการวิ่งจะเริ่มลดลงเมื่อน้ำหนักตัวลดลงจากการเสียน้ำ 2 – 3% ของน้ำหนักตัวก่อนวิ่ง

การที่ร่างกายมีน้ำน้อยเกินไป เรียกว่า Dehydration หรือภาวะร่างกายขาดน้ำ และถ้าร่างกายมีน้ำมากเกินไป เรียกว่า Hyponatremia โชคดีที่เราสามารถทดสอบสภาวะน้ำในร่างกายได้อย่างง่ายๆ 2 วิธี

  1. สีและปริมาณของปัสสาวะ ปัสสาวะควรมีสีใสและเหลวแสดงว่าน้ำในร่างกายยังเพียงพอ หากปัสสาวะเป็นสีเข้ม และข้นแสดงว่าร่างกายขาดน้ำ
  2. การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว วัดได้โดยการชั่งน้ำหนักตัวก่อนและหลังการวิ่ง หาค่าความแตกต่าง และคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ หากร่างกายมีน้ำระดับปกติ จะได้ค่าอยู่ระหว่าง -1% – 1% หากร่างกายขาดน้ำเล็กน้อย จะได้ค่าอยู่ระหว่าง -1% – -3% และถ้าร่างกายอยู่ในภาวะขาดน้ำแล้ว จะได้ค่าอยู่ระหว่าง -3% – -5% และถ้าร่างกายขาดน้ำรุนแรง จะได้ค่ามากกว่า -5%

เมื่อร่างกายขาดน้ำ อุณหภูมิร่างกายจะสูงขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิแกนกลางสูงขึ้นไปจนถึงระดับที่อันตราย เพราะหากถึงระดับนั้น ระบบประสาทส่วนกลางจะปรับตัวเพื่อตอบสนองเรื่องซับซ้อนนี้ด้วยการไปทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะส่วนอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับวิ่งให้น้อยลง และทำให้เส้นเลือดที่บริเวณผิวหนังขยายตัว ทำให้เลือดที่จะวิ่งไปที่อวัยวะภายในร่างกายต้องวิ่งไปที่ผิวหนังเพื่อเพิ่มความเย็นให้กับผิวหนังโดยการพาความร้อนจากร่างกายออกผ่านไปกับอากาศผ่านทางผิวหนัง

การวิ่งที่ทำให้เหงื่อออกเป็นเวลานาน 2 – 3 ชั่วโมงในช่วงเวลาที่ซ้อมเพื่อมาราธอนสามารถทำให้เกิดภาวะขาดน้ำได้อย่างง่ายดาย เพราะว่าน้ำในร่างกายสูญเสียออกไปจากร่างกายได้เร็วกว่าเมื่อเราดื่มกลับเข้าไปในขณะวิ่ง ดังนั้นเพื่อนๆจึงสามารถคาดหวังได้ว่าน้ำหนักจะลดลงหลังจากวิ่งไกลเสร็จ ซึ่งนั่นยังไม่เป็นไร เนื่องจากระดับน้ำในร่างกายสามารถกลับมาที่ระดับเดิมได้เมื่อเพื่อนๆดื่มน้ำทดแทนในช่วงเวลาที่เหลือจากวันนั้นแล้ว หากเพื่อนๆมีน้ำหนักตัวก่อนและหลังวิ่งเท่าๆเดิมหรือมากกว่าเดิม นั่นอาจหมายถึงว่าดื่มน้ำมากเกินไป ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ที่เราเรียกว่า Hyponatremia ทำให้ความเข้มข้นของโซเดียมในเลือดลดลง ในเมื่อน้ำจะไปในทุกที่ที่มีโซเดียมอยู่ ดังนั้นของเหลวที่มีโซเดียมรวมอยู่ด้วยจึงเป็นภาวะบ่งบอกความชุ่มชื้นอุดมคติของร่างกาย เพราะโซเดียมจะกระตุ้นไตให้มีการดึงน้ำกลับเพื่อการจับคู่กับโซเดียมอย่างเพียงพอในร่างกาย

ระหว่างการฝึกซ้อมและการแข่งขัน ให้จำไว้ว่า “จงดื่มน้ำเมื่อรู้สึกกระหาย” หากร่างกายขาดน้ำเล็กน้อยยังถือว่าปลอดภัยและจะช่วยเป็นแรงกระตุ้นให้เพื่อนๆสามารถซ้อมได้อย่างเต็มที่ และยังได้ผลเรื่องการปรับตัวจากการฝึกซ้อม แต่อย่าผลักดันร่างกายตัวเองไปจนถึงภาวะขาดน้ำแล้ว และพยายามดื่มน้ำทดแทนจนกว่าจะเข้าสู่ระดับปกติภายใน 2 ชั่วโมงหลังการออกกำลังกาย

78 เรื่องของน้ำสำหรับนักวิ่ง 2

หลักการดื่มน้ำในนักวิ่ง

  1. ก่อนการวิ่งไกล: ดื่มน้ำ 474 – 709 มิลลิลิตร 2 – 3 ชั่วโมงก่อนการวิ่ง และดื่ม 236 มิลลิลิตรก่อนการวิ่ง 30 นาที
  2. ระหว่างการวิ่งไกล: ดื่มน้ำ 118 – 237 มิลลิลิตร ทุกๆ 15 – 20 นาที ถ้าเพื่อนๆเสียเหงื่อมาก ให้ดื่มน้ำมากขึ้น
  3. หลังการวิ่งไกล: ดื่มน้ำ 1 ลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ที่สูญเสียไประหว่างการวิ่ง

ขอให้เพื่อนนักวิ่งดื่มน้ำกันให้เพียงพอนะคะ

 

ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง

เมื่อมีงาน Pacer มาเสนออีกวาระหนึ่ง เราผู้ซึ่งติดใจการเป็น Pacer จากงานแรกจึงขอมีงานที่ 2 อีกสักครั้ง แต่ตอนแรกที่พี่ๆมาถามว่าใครไปบ้าง ก็ตอบว่าไปซะแล้วโดยที่ไม่ได้ดูเลยว่าสนามวิ่งจะเป็นอย่างไร จนเมื่อน้องๆในกลุ่มที่เคยไปวิ่งสนามนี้แล้วเข้ามาบอกทีละคนสองคนว่า ต้องวิ่งขึ้นลงตึกจอดรถสองตึกนะ จากที่กำลังจะพิมพ์ชื่อตัวเองลงไปที่เวลา 70 นาทีเช่นเดิมก็ต้องลังเล ก่อนตัดสินใจลงชื่อไปว่าขอเป็น Pacer 90 นาที ดูจะเป็นไปได้มากกว่า

งานที่มีสัญลักษณ์การวิ่งขึ้นตึกจอดรถสองตึกก็คืองาน EGAT Charity Green Run 2018 ที่จัดมาเป็นครั้งที่ 22 แล้ว งานนี้ได้ยินมานาน แต่ไม่เคยคิดไป เพราะรู้สึกว่าไกลบ้าน แต่เมื่อจะได้เป็น Pacer แล้ว ไกลแค่ไหนก็ไป ใจง่ายนะเนี่ยเรา งานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยค่อนข้างมีชื่อในเรื่องความแปลกแหวกแนวของการจัดงาน เพราะเป็นงานที่ไม่มีการแจกเหรียญ แต่จะแจกเป็นของอย่างอื่นแทน อย่างในปีนี้แจกเป็นข้าวกล้อง ถามจากคนที่เคยมาหลายปีก่อนที่ไม่มีเสื้อวิ่งให้ ก็จะแจกเป็นกระเป๋าบ้าง เป็นหมวกบ้าง นอกจากนี้ กฟผ. ยังมีแนวคิดการจัดงานแบบเรียบง่ายสำหรับปีนี้คือ “ผสานวิถีชุมชน เพื่อการแบ่งปันที่ยั่งยืน”

วัตถุประสงค์ของการจัดงานนี้ นอกจากจะทำให้ กฟผ. เป็นที่รู้จัก สร้างความต่อเนื่องของการจัดงาน และสนับสนุนการออกกำลังกายของพนักงานและประชาชนทั่วไปแล้ว ยังถือเป็นโอกาสนำรายได้ที่เหลือจากการจัดงานช่วยเหลือนักเรียนโดยรอบ กฟผ. ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือเพื่อการกุศลอื่นๆ ซึ่งเราได้ยินทางพิธีกรแจ้งว่าวันนี้จะขอมอบเงินไว้ก่อนจำนวน 200,000 บาทถ้วนที่หน้างาน ส่วนอื่นๆจะตามมาทีหลัง เราก็ได้อนุโมทนาบุญกันไป

การเตรียมตัวซ้อมสำหรับงานนี้คือการวิ่งขึ้นเนินเพื่อเตรียมวิ่งขึ้นตึกจอดรถ 7 ชั้น ในกลุ่มไม่มีใครบอกได้ว่าชันขนาดไหน น้องที่เคยไปงานถ่ายรูปกราฟความชันมาให้ดู เราเลยลองมาคำนวณว่าจะต้องวิ่งขึ้นเนินที่ความชันเท่าไหร่ เราไม่สามารถหาเนินวิ่งได้ จึงคิดจะใช้ลู่วิ่งเป็นสนามซ้อม คำนวณความชันของลู่วิ่งออกมาแล้วประมาณ 3% เมื่อรวมกับความชันที่ต้องเพิ่มสร้างแรงเสียดทานอีก 2% ก็สมควรที่จะซ้อมความชันบนลู่วิ่งไม่ต่ำกว่า 5% เมื่อได้ตัวเลขแล้ว ก็มาวางแผนการซ้อม เรายังมีเวลาอีกประมาณ 5-6 สัปดาห์ก่อนวันวิ่งจริง เราจึงเพิ่มการวิ่งขึ้นเนินเข้าไปแทนวันวิ่ง Interval หรือ Tempo วันใดวันหนึ่ง คำนวณเวลาวิ่ง 90 นาที ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร เราจะต้องวิ่งด้วยความเร็ว 8.34 นาทีต่อกิโลเมตร จะต้องวิ่งขึ้นตึกที่ประมาณกิโลเมตรที่ 8 ดังนั้นเวลาที่จะใช้วิ่งขึ้นตึกโดยประมาณก็อยู่ที่ 20 นาทีสุดท้าย แผนการซ้อมคือ วิ่งให้ได้ครบ 60 นาที แล้วเพิ่มความชันเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก 10 นาที ปรับลงมาพัก 5 นาที แล้วเพิ่มความชันอีก 10 นาที แล้วเข้าสู่ช่วง Recovery เลย พอถึงวันซ้อมจริง เราอาจมีข้อจำกัดเรื่องเวลาที่ไม่สามารถวิ่งครบ 90 นาทีอยู่บ้าง แต่จะพยายามให้ถึง 60 นาทีเป็นอย่างน้อยทุกครั้ง ส่วนวันวิ่งอื่นๆในสัปดาห์ก็ยังคงไว้เหมือนเดิม วันวิ่งยาวยังไงเราจะวิ่งข้างนอกและไม่ต่ำกว่า 90 นาทีอยู่แล้ว เมื่อวางแผนการซ้อมเรียบร้อย ก็จัดไปตามนั้น แล้วก็คอยส่งการบ้านให้กับทางลูกโป่งรันเนอร์ตามเกณฑ์กันต่อไปค่ะ

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 2

เมื่อภาพโปรโมท Pacer ปล่อยออกมา เราก็ต้องขอเซฟเก็บไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อย ในกลุ่ม 90 นาที กลุ่มเราประกอบไปด้วยเรา น้องณัชที่ยังไม่เคยร่วมวิ่งกันมาก่อน น้องแครอทที่เคยเจอกันจากงานที่แล้ว และน้องนนท์ผู้ซึ่งเคยผูกลูกโป่งแรกในชีวิตให้ คราวนี้เลยขอเป็นคนผูกให้น้องบ้าง แต่ด้วยความที่เป็นมือใหม่หัดผูก ดันผูกไม่แน่น ลูกโป่งน้องนนท์เลยลอยขึ้นฟ้าไปสองใบ เราเลยไปแบ่งมาจากคนที่เหลือคนละใบ เลยได้ลูกโป่งผูกหลังกันคนละ 2 ใบกำลังดี

เมื่อถึงวันงาน ทุกคนนัดกัน 4.30 น. เราเองบ้านค่อนข้างไกล ดู Google map แล้วพบว่าใช้เวลาประมาณ 30 นาทีจะไปถึงงาน เลยตื่นประมาณ 3.45 น. แต่งตัวอย่างรวดเร็ว ออกจากบ้านเวลา 4.00 น. กว่าจะเรียกแท๊กซี่ได้ก็คันที่ 7 ที่เหลือก่อนหน้าต้องไปส่งรถกันหมด จริงๆถ้าไม่พร้อมรับผู้โดยสารก็ไม่น่าจะหยุดรับเนอะ เสียความรู้สึกจังค่ะ สุดท้ายดีใจได้เจอแท๊กซี่ใจดี ยินดีไปส่ง แถมรู้จักทางด้วย เราเลยสบายไป เพราะแถวบางกรวยเราก็ไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่ เราขอคนขับซัดแซนวิชที่คว้ามาจากบ้านไป 1 ชิ้น ดื่มน้ำ 1ขวด ไม่นานก็ถึงสถานที่จัดงาน ทางเจ้าหน้าที่ให้ลงรถทางด้านหน้า และเราก็เดินเข้าไปด้านในไม่ไกลกันค่ะ

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 3

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 4

เดินเข้ามาถึงบริเวณที่จัดงาน จุดปล่อยตัวและเส้นชัยก็จัดไว้เรียบร้อยแล้ว เต็นท์ที่เรานัดกันก็มีลูกโป่งมาผูกรอพร้อมแล้ว ลูกโป่งสีส้มคือ 60 นาที สีเหลืองคือ 70 นาที สีเขียวคือ 80 นาที และสีชมพูสุดท้ายคือ 90 นาที เนื่องจากไม่มี Sweeper ในงานนี้ เราเลยคล้ายๆจะเป็น Sweeper ในงานไปซะเอง

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 5

พอไปถึงก็ไปรับบิบที่จ่ายเงินซื้อกันเอาไว้ค่ะ เราได้เลขท้ายสองตัวเท่าอายุพอดี ชอบบิบงานนี้ตรงที่ทำด้วยผ้า แบบว่าได้อารมณ์บ้านๆมาก ชอบมากเลยค่ะ ส่วนบิบสำหรับ Pacer ของเราก็ห่อด้วยพลาสติกอย่างดีจากลูกโป่งรันเนอร์เช่นเคย เมื่อได้รับลูกโป่งและบิบแล้ว ก็ช่วยกันติดกันไป

เราเจอน้องณัช และน้องนนท์เรียบร้อย แต่น้องแครอทหาที่จอดรถอยู่ เลยปรึกษากันถึงแผนการวิ่ง ทางเจ้าหน้าที่ประกาศว่าระยะทางคือ 10.1 กิโลเมตร แต่ด้วยความที่ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดระยะทาง จึงใส่เวลาในการคำนวณสูตรเผื่อเวลาไว้ 2 นาที ความเร็วที่ใช้วิ่งจึงได้เท่ากับ 8.42 นาทีต่อกิโลเมตร เราเองตกลงกันว่าจะวิ่งไม่ให้ขาดให้เกิน 1 นาทีของเวลา 90 นาที

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 8

เรายืดเหยียดวอร์มอัพพอให้เหงื่อซึม รอเวลาปล่อยตัวตอน 6.00 น. สักพักก็ถูกพี่ๆเรียกตัวไปหน้าจุดปล่อยตัวเพื่อเตรียมสรุปงาน พี่ๆได้แจ้งไว้แล้วว่า ถ้าจำเป็นต้องเข้าห้องน้ำให้ฝากโป่งกับเพื่อน หรือถ้ามีเหตุฉุกเฉินที่ทำให้ต้องหยุดวิ่ง ให้ปล่อยโป่ง ให้รักษาเวลาตามที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด และก็แตะมือกันก่อนส่งเสียงเฮ้เพื่อปลุกใจให้ตื่นกัน ระหว่างรอพิธีเปิด เราก็ยืนทำสมาธิ น่าแปลกที่งานที่ 2 ในฐานะ Pacer เราไม่ตื่นเต้นสักนิด คงเพราะได้ฝึกฝนมาเป็นอย่างดีที่ความเร็วตามที่กำหนด แต่อาจจะมีความกังวลใจนิดๆตอนวิ่งในตึกซึ่งจะเป็นจุดอับ GPS อาจทำให้การวัดระยะจากนาฬิกาหรือมือถือไม่แม่นยำ และอาจทำให้การคำนวณเวลาการวิ่งผิดเพี้ยนไป เราจึงตกลงกันว่าจะคอยเชคกันเองในกลุ่ม และคอยเชคระยะทางจากป้ายระยะทางของผู้จัดอีกทีหนึ่ง

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 9

และแล้วก็ถึงเวลาปล่อยตัว เรากดเวลาทันทีที่ได้รับสัญญาณปล่อยตัว แต่เรายืนรอให้ลูกโป่งกลุ่มอื่นวิ่งออกไปก่อน ก่อนที่จะวิ่งเรียงเดี่ยวหลบทางให้กับนักวิ่งท่านอื่นวิ่งตามออกไป ทางวิ่งช่วงแรก เราจะวิ่งไปทางสะพานพระราม 7 แล้วค่อยวนกลับตัวมาใหม่ระหว่างทางวิ่งก็มีเสียงตะโกนเรียกนักวิ่งให้วิ่งไปด้วยกันทั้งจากน้องนนท์และน้องแครอท นอกจากนี้ยังมีน้องป๊อปซึ่งเป็นเพื่อนแครอทมาวิ่งด้วยกัน สร้างความครื้นเครงมาก เพราะปล่อยมุข เล่นมุขกันสนุกสนาน เรากับน้องณัชได้แต่หัวเราะ ยิ้มตาม เราเล่นมุขสมทบบ้างเล็กน้อยไปเรื่อยๆ ต้องขอบอกเลยว่าเราไม่เคยวิ่ง 10 กิโลเมตรแล้วหัวเราะตลอดทางได้อย่างนี้มาก่อน ต้องขอบคุณน้องๆกลุ่มนี้มากๆที่ทำให้ไม่เหนื่อยเลย การวิ่งขึ้นลงสะพานไปกลับผ่านไปอย่างรวดเร็ว แม้แดดจะเริ่มส่องแสงสร้างความร้อนระอุบ้างแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด และการวิ่งก็ยังคงเป็นไปตามความเร็วที่คำนวณกันเอาไว้

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 10

เมื่อวิ่งลงสะพานมา วนกลับเข้าสู่เขตการไฟฟ้า ก็เริ่มเตรียมขาให้พร้อมกับการวิ่งขึ้นตึกจอดรถกัน เส้นทางขึ้นตึกจอดรถตึกแรก ไม่ยากเย็นนัก เพราะความชันน้อยกว่าที่เราซ้อมมาพอสมควร ทำให้ชีพจรเปลี่ยนระดับจากโซน 2 เข้าสู่โซน 3 ในเวลานั้น GPS ที่จับกันได้ในนาฬิกาแต่ละคนเริ่มไม่ตรงกัน ต่างกันตั้งแต่ 500-800 เมตรกันเลย พอวิ่งลงจากตึกแรกมา จำได้ว่าเห็นป้าย 8 กิโลเมตร และจุดให้น้ำ ตอนนั้นนาฬิกาเรายังเป็น 7 กิโลเมตรกว่าๆ แต่พอดูเวลารวมกับป้ายระยะทางของผู้จัดก็พบว่า เรายังวิ่งมาเร็วกว่าเวลาที่คำนวณไว้ 1 นาที ซึ่งก็ยังเป็นไปตามที่คาด

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 11เมื่อวิ่งขึ้นตึกที่สอง พบว่าทางชันกว่าตึกแรกเกือบเท่าหนึ่ง ทำให้เสียงให้กำลังใจนักวิ่งเงียบลงไป ต่างคนต่างตั้งใจวิ่ง และเนื่องจากไม่สามารถกะระยะทางของการวิ่งได้จึงทำให้วิ่งเร็วกว่าเวลาที่ควรวิ่งไปมากพอสมควร พอมาช่วยกันวัดระยะใหม่โดยเทียบกัน 4 คนก็พบว่าระยะทางไม่เท่ากันซะแล้ว เราประมาณจากที่คำนวณได้ว่า วิ่งขึ้นตึกที่สองเร็วขึ้น 1 นาที ทำให้เวลาที่วิ่งไป เร็วไป 2 นาที ช่วงระยะทางที่ลงจากตึกจนถึงเส้นชัย เลยจำเป็นต้องลดความเร็วลงจนเหลือเดิน และสุดท้ายก็ต้องยอมหยุดก่อนถึงเส้นชัยประมาณ 2 นาที และส่งเสียงเชียร์เพื่อนนักวิ่งไปพลาง เพราะเป็นระยะอีกไม่ถึง 50 เมตรก็จะถึงเส้นชัยแล้ว หวังว่าเสียงเรียกของเราคงจะพอช่วยกระตุ้นเพื่อนนักวิ่งที่อ่อนแรงช่วงท้ายนี้ให้มีแรงวิ่งต่อไปได้บ้าง

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 12

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 13

เมื่อใกล้ถึงเวลา 90 นาที เราก็วิ่งเข้าเส้นชัยได้พอดี การวิ่งวันนี้วิ่งเร็วไปในช่วงท้ายเพราะการกะระยะลำบากในช่วงเวลาวิ่งขึ้นตึก แต่ก็จบลงไปได้ด้วยดี ระหว่างทางนอกจากจะคุยกันเองอย่างสนุกสนานแล้ว ยังมีเพื่อนนักวิ่งมาขอถ่ายรูปด้วย แล้วคุยแซวกันไปเรียกเสียงหัวเราะได้ดี เป็นการวิ่งที่มีรอยยิ้มตลอดเส้นทาง น่าประทับใจมากค่ะ เราไม่เคยมีรูปวิ่งแล้วยิ้มอย่างนี้มาก่อนเลย

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 14

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 15

ตอนวิ่งเข้าเส้นชัย เราได้รับการแจกกระดาษเล็กๆใบหนึ่ง และถุงผ้าอีกใบหนึ่ง ข้างในใส่ถุงข้าวสารเอาไว้ พอมาดูแผ่นกระดาษใกล้ๆก็ถึงเข้าใจว่ามันเป็นใบบอกอันดับนั่นเอง เจ้าหน้าที่มาช่วยกันยืนแจกกันอย่างแข็งขัน เป็นกระดาษรีไซเคิล และทำลวดลายได้น่ารักมาก

ข้าวสารที่ได้ก็เป็นข้าวสารที่ทาง กฟผ. มีส่วนช่วยสนับสนุนชาวนาซื้อมา นอกจากแผ่นกระดาษที่ได้รับแจกแล้ว ยังมีใบฉลากจับรางวัลด้วย เราเปิดออกมาไม่ได้รางวัล ไปดูรางวัลที่แจกคือเสื่อค่ะ เก๋มากๆ

สรุปการวิ่งวันนี้เป็นไปตามที่ต้องการ ระยะทาง 10.27 กิโลเมตร ในเวลา 90 นาที ความเร็ว 8:46 นาทีต่อกิโลเมตร ตัวเลขต่อกิโลเมตรอาจไม่ค่อยสวย เพราะช่วง 2 กิโลเมตรสุดท้าย GPS เรรวน แต่เราก็พยายามกันเต็มที่แล้วค่ะ

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 20

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 23

เส้นทางวิ่งสนามนี้ ปิดถนนได้ดี อาจมีบางจังหวะต้องวิ่งเร่งเพื่อข้ามถนน แต่เจ้าหน้าที่ก็มีการตัดแบ่งกลุ่มนักวิ่งได้ดี ดูมีประสบการณ์มากค่ะ

ในช่วงเช้าๆอย่างวันนี้อากาศกำลังดี ไม่ร้อนจนเกินไปอยู่ในช่วง 28 – 31 องศาเซลเซียส มีแดดช่วงท้ายๆบ้าง แต่พอวิ่งเข้าเขต กฟผ. ใหม่ก็มีเงาตึกบังไม่ร้อนซักเท่าไหร่แล้วค่ะ

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 26

ดูกราฟความชันก็เห็นได้ว่าวิ่งขึ้นตึก 2 ตึกไปที่ความสูงพอๆกัน จะเห็นได้ว่ากราฟของตึกที่สองชันกว่าตึกแรกอย่างเห็นได้ชัดค่ะ

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 27

หัวใจวันนี้คงได้โซน 4 มาตอนวิ่งขึ้นตึกที่ 2 แน่นอน ส่วนใหญ่วิ่งสบายๆขำๆกันไปก็ตกอยู่ที่โซน 2-3 ค่ะ ถือเป็นการวิ่งที่ไม่เหนื่อยเลย และเท่าที่ดูนักวิ่งงานนี้วิ่งกันค่อนข้างเร็วค่ะ กลุ่มเราถือเป็นกลุ่มรั้งท้ายจริงๆตามคาดค่ะ

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 29

ขอบคุณน้องๆ Runway จากลูกโป่งรันเนอร์ที่มาช่วยสร้างเสียงหัวเราะ ส่งเสียงกระตุ้นเพื่อนนักวิ่งตลอดทาง ดีใจที่มีเพื่อนนักวิ่งมาขอถ่ายรูปด้วย และบอกว่าเข้าเส้นชัยได้เพราะเสียงพวกหนูๆนี่แหละ แค่นี้เราก็มีความสุขมากๆแล้ว

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 30

และแล้ว งานเลี้ยงก็ต้องมีวันเลิกรา เนื่องจากเราเข้ากลุ่มท้ายๆ แถวข้าวไข่เจียวอันเลื่องชื่อจึงยาว และเพราะเราต้องกลับไปทำงาน จึงขอตัวแยกออกมาก่อน ระหว่างทางเดินหารถแท็กซี่กลับก็เจอคุณลุงคนหนึ่งอายุ 60 กว่าๆถามว่า Pacer คืออะไร เลยได้มีเพื่อนคุยเดินออกจากงาน แถมได้ให้คำปรึกษาแนะนำเรื่องปวดคอปวดหลังของคุณลุงด้วย นี่สินะ คือการให้ ที่ทำให้เรามีความสุขได้เสมอ

จากวันแรกที่วิ่งเพื่อลดไขมัน “วิ่งเพื่อตัวเอง” จนมาถึงวันที่ชวนคนใกล้ตัววิ่ง ไปวิ่งด้วย ไล่มาจนถึงวันที่มาเป็น Pacer เราไม่เคยนึกเลยว่า เราสามารถมาถึงจุดที่เรา “วิ่งเพื่อคนอื่น” ได้แล้ว ยิ่งเราวิ่งเพื่อคนอื่นมากเท่าไร ผลที่ได้จะย้อนกลับมาหาเรามากเท่านั้นเพื่อนๆมักจะบอกว่าเราขยันวิ่ง แต่จริงๆแล้ว เราเสพติดความรักที่จะให้ด้วยการวิ่งซะมากกว่า

“ไม่มีความฝันไหนที่จะเป็นจริงได้ ถ้าไม่เคยฝัน ไม่มีคนขยันคนไหนจะคว้าฝันไม่ได้ หากได้ลงมือทำ”

ถ้าจะบอกว่าการได้เป็น Pacer คือฝันที่เป็นจริงแล้ว แต่การเป็น Pacer ที่ดี และทำให้ได้มาพบเจอแต่คนดีๆต่างหาก ที่เรียกว่า มากเกินกว่าฝัน แต่คือความจริงที่ได้รับจริงๆ แค่จากเหตุผลเดียว คือการให้นั่นเองค่ะ

ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีความขยันที่จะฝันให้เป็นจริงกันนะคะ

2 กันยายน 61

บางครั้งความสุขจากการวิ่ง ก็มาจากการได้เห็นคนอื่นวิ่ง

เผอิญเพิ่งรู้ตัวว่าได้หยุดวันอาทิตย์ แรกๆว่าจะไปเที่ยววัด แต่เกิดเปลี่ยนใจ เลยเปิดหาดูว่ามีงานอะไรในวันอาทิตย์ที่อยู่ในกรุงเทพฯ และใกล้บ้าน ก็มาพบกับงาน Bangkok Post International Mini Marathon 2018 จัดที่เซ็นทรัลเวิลด์เข้า จึงเริ่มขั้นตอนตามล่าหาบิบ ซึ่งก็ได้ต่อมาแบบไม่ยากเย็น เราได้บิบระยะ 5 กิโลเมตรมาในราคาเท่าทุนคือ 350 บาท ถือว่าเป็นงานที่ค่าร่วมงานราคาถูกใช้ได้ ทราบมาว่ามีสปอนเซอร์จำนวนมากจนรายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายและนำเข้ามูลนิธิบางกอกโพสต์ ซึ่งเป็นมูลนิธิที่จัดตั้งมานานกว่า 30 ปี โดยมีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนด้านการศึกษาแก่นักเรียนที่ยากจน ขาดแคลนผู้อุปการะ และมีความประสงค์ที่จะศึกษาจนถึงระดับสูง ความช่วยเหลือของมูลนิธิ รวมไปถึงการส่งเสริมกิจกรรมเกี่ยวกับการศึกษา การค้นคว้าวิจัย และการร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ทำให้เราสบายใจที่ได้เข้าร่วมวิ่งมากเพราะวัตถุประสงค์ชัดเจนตอบโจทย์ดีค่ะ

ก่อนวันงานเราเตรียมของเสร็จก็รีบนอน เพราะหลังจากวิ่ง 5 กิโลเมตรตามทางในงานแล้ว เรากะว่าจะวิ่งจากเซ็นทรัลเวิลด์ไปสวนเบญจกิติ เพื่อพบกับคนไข้ที่จะออกมาวิ่งที่สวนครั้งแรก จึงได้เตรียมเป้น้ำด้วย และเตรียมเสื้อผ้าไปเปลี่ยนด้วย กะว่าจะฝากของที่งานก่อน เสร็จแล้วค่อยใส่เป้น้ำวิ่งไปสวน แล้วค่อยหาฟิตเนสเข้าไปอาบน้ำ เพราะต้องไปทำธุระต่อค่ะimg_7884

เวลาปล่อยตัวคือ 5.15 น. เราตื่น 4.00 เศษ ทานกล้วยหอม 1 ลูก น้ำ 1 ขวด ออกจากบ้าน 4.30 ไปถึงงานก็ 5.00 พอดี ฝากของ แล้ววอร์มร่างกายเตรียมวิ่ง งานนี้ดีตรงที่สถานที่จัดงานกว้างขวาง ซุ้มของสปอนเซอร์วางเรียงตามยาว เต๊นท์ฝากของมีขนาดใหญ่ ทางผู้จัดเตรียมถุงไว้ใส่กระเป๋าให้ ซึ่งก็เบาใจเพราะตอนนั้นฝนตกพรำๆหยุดๆ จะได้แน่ใจว่าเสื้อที่เตรียมมาเปลี่ยนจะไม่เปียก เราฝากของแล้วเดินหาจุดปล่อยตัวซึ่งอยู่ที่ประตูทางออกจากลานจอดรถไปทางประตูน้ำ

img_7911

เมื่อถึงเวลาปล่อยตัวเราก็ออกวิ่งจากทางออก เลี้ยวขวามุ่งหน้าแยกราชประสงค์ เลี้ยวขวาอีกรอบ แล้วไปเลี้ยวซ้ายเข้าถนนอังรีดูนังต์ วิ่งตรงไปออกถนนพระราม 4 เลี้ยวซ้ายไปแยกศาลาแดง เลี้ยวซ้ายอีกที แล้วตรงอย่างเดียวจนกลับมาที่แยกราชประสงค์ ตรงมาเข้าเส้นชัยที่จุดปล่อยตัว ระยะทางรวมได้ 5.06 กิโลเมตรเป๊ะ

97 บางครั้งความสุขจากการวิ่ง ก็มาจากการได้เห็นคนอื่นวิ่ง 4

แผนการวิ่งวันนี้ไม่มีอะไรเลย แรกๆกะว่าจะซ้อมวิ่งให้ได้ 45 นาที ตามความเร็ว Pacer ที่รับมาและต้องวิ่งในงานต่อไป แต่กลัวไปหาคนไข้ไม่ทัน จึงวิ่งเร็วขึ้นอีกนิดหนึ่ง ผลที่ได้เลยจบไปในเวลา 31:04 นาที ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 6.08 นาทีต่อกิโลเมตร ระหว่างวิ่งก็คอยสังเกตอัตราการเต้นของหัวใจไปด้วย พยายามไม่ให้เข้าโซน 5 มีหลุดขึ้นไปครั้งหนึ่ง แต่ก็กลับลงมาได้ การวิ่งวันนี้ แม้จะอยู่ในโซน 4 ตลอด แต่ไม่เหนื่อยมาก เพราะอากาศค่อนข้างดี 27-31 องศาเซลเซียส มีฝนพรำเป็นระยะ พอไม่ให้ตัวเปียก

img_7906

img_7907

img_7908

img_7909

img_7910

เหรียญที่ระลึกของงานนี้ก็ออกจะเรียบง่ายเป็นสีฟ้าเงินมีมิติเล็กน้อย ได้เหรียญไปเก็บสะสมเพิ่มอีกหนึ่งเหรียญในห้องสมุดเหรียญวิ่งของเรา พอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางต่อด้วยสองขาแบบง่ายๆค่ะ

img_7889

หลังจากเข้าเส้นชัยแล้ว ต้องเสียเวลาเดินหาจุดแจกอาหารซึ่งหลบไปอยู่ด้านหลังซุ้มสปอนเซอร์ เราได้ข้าวเหนียวหมูทอดแข็งห่อเล็กมาหนึ่งห่อ เดินไปเอาไมโลสแน็คมาหนึ่งแท่ง ยัดใส่เป้น้ำเผื่อหิวระหว่างทาง แล้วออกวิ่งไปสวนเบญจกิติ อีก 5 กิโลเมตร

ระยะทางจากเซ็นทรัลเวิลด์ไปสวนเบญจกิติคือ 4 กิโลเมตรกว่าๆ เราไปพาคนไข้วอร์ม วิ่ง และคูลดาวน์ ก่อนแยกย้าย เก็บระยะรอบที่สองได้อีก 5.64 กิโลเมตร จบวันไปด้วยระยะทาง 10.7 กิโลเมตร กลับบ้านอย่างอิ่มอกอิ่มใจมากกว่าการวิ่งจบในงานด้วยเวลาดีๆซะอีกค่ะ

ความสุขเล็กๆเบ่งบานน้อยๆในใจ ดีใจที่เห็นคนไข้วิ่งได้อย่างไม่เจ็บไม่ปวด ดีใจที่เห็นคนมาวิ่งที่สวนสาธารณะกันมากขึ้น ดีใจที่พบเจอเพื่อนนักวิ่งจำนวนมากในงานวิ่ง ดีใจที่มีจำนวนงานวิ่งมากขึ้นในประเทศไทยหลังจากการวิ่งของตัวเองที่ผ่านมา 5 ปี บางครั้งความสุขง่ายๆจากการวิ่ง ก็มาจากการได้เห็นคนอื่นได้วิ่งนั่นเองค่ะ

ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีความสุขจากการได้วิ่งกันนะคะ

26 ส.ค. 61

วันวิ่งช้า คือวันวิ่งเพื่อมิตรภาพ

เราเคยเป็นคนชอบวิ่งเร็ว ไปงานวิ่งเพื่อไปให้ถึงเส้นชัย รับของที่ควรได้แล้วกลับบ้าน เราไม่เคยได้เพื่อนจากงานวิ่ง เรียกว่าแทบไม่ได้คุยกับใครเลยจะดีกว่า การไปงานวิ่งคือการแข่งขันกับตัวเอง แต่เมื่อเพื่อนรุ่นพี่ที่เรารักคนหนึ่ง นามว่าพี่แนน ส่งข้อความมาทาง Facebook ว่า “อยากวิ่งงานนี้ พาไปวิ่งหน่อย” พร้อมส่งภาพงานวิ่งมาเสร็จสรรพ การนัดหมายจึงเริ่มต้นขึ้น

งานนั้นมีชื่อว่า “จดหมายรันนิ่ง” เป็นงานที่ออกแบบเสื้อและเหรียญได้น่ารักมากตามสไตล์ของ Organizer นามมดยักษ์ใหญ่แห่ง Run Rhythm ซึ่งเราเคยร่วมวิ่งหลายครั้งเพราะชอบการออกแบบ Theme ของงาน รวมไปถึงเสื้อและเหรียญ เมื่อพี่ชวนไปงานที่เสื้อและเหรียญพร้อมเช่นนี้ เราจะไม่พร้อมได้อย่างไร

เราจัดการลงมือสมัครเข้าร่วมงานให้เราและพี่แนนอย่างรวดเร็ว เสื้อและบิบส่งมาให้ที่บ้าน 2 สัปดาห์ก่อนวันงาน เสื้อเป็นรูปกระดาษเขียนจดหมาย น่ารักน่าใส่มากๆ นอกจากนั้น ยังมีถุงผ้าให้ด้วย พี่แนนได้ส่งข้อความมาเป็นระยะก่อนวันงานว่า ได้ไปซ้อมวิ่งมาด้วย วิ่งแถวๆบ้านระยะรวมๆได้ 3 กิโลเมตร ซึ่งเราว่าเก่งมากแล้ว จากคนที่ไม่เคยวิ่งมาก่อน ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี สำหรับเราแล้วในระยะทาง 5 กิโลเมตร ไม่ว่าจะเดินหรือวิ่ง สำหรับคนที่เริ่มต้นวิ่งหากทำได้แล้วก็ถือว่าดีมากๆแล้ว เรานึกถึงเราตอนที่เริ่มวิ่งใหม่ๆ ระยะทาง 5 กิโลเมตรถือว่าไกลมากในความรู้สึก และการวิ่งได้จนสำเร็จนั้นก็ไม่ใช่เพียงแค่ชนะระยะทาง แต่สามารถชนะใจตัวเองได้ด้วย เราจึงไม่ได้คาดหวังให้พี่แนนต้องวิ่งตลอดทาง หรือวิ่งเร็ว แค่ให้พี่แนนได้รู้จักตัวเองในอีกมุมหนึ่งมากขึ้นก็พอแล้ว

เมื่อถึงวันงาน เราก็ออกไปเจอพี่แนนที่ลานพระรูปสวนลุม พี่แนนมาถึงเร็วมาก เรียกว่าถึงตอนที่เราลุกจากเตียงซะด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากเป็นคนเร็วเมื่อลุกจากเตียง (กว่าจะลุกนี่อีกนานเท่าไรไม่รู้) และบ้านใกล้ เลยใช้เวลาไม่กี่นาทีไปถึงที่นัดหมาย เราพาพี่แนนเดินเข้าสู่บริเวณงานที่ค่อนข้างคับคั่งและคึกคักด้วยทางผู้จัดสามารถหาสปอนเซอร์มาออกบูธได้เยอะ แม้คนร่วมงานจะมีน้อยเพราะงานจัดตรงวันกับงานใหญ่และเป็นวันแม่ซะด้วย ใครๆก็จัดงานวิ่งสำหรับคนที่ไม่ได้เดินทางไกลไปไหนในวันหยุดยาวเช่นนี้ เราไม่ทันได้เดินสำรวจงาน เพราะพอไปถึงก็ใกล้เวลาปล่อยตัวนักวิ่งระยะ 10 กิโลเมตรแล้ว ส่วนเรารออีก 10 นาทีหลังจากนั้นก็จะเป็นเวลาปล่อยตัวของนักวิ่ง 5 กิโลเมตรอย่างเรากับพี่แนน เราจึงยืดเหยียดรอเวลา เวลาปล่อยตัวคือ 6.10 น. ซึ่งปล่อยตัวได้ตรงเวลา พร้อมเสียงเชียร์จากอาสามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเป็นตัวส่งให้ขาก้าวไปข้างหน้า

พี่แนนสามารถวิ่งต่อเนื่องได้ 3 กิโลเมตรด้วยความเร็วประมาณ 8-9 นาทีต่อกิโลเมตร เลยบอกพี่แนนว่า วิ่งไปตามที่ซ้อมมา ไม่ต้องเร่ง เก็บแรงไว้เดินหรือวิ่ง 2 กิโลเมตรหลังก็พอ ระหว่างนั้นเราก็เล่าเรื่องโน้นนี้นั้นไปตามเรื่องตามราว เพื่อให้พี่แนนเพลินๆไม่ต้องคอยจดจ้องกับอาการเหนื่อยของตัวเอง ช่วงแรกก็สามารถวิ่งได้ตามที่ซ้อมมา เราชวนคุยไปเรื่อยๆก็เริ่มได้ยินเสียงหอบเหนื่อยที่มากขึ้นเรื่อยๆ จนระยะที่ 2 กิโลเมตรกว่าๆ พี่แนนหอบหนัก เราเลยบอกให้เดินซึ่งพี่แนนก็เห็นด้วย

เมื่อได้น้ำแล้ว ระยะทางที่เหลือก็เดินๆวิ่งๆสลับไป เราคอยบอกพี่แนนให้เดินเมื่อหอบหนัก วิ่งเมื่อดีขึ้นแล้ว พี่แนนสามารถทำได้ดี ไม่มีอาการเหนื่อยชนิดที่บอกได้ว่าไม่ไหวแล้ว หรือมากเกินไปแล้ว งานนี้มีตากล้องมาพอสมควร เราเลยบอกให้พี่แนนเก็บแรงไว้วิ่งตอนเข้าเส้นชัย พอวิ่งลงสะพานมาจะได้รูปสวยๆ กลายเป็นรูปที่ได้เป็นรูปเราคุยโม้เป็นส่วนใหญ่ไปซะงั้น

พี่แนนจบการวิ่งวันนี้ไปด้วยเวลา 46:12 นาที ได้ระยะทาง 5.27 กิโลเมตร ได้ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 8:45 นาทีต่อกิโลเมตร ซึ่งถือว่าไม่เลวเลย สำหรับคนเริ่มต้นวิ่ง เรานี่ช่างแสนจะภูมิใจในตัวพี่แนนมากมาย นอกจากมาฟังเราเม้าท์แล้วยังวิ่งได้ดีอีกต่างหาก

สำหรับเราแล้ว การวิ่งวันนี้ถือว่ามาวิ่งโซน 2 สบายๆ เบิร์นไขมันไปพลางๆ แบบว่าไม่เหนื่อยเลย แต่การได้มาพาเพื่อนวิ่งแบบนี้ มีความสุขมากกว่าจะมาสนใจความเหนื่อยซะอีก

เหรียญรูปสแตมป์ก็สวยสมใจนักวิ่งอย่างเราได้เก็บไว้เป็นที่ระลึกต่อไป

จบการวิ่งไปอีกหนึ่งงาน เราหวังว่าจะได้มีโอกาสพาพี่แนนวิ่ง 10 กิโลเมตรด้วยกันในภายภาคหน้า สำหรับเราวันนี้คือวันสร้างมิตรภาพดีๆอีกวัน นานๆเราจะได้เจอพี่แนนที การวิ่งวันนี้จึงเป็นการอัพเดทชีวิตของแต่ละคน มีโอกาสได้บอกวิธีการวิ่งให้พี่แนนค่อยๆเรียนรู้นำไปฝึกใช้ต่อ มีโอกาสได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับพี่แนน หวังว่าพี่แนนจะไม่หยุดวิ่ง วิ่งเร็ววิ่งช้าไม่สำคัญ เพราะว่าสุขภาพมีความสำคัญมากกว่าความเร็ว

ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีเพื่อนร่วมวิ่งด้วยกันทุกคนนะคะ

12 ส.ค. 2561

ฝึกไปเรื่อยๆทั้งกายและใจ สุดท้ายไม่มีใครได้ประโยชน์นอกจากคนลงมือทำ

เพิ่งผ่านพ้นไปฟูลมาราธอน 1 สัปดาห์เต็ม ถามว่ารู้สึกว่าร่างกายฟื้นตัวดีหรือยัง ก็สามารถตอบได้ว่าดีกว่าฟูลแรกมากมาย คงเพราะปีนี้เริ่มวิ่งระยะทางรวมมากขึ้น วิ่งช้าลงกว่าแต่ก่อนมาก ดูแลร่างกายตัวเองมากขึ้น วิ่งในสนามอย่างค่อยเป็นค่อยไป คราวนี้จึงมีอาการเมื่อยล้าเพียงแค่ 2 วัน หลังจากนั้นก็เริ่มวิ่งเหยาะๆคลายกรดลดแน่นตัวในระยะสั้นๆ 5-7 กิโลเมตร ด้วยความเร็วแบบน้องเต่าได้สบายๆ 2 วัน มาวันนี้มีอาการปวดเมื่อยตามตัวก็เนื่องจากว่า เมื่อวานซืนดันไปเข้าคลาสต่อยมวยลูกผสม HIIT นี่ก็บ้าพลังตามครูฝึกไป สุดท้ายด้วยการเคลื่อนไหวที่แปลกแหวกแนวไปจากการวิ่ง เลยทำให้ร่างกายล้าระบมยิ่งกว่าวิ่งฟูลมาซะอีก แรกๆก็เลยยังไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง แต่ที่แน่ๆเราลงวิ่งงานนี้ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใด แค่อยากมีส่วนร่วมช่วยเหลือองค์กรรักษาสิ่งแวดล้อมดีๆอย่างมูลนิธิสืบนาคะเสถียรตามแนวคิดคนรักป่าและธรรมชาติแบบเราเท่านั้นเอง

จริงๆแล้วมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้จัดงานวิ่งมาแล้ว แต่ไม่ได้ไปเพราะเหตุผลหลากหลาย มาปีนี้เลยตั้งใจว่าจะมาให้ได้ ยิ่งเห็นเสื้อแล้วยิ่งชอบ ยิ่งอ่าน Concept งานแล้วยิ่งชื่นชม โดยเฉพาะแก้วน้ำพกพานี่ ชื่นชอบเป็นพิเศษ มาดูกันว่าในงานจะเป็นอย่างไร แต่ก่อนอื่นขอพาไปรู้จักมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเพิ่มขึ้นอีกนิด โดยที่เราจะขออนุญาตนำพันธกิจของมูลนิธิมาแจกแจงเพื่อให้เพื่อนๆได้รู้จักองค์กรนี้มากขึ้น และหากใครสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถตามไปดูที่เวปไซท์ของมูลนิธิ http://www.seub.or.th ได้เลยค่ะ

พันธกิจของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

1. เป็นองค์กรที่สร้างและทำงานร่วมกับเครือข่ายในการอนุรักษ์ เพื่อเฝ้าระวังกฎหมาย นโยบาย โครงการ ที่ส่งผกระทบต่อระบบนิเวศของผืนป่า และสนับสนุนการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก

2. เป็นองค์กรแห่งการสื่อสารสาธารณะ ที่รวบรวมข้อมูลข่าวสารด้านผืนป่า สัตว์ป่า และทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานอนุรักษ์ และการเตรียมการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ

3. สร้างกลไกการมีส่วนร่วมและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในผืนป่าตะวันตก 20 ล้านไร่ รวมถึงการลดผลกระทบจากชุมชนที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศในผืนป่าตะวันตก

4. หนุนเสริมให้ชุมชนในผืนป่าตะวันตกมีวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ที่สมดุลกับธรรมชาติในผืนป่าตะวันตกทั้งพื้นที่คุ้มครองและป่าสงวนแห่งชาติ โดยการสนับสนุนอาชีพที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ

5. ส่งเสริมประสิทธิภาพ และสวัสดิการผู้พิทักษ์ป่า

6. พัฒนาองค์กรให้มีรายได้อย่างยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์ โดยการระดมทุนจากสาธารณะชนที่สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิสืบฯ และการจัดทำสินค้าที่ระลึกเพื่อนำรายได้มาลดภาระค่าบริหารจัดการองค์กร

7. เป็นองค์กรที่มีความมั่นคง โปร่งใส น่าเชื่อถือ และมีบุคคลากรที่ทำงานอนุรักษ์ที่มีประสิทธิภาพ

การจัดงานวิ่งครั้งนี้ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เพื่อหารายได้สมทบ “กองทุนมูลนิธิสืบนาคะเสถียร” สำหรับใช้ในการดําเนินกิจกรรมอนุรักษ์ตามแผนและยุทธศาสตร์ขององค์กร และมีเป้าหมายสำคัญให้เพื่อนๆนักวิ่งทุกท่านได้ร่วมเรียนรู้และตระหนักถึงความสำคัญของผืนป่าตะวันตกที่เปรียบเสมือนบ้านของสัตว์ป่า ตลอดจนเรื่องราวการทำงานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรในการรักษาผืนป่าตะวันตก เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้สาธารณชนได้ร่วมสืบสานเจตนารมณ์ รักษ์ผืนป่าและสัตว์ป่าเช่นเดียวกับที่ ‘สืบ นาคะเสถียร’ ได้ตั้งใจรักษาผืนป่าแห่งนี้ให้ยังคงอยู่สืบต่อไป

เมื่อเราทราบถึงเป้าหมายของการจัดงานแล้ว เราก็พร้อมเข้าร่วมอย่างเต็มภาคภูมิ ค่าสมัคร 600 บาท อาจแพงสำหรับบางคน แต่เราก็เต็มใจ และคาดหวังว่าคงจะเป็นเงินที่เข้าร่วมกับมูลนิธิได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากเสื้อ บิบ และเหรียญที่จะได้รับแล้ว ยังมีแก้วน้ำรูปใบไม้ให้ด้วย ทางผู้จัดประกาศมั่นเหมาะว่าจะลดขยะพลาสติกในงาน ดังนั้นจึงแจกแก้วยางแบบพกพาให้ทุกคนพกไปงาน เพื่อจะได้รับน้ำในแต่ละจุดได้

เนื่องจากงานจัดที่สวนหลวง ร.9 และไกลบ้าน จึงต้องไปค้างที่คอนโดรุ่นน้องแถวปุณณวิถี วันก่อนหน้าประชุมเลิกดึก กว่าเราจะได้นอนก็ห้าทุ่มแล้ว ตั้งนาฬิกาปลุกตีสี่ครึ่ง ทานข้าวนิดหน่อย แล้วจึงออกมาที่งาน อีก 10 นาที ใกล้เวลาปล่อยตัว เราเดินหาที่ฝากของ พบว่าแถวยาวมาก เพราะมีคนรับฝากแค่คนเดียว ต้องเรียงเลขที่เขียนลงบนบิบทีละคน ไม่ได้ใช้เลขบิบเป็นเลขรับของ จึงทำให้ช้า ระหว่างรอคิว ครูดินก็นำวอร์มอยู่บนเวที เลยทำตามครูดินไปพลางๆ

ใกล้เวลาปล่อยตัว เราฝากของเสร็จ แต่ไม่สามารถเข้าจุดปล่อยตัวได้ เพราะคนล้นออกมาข้างนอก เลยยืนยืดรอเวลาปล่อยตัวผ่านไปสักห้านาทีจึงค่อยๆทยอยเดินออกจากจุดปล่อยตัว เป็นงานที่คนเยอะมากพอสมควร กว่าจะได้เริ่มวิ่งก็ผ่านไป 15 นาทีแล้ว

งานนี้เราตั้งใจมาวิ่งฟื้นตัวหลังวิ่งมาราธอน จึงคิดว่าจะจัดให้หัวใจอยู่ในโซน 2-3 เอาตามที่ร่างกายไหว และวันนี้อากาศค่อนข้างเป็นใจ ไม่ร้อนมาก แม้จะความชื้นสูงไปนิดหนึ่งแต่ก็ไม่ทำให้รู้สึกอึดอัด เลยทำให้วิ่งไปได้เรื่อยๆ

ความสนุกอยู่ที่การรินน้ำลงแก้ว เผอิญว่าปากแก้วมันค่อนข้างเล็ก เลยรินยากหน่อย แต่ก็มีเจ้าหน้าที่เยอะ และมีความเชื้อเชิญให้เข้ามารับน้ำ แถมยังบอกว่าเอามือรองล้างหน้าก็ได้ โดยเฉพาะคนที่ไม่มีแก้ว หรือลืมเอาแก้วมา

นอกจากเรื่องของการให้น้ำแล้ว ป้ายประกาศก็เป็นเรื่องที่ดีงาม ทั้งป้ายที่วางไว้ที่โต๊ะให้น้ำ ว่าให้ดื่มน้ำหมดแก้ว จะได้ไม่เปลืองน้ำ หรือจะเป็นป้ายที่ซุ้มให้อาหารที่บอกว่า ใช้ช้อนเดียวทั้งงาน เมื่อไปรับอาหารและได้ช้อน ทุกคนจะต้องใช้ช้อนคันเดียวจนหมดทั้งงาน แล้วไปคืนที่จุดแยกขยะพร้อมกัน

จุดคัดแยกขยะก็ดีงาม มีเจ้าหน้าที่คอยยืนบอกวิธีการแยกขยะอย่างอารมณ์ดี ไม่มีทีท่าเหนื่อยหน่ายเลย เราเลือกเมนูอาหารที่ทานคือบะหมี่ปราบเซียน ซึ่งเราหยิบอาวุธแค่ตะเกียบ ไม่ได้หยิบช้อน เมื่ออิ่มแปล้กับบะหมี่ปริมาณมากแล้ว เราก็ต้องเอาขยะไปทิ้ง วิธีการแยกก็ไม่ยาก เพราะเราก็ได้ทำอยู่เรื่อยๆอยู่แล้ว เทเศษอาหารลงถังก่อน แล้วก็ทิ้งชามกระดาษในถุงชามกระดาษ ทิ้งตะเกียบในถุงตะเกียบ เท่านั้นก็เป็นอันเรียบร้อย หิวน้ำเหรอ ก็เอาแก้วไปรับน้ำสิ อยากดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่เหรอ ก็หยิบดื่มได้เลย ทางผู้จัดเตรียมไว้ให้มากมายอยู่แล้ว งานนี้ใช้เอ็มสปอร์ต ซึ่งบรรจุภัณฑ์เป็นแก้ว ไม่ใช่พลาสติก เวลาจะทิ้งก็ค่อยทำการแยกขวดแก้ว และฝาออกจากกัน แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้วค่า เราเดินไปดูด้านหลังที่เจ้าหน้าที่รวบรวมขยะไว้ แค่ฝาขวดก็ไม่น่าจะต่ำกว่าพันฝาแล้วล่ะค่ะ แค่นี้เราก็ขนลุกนะคะ แล้วนี่งานอื่นๆที่แจกขวดพลาสติก จะเกิดขยะสะสมจากงานเดียวมากมายขนาดไหน ขอบคุณผู้จัดงานนี้ที่เปิดหูเปิดตาจากนักวิ่ง และก็ต้องขอบคุณนักวิ่งที่ให้ความร่วมมือกับผู้จัดเป็นอย่างดีด้วยค่ะ

เส้นทางวิ่งค่อนข้างดีตรงที่ไม่งง ป้ายบอกทางชัดเจน มีป้ายบอกระยะทางดีและตรง มีเจ้าหน้าที่ยืนประจำคอยบอกทางทุกจุดทางแยก อาจจะแออัดเป็นบางช่วง โดยเฉพาะช่วงวิ่งกลับตัว และช่วงที่วิ่งผ่านลานจอดรถ แม้ไม่มีการเชคอิน ไม่มีจุดเชคพอยท์ และมีการวิ่งวนกลับมาที่เก่า แต่หางนักวิ่งคนท้ายสุดก็หมดไปแล้ว ดังนั้นเราก็แค่วิ่งไปเรื่อยๆจนถึงเส้นชัย ได้รับเหรียญสวยๆแล้วก็พอใจแล้ว ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจช่วยเหลือป่าแล้ว ต่อไปถ้าอยากช่วยอีกก็สามารถเข้าไปที่เวปไซท์ของมูลนิธิได้เลยค่ะ

สรุปการวิ่งวันนี้มาแบบสบายๆ วิ่งไป 10.06 กิโลเมตร ด้วยเวลา 1:14:27 ชั่วโมง เลยได้ความเร็วเฉลี่ย 7:24 นาทีต่อกิโลเมตร

แม้จะพยายามคุมชีพจร แต่ก็หลุดไปโซน 4 อยู่เรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่อยู่ในโซน 3 มาเริ่มคุมไม่ได้ก็ช่วง 3 กิโลเมตรสุดท้ายค่ะ แต่ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้ซีเรียสอะไรอยู่แล้วค่ะ

เส้นทางมีการวิ่งขึ้นลงสะพานเลยได้กราฟความชันมาพอสมควร อุณหภูมิก็เป็นไปตามคาดคืออยู่ระหว่าง 29-30 องศาเซลเซียส

วันนี้ดีใจที่ตรงเส้นชัยได้เจอกับครูดินด้วยค่ะ ครูดินเป็นไอดอลในวงการวิ่งที่เราชื่นชม โดยเฉพาะเมื่อได้อ่านหนังสือวิ่งของครูแล้ว ก็ยิ่งชื่นชอบ เลยขอถ่ายรูปคู่กันหน่อย ถือว่าวันนี้เป็นวันดีอีกวันค่ะ

ถอดบทเรียนจากวันนี้ ร่างกายเป็นเพื่อนของเรา เราควรใช้มันให้ดี ให้คุ้มค่ากับที่เราได้มาครบ 32 ประการจากบุพการี เราอยากใช้ร่างกายอย่างไร ก็ต้องฝึกให้มันเป็นไปแบบนั้น นอกจากฝึกกายแล้วเราก็ต้องฝึกใจให้เรียนรู้การทำงานของร่างกายให้ดีที่สุดไปด้วย เพื่อให้ได้ผลการใช้งานที่ดีที่สุด โดยยังอยู่ได้ดีทั้งกายและใจไปจนแก่เฒ่า การฝึกไปเรื่อยๆทั้งกายและใจ สุดท้ายไม่มีใครได้ประโยชน์นอกจากคนลงมือทำ

ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีสุขภาพกายและใจที่สัมพันธ์กันดีนะคะ

ไม่มีน้ำตา ไม่มีดราม่า เพราะรู้ว่าผลที่ได้มันสมควร

หลังจากชวดฟูลมาราธอนงานนี้ปีที่แล้วเพราะเจ็บหนักจนต้องลดระยะลงเหลือฮาล์ฟและซ้อมไม่ทัน มาปีนี้จึงตั้งใจเป็นมั่นเหมาะว่าจะคว้าเหรียญ Finisher สวยๆมาครองให้ได้ แต่ก็เหมือนฟ้าลงโทษ อาการเจ็บเท้าแบบที่เลี่ยงไม่ได้เพราะโครงสร้างเท้ามีปัญหามาแต่เกิดทำให้หมองดให้วิ่งยาวระยะหนึ่งและต้องหลุดจากโปรแกรมซ้อมกลางทาง แต่เมื่อความฝันเรียกหา จึงทำให้ต้องมายอมรับความจริง และหาทางว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง เพื่อไปให้ถึงจุดนั้น

ฟูลที่ 2 กับการต่อสู้กับอาการเจ็บเท้าที่ทำให้ซ้อมยาวไม่ได้ ระยะไกลสุดที่วิ่งถึงคือ 22 กิโลเมตร ซ้อมด้วยการถนอมตัวเอง แต่ยังคงวิ่ง 4 วันต่อสัปดาห์ ไม่ต่ำกว่า 40 กิโลเมตรต่อสัปดาห์มานาน 6 เดือน เอาเวลาที่เหลือไปเล่นกล้ามท้อง สะโพก เข่าและเท้ามากขึ้น สลับกับคาร์ดิโออื่นๆวนไป แล้วมารอดูว่า ร่างกายให้รางวัลอะไรบ้าง

และแล้ววันที่เฝ้ารอก็มาถึง เราขับรถออกจากกรุงเทพเวลา 11.30 แต่เจอรถติดหนาแน่นที่ด่านเก็บเงินด่านหนึ่งจนต้องระเห็ดระเหินหาทางอื่นไป ไปๆมาๆก็ถึงจุดรับบิบเวลา 16.00 และกลุ่มน้องๆที่ขับรถตามมาสมทบเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนรถเจ้าถิ่น ไอ้ที่วางแผนว่าจะไปกินบุฟเฟ่ต์ก็เป็นอันต้องล้มเลิกไป ไปนั่งปัดยุงที่โรงพักแทน กว่าจะได้กลับบ้าน จัดข้าวของเสร็จ ก็ปาเข้าไป 23.00 ซะแล้ว

การจราจรเข้าไปรับบิบปีนี้พัฒนากว่าปีก่อนมาก มีการจัดกำลังทหารยืนโบกทุกจุดที่มีแยก และสามารถจัดระเบียบจนถึงที่จอดรถอย่างเรียบร้อย ที่จอดรถเพียงพอ ระบบรับบิบเป็นระเบียบ แต่เจ้าหน้าที่อาจน้อยต่อจุด โดยเฉพาะระยะมาราธอน ที่มีเจ้าหน้าที่เพียง 2 คน ทำให้แถวยาวพอสมควร แต่ก็ยังพอรอได้ น้องๆทหารพยายามจัดระเบียบแถวให้อย่างเรียบร้อย ชนิดชี้เส้นบนพื้นให้ยืนรอเหมือนได้มาฝึกทหารกันเลยทีเดียว เราต้องรับบิบแทนน้องที่ประสบอุบัติเหตุและต้องรอประกัน และด้วยความที่น้องๆลงสมัครระยะไม่เหมือนกันเลย มีทั้งฟูล ฮาล์ฟ และมินิ ทำให้เราต้องไปรอคิว 3 ครั้ง เสียเวลาไปพอสมควร ส่วนการรับเสื้อก็ต้องรอรับทีละไซส์ กลุ่มเรา 4 คน เสื้อ 4 ไซส์ มีตั้งแต่ S, M , L, 3XL ดีที่คนไม่เยอะ ทำให้แถวไม่ยาว ใช้เวลาไม่นาน น้องทหารยืนดักทีละจุด ชี้ทางไปจนกว่าจะถึงสถานี C ซึ่งเป็นจุดเชคบิบ เป็นอันจบพิธี

หลังจากรับบิบแล้ว ก็เดินไปดูจุดปล่อยตัวสร้างแรงบันดาลใจให้ฮึกเหิมอีกสักหน่อย และอยากจะให้แน่ใจด้วยว่าจุดปล่อยตัวอยู่ที่เดิม เดินไปดูแล้วก็อดถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกไม่ได้

เราชอบงานนี้ตรงที่มีร้านมาออกบูธขายอุปกรณ์กีฬามากมาย เราจึงไปเดินช้อปต่อ รอเวลาน้องๆเคลียร์เรื่องรถ แต่กลายเป็นว่าเรื่องไม่จบ เลยต้องไปนั่งรอนอนรอที่โรงพักเป็นเพื่อน รอขั้นตอนทางราชการที่เนิ่นช้า เหตุเกิดตั้งแต่บ่ายสาม แต่รอเจ้าหน้าที่มา และจนจบขั้นตอนที่โรงพักก็ประมาณสามทุ่มครึ่ง ได้ทานข้าวเย็นแล้วค่อยกลับบ้านเตรียมของ เราติดบิบแบบง่วงๆงุนๆ เตรียมเป้น้ำแบบเอาของเข้าออกแบบมึนๆ ยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเองพรุ่งนี้ แต่มาถึงตรงนี้แล้ว ก็ต้องให้ถึงที่สุด

เราตื่นตีสอง จัดข้าวหนึ่งจานเต็มท้อง แล้วออกเดินทางไปที่สนามแข่ง รุ่นพี่ที่เราไปขอใบบุญหลับนอนที่บ้านมีความใจดีออกมาส่งที่งาน เรากับน้องต้องผู้ซึ่งลงแข่งระยะฟูลก็พากันเดินเข้าสู่จุดปล่อยตัว น้องต้องเคยวิ่งฟูลสนามนี้เมื่อปีที่แล้ว และได้เปิดกราฟความสูงชันของเขาที่จะต้องวิ่งผ่าน โดยให้ข้อมูลว่า นอกจากเนินแรกที่เราเคยได้เจอเมื่อฮาล์ฟปีที่แล้วแล้ว ยังจะเจออีกเนินที่แสนจะหฤโหดตรงกิโลที่ 10 ด้วย ซึ่งเราก็ได้เตรียมใจมาแล้ว แต่ขานี่ไม่ได้ซ้อมขึ้นลงเนินสักเท่าไร เลยคิดว่าคงไม่พร้อม เลยบอกตัวเองให้เบาๆกับขาสักหน่อย และหวังว่าการวิ่งทั้งหมด 5 ปีที่ผ่านมา จะช่วยสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อขาได้ และสามารถช่วยได้บ้างไม่มากก็น้อย

เราเดินเข้าสู่จุดปล่อยตัว ซึ่งผู้คนค่อนข้างหนาแน่นเรายืนยืดกล้ามเนื้ออยู่ด้านหลัง ปล่อยให้ขาแรงได้ออกแรงกันไปก่อน น้องต้องให้ข้อมูลว่า คนเยอะกว่าฟูลปีที่แล้วมาก ปีที่แล้วคนค่อนข้างโหรงเหรง แสดงว่ากิตติศัพท์งานนี้เป็นที่เลื่องลือ ทั้งเส้นทางวิ่งที่เรียกได้ว่าโหดสุดแห่งปี และระบบการจัดการที่เป็นทหารจัด จึงคาดหวังได้ว่าจะเป๊ะ แม้ระบบการรับสมัครปีนี้จะล้มเหลวไม่เป็นท่าจนกระแสฮือฮาว่าเป็นการสมัครหัวร้อนแห่งปี แถมพ่วงด้วยการทำบิบผิดระยะของฮาล์ฟและฟูลเกือบทั้งหมด จนต้องรีบส่งบิบที่ถูกต้องให้ใหม่เกือบไม่ทัน แต่ก็ถือว่าผู้จัดได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว คราวนี้ก็เหลือแต่เรื่องการจัดงานที่จะต้องมาวัดความสามารถของผู้จัดกันอีกที

ความกังวลก่อนปล่อยตัวก่อตัวขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนกับงานไหน ในหัวมีแต่คำว่าซ้อมระยะไม่ถึง ดังนั้น เรื่องแรกที่ตกลงกับตัวเองคือ ต้องมีสติ และยอมรับความจริงเท่านั้น เราวางแผนไว้ว่า ให้สังเกตร่างกายตัวเองตลอดเวลา ถ้าส่ออาการที่บ่งบอกว่าอาการเจ็บจะแย่ลง เราต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง หยุดคือหยุด อย่ามองที่เส้นชัยแค่ตรงหน้า แต่ต้องมองให้ไกลถึงตอนอายุ 80 ที่เราฝันว่าเราจะยังคงวิ่งได้ เราคิดว่าการวางแผนเพื่อ DNF ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ถ้าแผนการวิ่งที่วางมาไม่เป็นใจ เราสามารถสลับโหมดไปแผน DNF ได้อย่างศิโรราบ

แล้วแผนการวิ่งคืออะไร ณ จุดเริ่มต้น เราจะเจอเนินแรกยาว 4 กิโลเมตร มีช่วงพักทางราบตรงกลางเล็กน้อยแล้วขึ้นต่อ เราจะวิ่งเท่าที่ไหว คุมโซนหัวใจไม่ให้เกินโซน 3 หากขาเริ่มล้าให้หยุดเดิน หลังจากนั้นจะเป็นทางลงเขา และวิ่งริมทะเล ตรงนั้นสามารถทำระยะได้ ก็ให้เข้าโซน 3 ไปได้เลย และเมื่อถึงโลที่ 10 ที่น้องต้องบอกไว้ว่าจะขึ้นเนินอีกครั้ง เราจะเดินสลับวิ่ง ซึ่งคงต้องดูความชันของเนิน และประเมินกำลังขาเป็นพักๆ หากขาล้าให้เดินเท่านั้น และดูโซนหัวใจกำกับ หากเป็นเส้นทางเดิม น้องต้องได้บอกไว้ว่าเราจะถึงเรือหลวงจักรีนฤเบศรที่กิโลเมตรที่ 16-17 และเมื่อถึงเวลานั้น ซึ่งเป็นจุดไฮไลท์ที่เราเฝ้ารอ เราจะเริ่มเดินสลับวิ่ง โดยกำหนดวิ่งพันก้าว สลับเดินร้อยก้าว หากถึงจุดให้น้ำจะรับน้ำแล้วเดินจนหายเหนื่อยแล้วจะไปต่อ เราเลือกที่จะเดินขึ้นเนินชันและวิ่งเบาๆลงเนิน กับทางราบแทน เราตั้งใจว่าจะทำอย่างนี้ไปจนจบ ทั้งหมดนี้ เป็นแค่แผนที่ตั้งใจไว้ มาดูความเป็นจริงกันเลยว่าจะเป็นอย่างไร

ใครๆก็ว่าสนามนี้โหดน่าดูชม ทำให้รู้ว่าประมาทไม่ได้ การมีสติประคับประคองถนอมตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ แผนการเดินสลับวิ่งไม่ใช่เรื่องน่าอาย เมื่อร่างกายรองรับการวิ่งตลอดเส้นทางไม่ได้ เราจึงต้องยอมรับความจริง และตั้งสติให้มั่น สติจะช่วยให้สามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ดังนั้น สติรวมกับวิธีการไปให้ถึงจุดหมายจึงสำคัญที่สุด

เราผ่านเนินหฤโหดที่ 4 กิโลเมตรมาได้อย่างสบายๆ โดยยังคงวิ่งกับน้องต้องอยู่ แต่เมื่อวิ่งผ่านตลาดสัตหีบ และทางเลียบทะเล ขาก็เริ่มบอกความล้าผิดปกติ แต่ไม่มาก เราเลยบอกน้องต้องให้ไปก่อนเลย ส่วนเราขอลดลงมาคุมโซน 2 จากเมื่อสักครู่อยู่โซน 4 หากปล่อยให้อยู่โซน 4 นาน เกิดแลคเตทสะสมเยอะ อาจทำให้ไม่จบได้ เราวิ่งคุมโซน 2 ไปเรื่อยๆ ไม่เหนื่อย ไม่ล้า สบายตัวขึ้นมาก จึงทำเวลาและระยะได้ดี ดูเพซแล้วอยู่ในระดับ 7 กว่า ลมเย็นๆพัดมาปะทะหน้า หัว และตัว ช่วยลดความร้อนในตัวและผ่อนคลายมากๆ

เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 10 ที่คาดว่าจะต้องวิ่งขึ้นเนิน กลายเป็นเลี้ยวซ้ายวิ่งเข้าเขตทหาร ออกสู่ถนนที่ทอดตัวเข้าสู่เรือรบ ถนนเส้นนั้นขึ้นเนินยาวไปเรื่อยๆสุดลูกหูลูกตาสำหรับนักวิ่งอย่างเราที่ยังคงหลับใน เมื่อต้องมาวิ่งในช่วงเวลาที่ปกติจะนอนผึ่งพุง และตรงนั้นก็เป็นกิโลเมตรที่ 17 แล้ว รวมถึงปกติเราชอบวิ่งตอนเย็น และจะตื่นวิ่งตอนเช้าก็ต่อเมื่อมีงานวิ่งเท่านั้น บวกกับเมื่อคืนได้นอนเพียง 3 ชั่วโมง ทำให้ร่างกายเริ่มออกอาการล้าจากการพักผ่อนไม่พอ ทั้งที่กำลังกายยังดี และหัวใจยังคงปกติ เพราะเราประคับประคองให้หัวใจอยู่ในโซน 2-3 ไม่ให้หลุดโซน 4 มาตลอด

เมื่อฟ้าเริ่มสว่าง เป็นสีฟ้าเข้มๆ เราก็วิ่งมาได้ 19 กิโลเมตรแล้ว มองเห็นเรือรบอยู่ไกลๆ อีก เราก็เริ่มตื่นเต็มตาและตื่นเต้น ประมาณ 2 กิโลเมตรจะถึงจุดกลับตัว เราเห็นเพื่อนๆที่กลับตัวกันมาแล้วสวนทางเราออกไป เรากำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เรือรบแล้ว วิ่งผ่านป้ายที่เขียนว่าไปหาดนางรำหาดนางรอง ตอนนั้นตื่นเต้น เพราะไม่เคยเห็นเรือมาก่อน และเราถือว่าเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเรา การที่ทางผู้จัดให้มากลับตัวที่ระยะกิโลเมตรที่ 21 พอดี เป็นผลทางจิตวิทยาอย่างหนึ่ง คือทำให้เรามาถึงครึ่งทางแบบมีจุดมุ่งหมาย ช้ากว่าปีที่แล้ว เพราะเราเองก็คิดว่า ร่างกายคงส่งสัญญาณล้าอีกทีหนึ่งหลังระยะ 21 กิโลเมตรมาแล้วแน่ๆ เพราะซ้อมระยะไกลสุดมาเพียงแค่นั้น การวิ่งถึงก่อนเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะการนับถอยหลังกับระยะทางที่เหลือต่อจากนี้สำหรับเรา คือการแข่งขันที่แท้จริง นั่นคือแข่งขันกับความแข็งแรงทางกาย และความเข้มแข็งทางใจของตัวเองอย่างเดียวเท่านั้น

เราหยุดถ่ายรูปกับเรือและนาฬิกาจับเวลาที่จุดกลับตัวประมาณ 10 นาที เป็นช่วงเวลาที่ไม่เสียดาย เพราะด้วยบรรยากาศที่เห็นเพื่อนนักวิ่งทุกคนครื้นเครงกับการถ่ายรูป และฟ้าก็สว่างพอดี ได้ภาพสวยๆที่มีแสงเพียงพอ และดูเหมือนทุกคนจะตื่นเต็มตาแล้ว จึงส่งเสียงพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ใครมาเป็นกลุ่มก็เฮฮา ใครมาเดี่ยวๆก็ผลัดกันช่วยถ่ายรูป นี่คือเสน่ห์ของการวิ่งระยะมาราธอนจริงๆ เราได้ยินคุณลุงกลุ่มหนึ่ง เรียกให้วิ่งกันต่อเพราะหยุดถ่ายรูปกันมาครึ่งชั่วโมงแล้ว เราวิ่งกลับตัวขณะที่เวลาโชว์บนแผงนาฬิกาไซโก้ขนาดใหญ่บอกเวลา 3:10 ชั่วโมง

เราวิ่งกลับออกมาสวนนักวิ่งคนอื่นที่กำลังจะได้เข้าไปเห็นเรือรบใกล้ๆกันแล้ว เจอพี่ผู้ชายคนหนึ่งวิ่งปรบมือให้กำลังใจนักวิ่งที่สวนมาว่าอีกนิดเดียว จะถึงเรือรบแล้ว นี่ก็คืออีกหนึ่งบรรยากาศที่พบเจอได้ง่ายดายในสนามวิ่งมาราธอน การส่งต่อกำลังใจนั่นเอง

เราเจอนักวิ่งหญิงท่านหนึ่งนั่งอยู่ข้างทางคนเดียว แรกๆนึกว่าเป็นตะคริว จึงวิ่งเข้าไปหา กะว่าจะยืดให้ แต่ปรากฎว่าปวดเข่ามาก วิ่งต่อไม่ไหว ขณะที่กำลังจะควักสเปรย์ออกจากกระเป๋า ก็มีพี่ผู้ชายคนหนึ่งจากหน่วยปฐมพยาบาลวิ่งเข้ามาพาออกไปที่หน่วยพอดี เราเลยวิ่งต่อและหวังว่าน้องจะปลอดภัย ระหว่างนั้น มีนักวิ่งชายท่านหนึ่ง วิ่งมาหาเพื่อขอสเปรย์ที่เข่าและถามถึงเทปพันเข่า ซึ่งหน่วยปฐมพยาบาลไม่มี แต่เรามี เราพกมาเผื่อเท้าอาการกำเริบพอดี จึงหยิบออกมาทำการแปะให้พี่ผู้ชายท่านนั้นไป และหวังว่าคงจะพอช่วยได้บ้าง ไม่หลุดซะก่อน เพราะแปะบนผิวที่ถูกสเปรย์แล้ว กาวอาจแปะไม่ค่อยอยู่ หลังจากนั้นเราก็ออกวิ่งต่อ ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นมาคือ ความรู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นนั่นเอง

ปกติเราจะเป็นคนเริ่มพูดกับคนอื่นไม่เก่ง แต่ด้วยความที่เราได้รับการทักทาย และให้กำลังใจจากเพื่อนนักวิ่งท่านอื่นอยู่เสมอ และเราก็รู้ว่ามันช่วยเพิ่มกำลังใจได้ แม้เราไม่รู้จักกัน ในงานนี้เราจึงเริ่มต้นทักคนอื่นก่อน และชวนคุยตอนเดินเหนื่อยๆกัน ทำให้ได้เพื่อนมากมาย และได้กำลังใจไปในตัวด้วย เป็นการแบ่งปันความสุข และส่งต่อกำลังใจที่ได้ผลดียิ่ง

เราวิ่งกลับมาทางเดิม ผ่านกรมอู่ทหารเรือ ตึกประชุมใหญ่ๆหลายตึก วูบหนึ่งที่หมดแรงตรงกิโลเมตรที่ 32 ตอนนั้นคิดว่าหรือจะพอ ความฝันอยากวิ่งให้นานชั่วชีวิต ไม่อยากเจ็บ มีพลังมากกว่า ดีกว่าต้องหยุดวิ่งก่อนเวลาอันควร แต่อีกวูบก็คิดว่ายังพอไปได้นี่นะ เราไม่ได้เจ็บจนเป็นสัญญาณว่าต้องหยุด แต่เพราะไม่ได้ซ้อมยาวจึงทำให้ร่างกายไม่คุ้นเคยกับการออกแรงในเวลายาวนานเช่นนี้ จึงบอกตัวเองว่าไม่หยุด ไม่อยากหยุด มาตั้งไกลแล้ว ถ้าจะต้องหยุด ก็ต่อเมื่อหมดเวลา Cut off แล้วกัน ในตอนนั้น นึกชมคนที่ DNF ตัวเองก่อนเวลา Cut off ว่ากล้าหาญมากที่ยอมรับความจริงได้ แม้อดไม่ได้ที่จะรู้สึกพ่ายแพ้ แต่ทุกอย่างคือประสบการณ์ และมันคงดีกว่าที่จะฝืนต่อไปหากร่างกายไม่ไหวจริงๆ

ที่กิโลเมตรที่ 32 เส้นทางวิ่งกลับสู่ทางวิ่งริมทะเลอีกครั้ง ลมพัดเย็นสบาย เพื่อนนักวิ่งส่วนใหญ่เริ่มเดินกันแล้ว ใครยังพอวิ่งไหวก็วิ่งต่อ สำหรับเราเหลือการวิ่งร้อยก้าว เดินร้อยก้าวไปแล้ว นอกจากลมเย็นๆที่ช่วยให้ยังคงไปต่อได้ ก็ยังมีเสียงพูดคุยให้กำลังใจจากเพื่อนนักวิ่งที่มากันเป็นกลุ่มๆ เค้าให้กำลังใจกันเอง เราได้ยินก็พลอยได้กำลังใจขำๆไปด้วย มีพี่คนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า เอ้า เล่นๆมา 32 กิโลเมตรแล้ว เอาจริงสักที อีก 10 กิโลเมตรเอง ก็เฮฮากันไป วิ่งๆไปเราก็จะเจอน้องๆทหารนาวิกโยธินมายืนเต้นส่งเสียงร้องเชียร์เป็นระยะๆ สร้างความครื้นเครงและบรรยากาศสนุกๆได้ดี

เมื่อวิ่งผ่านตลาดเราก็รู้แล้วว่าอีกไม่นานก็จะเข้าสู่ทางหลัก และแล้วเราก็เริ่มกลับเข้าสู่เส้นทางเดียวกับฮาล์ฟปีที่แล้ว ที่มีบ้านพักเป็นหลังๆอยู่สองข้างทาง และเป็นเนินซึมๆ จนใครๆก็บอกว่าวิ่งก็ซึม เดินก็ซึม เส้นทางนี้มีรถวิ่งเข้าออกจากซอยและรถวิ่งทางหลักพอสมควร แม้มีทหารยืนดูเป็นจุดๆ แต่ด้วยความที่รถในนี้วิ่งเร็ว ไม่ค่อยสนใจนักวิ่ง เราเลยต้องเดินหลบๆบนฟุตบาท ไปจนถึงทางเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนหลักอีกเส้นหนึ่ง ถนนเส้นนี้มุ่งหน้าตรงสู่หาดเตยงาม มีรถวิ่งสวนกัน แม้เจ้าหน้าที่จะตั้งกรวยแบ่งทางไว้ให้วิ่ง ก็ออกจะน่ากลัวจนเราต้องวิ่งหลบอยู่ริมฟุตบาท ตรงนั้นระยะทางเข้ากิโลเมตรที่ 36 แล้ว น้องต้องเข้าเส้นชัยแล้ว แต่เรายังเดินตากแดดที่ร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆอยู่เลย

เมื่อวิ่งกลับมาเข้าเส้นทางหลักนี้ เราเมื่อยหลังส่วนล่างมากเหมือนกับว่ามันจะขาดออกจากขา แม้ก่อนหน้านี้จะหยุดยืดเรื่อยๆตามข้างทางพร้อมเพื่อนนักวิ่งท่านอื่นๆ แต่ครั้งนี้เราต้องหยุดยืดข้างทางอยู่พักหนึ่ง มีพี่ผู้ชายท่านหนึ่งขี่จักรยานมาถามว่า เป็นอะไรไหม เราจึงถามว่ามีสเปรย์ไหม เรากำลังคิดจะควักสเปรย์ออกจากกระเป๋าพอดี แต่พี่เค้าควักออกมาจากกระเป๋าฉีดให้ที่หลังก่อน รู้สึกดีขึ้นอีกคราวหนึ่ง เราขอบคุณพี่ใจดี และออกเดินต่อไป

ตอนใกล้ถึงผาวชิราลงกรณ์ เราเจอเพื่อนนักวิ่งชายท่านหนึ่ง เดินหมดแรง เหงื่อเต็มหน้า และตัวเปียกด้วยเหงื่อ เดินลากขา ดูหมดแรงเต็มที่ เราวิ่งผ่านและหันกลับมามอง เห็นหน้าที่อ่อนแรงแล้วทำให้เราต้องหยุดให้กำลังใจ เราพยายามจะบอกว่า อีกนิดเดียวก็จะได้เห็นวิวสวยๆของผาวชิราลงกรณ์แล้ว แล้วเพื่อนนักวิ่งก็พูดว่า ผมไม่ไหวแล้วจริงๆ เราก็พยายามกระตุ้นอีกนิดหนึ่ง ใจนึงลังเลว่าจะพาเดินไปด้วยกันดีไหม เค้าจะอยากให้ไปด้วยหรือเปล่า อีกใจก็ห่วงน้องๆที่รออยู่ที่เส้นชัยนานแล้ว สุดท้ายเพื่อนนักวิ่งกล่าวขอบคุณ เราจึงออกวิ่งต่อ ยอมรับว่ารู้สึกผิดที่ไม่ได้พาเข้าเส้นชัยด้วย

เราเดินขึ้นเนินสุดท้ายมุ่งหน้าสู่ผาวชิราลงกรณ์ อีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่เป็นไฮไลท์ของงานนี้ จำได้ว่าปีที่แล้วเรามาถึงเนินนี้ด้วยความรู้สึกเหนื่อยอ่อน และยังแขยงปริมาณคนที่เยอะมากมาออกันในที่เดียว ปีนี้ทางผู้จัดจึงจัดให้เดินขึ้นทางหนึ่ง และวนลงอีกทางหนึ่ง ปัญหาคือต้องวิ่งขึ้นเนินไปกลับตัวไกลพอสมควร แต่ก็คุ้มค่า เพราะตอนนั้นแสงแดดส่องลงมาเต็มที่แล้ว สะท้อนกับน้ำทะเลทำให้เราเห็นเป็นสีฟ้าสดสวย ตรงจุดกลับตัวมีนาฬิกาบอกเวลา ซึ่งไม่ได้มีผลอะไรกับเรา แต่มีจุดบอกสุดเขตหาดเตยงามให้ถ่ายรูปต่างหากที่น่าสนใจ

และที่ผานี้นี่เองที่เหล่าช่างภาพมาอยู่รวมกัน และก็แถวนี้เองที่เราก็อยากมีรูปสวยๆ เลยยอมหันหน้าสู้แดด และออกวิ่งเฮือกสุดท้ายอีกรอบนึง

ยอมรับเลยว่า ช่างภาพทำให้เรามีแรงเฮือกสุดท้ายจริงๆ เลยได้ภาพสวยๆมามากมาย แบบว่าซื้อจนหมดงบซะด้วย เราวิ่งลงมาจากผาและก็เห็นเส้นชัยอยู่ตรงหน้าลิบๆแล้ว มาถึง ณ จุดนี้คงไม่มีอะไรมาหยุดเราได้แล้ว

เรามองหาพี่พงษ์แห่ง Papa Colorful ผู้ซึ่งบอกไว้ว่าอยู่ที่เส้นชัย รอถ่ายรูปสวยๆให้ และก็เห็นตากล้องคนสุดท้ายนั่งอยู่บนพื้น ใส่หมวกปิดหน้าปิดตาหมด เราชูมือให้ถ่ายแบบดีใจถึงซะที แล้วพี่พงษ์ก็เปิดผ้าออกมาทักทาย ตกใจหมดเลย

ที่เส้นชัยมีผู้บัญชาการนาวิกโยธิน และน้องๆทหารมายืนปรบมือต้อนรับท่ามกลางแสงแดดเปรี้ยง รู้สึกดีมากๆที่ยังมีคนรอ เคยไปงานฟูลก่อนหน้านี้ เข้าคนท้ายๆ ไม่มีใครสนใจ งานแทบจะปิดหนีแล้ว นี่ยังมีคนคึกคัก มีเสียงบอกให้เดินไปรับผ้าขนหนู Finisher พอรับผ้าได้เท่านั้น ก็นั่งลงบนพื้นสนามหญ้าใต้เงาเต๊นท์แถวนั้นอย่างหมดแรง และชื่นชมเหรียญสวยๆอยู่คนเดียว นี่สินะ คือเหรียญที่เรามาตามล่า มันสวยเข้าไปถึงในใจเลยจริงๆ

เรานั่งยืดๆเหยียดๆสักพัก ก็เดินไปรับผลการวิ่ง และรับข้าวมาทานอย่างหิวโหย อาหารปีนี้ไม่คึกคักเท่าปีก่อน ที่มีร้านมาทำให้ทานสดๆตรงนั้น ทั้งข้าว ก๋วยเตี๋ยว แต่ปีนี้เป็นข้าวกล่องที่เมนูใกล้เคียงกันมาก ข้าวผัดหมู ข้าวผัดไข่ ข้าวหน้าหมู ข้าวหน้าไก่ แม้มีคูปองมาให้ 3 ใบ เอามาอย่างละกล่อง แต่รสชาติเหมือนกันหมดเลย แห้งๆเหมือนกันหมดด้วย เวลาเดินไปรับ มีป้ายบอกว่าเป็นเมนูอะไร แต่ข้าวที่วางแต่ละเต๊นท์ไม่ค่อยตรงกับป้าย เลยต้องเดินเวียนดูเองแบบงงๆ

เราเดินไปเห็นอ่างแช่เท้าที่เหือดแห้ง ท่ามกลางแดดจัดก็เสียดาย น่าจะมีให้นักวิ่งมากกว่านี้หน่อย อย่างน้อยอ่างน้ำเย็นก็มีส่วนช่วยสำหรับนักวิ่งที่มีการบาดเจ็บขาหลังเข้าเส้นชัยมา หรืออย่างน้อยก็สามารถช่วยในเรื่องของการฟื้นฟูร่างกายหลังการออกกำลังกายได้ แต่ชอบอยู่อย่างก็คือ มีบาร์ให้ยืดกล้ามเนื้อด้วย แต่คราวหน้า ขอเต๊นท์บังแดดด้วยจะดีกว่า มันร้อนมากค่ะ

การให้น้ำในงานนี้ถือว่าดีนะคะ ขาดน้ำเย็น น้ำหมด และแก้วหมดบางจุดเท่านั้น ดีที่แบกเป้น้ำไปด้วย เพราะส่วนตัวเป็นคนดื่มน้ำเยอะ เคยเจอสถานการณ์ที่น้ำหมดเกลี้ยง เจ้าหน้าที่ยืนมองตาปริบๆ จะกร่นด่า สบถแบบคนอื่นเค้าทำก็ไม่เป็น เลยตั้งใจไว้ว่าจะไม่ขอพึ่งพาเทวดาที่ไหน พึ่งตัวเอง แบกเป้น้ำ พร้อมอุปกรณ์จำเป็นอย่างไฟฉาย เทปรักษา น้ำ ขนม แว่นกันแดด สเปรย์ นอกจากใช้เองแล้ว อาจมีโอกาสได้เผื่อแผ่คนอื่นด้วย แต่บางทีเบื่อกล้วยตากของตัวเอง เจอจุดให้ขนม และผลไม้ ก็หยุดยืนทานอย่างมีความสุขได้ จุดให้อาหารที่กิโลเมตรประมาณ 30 มีครบทั้งแตงโม กล้วยที่ช้ำแล้ว สัปปะรด (ไม่ค่อยเหมาะกับกระเพาะที่ว่างจากอาหารของนักวิ่ง) เดินมาหน่อยค่อยมีขนมปัง เค้กกล้วยหอมให้คว้าเข้าปากได้อย่างมีความสุข หลังจากเติมพลังแล้ว เราก็มีแรงวิ่งต่อได้

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่างานจะออกมาอย่างไรในรายละเอียด แต่เราว่าภาพรวมของงานก็ถือว่าดีแล้ว น้องๆทหารมีความตั้งใจในการทำหน้าที่ของตัวเองเต็มที่ในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย การทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ในแต่ละจุด รวมๆกันจึงทำให้ผลออกมาดี นี่คือข้อดีของการเป็นทหาร นอกจากมีวินัยแล้ว ยังมีใจบริการด้วย รวมไปถึงการนำข้อติที่ได้จากนักวิ่งปีก่อนมาปรับปรุงในปีนี้อย่างเห็นได้ชัด เช่น เส้นทางวิ่ง การให้น้ำ สำหรับเราแล้วถือว่าสอบผ่านค่ะ

มาดูผลการวิ่งสักเล็กน้อยค่ะ ช่วงแรกปล่อยตัวจนถึงวิ่งขึ้นเนินไปสัก 1 กิโลเมตร GPS ในนาฬิกายังไม่ทำงาน จึงทำให้มีระยะทางที่มากกว่าปกติไปสักเล็กน้อย ได้ระยะรวมตามนาฬิกามา 42.65 กิโลเมตร เวลารวมนับจากจุดปล่อยตัวถึงเข้าเส้นคือ 6:36:07 ใช้พลังงานไป 2,506 แคลอรี ได้เพซเฉลี่ยอยู่ที่ 9:17 นาทีต่อกิโลเมตร ได้เส้นทางวิ่งสวยๆอยู่ริมทะเล

มาดูชีพจรกันค่ะ ส่วนใหญ่จะตกอยู่ในโซน 2-3 ซึ่งเป็นโซนที่เราคาดหมายไว้อยู่แล้ว มีหลุดขึ้นไปโซน 4 พอสมควรในช่วงขึ้นเนินช่วงแรกๆที่ทำให้เราต้องผ่อนลงหลังจากที่วิ่งลงเนินมาตรงเส้นเลียบทะเลแล้วนั่นเอง

ส่วนลำดับในการวิ่งนี่ ยอมรับเลยว่าไม่ได้ดูจนกลับบ้านแล้ว มีคนวิ่งฟูลมาราธอน 2385 คน เราได้ลำดับที่ 279 และได้ลำดับเดิมเมื่อเทียบกับผู้หญิงทั้งหมด 489 คน แต่ถ้ามาดูในกลุ่มอายุ 40-49 ปี 177 เราก็อยู่ในกลุ่มหลัง ลำดับที่ 112 นี่แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีผู้หญิงเข้าร่วมฟูลมาราธอนน้อย แต่เป็นนักวิ่งที่มีคุณภาพกันทั้งนั้นเลย

และแล้วเราก็ผ่านมาได้อย่างปลอดภัย มีระบมเท้าเล็กน้อย นวดด้วยน้ำแข็งไปเรื่อยๆ เช้าอีกวันก็หาย และการวิ่งฟูลทำให้เรารู้ว่า การมีสติในทุกย่างก้าว และความแข็งแรงของร่างกายที่สั่งสมมาตลอด 5 ปีมีส่วนช่วยให้สามารถผ่านพ้นระยะทาง 42.195 กิโลเมตรมาได้เป็นอย่างดี แม้การมาร่วมงานในครั้งนี้เราจะไม่สามารถคาดหวังผลเรื่องเวลาได้ แต่เราก็ยังคงตั้งความหวังไว้ที่ระยะทาง ขอให้วิ่งจบได้แบบปลอดภัยเท่านั้นเป็นพอ และเราก็ทำได้แล้ว เวลาที่ได้มา ไม่ได้มีความหมายอะไรกับเราเลย เรารักระยะฟูลมาราธอน เพราะมันสอนให้เราเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ยอมรับความจริง มีสติกับปัจจุบัน อดทน และที่สำคัญที่สุดคือสอนให้มีน้ำใจกับตัวเอง และเผื่อแผ่ถึงผู้อื่นได้ด้วย

ขอบคุณน้องๆที่มาด้วยกัน ทำให้มีเรื่องสนุกสนานได้พูดคุยกันต่อไปอีกนาน

การเดินทางกับร่างกายตัวเอง แบบไม่สนใจเวลา และดื่มด่ำกับบรรยากาศสนุกๆจากเพื่อนนักวิ่งที่ร่วมทางกันมา มันมีความสุขมากๆจริงๆ ขอบคุณทุกกำลังใจจากเพื่อนนักวิ่ง บรรยากาศฟูลอบอุ่น เป็นมิตร และเข้าอกเข้าใจเสมอ ขอบคุณตากล้องทุกสำนักตรงผาวชิราลงกรณ์ ที่ทำให้มีแรงวิ่งอีกครั้ง การเดินทาง 6:30 ชั่วโมงได้จบลงแล้ว ไม่มีน้ำตา ไม่มีดราม่า เพราะรู้ว่าผลที่ได้มันสมควร

ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีความสุขกับบรรยากาศฟูลมาราธอนกันนะคะ

8 กรกฎาคม 2561

ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง คือมิตรภาพที่เก็บเกี่ยวได้จริงจากเพื่อนร่วมทาง

กว่าจะได้มีเวลามารีวิวประสบการณ์ Pacer ครั้งแรก ก็เมื่อกำลังจะต้องไปเป็น Pacer งานต่อไป งาน Pacer ครั้งแรกเรียกได้ว่าเป็นที่น่าประทับใจยิ่งนัก เป็นอย่างไร ไปดูกันเลยค่ะ
แม้จะได้ลงสมัครวิ่งมินิมาราธอนช่วงบ่ายในงานงานหนึ่งไว้แล้ว สมัครไว้นานจนเกือบลืมไปแล้ว เพราะอยากได้เสื้อกับเหรียญ แต่เมื่อพี่พงษ์ เจ้าของเพจ Papa colorful ไลน์มาชวนไปเป็น Pacer ซึ่งเป็นหนึ่งในความฝันที่นักวิ่งคนหนึ่งอยากทำให้สำเร็จ จึงรับปากอย่างรวดเร็วจนเรียกว่าไม่ได้คิดอะไรเลยจะดีกว่า แค่ตอนรับปากและโดนชวนเข้าไปในกลุ่ม Pacer ที่จะไปงานเดียวกันแล้ว ยังตื่นเต้นจะแย่ กว่าจะมาตั้งสติทบทวนดูว่าอะไรเป็นอะไร แล้วเราต้องเตรียมตัวอย่างไร ก็ผ่านมาได้ 2-3 วันแล้ว

92 ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง 2

คำว่า Pacer ที่เรารู้จัก มีหน้าที่หลักๆคือ ช่วยเพื่อนนักวิ่งที่เข้าร่วมงานแข่งขันให้ถึงเส้นชัยด้วยเวลาที่กำหนดไว้ เป็นผู้ควบคุมความเร็วของการวิ่งอย่างสม่ำเสมอให้ได้ตามที่กำหนดไว้ตลอดเส้นทาง เช่น ถ้าเพื่อนๆต้องการวิ่ง 10.5 กิโลเมตรให้จบที่เวลา 70 นาที หรือ1:10 ชั่วโมง ก็ต้องวิ่งไปกับ Pacer 70 นาทีนั่นเองค่ะ ดังนั้น หากคำนวณความเร็วที่ควรจะวิ่งให้ได้ตามตัวอย่าง เราก็ต้องวิ่งที่ความเร็ว 6:40 นาทีต่อกิโลเมตร และนี่คืองานของเราค่ะ
เมื่อตกปากรับคำแล้วว่าจะเป็น Pacer 70 นาที ด้วยระยะวิ่ง 10.5 กิโลเมตร สิ่งที่จะต้องทำต่อไปคือการฝึกซ้อมค่ะ พี่เบิร์ดแห่งเพจลูกโป่งรันเนออร์ คือคนที่จะมาตามเก็บการบ้านของพวกเราเหล่า Pacer ทางกลุ่มไลน์ที่สร้างเอาไว้ค่ะ เราเคยได้ยินชื่อกลุ่มลูกโป่งรันเนอร์มานาน เคยวิ่งตามในงานบางงานมาแล้ว ตามไปดูประวัติก็ล้วนแต่ผลงานดี เลยรู้สึกดีใจมากที่ได้เข้าร่วมกลุ่มลูกโป่งรันเนอร์ และทำให้ยิ่งมีความตั้งใจและความมุ่งมั่นที่จะร่วมทำผลงานออกมาให้ดีด้วยเช่นกัน

92 ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง 3

ส่วนตัวเราในฐานะนักวิ่งที่เคยเจอ Pacer แย่ๆมาแล้ว ทั้งวิ่งเร็วไป ช้าไป ไม่สามารถควบคุมความเร็วได้ บางครั้งเร็วต้น ผ่อนปลาย บางครั้งช้าต้น เร็วปลาย เรียกว่าหาความสม่ำเสมอไม่ได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคนเป็น Pacer เพราะหากเราเร่งไป เพื่อนนักวิ่งจะตามเราไม่ทันทั้งที่สมรรถภาพของเขา อาจจะไปได้เรื่อยๆจนถึงเส้นชัยได้หากวิ่งที่ความเร็วสม่ำเสมอ เราเองมีเวลาที่กำหนดในใจในแต่ละการแข่งขันไว้แล้ว ดังนั้น ลูกโป่งบนหลัง Pacer ที่โดดเด่น จะเป็นเหมือนทั้งคนที่ทำให้เราวิ่งตามให้ทัน และเป็นคนที่เราจะต้องวิ่งหนีให้พ้น หากช้ากว่าเวลาที่กำหนด หรืออาจจะเป็นคนที่เราวิ่งไปด้วยกัน และหลายครั้งที่วิ่งไปด้วยกับ Pacer มืออาชีพ มันคือความอุ่นใจที่เราจะมีเพื่อนพาเราไปให้ถึงเส้นชัยได้อย่างตรงเวลา

ประสบการณ์แย่ที่สุดที่เคยเจอจาก Pacer กลุ่มหนึ่งคือ เริ่มต้นวิ่งเร็ว เหมือนกลัวไปไม่ถึงเส้นชัย จนเราเลิกตาม และมาช้าตอนหลัง พอเราวิ่งไปถึงกลับได้ยินคำถามว่า “เฮ้ย เร็วไปป่าววะ ต้องประมาณไหน” ซึ่งเป็นคำถามที่ไม่ควรหลุดออกจากปาก Pacer เพราะความเร็วที่คุณวิ่งอยู่นั้น คุณจะต้องคำนวณมาล่วงหน้าแล้ว และวิ่งตามความเร็วนั้นให้ได้ เราเลยเลิกสนใจนักวิ่งกลุ่มนั้น และก็แค่มองอย่างไม่แยแส เมื่อเห็นทั้งหลุ่มถ่ายรูปกันที่เส้นชัย พวกเขาอาจจะแค่ได้เป็น Pacer แต่ไม่ใช่คนที่เหมาะจะเป็น Pacer เพราะไม่ได้ทำหน้าที่ของ Pacer ให้ดีที่สุด

92 ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง 4

ว่าแต่… เราเนี่ยนะ เหมาะเป็น Pacer หรือไม่ หลังจากตอบรับการเป็น Pacer แล้ว ก็กลับมาย้อนดูตัวเอง ความเร็วที่เราต้องฝึกซ้อมวิ่งให้สม่ำเสมอคือ 6:40 นาทีต่อกิโลเมตร เราวิ่งสบายๆอยู่ที่ความเร็ว 6:30 นาทีต่อกิโลเมตร เลยคิดว่าไม่เป็นปัญหาอะไร เมื่อพี่เบิร์ดถามหาการบ้าน เราก็จัดไป 10.5 กิโลเมตร ไม่น่ายากอะไร

แต่ๆๆ… เอ๊ะ มันไม่ยักกะง่ายแฮะ เราออกวิ่งด้วยการเปิดนาฬิกาจับเวลา และความเร็ว แต่เนื่องจากนาฬิกาจะดีเลย์ความเร็วประมาณ 30 วินาทีถึง 1 นาที เลยทำให้การคงความเร็วเดิมไว้ให้ได้โดยดูจากนาฬิกาไม่ค่อยได้ผล จึงย้ายมาจับความเร็วด้วยความรู้สึกของตัวเอง แต่พอจับที่ความรู้สึกของตัวเองก็จะไปจบที่ความเร็ว 6:30 นาทีต่อกิโลเมตรทุกครั้งไป ปัญหาที่พบคือ การจะวิ่งให้ช้าลงกว่าเดิมเพียงแค่ 10 วินาทีต่อกิโลเมตรนี่ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะร่างกายไม่เคยชินกับความเร็วนี้ ทำให้เมื่อยขาพอสมควร ความรู้สึกของเราคือ มันอยู่กลางๆระหว่างสบายไปเลย กับช้าเกินไป มันสลับไปมาระหว่างวิ่งไม่คิดอะไรกับต้องคิดให้มากๆเลย การบ้านที่ส่งไปจึงได้ระยะทาง แต่ความเร็วไม่คงที่

Pacer หลายคนในกลุ่ม นอกจากมีความขยันวิ่งแล้ว ความเร็วที่ได้ก็แม่นยำมากแบบจับขาวางเลยทีเดียว หลายๆคนเริ่มถามว่าทำยังไง และคำตอบที่ได้คือ พยายามรักษาความเร็วเอาไว้ และนั่นก็คือสิ่งที่เรากำลังพยายามทำอยู่ แต่ทำไม่เห็นได้เลย แรกๆเริ่มมีความกังวล แต่พอผ่านการส่งการบ้าน 3 ครั้งแล้วก็เริ่มเบาใจ ไม่รวมการบ้านที่วิ่งระยะทางน้อยกว่า 10.5 กิโลเมตร เมื่อไรที่เราได้ออกไปวิ่ง ก็จะฝึกความเร็วที่ได้รับมอบหมายให้ได้อย่างน้อย 5 กิโลเมตร ความมั่นใจเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่เข้าใกล้วันงาน

92 ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง 5

งานแรกของชีวิต Pacer คืองานธัญญารักษ์ มินิมาราธอนครั้งที่ 20 ซึ่งจัดที่สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี เราเคยได้ยินมาว่างานนี้จัดมานานหลายปี จำนวนครั้งก็เป็นตัวบอกได้ดี และมีคนมาเยอะทุกปี เป็นงานเดียวที่จะได้วิ่งบนถนนวิภาวดีรังสิตแบบปิด 100% เราทราบมาจากเพื่อนนักวิ่งด้วยกันว่า งานนี้เจ้าหน้าที่ของสถาบันเป็นผู้จัดกันเองเลย และเนื่องจากจัดมาหลายปีจนชำนาญ เสียงตอบรับจึงค่อนข้างดีพอสมควรค่ะ พวกเราเหล่ากลุ่ม Pacer กลุ่มละ 5 คน มีกลุ่ม 60, 70, 80, 90 นาที และกลุ่ม Sweeper รวมแล้ว 25 ชีวิต จึงพร้อมใจกันรวบรวมเงินเพื่อบริจาคเพิ่มเติม รวมยอดตอนมอบให้ ถ้าจำไม่ผิดก็ 4400 บาทค่ะ

วัตถุประสงค์การจัดงานชัดเจน คือ

  1. เพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็น
  2. เพื่อจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการฝึกอาชีพผู้ป่วยยาเสพติดที่รับการบำบัดรักษาระยะฟื้นฟู
  3. เพื่อจัดหาทุนช่วยเหลือผู้ป่วยยาเสพติดที่ฐานะยากจน
  4. เพื่อส่งเสริมพลานามัยของข้าราชการและประชาชนทั่วไป
  5. เพื่อจัดหาทุนก่อสร้างหอพระ

ทางกลุ่มลูกโป่งรันเนอร์มีความเป็นมืออาชีพตรงที่ทำรูปภาพโปรโมทออกมาอย่างสวยงาม ทำให้เราสามารถโปรโมทต่อลง Facebook ได้อย่างสบายๆ แถมทางเพจของงานก็ยังนำไปช่วยโปรโมทด้วยอีกทางหนึ่ง แรกๆเหมือนจะมีนักวิ่งสมัครไม่เต็มจำนวน แต่สุดท้ายก็เต็มค่ะ

92 ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง 6

เมื่อซ้อมพร้อมแล้วก็ลุยได้เลย ปล่อยตัวระยะ 10.5 กิโลเมตรคือ 6 โมงเช้า เรานัดเจอกันตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง เราเกาะรถพี่พงษ์ผู้ใหญ่ใจดีแห่ง Papa Colorful ไปที่งานด้วย เราตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อจำนวนน้องๆ Pacer ที่รู้จักกันแต่ในไลน์ค่อยๆปรากฎโฉมมากันทีละคนสองคน เราเองเป็นคนจำชื่อคนไม่เก่ง พยายามจำได้อยู่ไม่กี่คน จำได้แต่หน้า แต่ด้วยเหตุใดไม่รู้ อาจจะเพราะคุยกันมาจากไลน์แล้ว และด้วยความเป็นกันเองของน้อง Pacer หน้าเก่า ขาเก๋า ที่คอยชวนคุยอย่างเจ้าบ้านต้อนรับขับสู้ให้หน้าใหม่อย่างเราได้อุ่นใจ เลยไม่ค่อยเคอะเขินอะไรมากมาย แถมยิ่งรู้จักแต่ละคนมากขึ้นเท่าไร ยิ่งรู้สึกได้ถึงความ Strong ของสาวๆทุกคน ว่าไม่ใช่แค่หุ่นดีและสวยเท่านั้น แต่พลังงานที่ส่งผ่านออกมาช่างเข้มข้นจนเป็นแรงผลักดันให้เราสนุกสนานไปกับน้องๆด้วยได้อย่างเป็นธรรมชาติ

92 ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง 7

เมื่อพี่เบิร์ดตัวจริงเอาลูกโป่งมาแจก เอาเสื้อและบิบที่พิมพ์แจ้งเวลาที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบมาแจก แต่ละคนก็ไปเปลี่ยนเสื้อ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Thairun และมาช่วยกันติดบิบซึ่งจะต้องติดอยู่ข้างหลังเสื้อ เพื่อให้นักวิ่งที่วิ่งตามมามองเห็นชัดเจน บิบได้ถูกเตรียมมาเป็นอย่างดี ด้วยการห่อด้วยพลาสติกอย่างเรียบร้อย ส่วนลูกโป่งสีชมพูก็มีตัวเลขกำกับอย่างชัดเจน เราเองยืนเก้ๆกังๆอยู่สักพัก จำได้ว่าน้องนนเดินเข้ามาบอกว่าจะติดบิบและลูกโป่งให้ ต้องขอบคุณน้องที่ช่วยติดลูกโป่งแรกให้พี่ อยากบอกว่าตื่นเต้นมากจริงๆ

92 ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง 8

92 ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง 9

ก่อนปล่อยตัวเราก็อยากเข้าห้องน้ำ ตอนไปยืนต่อคิวห้องน้ำ คิวยาวมาก กำลังลังเลว่าจะไปเข้าห้องน้ำที่เป็นรถ ยืนหันซ้ายหันขวา รีๆรอๆว่าจะเอาลูกโป่งเข้าได้เหรอ มีน้องผู้ชายคนหนึ่งคงเห็นเราหันไปหันมา เลยเดินมาบอกว่า พี่ไปเข้าห้องน้ำที่รถก็ได้นะ ผมเห็นมีคนติดลูกโป่งแบบนี้เข้ามาแล้ว ผมว่าเข้าได้นะ ก็เลยขอบคุณน้องเค้าแล้วรีบไปเข้า ก็ลำบากนิดนึงเวลาจะผ่านเข้าประตู แต่ก็ผ่านมาได้อย่างเรียบร้อย นี่มันคือการเข้าห้องน้ำแบบมีลูกโป่งติดหลังเป็นครั้งแรกนะเนี่ย
พอออกมาจากห้องน้ำ ก็ใกล้เวลาปล่อยตัวเต็มที เรามาไม่ทันถ่ายรูปรวม แต่ก็รีบวิ่งไปรวมกลุ่ม 70 นาที อันประกอบไปด้วย คุณออย น้องจอย น้องออมสิน และน้องเอื้อย ก่อนปล่อยตัวมีเรื่องตื่นเต้นนิดหน่อย คือหม้อแปลงหน้าประตูใหญ่ที่เป็นทางวิ่งออกตอนปล่อยตัวระเบิดเสียงดังมาก และมีไฟลุกไหม้ ดีที่ตรงนั้นไม่มีใครอยู่ข้างใต้ จึงไม่มีใครเป็นอะไร แต่ใกล้ๆมีตำรวจยืนอยู่ ทั้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และตำรวจ ได้พยายามที่จะดับไฟ แต่ดูแล้วไม่เป็นผล ระหว่างนั้นประธานก็กล่าวเปิดงานไปเรื่อยๆ สุดท้ายทางผู้จัดจึงเปลี่ยนทางวิ่งให้วิ่งไปออกอีกประตูหนึ่งที่อยู่ถัดไป จึงถือว่าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็วค่ะ

92 ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง 10

พอได้สัญญาณปล่อยตัว ด้วยความที่คนแน่นมากจึงทำให้เราไม่สามารถวิ่งออกไปได้ แต่กดนาฬิกาให้จับเวลาไว้แล้ว กว่าจะออกมาที่ประตูใหญ่ และวิ่งเข้าสู่ทางหลักก็ผ่านไปแล้วเกือบ 5 นาที เรามีคุณออยผู้ที่รอบขาวิ่งแม่นยำเหมือนจับวางอยู่ในกลุ่มด้วย แถมมีประสบการณ์เป็น Pacer มาแล้ว จึงรู้สึกอุ่นใจที่ได้ออกวิ่งไปกับคนเก่ง นอกจากคุณออยแล้ว ยังมีน้องออมสิน ที่ดูแล้วรู้จักกับคุณออยมาก่อน เราเองก็วิ่งเพลินๆฟังสองคนนี้คุยกันไป แค่นี้ก็สนุกแล้วค่ะ ส่วนน้องเอื้อย และน้องจอย ยังเป็น Pacer มือใหม่กัน เลยวิ่งกันเงียบๆ และใจจดจ่ออยู่กับการก้าวเท้าเท่านั้นค่ะ

92 ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง 11

คุณออยและน้องออมสินมีความเป็นมิตร และทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีมาก คอยเรียกเพื่อนนักวิ่งให้วิ่งไปด้วยกันตลอดทาง เพื่อนนักวิ่งหลายคนก็เข้ามาทักทายเรา ถามเราว่า 70 คืออะไรอายุเหรอ ประมาณนี้ ก็สนุกสนานกันไปค่ะ
เส้นทางวิ่งงานนี้สบายมาก เพราะวิ่งอยู่บนถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาเข้าตั้งแต่สถาบันไปจนถึงประมาณอนุสรณ์สถานแห่งชาติแล้วกลับตัวมาที่เส้นชัย ซึ่งย้ายมาตั้งบนถนนให้วิ่งเข้าเส้นชัยได้สบายๆ

92 ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง 12

คุณออยแชร์ประสบการณ์การเป็น Pacer ด้วยเรื่องของระยะทางว่าที่ต้องถามทางผู้จัดให้แน่ใจว่าระยะทาง 10.5 กิโลเมตรเป๊ะหรือเปล่า ก็เพื่อให้ Pacer อย่างเราสามารถฝึกซ้อมวิ่งด้วยความเร็วและระยะทางตามที่ถูกกำหนดมาได้ เพื่อที่จะไปวิ่งนำเพื่อนนักวิ่งให้เข้าเส้นชัยตามเวลาที่กำหนดได้อย่างแม่นยำ หากระยะทางขาดก็ยังพอชะลอลงได้ แต่ถ้าระยะทางเกินนี่คือฝันร้ายของ Pacer เพราะต้องสับขาเข้าเส้นชัย จะไปสับขาหลอกใครก็ไม่ไ้ด้ เพราะโดนหลอกเอง ตัวเลข 70 นาทีบนลูกโป่ง หมายถึงการเข้าเส้นชัยที่เวลานั้นเท่านั้น ไม่ว่าระยะทางจะขาดหรือเกินอย่างไรก็ตาม หากเกินน้อยๆไม่กี่ร้อยเมตรคงพอบรรเทา แต่ถ้าเกินเป็นกิโลๆอย่างที่งานบางงานพลาดมาแล้ว นั่นก็คือหายนะของ Pacer ได้เลยค่ะ จริงๆแล้วหาก Pacer จะวิ่งเข้าเส้นไม่ตรงเวลาเป๊ะ ก็ไม่ควรบวกลบเกิน 10 วินาทีอันนี้พี่ๆมือเก่าเค้าบอกมาค่ะ
วิธีการตรวจสอบว่าวิ่งมาได้ตามเป้าหมายจริงหรือไม่ ก็พอจะมีทางอยู่บ้าง นอกจากจับเวลาที่วิ่งได้แต่ละกิโลเมตรแล้ว หรือที่เราเรียก Lap นั่นเอง ก็ต้องดูระยะทางที่วิ่งตามจริงเทียบกับป้ายที่ทางผู้จัดวางไว้ให้ด้วยว่าสอดคล้องกันไหม อีกทางหนึ่ง อาจจะเป็นเพื่อนPacer ที่วิ่งเข้าเส้นชัยก่อนเรา จะสามารถส่งสัญญาณมาบอกได้ว่าระยะทางแม่นยำหรือไม่ได้อีกทางหนึ่ง ที่เหลือก็ต้องไปดูหน้างาน และแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันต่อไป
เราตกลงกันว่า จะวิ่งเร็วกว่าความเร็วที่ตั้งไว้ประมาณ 5-10 วินาทีเผื่อเหลือเผื่อขาด และไม่เร็วเกินสำหรับเพื่อนนักวิ่งที่คาดหวังเวลาเข้าเส้นชัยที่ 70 นาทีนี้ เมื่อตกลงกันแล้วก็ปฏิบัติตามนั้นเลยค่ะ เส้นทางเรียบๆ ไม่มีเนิน วิ่งสบาย พอถึงจุดให้น้ำก็ผลัดกันรับน้ำ เพราะต้องมีอย่างน้อย 1 คนที่ต้องวิ่งรักษาเวลาต่อ หยุดไม่ได้ พวกเราก็ใช้วิธีการหยิบน้ำให้กันไปค่ะ

92 ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง 13

เราเป็นคนถือตารางความเร็วที่พี่เบิร์ดให้มา จึงได้พยายามเชคกับเวลาของตารางตลอด ความเร็วก็ยังไม่ช้าเกินไป ซึ่งก็ทำให้เบาใจลงไปบ้าง ยอมรับว่าก่อนหน้านี้แอบเครียด กลัวทำได้ไม่ดี แต่เมื่อทำได้ก็สบายใจ อาจด้วยงานนี้เส้นทางวิ่งสบายมาก ไม่มีเนิน ปิดถนน100% ทางวิ่งกว้างขวางไม่ต้องเบียดเสียดใครให้ต้องวิ่งช้าลง ข้างบนมีเส้นทางโทลล์เวย์เป็นร่มเงาให้ มีเมฆมาบังแสงอาทิตย์ลดความร้อนแรงของอุณหภูมิที่ค่อยๆมากขึ้นหลังจากพระอาทิตย์ขึ้น และดีกว่านั้นเมื่อสัมผัสได้ถึงลมที่พัดมาเรื่อยๆช่วยคลายความร้อนได้ดี
คุณออยได้เตือนพวกเราว่า ให้วิ่งห่างๆกันไว้หน่อย ป้องกันลูกโป่งพันกัน แล้วก็ไม่ทันไร ลูกโป่งน้องจอยและน้องเอื้อยก็พันกันซะแล้ว แต่คนที่เหลือก็ต้องวิ่งต่อ ปล่อยน้องๆยืนแกะกันเอง การแกะลูกโป่งที่พันกันนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายนะคะ กว่าน้องจะแกะออก ก็ต้องสับขาวิ่งตามมาแบบหอบเหนื่อยกันพอสมควรเลยทีเดียว

92 ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง 14

และแล้วเราก็วิ่งเข้าเส้นชัยที่เวลา 1:08:35 ชั่วโมง เร็วกว่าเวลาที่กำหนดไป 1 นาทีกว่า แต่ก็ถือว่าเราพอใจกับผลงานแล้วอาจจะเร็วไปนิด แต่ก็สบายใจที่ไม่มีเพื่อนนักวิ่งคนไหนมาบ่นว่าตามไม่ทัน ความเร็วเฉลี่ยต่อกิโลเมตรก็กระจายกันไป อยู่ระหว่าง 6.24-6.44นาทีต่อกิโลเมตร ซึ่งมีช่วงสับสนกับเวลาที่กดนาฬิกากันเล็กน้อย เรากดนาฬิกาไม่ตรงกันนั่นเอง แต่ป้ายบอกระยะทางค่อนข้างแม่นยำตรงกับนาฬิกาที่จับระยะ จึงถือว่าเป็นบทเรียนหนึ่ง ที่เราควรจะกดนาฬิกาพร้อมกันตอนปล่อยตัว เพื่อให้การวัดระยะทางและเวลาแม่นยำมากขึ้น เพราะมีคนช่วยตรวจสอบหลายคน

92 ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง 15

เราเข้าเส้นชัยแล้วก็ดื่มน้ำ ยืดเหยียด รอเพื่อนๆทุกคนจากเวลากลุ่มอื่นจนถึง Sweeper แถวเส้นชัย มีพื้นที่ว่างให้พอรวมกันถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก โดยไม่รบกวนนักวิ่งในสนาม เลยใช้เวลาตรงนั้นถ่ายรูป และทบทวนผลการวิ่งแต่ละกลุ่ม พบว่าแต่ละกลุ่มเวลาสามารถเข้าเส้นชัยได้ภายในเวลาที่กำหนดค่อนข้างแม่นยำ

92 ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง 16

92 ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง 17

มีใครสักคนเอ่ยปากชวนวิ่งกลับไปร่วมขบวนกับ Sweeper ผู้เก็บกวาดไม่ใช่แค่นักวิ่ง แต่รวมถึงช่วยขยะ อุปกรณ์ เคลียร์พื้นที่ทั้งหมด เพื่อคืนพื้นที่ให้กับผู้สัญจรทางถนนต่อไป แต่เราขอตัวไม่ไป เพราะเย็นนี้จะต้องไปร่วมงานวิ่งอีกหนึ่งงาน และนัดเพื่อนมาวิ่งด้วยกันด้วย เลยอยากถนอมแรงเอาไว้ตอนเย็น สุดท้ายก็ยืนถ่ายรูปเล่นรออยู่แถวนั้น

92 ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง 18

และแล้วก็เห็น Sweeper วิ่งมาแต่ไกล พร้อมกับนักวิ่งคนสุดท้าย เป็นคุณลุงท่านหนึ่งที่เราเห็นแล้วว่าใกล้หมดแรงเต็มที่ แต่โดนลูกกระตุ้นจาก Sweeper และพวกเราที่ตามมาสมทบเชียร์ให้กำลังใจ ก็เลยมีลูกฮึดวิ่งเข้าเส้นชัยได้อย่างปลอดภัย คุณลุงมีความสุข พวกเราก็มีความสุขค่ะ

92 ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง 19

เมื่อเข้าเส้นชัยแล้ว ปกติพวกเราก็จะจากไปอย่างเงียบๆ แต่งานนี้ทางผู้จัดให้ความสำคัญกับพวกเรามาก ด้วยการขอเชิญขึ้นเวทีเพื่อกล่าวขอบคุณ และมอบของที่ระลึก นอกจากจะได้เหรียญรูปสมเด็จย่าสวยๆแล้ว ยังได้ขนมมาแบ่งกันทานรองท้องก่อนกลับบ้านด้วยค่ะ

92 ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง 20

เหรียญที่เคยมีเรื่องดราม่าเมื่อปีก่อนว่าไม่พอแจก ปีนี้ทำสวยงามเช่นเคย และพอแจกแล้วนะคะ แถมยังเผื่อแผ่มาถึง Pacer อย่างเราด้วย ต้องขอบคุณผู้จัดมากๆเลยค่ะ

สรุปแล้วมีคนบอกมาว่า Pacer คือ นาฬิกาเคลื่อนที่ในสนามวิ่งดีดีนี่เอง ไม่ใช่ว่าใครจะมาเป็น Pacer ที่ดีได้ เพราะการคุมความเร็วการวิ่งให้สม่ำเสมอตลอดการวิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย สามารถบอกได้ว่า ต้องฝึกซ้อมอย่างเดียวเท่านั้น หรือไม่ก็วิ่งมานานพอจนมีความเร็วที่แน่นอนเป็นของตัวเอง และควบคุมมันได้ ใครไม่เคย วิ่งครั้งต่อไป ลองกำหนดความเร็วที่เราคิดว่าจะทำได้ แล้วลองวิ่งดู ก็รู้แล้วว่าเป็นยังไง

บางคนบอกว่าการเป็นเป็น Pacer คือการได้วิ่งฟรี แต่สำหรับเราแล้ว เราไม่ชอบของฟรี ซึ่งคิดเหมือนกับเพื่อนๆในกลุ่มลูกโป่งรันเนอร์ทุกคนว่า เมื่อเราวิ่งเพื่อการให้ แล้วทำไมจะต้องมาเอาเปรียบด้วย ดังนั้นเราจึงรวบรวมเงินร่วมบริจาคในงานด้วยทุกครั้ง ส่วนผู้จัดอยากให้อะไรคงต้องแล้วแต่ความพึงพอใจของเขา และเราก็ถือว่าเป็นคำขอบคุณที่เขาอยากจะตอบแทนเรา เท่านั้นเองค่ะ

เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับความสุขที่ได้พาเพื่อนนักวิ่งวิ่งเข้าเส้นชัยได้ตามเวลาที่ต้องการ บางคนได้ PB ใหม่ บางคนอาจท้อกลางทาง แต่มีเราเป็นกำลังใจให้ บางคนทำได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และที่สำคัญมากไปกว่านั้นก็คือมิตรภาพใหม่ๆที่หาได้จริงระหว่างทางวิ่ง
สุดท้ายนี้ไม่ว่าใครจะคิดอะไรกับ Pacer แต่เหล่า Pacer ทุกคนรู้ดีว่า พื้นฐานจริงๆมาจากใจที่อาสาและปรารถนาดีกับเพื่อนนักวิ่งที่ร่วมทางกันมาทุกคนค่ะ

ขอให้เพื่อนนักวิ่งวิ่งเพื่อให้อย่างมีความสุขกันนะคะ

24 มิ.ย. 2561

เลิกคิดเรื่องที่ว่าจะทำไม่ได้ ให้คิดใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้ได้ดีกว่า

หลังจากที่เริ่มเจ็บเท้ามาไม่นาน พยายามรักษาตัวเองแล้วก็ดีขึ้นในระดับหนึ่ง หยุดการร่วมงานวิ่งเพื่อแข่งขันมาระยะหนึ่ง จนมาถึงวันนี้ (20 พ.ค. 61) วันที่ในตารางซ้อมไปฟูลมาราธอนบอกว่าให้ไปแข่งฮาล์ฟเพื่อดูเวลาสักหน่อย เราจึงลงงานวิ่งที่มีชื่อว่า “Singha Bangkok Park Run 2018” เอาไว้ และอีกเหตุผลที่ลงงานนี้ เพราะจะได้เข้าไปวิ่งในบึงหนองบอน ที่ได้ยินว่าสวย และใหญ่ เป็นที่ปั่นจักรยานของนักปั่นหลายคน จึงอยากได้ไปวิ่งสักครั้ง จะให้เราขับรถไปเพื่อวิ่งเอง ทั้งสวนหลวง ร.9 และบึงหนองบอนก็ไกลบ้านมากโขอยู่ ขนาดจะมาวิ่งยังต้องมานอนบ้านเพื่อนเลย ไหนๆจะต้องวิ่งแข่งฮาล์ฟแล้ว ก็เลือกเส้นทางวิ่งที่มาแล้วคุ้มเลยจะดีกว่า

เราทำงานวันเสาร์เลิก 5 โมง ต้องรีบออกเดินทางไปซีคอนสแควร์เพื่อรับเสื้อและบิบสำหรับวิ่ง ไปถึงประมาณ 6 โมงครึ่ง ทันเวลาพอดี งานนี้มีรับเสื้อหน้างาน แต่เวลาที่ให้รับเป็นเวลาปล่อยตัวนักวิ่งฮาล์ฟไปแล้ว เลยมารับให้เรียบร้อยก่อนดีกว่า เสื้อวิ่งงานนี้สีสวย แต่ไม่สามารถเลือกทรงผู้ชายได้ ปกติเราไม่ชอบเสื้อทรงผู้หญิงเพราะมักติดสะโพก แต่ก็จำใจใส่ไปค่ะ เพราะชอบแบบและสีจริงๆ

เวลาปล่อยตัวนักวิ่งฮาล์ฟคือ 5.15 น. เราตื่นประมาณ 4.00 ทานแซนวิช 1 ชิ้น ดื่มน้ำ 1 ขวด แล้วออกเดินทางไปที่บริเวณงาน ถึงงานก่อนเวลาปล่อยตัว 15 นาที ในงานมีการจัดพื้นที่ให้มีมุมถ่ายรูปบ้าง ก็น่ารักกรุบกริบดี เราไปฝากของแล้ววอร์มอัพ ยืดกล้ามเนื้อ ตัวพออุ่นและเหงื่อออกเล็กน้อย ก็ได้เวลาปล่อยตัวพอดีค่ะ นักวิ่งฮาล์ฟค่อนข้างเยอะ ออกจะเบียดเสียดกันนิดหน่อยที่จุดปล่อยตัว และเส้นทางวิ่งในสวนหลวง ร.9 แต่เมื่อวิ่งออกไปที่ถนนซึ่งปิดถนน 1 เลน และวิ่งเข้าบึงหนองบอนแล้วก็วิ่งสบายขึ้นค่ะ

งานนี้ตั้งใจว่าวิ่งรักษาความเร็วให้คงที่ ตั้งแต่ 6:00 – 6.30 ค่ะ ซึ่งเป็นความเร็วที่อยากจะทำได้ในฟูลมาราธอนที่นาวิกโยธินมาราธอนที่จะมาถึง นักวิ่งในงานวันนี้ถือว่าคับคั่ง แต่ก็ไม่ถึงกับแออัดยัดเยียดจนต้องวิ่งหลบซ้ายขวาเหมือนบางงาน เวลาปล่อยตัวฟ้ายังมืดอยู่เราชอบการวิ่งที่ค่อยๆตื่นพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่ค่อยๆทาทับขอบฟ้า จนสว่างคาตา วันนี้แสงอาทิตย์มาอย่างรวดเร็ว ตอนที่วิ่งไปถึงบึงหนองบอนก็สว่างเต็มที่แล้ว

สองข้างทางในสวนมีน้องๆที่แต่งตัวเป็นซอมบี้มายืนหลอกหลอน ดีนะที่ตอนวิ่งขาไป ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว ทำให้ไม่ตกใจมาก เพราะน้องๆเล่นส่งเสียงได้น่าเขย่าขวัญมาก ตอนวิ่งกลับมา ยังคิดอยู่เลยว่าน้องๆจะเหนื่อยกันไหม ก็เห็นว่าดูเสียงอ่อยลงไปบ้าง แต่ยังสู้ตาย ส่งเสียง ทำท่าหลอกหลอนได้อยู่ เราได้ยินเสียงคุณลุงที่วิ่งตามมาข้างหลังส่งเสียงทักน้องๆว่า “นี่ๆ ได้กินข้าวกันบ้างหรือเปล่าเนี่ย?” เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มทั้งจากน้องๆซอมบี้และนักวิ่งด้วยกัน นอกจากกลุ่มซอมบี้แล้ว ก็ยังมีกลุ่มซูเปอร์ฮีโร่ เราไม่ได้หยุดถ่ายรูปด้วย มองผ่านๆเหมือนมีสไปเดอร์แมน ฮัลค์ แบทแมน อะไรทำนองนี้ 4-5 คน เราตั้งใจมองคนที่แต่งเป็นฮัลค์ เพราะมีกล้ามจริงๆที่โตมากๆ เห็นเพื่อนนักวิ่งหยุดถ่ายรูปด้วยอย่างสนุกสนาน ดีนะคะ เป็นสีสันของงานค่ะ

ตอนวิ่งเข้าบึงหนองบอน ช่วงเข้าโค้งแรก หันไปเห็นวิวน้ำกับพระอาทิตย์ที่กำลังขึ้น ทำให้รู้สึกสดชื่น แต่ความสดชื่นก็หายไปเมื่อเจอกับเนินแรก แม้ไม่ชันแต่สำหรับคนที่ไม่ได้เตรียมใจมาก็เล่นเอาหวั่นใจค่ะ เนินในนี้ไม่ชันและไม่ยาว ขึ้นๆลงๆพอให้กล้ามเนื้อขาได้ปรับการออกแรงดี เราวิ่งไปถึงจุดกลับตัว ดีใจมากที่ทีมงานแจกผ้าเย็น ช่วยได้มากค่ะ เพราะวันนี้อากาศอบอ้าวมาก เราเอามาเช็ดหน้า พันคอ แวะราดน้ำใส่ผ้าเย็นที่โต๊ะให้น้ำหลังจากนั้น แต่ท้ายๆแล้วเราเอาน้ำเย็นราดหัวแทนค่ะ รู้สึกร้อนอบอ้าวมากจริงๆ พอเจอโต๊ะแตงโม เลยหยิบทานไป 2 ชิ้น ค่อยชื่นใจค่ะ

เมื่อกลับตัวแล้ววิ่งกลับทางเดิม ต้องออกมาวิ่งข้างถนน รถค่อนข้างติด และชะลอหน้าสวน กลิ่นควันรถเลยตลบอบอวลพอสมควร แต่ระยะทางแค่ประมาณกิโลเดียว เลยไม่ทรมานมาก กลับเข้าสวนมาก็เจอเพื่อนนักวิ่งมินิกับฟันรันเริ่มมารวมตัวกัน แต่ถึงจะอย่างนั้นก็ไม่แออัดมากนัก คงเพราะจำกัดจำนวนคน ทำให้ยังวิ่งรักษาความเร็วได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เหมือนงานวิ่งของยูนิเซฟไลน์ อันนั้นต้องเดินกับวิ่งเหยาะๆเกือบตลอดงาน

เหรียญงานนี้เป็นทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งสามารถนำไปต่อกับงานอื่นที่จัดโดยสิงห์ได้อีก 3 งาน จริงๆก็อยากจะไปให้ครบทุกงานเพราะว่าเหรียญสวย แต่เนื่องจากเป็นงานที่จัดต่างจังหวัดทั้งหมด เลยทำให้เราไม่สามารถไปร่วมได้ง่ายๆ จึงเหลืองานที่กรุงเทพฯเท่านั้นที่ไปร่วมด้วยได้

  

มาดูผลงานกันดีกว่าค่ะ สรุปแล้วจบฮาล์ฟไปได้ในเวลา 2:14:08 ชั่วโมง ความเร็วเฉลี่ยเป็นไปตามที่คิดไว้คือ 6:28 นาทีต่อกิโลเมตร เท้าไม่ออกอาการเจ็บแต่อย่างใด ความเร็วจะมากหน่อยช่วงแรกที่ปล่อยตัว อยากฉีกออกจากฝูงชนเล็กน้อย แล้วค่อยมาชะลอรักษาความเร็วทีหลัง หยุดวิ่งแล้วเดินช่วงพักดื่มน้ำ แล้วจึงค่อยไปต่อ

เส้นทางวิ่งในงานนี้เราว่าดีนะคะ ไม่แออัดเกินไป ได้วิ่งออกมานอกสวน และปิดถนนให้หนึ่งเลน เส้นทางในบึงหนองบอนก็สวย แม้จะเป็นระยะฮาล์ฟ หากวิ่งในสวนอาจมีความเสี่ยงงงกับเส้นทางได้ แต่ผู้จัดงานนี้ได้เตรียมเส้นทางได้ดี ไม่วกวน ไม่งง มีป้ายบอกทิศทางที่ดูง่าย มีป้ายบอกระยะทางชัดเจน ไม่สับสน แถมทำเส้นทางทั้ง 3 ระยะแยกกันได้ดี ไม่งงกลับตัวผิดถูก อันนี้ต้องขอชื่นชมค่ะ

เนื่องจากวันนี้ตั้งใจแข่งกับตัวเอง จึงปล่อยชีพจรไปตามที่ควรจะเป็น ตามสภาพการแข่งขัน หัวใจจึงเข้าไปอยู่โซน 4 และ 5 ซะมาก ได้ผลทั้งต่อระบบพลังงานทั้งที่ใช้และไม่ใช้ออกซิเจน

จำนวนก้าวอยู่ในช่วงกว้างตั้งแต่ 166 ถึง 239 ก้าวต่อนาที

เส้นทางวิ่งมีขึ้นเนินลงเนินบ้างให้ได้ท้าทายความสามารถ อากาศพอรับได้ จะมีช่วงที่พระอาทิตย์ขึ้นแล้วเริ่มร้อนอบอ้าว จนกระหายน้ำได้ง่ายมากขึ้น

การวิ่งวันนี้ค่อนข้างพอใจผลการวิ่งของตัวเอง แม้ระยะหลังที่เริ่มเจ็บเท้า เราจะพยายามปรับท่าวิ่ง เน้นใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ซึ่งต้องใช้พลังงานมากขึ้น ทำให้ความทนทานที่เคยมีน้อยลง ขาล้าง่ายขึ้น แต่ก็ถือว่าต้องปรับตัวใหม่ เดี๋ยวร่างกายก็ชิน คิดซะว่าเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บที่อาจมากขึ้น จนไม่สามารถวิ่งได้ในอนาคต ความฝันที่จะวิ่งให้ได้จนถึงอายุ 80 ปี อาจต้องพังทลายลง การไม่ยอมรับอะไร มีแต่จะทำให้แย่ลง ให้เลิกคิดเรื่องที่ว่าจะทำไม่ได้ ให้คิดใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้ได้ดีกว่า เมื่อเงื่อนไขชีวิตเปลี่ยน เราก็ต้องปรับตัวกันไป ถ้าวิ่งอัลตร้าไม่ได้ ก็ลดเหลือฟูล ถ้าวิ่งฟูลไม่ได้ก็ลดเหลือฮาล์ฟ ถ้าฮาล์ฟไม่ได้ก็เหลือมินิ ถ้ามินิไม่ได้ก็เหลือฟันรัน ถ้าวิ่งไม่ได้ก็เหลือเดิน อย่างน้อยชีวิตก็ยังก้าวไปข้างหน้าแค่เพียงเรายกขาก้าวไป แค่นั้นเอง เมื่อประตูบานหนึ่งปิด จะมีอีกบานหนึ่งเปิดเสมอแค่เราหาให้เจอ แล้วเดินไปเปิดมัน

ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีประตูบานใหม่ให้เปิดไปค้นหากันเสมอนะคะ

เจ็บส้นเท้า ปวดน่อง ต้องทำอย่างไร?

มาฟังคำตอบจากหมอแปปกันได้ค่ะ

Admin มีโอกาสได้ไปเป็นแบบมา

ขอบคุณโอกาสดีๆอีกครั้งจากพี่นันท์
จารุนันท์ พันธ์ นักกายภาพบำบัด กรมพละศึกษา
ที่ให้โอกาสถ่ายคลิปให้ความรู้นักวิ่งเกี่ยวกับการบาดเจ็บเอ็นฝ่าเท้า และตะคริวน่อง
แม้จะร้อน และเหนื่อยบ้าง
แต่สนุกมากกว่า

ตะคริวในนักวิ่ง สิ่งที่ต้องทำคืออะไร?

ตะคริวในนักวิ่ง สิ่งท่ต้องทำคืออะไร?

ตะคริวมักเป็นสิ่งที่นักวิ่งต้องเจอ เหมือนไปทานปลาทูแล้วต้องเจอก้าง ยังไงยังงั้น

มาดูกันค่ะว่าจะทำอะไรได้บ้างค่ะ

 

ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้

วันที่ 6 พ.ค. 2561 มีโอกาสได้เข้าร่วมงานวิ่งในตำนานที่มีชื่อว่า Bumrungrad 10-Hour Ultramarathon แห่งชมรมวิ่งสวนพฤกษ์ 99 ณ สวนนวมินทร์ภิรมย์ เนื่องจากเป็นงานที่ได้ชื่อว่าอัลตร้า และเราก็ไม่เคยคิดลงวิ่งอัลตร้า เลยไม่ได้สนใจอ่านรายละเอียด เพิ่งมารู้ว่ามีการวิ่งแบบทีมด้วย ทุกอย่างจึงใหม่หมดค่ะ ทั้งสถานที่ กติกา การเตรียมตัว เราไม่เคยร่วมงานลักษณะนี้เลยออกจะงงๆ เตรียมตัวไม่ค่อยถูก เนื่องจากทางโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ที่เรากำลังทำงานอยู่เป็นผู้สนับสนุนหลักของงาน จึงได้รับโควต้านักวิ่งผ่านมาทางชมรม Bumrungrad Running Club แรกๆเราคิดว่าจะขอไปเป็นอาสาสมัครบูธปฐมพยาบาลของโรงพยาบาล จึงไม่แจ้งความจำนงลงร่วมวิ่ง แต่ไปๆมาๆ ก็ได้รับการชักชวนมาวิ่งทีมจากทันตแพทย์ที่เป็นคนไข้ของเราเอง ด้วยความที่ทีมยังขาด 1 คน เลยยอมรับปากและคิดว่าขอวิ่งผลัดแรก แล้วค่อยไปช่วยที่บูธเอาละกัน
เรามาดูโปรแกรมซ้อมมาราธอน ก็เป็นจังหวะดีที่วันนั้นจะต้องซ้อมวิ่งเวลา 2:15 ชั่วโมง และการวิ่งแข่ง 1 ผลัดก็ใช้เวลา 2:30 ชั่วโมงใกล้เคียงกันพอดี กติกาของการวิ่งทีมมีอยู่ว่า ในหนึ่งทีมจะมี 4 ผลัด แต่ละผลัดวิ่ง 2.30 ชั่วโมง แล้วนำระยะทางที่ได้มารวมกันแล้วค่อยจัดอันดับค่ะ ทางผู้จัดได้ติดบิบไว้ที่ไม้ผลัด แล้วนักวิ่งแต่ละมือ ก็ต้องนำไม้ผลัดนี้มายื่นต่อให้กับเพื่อนในทีมผลัดต่อไปที่จุดปล่อยตัว ผู้จัดจะทำการปล่อยตัว 4 ครั้ง ครั้งที่ 1 ผลัดแรก ปล่อยตัวเวลา 6.00 น. ผลัดที่ 2 ปล่อยตัวเวลา 8.30 น. ผลัดที่ 3 ปล่อยตัวเวลา11.00 น. และผลัดที่ 4 ปล่อยตัวเวลา 13.30 น. ถ้ามาถึงก่อนเวลาปล่อยตัวจะหยุดวิ่ง ยื่นไม้ให้เพื่อน แล้วรอเวลาปล่อยตัวก็ได้ หรือจะวิ่งต่อไปก็ได้ แต่ถ้าวิ่งวนกลับมาถึงหลังเวลาปล่อยตัวก็ไม่เป็นไร เพราะจะย่นเวลาของเพื่อนผลัดต่อไปลง เท่านั้นเอง เมื่อจบการแข่งขันที่เวลา 16.00 น. ทางผู้จัดก็จะรวบรวมข้อมูลเป็นจำนวนรอบ ทีมไหนได้จำนวนรอบมากที่สุดก็จะเป็นผู้ชนะไป รอบหนึ่งของสวนนวมินทร์ภิรมย์เท่ากับ 2.1 กิโลเมตร ส่วนใครที่วิ่งเดี่ยว ก็ปล่อยตัวตั้งแต่ 6.00 น. วิ่งต่อเนื่องไปจนถึง 16.00 น. เลย หมดเวลาแล้วได้รอบเท่าไรก็เท่านั้นเลยค่ะ
เมื่อรับทราบกติกากันแล้ว และตกลงกันในทีมแล้วว่าเราเป็นนักวิ่งผลัดหนึ่ง ลำดับต่อไปก็คือการเตรียมตัวค่ะ เนื่องจากบ้านเราอยู่ไกลจากสวนพอสมควร และนัดรับเสื้อกับเพื่อนนักวิ่งของโรงพยาบาลที่ไปรับเสื้อมาให้ก่อนแล้วที่บูธโรงพยาบาลเวลา 5.00 น.เราจึงต้องตื่นตั้งแต่ 3.30 น. เลยรีบเตรียมของและล้มตัวลงนอนตั้งแต่ 21.30 น.

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 2

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 3

เราตื่นตามกำหนด กดจองแกลบแท๊กซี่ไว้ ขึ้น 8 นาทีว่าจะถึงยังไงก็ยังอย่างนั้น ผ่านไปร่วม 10 กว่านาที เลยยกหูถามคนขับว่าได้รับ Order ไหมค้า คุณเค้าตอบกลับมาว่า ได้ครับ แล้วก็เงียบไป เราเลยต้องถามกลับไปว่า แล้วอีกนานไหมกว่าจะมาถึง นี่ต้องออกจากบ้านแล้ว คุณก็ตอบมาแบบเรียบๆว่า “อีกสักพัก” เอิ่ม งงไปเลย เลยบอกยกเลิกไป แล้วออกไปโบกแท๊กซี่หน้าบ้าน บอกลาแกลบไปถาวรละ ก่อนหน้าก็เจอกรณีอย่างนี้เรื่อยๆยามเราตามเมื่อค่ำคืนเช่นนี้ โชคดีเจอแท๊กซี่ใจดี ยอมไปไกล และยังรู้จักทางเป็นอย่างดี เราเลยไม่เสียเวลาหลง แรกๆกะว่าจะขับรถไปเอง แต่เนื่องจากเป็นทางที่ไม่คุ้นเคย และมีที่จอดน้อยต้องจอดข้างถนน จึงตัดสินใจไม่ขับรถไปดีกว่า
เราถึงบริเวณงานประมาณตีห้า ยืนทานขนมปังที่เตรียมไว้ รอไม่นานก็เจอกับคนในทีม แรกๆว่าจะใส่เสื้อของงานวิ่ง แต่พอเปลี่ยนแล้ว อากาศที่อบอ้าว ทำให้ร้อน จึงเปลี่ยนเป็นเสื้อกีฬาที่ระบายอากาศดีกว่า เปลี่ยนเสื้อเสร็จจึงมาถ่ายรูปเก็บบรรยากาศกับทีมก่อนปล่อยตัว เรายืดกล้ามเนื้อไม่นานก็ถึงเวลาปล่อยตัวย

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 4

สำหรับการวิ่งทีม นักวิ่งผลัดแรกจะถูกปล่อยตัวพร้อมๆกับนักวิ่งเดี่ยว เราจึงมีเพื่อนวิ่งมากมาย ลักษณะสนามแข่งนี้ เป็นสวนรูปวงรี มีสะพานอยู่หัวท้าย สะพานไม่สูงมาก แต่พิธีกรได้กล่าวไว้ว่า แรกๆมันก็เป็นสะพานดีๆอยู่ วิ่งไปๆ มันจะกลายเป็นภูเขาแทน ก็ขำๆกันไปค่ะ เพราะฉะนั้น เราก็แค่วิ่งวนซ้ายไปเรื่อยๆ ช่วงแรกก็นับรอบได้ แต่วิ่งไปวิ่งมาแล้วเหนื่อย เลยนับไม่ถูกก็ช่างมัน ใช้นาฬิกาจับระยะของมันไป วันนี้บอกตัวเองว่า วิ่งให้ดีที่สุดในช่วงเวลาของเราเอง

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 5

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 6

เราวิ่งไปเรื่อยๆ ก็เริ่มสังเกตสองข้างทางว่ามีเต๊นท์จากกลุ่มและชมรมวิ่งมาตั้งเพื่อดูแลนักวิ่งในกลุ่มตัวเอง มีอาหารว่าง ทั้งหนักทั้งเบาคอยบริการ บางเต๊นท์มีอาหารเผื่อนักวิ่งทุกคน พร้อมเรียกให้เข้าไปรับ แต่บางเต๊นท์ก็มีเฉพาะกลุ่มตัวเอง อย่างเช่น แก้วน้ำที่เขียนชื่อนักวิ่งแต่ละคนเอาไว้ และมีคนคอยเติมให้พร้อมเมื่อนักวิ่งในกลุ่มตัวเองวิ่งวนมาถึง อาหารมีตั้งแต่ กล้วย แตงโม ขนมปัง ครัวซอง ข้าวต้มมัด เค้กกล้วยหอม ไอติมถัง ไอติมโคน น้ำเฉาก๊วย ข้าวไข่เจียว ไมโล และอีกเยอะแยะมากมาย ละลานตาไปหมด เราไม่เคยเจอสนามวิ่งไหน อาหารการกินอุดมสมบูรณ์เช่นนี้มาก่อน และรู้สึกได้ถึงบรรยากาศอบอุ่นใจ การพร้อมช่วยเหลือ และเผื่อแผ่ระหว่างนักวิ่งด้วยกันเอง เห็นนักวิ่งหลายๆคนทักทายกันเอง ทุกคนมารวมตัวกันเพราะใจรักในเรื่องเดียวกัน คือการวิ่ง มีการชี้ชวนดูคนเก่งๆที่มาร่วมการแข่งขันเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ มีการเชียร์เพื่อนนักวิ่งด้วยกันเอง เราเจอคุณลุงท่านหนึ่งแกยืนเชียร์นักวิ่งแบบมองตาต่อตา ตั้งแต่ผลัดแรกที่เราวิ่ง ไปจนถึงผลัดสุดท้ายที่เราถามเพื่อนว่ายังเห็นคุณลุงยืนเชียร์อยู่ไหม เพื่อนบอกว่ายังยืนอยู่ สุดยอดมากค่ะ

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 7

เรากะว่าจะพกกล้วยตากทานระหว่างวิ่ง ร้างกายเราต้องทานทุก 1 ชั่วโมง ปรากฎว่าเราลืมพกกล้วยตากของเรามา แต่เราก็หมดห่วงทันทีเมื่อเห็นเต๊นท์ของครูดิน ของกินเยอะมาก เราเลยได้แวะหยิบกล้วยหอม ที่หั่นครึ่งแล้ว พอดีคำ ไม่มากเกินไปมาทาน เราจะเดินทานตอนขึ้นสะพาน ลงสะพานมาก็วิ่งต่อ เต๊นท์ของครูดิน อยู่ก่อนขึ้นสะพานพอดี ก็เลยคว้าได้ทั้งน้ำและกล้วยเดินทาน วิ่งลงสะพานมาเจอตากล้องพอดี ขำตัวเองที่มือหนึ่งถือกล้วย มือหนึ่งถือน้ำ เลยได้ภาพตอนยิ้มมาพอดี เป็นรูปวิ่งที่ดูมีความสุขที่สุดตั้งแต่วิ่งมา เพราะได้ทานอะไรที่ร่างกายต้องการในยามอากาศร้อนแรง เป็นใครก็คงมีความสุข เราไม่แปลกใจที่ช่วงบ่าย เห็นนักวิ่งหลายคนวิ่งไป ถือจานข้าวไข่เจียวทานไปด้วย เป็นทักษะที่ล้ำเลิศมาก

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 8

เราวิ่งๆไปได้สักสองชั่วโมงนิดๆเริ่มมีอาการปวดท้อง แต่พอทนได้ ก็เลยฝืนใจวิ่งต่อไป เหลืออีก 20 นาทีจะหมดรอบของเรา เราทนไม่ไหวเลยเข้าห้องน้ำ ปรากฎว่าท้องเสีย จับเวลานั่งอยู่ในห้องน้ำ 1 นาทีครึ่ง แล้วรีบออกมาวิ่งต่อ ตอนที่วิ่งถึงเส้นชัยรอบที่ 9 ยังเหลืออีก 1 รอบ แต่เวลาไม่ถึง 15 นาทีดี เราก็คิดว่าจะเอาไงดี อีกรอบจะทันไหม ตอนนั้นมันก็ล้าได้ที่แล้ว แต่สุดท้ายก็กัดฟันวิ่งต่อ ถ้าหยุดก็จะเสียดายเวลามาก แม้ตอนนั้นจะยังมีปวดบิดในท้องเป็นพักๆ แต่พอขาเราออกวิ่ง ความรู้สึกปวดท้องจะหายไป เรามุ่งความสนใจไปที่เสียงพิธีกรบนเวที ที่คอยแจ้งเวลาที่เหลือสำหรับผลัดแรก และคอยเรียกนักวิ่งผลัดที่ 2 มาเตรียมตัว ตอนที่เหลือกิโลเมตรสุดท้าย เราเหลือ 5 นาที ก็เลยอัดไปเลยเต็มที่ เข้าเส้นชัยครบรอบที่ 10 ตอนนาทีสุดท้ายพอดี เพื่อนผลัดสองมารอรับอยู่แล้ว ก็รีบส่งไม้ให้เพื่อน แล้วเราก็แยกออกมานั่งพัก และยืดเหยียดรอเชียร์เพื่อนต่อไป เราต้องขอขอบคุณซุ้มที่แจกน้ำเฉาก๊วยเย็นเจี๊ยบเป็นเกร็ดน้ำแข็งในรอบที่ 9 เพราะเหมือนช่วยเพิ่มพลังวิ่งในรอบที่ 10 ได้เป็นอย่างดีค่ะ
เราเพิ่งมารู้ตัวตอนเข้าเส้นชัย ว่าเราใส่บิบผลัดที่ 4 มาวิ่งผลัดที่ 1 คงเพราะตอนส่งชื่อลงทะเบียนเกิดการสลับกัน แต่พี่ที่เส้นชัยแจ้งว่าไม่เป็นไร งานที่วิ่งวนแบบนี้มีดีอย่างหนึ่งก็คือ เราสามารถคอยเชียร์เพื่อนที่วิ่งครบรอบได้ ทำให้มีกำลังใจเพิ่มขึ้นได้ทุกรอบที่วิ่งมา แค่เสียงเรียกชื่อ ปรบมือ ส่งเสียงเชียร์ ก็ช่วยได้มากแล้ว แม้เราจะเหนื่อยอย่างไรก็ยังคงสอดส่ายสายตามองหาเพื่อนทีมเราที่วิ่งมา และคอยส่งเสียงเรียกให้กำลังใจเท่าที่ทำได้ค่ะ

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 9

ระหว่างวัน ที่บริเวณเวทีข้างๆจุดปล่อยตัว จะมีการขับกล่อมด้วยเพลงเพราะๆหลากหลาย แต่เพลงกลุ่มหนึ่งที่ช่วยนักวิ่งได้มากคือกลุ่มเพลงให้กำลังใจ อย่างตอนเราวิ่ง จำได้แม่นเลยว่า มีช่วงที่อากาศอบอ้าวมาก แม้แดดจะไม่ส่องตรงๆ หลบเข้าไปอยู่หลังเมฆดำ แต่ก็สร้างความอึดอัดให้กับเราพอสมควร แล้วเพลงนาทีที่ยิ่งใหญ่ ของคริสติน่า อากีล่าร์ ก็ดังขึ้น ยิ่งท่อนสร้อยนี่ยิ่งปลุกเร้าใจได้เป็นอย่างดี “เพราะฉันนั้นต้องการมี เสี้ยวนาทีที่ยิ่งใหญ่ให้ใจจดไว้ นานเท่านาน อยากจะได้ภูมิใจ ที่มือฉันเคยได้เอื้อมผ่าน ได้เก็บดาว ที่แสนไกล ด้วยตัวฉันเอง” อาจเปลี่ยนคำว่ามือเป็นเท้าแทนสำหรับนักวิ่งอย่างเราๆ นี่ขนาดนักวิ่งทีมอย่างเรายังอิน เราเชื่อว่าสำหรับนักวิ่งเดี่ยวแล้ว จะช่วยให้กำลังใจพวกเขาได้มากจริงๆ นอกจากนั้นก็ยังมีเพลงของบอดี้สแลม รวมไปถึงเพลง ใจสู้หรือเปล่าของหินเหล็กไฟ จำได้ว่านั่งฟังอยู่ข้างเวทีช่วงบ่ายที่เราหมดภารกิจการวิ่งของเราแล้ว แต่เรายังเห็นเพื่อนนักวิ่งเดี่ยวที่มุ่งมั่นยังคงไม่หยุดวิ่งอาจมีบางคนเริ่มเดินแล้ว แต่เราก็อยากจะให้กำลังใจผู้กล้าเหล่านั้นมากๆ ยิ่งได้เห็นความทุ่มเท ความตั้งใจ ความกล้าหาญของเพื่อนๆแล้ว ยิ่งตื้นตันใจ โดยเฉพาะเราเองที่ยังไม่กล้าจะวิ่งไปไกลถึงขนาดอัลตร้ามาราธอน ยิ่งได้มาเห็นภาพเหล่านี้แล้ว ยิ่งรู้สึกยอมใจเพื่อนๆกันเลยทีเดียว เลยหวังว่า เพลงให้กำลังใจเหล่านั้นจะช่วยให้เพื่อนนักวิ่งมีแรงส่งไปที่ขาให้ยกก้าวต่อไปข้างหน้าได้ดีขึ้น

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 12

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 13

ช่วงบ่ายเราแวบไปนั่งพักที่ใต้ต้นไม้ เพราะเพลียจากวิ่งตอนเช้า ปกติถ้าวิ่งแบบนี้จะกลับบ้านไปนอนพัก แต่วันนี้อยากรอเพื่อนวิ่งให้จบงาน รวมความเพลียกับแดดร้อนๆ นั่งไปนั่งมาเลยเอนหลังงีบสักหน่อย ฟังเพลงเพราะๆไป หลับไป ช่วงหลับก็มีลมพัดมาเย็นๆ และเป็นช่วงที่ฟ้าครึ้มพอดี หลับไปได้สักครึ่งชั่วโมง ตื่นมาเลยหลบร้อนไปซื้อกาแฟร้านแถวนั้นทาน รสชาติกาแฟที่ดี และแอร์เย็นๆ เราเลยตื่นเต็มที่ กลับมานั่งรอเพื่อนผลัดสุดท้ายเข้าเส้นชัย

พอเพื่อนเข้าเส้นชัยมาแล้ว เราก็ไปช่วยยืนรอรับผลการแข่งขัน ซึ่งเกิดการยืนรอแถวยาวมาก เพราะมีอยู่เครื่องเดียว แต่ไม่ว่าจะเหนื่อยมาขนาดไหน เพื่อนนักวิ่งก็ยืนต่อคิวกันอย่างเป็นระเบียบ และอดทน บางคนยังหอบอยู่ต้องมีเพื่อนมายืนพัดให้ เราเองหายเหนื่อยแล้ว ก็เลยยืนต่อได้อย่างไม่เป็นปัญหา

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 15

ผลการวิ่งทีมเราวิ่งได้ทั้งหมด 38 รอบ โดยที่เราวิ่งไป 10 รอบ ส่วนเพื่อนในทีมก็วิ่งกันคนละ 9 และ 10 รอบกัน ก็ถือว่าไล่เลี่ยกันดี เป็นทีมที่เข้ากันดี แม้ไม่เคยวิ่งด้วยกันมาก่อน ทั้ง 4 คนใช้เวลาวิ่งไปทั้งหมด 9:52:59 ชั่วโมง ถือเป็นความสำเร็จเล็กๆของทีมที่ทำร่วมกัน ที่ภูมิใจเพราะทีมเราเป็นทีมเฉพาะกิจมาก มีทั้งแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด และ Fitness Trainer ทั้งหมดไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน เพิ่งจะได้มาพูดคุยกันก็วันนี้ แต่ด้วยใจรักการวิ่งเหมือนกัน ก็เลยเข้ากันได้ดี หลังจบงานนั่งรถกลับบ้านด้วยกัน เลยเล่าเรื่องราวแต่ละรอบให้ฟังกันอย่างสนุกสนาน

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 16

กลับมาบ้านก็ดูอันดับของทีมเราสักหน่อย ทีมเราได้ลำดับที่ 31 จากทั้งหมด 76 ทีม เรียกได้ว่าเกินความคาดหมายไปมาก ว่ากันตามจริง เรียกว่าไม่ได้คาดหวังอะไรมากกว่า พวกเราวิ่งจำนวนรอบน้อยกว่าที่ 1 แค่ 20 รอบเองค่ะ เอิ๊ก

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 17

ถ้ามาดูอันดับ 1 ของประเภทเดี่ยว สำหรับปีนี้ก็เป็นที่น่าแปลกใจมากที่อันดับ 1 โอเวอร์ออลทั้งชายและหญิง อยู่ในรุ่น 50 ปีทั้งสิ้น ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของงานสวนพฤกษ์ที่จัดมาทั้งหมด 8 ครั้งเลยล่ะค่ะ โดยที่ที่หนึ่งโอเวอร์ออลชายคือพี่จรัญ พูลสวัสดิ์ ทำได้ 48 รอบระยะทาง 100.80 กิโลเมตร ในขณะที่โอเวอร์ออลฝ่ายหญิงก็ไม่น้อยหน้า วิ่งได้ 44 รอบ ระยะทาง 92.40 กิโลเมตร ซึ่งก็คือพี่สายปัญญา ตันวิไล โอ้ว ว้าว! พี่เค้าสุดยอดกันจริงๆค่ะ อยากจะคุกเข่า คารวะ แลกเหล้า 1 จอก ขอเป็นลูกศิษย์กันตรงนั้นเลย ขออนุญาตนำรูปพี่ทั้งสองคนมาลงเพื่อสร้างแรงบันดาลใจสักหน่อยนะคะ เห็นพี่เค้าวิ่งกันตั้งแต่ปล่อยตัว จนใกล้จะบ่ายสี่โมง ความเร็วแทบไม่ตกเลยสักนิด นี่ล่ะนะ ที่เค้าเรียก “คนจริง” คำว่า “ยอมแพ้” คงไม่มีในความคิดพี่ๆแน่ๆ และคงต้องฝึกฝนมาเป็นอย่างดีด้วย จึงสามารถเอาชนะนักวิ่งรุ่นน้องได้อย่างมหัศจรรย์ค่ะ

เราประทับใจบรรยากาศของงานนี้มาก ถึงขนาดว่าอยากจะมาตั้งเต๊นท์ให้กับเพื่อนๆนักวิ่งจากชมรม Bumrungrad Running Club ในปีหน้า แม้จะไม่ได้นัดแนะอะไรเลยสำหรับปีหน้า แต่ก็เหมือนจะรับรู้กันว่าอยากจะมาอีกแน่นอน
เราจบวันด้วยความอิ่มใจ ตื้นตันใจ สนุก และอบอุ่น แม้ร่างกายจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า แต่ก็เหมือนมีพลังงานบางอย่างที่ทำให้เรากลับบ้านไปอย่างมีความสุข คงเป็นพลังงานของใจที่รักการวิ่ง การไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค การไม่ยอมแพ้ต่อความเหนื่อยเมื่อยล้า ความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งที่วาดฝันได้สำเร็จ พลังงานเหล่านี้มันมาอยู่รวมกันมากๆ ส่งผลให้เกิดพลังงานที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือพลังแห่งแรงบันดาลใจ คงไม่มีใครที่มางานนี้จะปฏิเสธได้ว่า “ฉันจะไม่มาอีก” เพราะเราจะได้รับ “ชัยชนะ” แม้จะวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนสุดท้ายก็ตาม งานนี้จึงเป็นงานที่เหมาะสมกับการมาตามหา “เส้นชัยในใจของนักวิ่ง” ที่แต่ละคนได้ตั้งเอาไว้เอง และจะต้องพิชิตมันให้ได้ด้วยตัวเอง

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 20

สำหรับงานสวนพฤกษ์ 10 ชั่วโมงอัลตร้ามาราธอนนี้ จะเป็นอีกงานที่พลาดไม่ได้ประจำปีของนักวิ่งตัวเล็กๆคนหนึ่ง ใครอยากสัมผัสกับบรรยากาศของการให้กำลังใจในทุกชัยชนะของนักวิ่ง เราอยากขอให้เพื่อนๆได้ก้าวเข้ามาร่วมงานวิ่งนี้สักครั้ง แล้วจะไม่รู้จักกับคำว่าพ่ายแพ้ เพราะความอ่อนแอจะไม่สามารถทำอะไรเราได้

ขอให้เพื่อนนักวิ่งที่มีความฝันกับการวิ่งอัลตร้ามาราธอน ได้มาลิ้มรสบรรยากาศงานนี้กันสักครั้งนะคะ