เอ็นร้อยหวายอักเสบจากการใช้มากเกินไป (Achilles Tendinitis)

เอ็นร้อยหวายคือเส้นเอ็นกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ที่แผ่มาจากกล้ามเนื้อน่อง 2 มัดหลัก คือ กล้ามเนื้อน่องชั้นตื้น ชื่อว่า Gastrocnemius และกล้ามเนื้อน่องชั้นลึก ชื่อว่า Soleus ซึ่งจะแผ่ต่อไปที่ด้านหลังส้นเท้า การที่มีแรงเครียดต่อเส้นเอ็นที่มากจนเกินไป จะทำให้เอ็นตึง และทำงานมากเกินกว่าจะทนไหว จนเป็นเหตุให้เกิดการอักเสบ และเมื่อปล่อยไปนานๆ จะทำให้เกิดเป็นแผลเป็นในเส้นเอ็น และความยืดหยุ่นจะลดลง หากปล่อยให้เกิดการบาดเจ็บนานเข้าไปอีก อาจส่งผลให้เกิดการขาดของเส้นเอ็นตั้งแต่ขาดเล็กน้อย ไปจนถึงขาดทั้งหมดได้ เนื่องจากตำแหน่งการวางตัวของเอ็นร้อยหวายและการรับแรงกระชากอย่างต่อเนื่องจากการวิ่ง ทำให้การวิ่งเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดเอ็นร้อยหวายอักเสบจากความเสื่อมได้มากถึง 30 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้วิ่ง การบาดเจ็บจะเกิดขึ้นเมื่อจำนวนของแรงเครียดต่อเอ็นร้อยหวายมากกว่าความสามารถของเส้นเอ็นที่จะปรับตัวต่อแรงเครียดนั้น เอ็นร้อยหวายอักเสบจากการใช้มากเกินไปนี้พบได้ 10% ของการบาดเจ็บในนักวิ่ง

อาการ

ปวดตื้อหรือปวดแปล๊บตลอดแนวเอ็นร้อยหวาย ตำแหน่งสูงจากส้นเท้าขึ้นไปประมาณ 1/4 นิ้ว แต่มักจะปวดที่ตำแหน่งใกล้กับส้นเท้า อาการอื่นที่อาจเจอคือ ข้อเท้ากระดกขึ้นได้น้อยลง ผิวแดง และอุ่นบริเวณที่เจ็บ อาจคลำพบเจอก้อนที่เอ็นร้อยหวายได้ ซึ่งเกิดจากการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาจนเป็นก้อนแผลเป็น หรือได้ยินเสียงแคร่กๆเวลาขยับข้อเท้า ซึ่งเกิดจากก้อนแผลเป็นเสียดสีกับเอ็นร้อยหวาย อาการจะเป็นแบบเฉียบพลัน หากปวดนานเกินกว่า 2 สัปดาห์จะเป็นอาการของเอ็นร้อยหวายอักเสบจากความเสื่อม (Achilles Tendinosis) แทน

สาเหตุ

กล้ามเนื้อน่องอ่อนแอหรือตึงเกินไปจนทำให้ขณะที่วิ่งนั้น จะทำให้เกิดแรงกระชากต่อเอ็นร้อยหวายมากขึ้น การยืดกล้ามเนื้อไม่เพียงพอ เพิ่มระยะทางวิ่งเร็วเกินไป หรือการฝึกซ้อมที่มากเกินไปโดยที่ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน่องยังไม่มากพอ ล้วนแต่เป็นสาเหตุได้ทั้งนั้น การวิ่งเร่งขึ้นเนินอย่างเร็ว หรือการฝึกวิ่งเร่ง เป็นชนิดการวิ่งที่มีแรงเครียดต่อเอ็นร้อยหวายสูงมากจนสามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ การวิ่งก้าวขายาวเกินไป จนทำให้เท้าอยู่หน้าต่อลำตัวมาก หรือการวิ่งลงปลายเท้าล้วนแต่เป็นก้าวที่ทำให้มีแรงดึงต่อเอ็นร้อยหวายมากเช่นกัน รวมไปถึงกล้ามเนื้อก้นที่อ่อนแอ แทนที่ขณะก้าวขาแล้วดันตัวไปข้างหน้าจะใช้กล้ามเนื้อก้น แต่จะกลายไปเป็นใช้กล้ามเนื้อน่องแทน ซึ่งเช่นกัน ผลสุดท้ายทำให้มีแรงดึงต่อเอ็นร้อยหวายมากขึ้น และส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บได้

รองเท้าวิ่งที่มีความยืดหยุ่นไม่ดี จะทำให้เกิดการบิดหมุนของเอ็นร้อยหวาย อาจเป็นสาเหตุของการบาดเจ็บของบางคน นักวิ่งที่มีเท้าแบน ทำให้เท้าบิดหมุนเข้าด้านในเยอะ ทำให้ตอนวิ่งมีแรงบิดต่อเอ็นร้อยหวายสูง จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเอ็นร้อยหวายอักเสบได้มากขึ้น และอาการนี้มักพบได้ในนักกีฬาที่มีอายุเข้าสู่วัยกลางคนที่เล่นกีฬาแค่ช่วงสุดสัปดาห์

การออกกำลังกาย (ควรปรึกษานักกายภาพบำบัด)

การยืดกล้ามเนื้อน่องบบ AIS

62-2 เอ็นร้อยหวายอักเสบจากการใช้มากเกินไป 2ท่าโยกกระดานโยกไปทางด้านหน้าและด้านหลัง

62-2 เอ็นร้อยหวายอักเสบจากการใช้มากเกินไป 3ท่านวดกล้ามเนื้อน่องด้วยโฟมโรลเลอร์

62-2 เอ็นร้อยหวายอักเสบจากการใช้มากเกินไป 4

การดูแลเพิ่มเติม

  1. หยุดการวิ่งไว้ก่อน จนกว่าจะหายปวดค่ะเพื่อนๆสามารถทดสอบได้โดยยืนเขย่งเท้า กระโดดเชือก และกระโดดตบ หากทำได้โดยไม่มีอาการปวด ก็สามารถเริ่มวิ่งเบาๆได้ หากมีก้อนพังผืดเกิดขึ้น ควรรอให้ก้อนหายก่อนแล้วจึงยืดกล้ามเนื้อ เพื่อนๆควรกลับมาวิ่งได้ในช่วง 6 – 8 สัปดาห์ค่ะ
  2. การใช้ความเย็นและการยกขาสูงอาจช่วยได้ค่ะ ควรประคบน้ำแข็งครั้งละ 15 – 20 นาที วันละ 3 – 4 ครั้งค่ะ อย่าประคบน้ำแข็งโดยตรงที่ผิวหนังนะคะ เพราะอาจทำให้เกิดการไหม้จากน้ำแข็งได้ ให้ห่อด้วยผ้าชื้นชั้นหนึ่งก่อน การใช้แผ่นเจลเย็นที่มีขายอยู่ทั่วไปจะสะดวกสบายกว่า
  3. การใช้แผ่นรองส้นเท้าเพื่อยกส้นเท้าให้สูงอาจช่วยลดปวดได้ระยะสั้น
  4. การใช้ยาไอบูโพรเฟนอาจช่วยลดปวดได้ระยะสั้นค่ะ (ควรปรึกษาแพทย์)
  5. การพิจารณาประเมินแนวการวางตัวของกระดูกข้อต่อใต้ข้อเท้า (Subtalar joint) โดย แพทย์ทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ นักบาทานามัย (podiatrist) หรือนักกายภาพบำบัด
  6. นวดด้วยตนเองอาจพอช่วยได้
  7. ลองออกกำลังประเภทอื่นแทน ที่ไม่ใช่การออกกำลังที่มีแรงกระแทกต่อเท้า เช่น การว่ายน้ำ การวิ่งในน้ำ การขี่จักรยาน (ความเร็วต่ำ) ในช่วงที่มีการหยุดพักจากการวิ่ง
  8. สวมใส่รองเท้าสำหรับคุมเท้าแบน หากเพื่อนๆเป็นคนเท้าแบน อย่าใส่รองเท้าที่เก่าแล้ว หากเป็นแล้ว งดการเดินเท้าเปล่า หรือใส่รองเท้าส้นสูง
  9. ค่อยๆเพิ่มโปรแกรมการฝึกซ้อม หลีกเลี่ยงการฝึกซ้อมวิ่งขึ้นเขา และควรให้มีวันพักในตารางการฝึกซ้อมด้วย
  10. ถ้าดูแลตัวเองแล้ว 2 สัปดาห์ แต่ยังไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดนะคะ

ขอให้เพื่อนๆมีความสุขกับการวิ่งเร่งโดยไม่เจ็บเอ็นร้อยหวายกันนะคะ

ความหมายของการวิ่งที่เปลี่ยนไปในปี 2561

จบปี 2561 ไปอีกปี กับวิถีอายุนักวิ่ง 5 ปีในวัย 39 ปีเศษ หากดูตามสถิติจำนวนงานวิ่ง ก็เป็นไปตามนี้

  1. Virtual Run 9 งาน
  2. Fun run 3 งาน
  3. Mini marathon 16 งาน
  4. Half marathon 5 งาน
  5. Full Marathon 1 งาน

ในระหว่างการเดินทางของทั้งปี เรามักจะบอกที่บ้านว่า ไม่ได้ลงงานวิ่งเยอะเลย แค่เดือนละไม่กี่ครั้งเอง โดยเฉพาะเวลาโดนท้วงติงว่า ไปงานวิ่งเยอะจนไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัวแล้ว แต่พอมาดูตัวเลขจริงๆ มันก็เยอะจริงแฮะ ไม่กล้าคำนวณว่าหมดเงินไปเท่าไหร่ เหตุผลที่เราก็มักจะบอกตัวเองเสมอในตอนที่ตัดสินใจลงงานวิ่งว่า “เพื่อประสบการณ์” ใช่ เราได้ประสบการณ์ก็จริง แต่สิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติม ก็คือ ต้องมาไล่ดูว่าประสบการณ์ที่ได้มานั้น “คุ้มค่า” ไหม

เมื่อพิจารณาด้วยใจเป็นกลางแล้ว เราบอกได้เลยว่าไม่ค่อยคุ้มค่า โดยเฉพาะเงินในกระเป๋า และรวมไปถึงงานวิ่ง Virtual run ซึ่งจริงๆแล้วเป็นสิ่งที่จะช่วยมากระตุ้นการวิ่งให้ได้ดียิ่งขึ้น แต่ระยะหลังๆ ที่ลงวิ่งงาน Virtual run เยอะ ก็แค่เพื่อให้ได้เหรียญน่ารักๆ เสื้อสวยๆ วิ่งทีเดียวส่งได้หลายงาน ซึ่งสิ่งที่ได้มา ไม่ค่อยภาคภูมิใจเท่าไหร่ มีงานเดียวที่เก็บระยะให้ได้ 2018 กิโลเมตรในหนึ่งปี ซึ่งก็ทำได้ครบประมาณเดือน พ.ย. ไปแล้ว ที่รู้สึกว่า “คุ้มค่า” เป็นงานเดียวที่การวิ่งเก็บระยะเสมือนจริงมี “บทบาท” ในการกระตุ้นให้ออกไปวิ่งจริงๆ เราสามารถวิ่งระยะทางไม่ต่ำกว่า 40 กิโลเมตรต่อสัปดาห์ได้อย่างสบายๆโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยใดๆ ดังนั้นจึงมาคิดใหม่แล้วว่า ต่อไปถ้าลง Virtual run จะต้องลงเพื่อกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการวิ่งเท่านั้น ดังนั้น อย่าออกแบบเสื้อกับเหรียญให้สวยมากนักเลย เดี๋ยวอดใจไม่ไหวอีก

ส่วนงานวิ่งอื่นๆ ทั้ง Fun run บ้าง มินิบ้าง ฮาล์ฟบ้าง ลงเพราะเป็นระยะที่ใช้ฝึกซ้อมในวันนั้น เช่น ต้องวิ่ง 2 ชั่วโมงในวันนั้น ก็ลงงานวิ่งระะยฮาล์ฟไว้ ซึ่งแรกๆก็คิดว่าจะช่วยกระตุ้นไม่ให้ขี้เกียจออกไปวิ่ง แต่พอได้วิ่งอย่างสม่ำเสมอจริงๆแล้ว งานวิ่งพวกนี้ก็ไม่ได้มีส่วนกระตุ้นแต่อย่างใด บางงานลงๆไปเพราะได้หยุด และต้องวิ่ง ทั้งที่เหรียญกับเสื้อก็งั้นๆ งานก็กลางๆไม่ประทับใจอะไร มานึกเสียดายเงินทีหลังทุกที ดังนั้นสิ่งที่ต้องปรับใหม่คือ ลงงานวิ่งเฉพาะเพื่อการทดสอบสมรรถภาพร่างกายระหว่างโปรแกรมการฝึกซ้อมฟูลมาราธอนเท่านั้น

ของแถม 2 ชิ้นที่ได้จากงานวิ่งปีนี้คือ ถ้วยรางวัล คือที่ 2 Overall กับ ที่ 2 ในช่วงอายุ 30-39 ปี เป็นการส่งท้ายนักวิ่งวัยปลายกลุ่ม 30 ปีเป็นอย่างดี ที่เรียกว่าของแถมก็คือ เราไม่ได้วิ่งเก่งมาก แต่แค่ในงานนั้นเราวิ่งดีกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง

ปี 2561 มีงานฟูลมาราธอนเป็นเป้าหมายหลักของทั้งปี รวมถึงการเก็บระยะให้ได้ครบ 2018 กิโลเมตรด้วย งานฟูลมาราธอนคืองานนาวิกโยธินมาราธอน จึงทำให้ครึ่งปีแรก คือการเตรียมตัว และฝึกซ้อมเพื่อให้วิ่งจบฟูลมาราธอนที่ 2 ของชีวิตได้อย่างปลอดภัย และก็สามารถทำได้ตามเป้าหมาย ส่วนระยะทาง 2018 กิโลเมตร สามารถเก็บได้ครบไปตั้งแต่ปลาย พ.ย. แล้ว

งานที่วิ่งเพิ่มเติมขึ้นมา และวัตถุประสงค์ไม่เหมือนใคร (นอกเหนือจากการบริจาคเงินค่าสมัครบางส่วนเพื่ององค์กรการกุศล) นั่นคือ “การวิ่งเพื่อคนอื่น” อันนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะทำให้ชีวิตนักวิ่งของเราเปลี่ยนไปตลอดกาล เรามีโอกาสได้วิ่งเพื่อคนอื่น คือ

  • เป็นนาฬิกาจับเวลาในสนามวิ่ง หรือ Pacer การเป็นผู้นำเวลาวิ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ไม่เคยวิ่งคุมความเร็วมาก่อน แต่ก็ไม่ยากเกินไปหากฝึกซ้อมจนทำได้แล้ว เราไม่คิดจะเป็น Pacer รับจ้าง เพราะการวิ่งเพื่อได้เห็นรอยยิ้มของเพื่อนนักวิ่งตอนเข้าเส้นชัยได้นั้น มีค่ากว่าเงินรับจ้างมากมายมหาศาล เราโชคดีที่ได้กลุ่มเพื่อน Pacer ที่ดี น่ารัก มีความรับผิดชอบ ทำให้ชีวิต Pacer มีความสุขขึ้นอีกเยอะ เมื่อคนจำนวนมากมาเพื่อ “ให้” คงไม่มีอะไรสุขใจไปเกินกว่าพลังงานดีๆที่ได้ส่งต่อให้กัน
  • เป็นคนพานักวิ่งตาบอดวิ่ง หลังจากพลาดมา 2 ปี ปีนี้ก็เป็นปีแรกที่ทำได้สำเร็จ ได้พาน้องวิ่ง 1 งาน ได้รู้คุณค่าของการมีอยู่ของการมองเห็นภาพ ได้รู้ความปกติของใจน้องนักวิ่งที่ผิดปกติแค่เพียงการรับรู้ทางสายตา แต่ไม่ได้กระทบจิตใจน้องได้เลย ได้รู้ว่าการลดความเร็วของการวิ่งลงเพื่อผู้อื่นมันสุขกว่าการวิ่งเร็วคนเดียวซะอีก
  • เป็นคนช่วยดูแลเพื่อนนักวิ่งในงาน City run หลังจากเป็นอาสาให้กับคุณออยแห่งเพจ Oily’s story จึงทำให้มีโอกาสดูแลเพื่อนนักวิ่งตลอดระยะทาง 21 กิโลเมตรจากสวนจตุจักรถึงท่ามหาราช เป็นประสบการณ์ที่งดงาม เมื่อเราได้ทำตามเสียงความดีในหัวใจ
  • ได้พาเพื่อนสนิทวิ่งเข้าเส้นชัยมินิมาราธอนแรกของเขาได้ 1 งาน การได้มีส่วนร่วมและผลักดันการบรรลุเป้าหมายของใครสักคนเป็นเรื่องที่ดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเรื่องที่เขาสามารถก้าวข้ามผ่านคำว่า “เป็นไปไม่ได้” มันก็จะเปลี่ยนเป็นคำว่า “เป็นไปได้” ทันที เมื่อนั้นมุมมองต่อการวิ่งของเพื่อนก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร
  • เป็นอาสาสมัครให้คำปรึกษาเรื่องการบาดเจ็บในนักวิ่ง อันนี้อาจไม่เกี่ยวกับงานวิ่ง แต่เราก็ถือเป็นงานหลังบ้านที่ยืนยันและยินดีจะทำอย่างต่อเนื่อง นั่นคือหลังจากเราเปิดเพจมาได้ไม่นาน ก็รับให้คำปรึกษาเรื่องการบาดเจ็บจากการวิ่งฟรีๆมาเรื่อยๆ และพยายามเขียนเรื่องราวความรู้ต่างๆเกี่ยวกับการวิ่ง เพื่อให้เพื่อนนักวิ่งที่สนใจมาศึกษา มาอ่านหาความรู้ เพื่อนำไปใช้ป้องกันการบาดเจ็บได้ งานนี้มีเหนื่อยบ้าง แต่ความสุขมีมากกว่าแน่นอนค่ะ

เรามีอาการเจ็บฝ่าเท้าขวาในปีนี้เพิ่มขึ้นมา เป็นปัญหาโค้งเท้าล้มเพราะมีปุ่มกระดูกยื่นออกมาผิดทิศผิดทางจนทำให้เอ็นรองฝ่าเท้าอักเสบ แต่เราก็ถือว่าเป็นหัญหาที่ท้าทาย และยังมีทางแก้ไข การลงมือรักษาไปให้ถูกต้องตามเหตุปัจจัยคือสิ่งที่กำลังทำอยู่ อาการนี้จะทำให้เราวิ่งนานไม่ได้ การวิ่งฟูลมาราธอนไม่ใช่เรื่องง่ายของเอ็นฝ่าเท้าที่ต้องรองรับน้ำหนักเป็นเวลานาน และแพทย์ก็ไม่อยากจะให้วิ่งมากนัก แต่ก็ไม่ยากเกินไปหากคอยทบทวนอาการและซื่อสัตย์กับการประเมินตัวเอง เพื่อจะได้รู้ว่าควรหยุดหรือไปต่อ และสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือเราต้องอยู่กับมันให้ได้ ความฝันว่าจะวิ่งจนอายุ 80 ปียังคงก้องอยู่ในหัว และเราก็ยังอยากจะทำให้ได้อยู่

สรุปการวิ่งปีนี้มีความหมายมากกว่าหลายปีที่ผ่านมา ตรงที่ “ความหมายของการวิ่ง” ได้เปลี่ยนไป จาก “การวิ่งเพื่อสุขภาพของตนเอง” เป็น “การวิ่งเพื่อความฝันของคนอื่น” ซึ่งเป็นความหมายที่กว้างกว่าเดิมมาก มากจนเราคิดว่ามีกิจกรรมที่สามารถทำเกี่ยวกับการวิ่งอีกมากที่สามารถทำเพื่อผู้อื่นได้การวิ่งที่เราเคยคิดว่ายากมาก แม้แต่แค่การลุกขึ้นจากเตียงในตอนเช้ามืดออกไปวิ่ง กลายเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เมื่อเรารู้ว่าการลุกขึ้นจากเตียงในเวลาตีสามมีคนรอเราอยู่ที่จุดปล่อยตัว และรอที่จะวิ่งไปด้วยกันกับเรา จนเข้าเส้นชัย มันคือความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ และช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับชีวิตเราขึ้นอีกมาก

ขอบคุณเพื่อนนักวิ่งทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตในปีที่ผ่านมา ทั้งเพื่อน Pacer ทั้งเพื่อนที่มาปรึกษาอาการเจ็บจนสุดท้ายกลายเป็นเพื่อนกัน ทั้งเพื่อนรอบตัวที่หันมาวิ่งด้วยกัน ไม่ว่าเส้นทางต่อไปข้างหน้าจะเป็นเช่นไร เราจะรู้ว่าเรายังมีเพื่อนวิ่งไปด้วยกันเสมอ

ขอบคุณโลกแห่งการวิ่งที่สอนให้รู้จักความอดทน ความอ่อนน้อม ความถ่อมตัว ความอบอุ่น และมิตรภาพระหว่างคนแปลกหน้าที่เกิดขึ้นใหม่ได้เสมอ

เรารักโลกแห่งการวิ่งนี้จริงๆ

พรุ่งนี้จะแข่ง 5/10 กิโลเมตรแล้ว … ต้องเตรียมตัวยังไงนะ

หลังจากมีประสบการณ์ลงงานแข่งวิ่งมามากกว่า 20 งานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้พอมีเรื่องราวมาแบ่งปันกับเพื่อนๆในเรื่องของการเตรียมตัว 1 วันก่อนงานวิ่ง ทั้งนี้เรื่องที่จะเล่าเป็นประสบการณ์และความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆนะคะ

  • พักผ่อนให้เพียงพอ

ถ้าวันพรุ่งนี้จะต้องลงแข่ง 5/10 กิโลเมตรแล้ว (ไม่ใช่ 21/42 กิโลเมตรนะคะ เพราะการเตรียมตัวจะต่างไปโดยสิ้นเชิง) สิ่งแรกที่จะเตรียมตัวให้ดีคือ การนอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อย 7 ชั่วโมง ดังนั้นจึงต้องนับถอยหลังเวลาจากเวลาปล่อยตัว เช่น ปล่อยตัวเวลา 5.00 น. สถานที่วิ่งห่างจากบ้านครึ่งชั่วโมง ใช้เวลาแต่งตัวประมาณครึ่งชั่วโมง และต้องเผื่อเวลาอบอุ่นร่างกายครึ่งชั่วโมง ดังนั้นต้องตื่นนอนเวลา 3.30 น. นับถอยมาอีกก็คือต้องนอนอย่างน้อยไม่เกิน 20.30น. จริงๆนะคะ การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ จะช่วยให้ร่างกายเพื่อนๆสดชื่น กระปรี้กระเปร่า มีเรี่ยวแรง ไม่อ่อนล้าปวดเมื่อยง่าย ดังนั้น เพื่อนๆควรจัดตารางเวลาตัวเองในวันก่อนการแข่งดีๆ เพื่อทำธุระให้เสร็จในช่วงกลางวัน ทานอาหารเย็น รอย่อยเล็กน้อยด้วยการยืดกล้ามเนื้อ แล้วค่อยเข้านอน จะยิ่งทำให้หลับดีด้วยค่ะ

  • เติมพลังงานให้พอดี

การรับประทานอาหารมื้อเย็นก่อนหน้าการแข่งขันสำหรับการวิ่งระยะทาง 5/10 กิโลเมตรนี้ สามารถทานได้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องโหลดคาร์โบไฮเดรตแต่อย่างใด แต่โดยส่วนตัวก็จะเตรียมอาหารว่างเอาไว้ทานหลังตื่นนอนสักเล็กน้อย เช่น กล้วยหอมสักใบ หรือขนมปังสักชิ้น เพราะเป็นคนหิวง่ายในตอนเช้า เรียกว่า ตื่นปุ๊บหิวปั๊บก็ว่าได้ เลยต้องทานอะไรก่อนสักเล็กน้อยหลังตื่นนอน เพื่อจะได้ให้มีเวลาย่อยก่อนเวลาอบอุ่นร่างกายและปล่อยตัวพอดี จะได้ไม่หิวตอนวิ่ง ทั้งที่จริงๆแล้วร่างกายเรามีพลังงานสำรองเก็บไว้เยอะเพียงพอสำหรับ 5/10 กิโลเมตรอยู่แล้ว หลังจากอาหารเย็นมื้อสุดท้าย แต่อาการหิวเนี่ย บั่นทอนกำลังใจได้ดีเลย เพราะจะทำให้รู้สึกว่าหมดแรงค่ะ

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ

ก่อนการปล่อยตัวสักครึ่งชั่วโมง แนะนำให้จิบน้ำเรื่อยๆนะคะ แม้การวิ่งเพียงแค่ 5/10 กิโลเมตร อาจจะไม่น่าเสียน้ำมาก แต่จริงๆแล้วภาวะเสียน้ำขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อัตราการหลั่งเหงื่อของแต่ละคน สภาพความชื้นของอากาศในวันแข่ง ดังนั้นถ้าจะให้ดีและปลอดภัยไว้ก่อน จิบน้ำไปเรื่อยๆนะคะ แต่ระวังอย่าดื่มเข้าไปทีเดียวมากๆ เพราะอาจจะทำให้จุกเวลาเพื่อนๆวิ่งได้ค่ะ

  • เผื่อเวลาเข้าห้องน้ำ

อีกอย่างหนึ่งที่ลืมไม่ได้เลยคือ เผื่อเวลาเข้าห้องน้ำไว้สักหน่อยก็จะดี โดยเฉพาะเมื่อเราดื่มน้ำเข้าไปมากตั้งแต่ตื่นนอน หลายงานห้องน้ำน้อย ต้องใช้เวลาต่อคิวนานหน่อย โดยเฉพาะห้องน้ำผู้หญิง ที่จะช้ากว่าและคนเยอะกว่าห้องน้ำผู้ชาย ดูเวลาดีๆนะคะ พลาดการปล่อยตัวเพราะห้องน้ำกันเยอะเลยล่ะค่ะ

  • อบอุ่นร่างกาย ลืมไม่ได้เลย

อบอุ่นร่างกายให้พร้อมนะคะ ไม่ว่าจะวิ่งระยะไหน ต้องอบอุ่นร่างกายให้เพียงพอ เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการแข่ง และป้องกันการบาดเจ็บได้ เพื่อนๆที่ทราบวิธีอบอุ่นร่างกายแล้ว ก็สามารถทำเองได้เลย ใครที่ยังไม่ทราบ อาจรออบอุ่นร่างกายพร้อมกันในงานเลย ทุกงานจะมีทีมงานนำอบอุ่นร่างกายให้ ขั้นตอนการอบอุ่นร่างกาย จะเริ่มจากวิ่งเหยาะๆเบาๆสัก 5 นาที แล้วจึงเป็นการยืดกล้ามเนื้อแบบคงค้างไว้ ตามด้วยการยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนไหว พอให้ร่างกายอุ่นขึ้นเล็กน้อย พร้อมในการปล่อยตัว

  • จัดเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม

เตรียมอุปกรณ์ที่เพื่อนๆใช้ประจำไว้ให้เรียบร้อย วางเตรียมไว้เลย เพื่อพรุ่งนี้เพื่อนๆตื่นมาแล้วหยิบใช้ได้เลยค่ะ โดยเฉพาะ BIB นะคะ แนะนำว่าให้ติดเสื้อไว้ก่อนเลยดีกว่า ส่วนอุปกรณ์อื่นๆประจำกาย ก็วางเตรียมไว้เลย เช่น สายคาดเอว เพื่อนๆควรใส่ของที่เราใช้ไว้เลย อย่างใส่กุญแจไว้ วางมือถือที่ชาร์จแบตเตอรี่เต็มแล้วไว้ข้างๆ (เพื่อนๆคงไม่อยากพลาดการจับระยะทางและเวลาการวิ่ง เพราะว่าแบตเตอรี่หมดใช่ไหมคะ) ใส่เงินไว้ในกระเป๋ากางเกงหรือเข็มขัดเท่าที่เพียงพอต่อการใช้ไว้ (อาจเผื่อเงินช้อปปิ้งสำหรับขาช้อปด้วย เพราะงานวิ่งบางงาน ของขายเยอะมาก เกิดไปเจอของดีราคาถูกใจ จะได้ไม่พลาด แถมเงินติดไว้กับตัว ไม่หายแน่ๆค่ะ)

  • หากต้องฝากกระเป๋า

หากเพื่อนๆที่มีกระเป๋าไปด้วย อย่าลืมเผื่อเวลาไปฝากกระเป๋าด้วยนะคะ เชคก่อนฝากว่ามีของมีค่าหลงเหลือหรือเปล่า บางงานเจ้าหน้าที่มือใหม่ หรือนักวิ่งเยอะ อาจต้องต่อคิวยาว ทำให้เสียเวลา จนทำให้เข้าจุดปล่อยตัวไม่ทัน ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่จะเตรียมถุงพลาสติกใบใหญ่ใส่กระเป๋าเพื่อนๆทั้งใบเอาไว้ ซึ่งจะดีมาก เพราะว่ากันเปื้อนน้ำหรือเปียกฝนได้ และพอเอากระเป๋าออก เราก็จะมีถุงใส่ของแจกฟรีได้อีก แต่บางงานไม่ได้เตรียมถุงพลาสติกไว้ให้ เพื่อนๆอาจต้องทำใจว่ากระเป๋าอาจเปียกได้ด้วยสาเหตุนานาประการ ขอให้ของข้างในเป็นของที่เปียกได้ก็พอค่ะ

  • ถุงซิปล็อคกันฝน

สิ่งที่ลืมไม่ได้ในหน้าฝน คือเตรียมถุงซิปล็อคไว้ด้วยนะคะ เพื่อนๆคงไม่อยากเสียโทรศัพท์ราคาแพงไป หรือธนบัตรเปียกยับยู่ยี่ เพราะฝนเกิดเทลงมาระหว่างการวิ่งแข่งใช่ไหมคะ (เคยเจอมาแล้วค่ะ โชคดีที่มีเพื่อนนักวิ่งใจดีแบ่งถุงพลาสติกให้ค่ะ)

  • เส้นทางวิ่งและแผนผังงาน

ศึกษาเส้นทางการวิ่งก่อนวันวิ่งจริงได้ก็จะดีนะคะเผื่อว่างานนั้นมีเจ้าหน้าที่บอกทางไม่เพียงพอ เจ้าหน้าที่บอกผิด ไม่มีป้ายบอกทาง ซึ่งเจอมาแล้วทุกรูปแบบ เพื่อเราจะได้ไม่เสียเวลาวิ่งย้อน ถ้าเกิดว่าไปผิดทางนะคะ และหากงานนั้นมีแผนผังงานให้เราดูก่อน เพื่อนๆลองใช้เวลาดูสักนิดนะคะ โดยเฉพาะสนามแข่งที่เราไม่เคยไป และไม่คุ้นเคยที่ทาง จะได้พอทราบว่าอะไรอยู่ตรงไหน สิ่งสำคัญที่ควรรู้ก่อนคือ ห้องน้ำ ที่ฝากของ และจุดลงทะเบียนค่ะ เพื่อนๆจะได้ไม่เสียเวลาเดินหาในงาน หากเป็นงานใหญ่ พื้นที่จัดงานกว้าง การเดินหาอะไรๆตอนกลางคืนก็ลำบากน่าดู และเสียเวลามากค่ะ

  • เส้นทางการเดินทางไปที่งาน

นอกจากศึกษาเส้นทางวิ่งแล้ว สำหรับเพื่อนๆที่มีความจำเป็นต้องขับรถไป ควรศึกษาเส้นทางการเดินทาง ไว้ล่วงหน้าด้วยนะคะ เนื่องจากเวลาปล่อยตัวส่วนใหญ่เป็นตอนเช้ามืด ดังนั้นเรื่องการจราจรที่ติดขัดจึงไม่เป็นอุปสรรคเท่ากับที่เราไม่รู้จักเส้นทางจากบ้านไปที่จัดงานส่วนตัวแล้วเราชอบเรียกรถแท๊กซี่ให้ไปส่ง เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาหาที่จอด เพราะบางงานที่จอดรถน้อยจริงๆค่ะ แต่ถึงจะเรียกแท๊กซี่แล้วก็อย่านิ่งนอนใจนะคะ เพราะพี่แท๊กซี่บางท่านก็ไม่รู้จักทาง หลายครั้งที่ต้องคอยบอกทางพี่ๆเหล่านั้นด้วยการเปิดกูเกิลแมพค่ะ

  • ที่จอดรถไกลไหม

สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับคนพกรถไปงานด้วยก็คือศึกษาที่จอดรถบริเวณงานหน่อยนะคะ หลายงานจัดที่ทางไว้ให้ หลายงานก็ตามมีตามเกิด หากต้องจอดรถไกลจากบริเวณงาน และเราต้องเดินไปโดยที่ไม่ได้เผื่อเวลาไว้ รับรองว่าเราต้องเป็นคนวิ่งออกจากจุดปล่อยตัวหลังเพื่อนๆคนอื่นแน่นอนค่ะ

  • เตรียมเชคอิน

คำแนะนำก่อนลำดับสุดท้ายเท่าที่นึกออก คือเข้าจุดปล่อยตัวหรือทำการเชคอินก่อนเวลาสัก 5- 10 นาที หรือจะเข้าเร็วกว่านั้นก็ได้หากมีนักวิ่งจำนวนมากในงาน เข้าไปกระโดดๆให้ตัวอุ่นๆหลังการอบอุ่นร่างกาย แล้วลิ้มรสการพุ่งออกจากจุดปล่อยตัวอย่างตรงเวลากันค่ะ

  • เตรียมใจให้พร้อม

นอกจากเรื่องร่างกาย อุปกรณ์ และสิ่งแวดล้อม อื่นๆที่กล่าวมาแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ เตรียมใจให้พร้อมค่ะ บางทีเราก็มีขี้เกียจก่อนวันงานบ้าง เหมือนกับขี้เกียจตื่นเช้า ขี้เกียจขยับเนื้อขยับตัว เหมือนข้อต่อเกิดขึ้นสนิมก่อนยังไงยังงั้น ให้เพื่อนๆลองนึกภาพตัวเองเวลาวิ่งเข้าเส้นชัย หรือคิดถึงความรู้สึกตอนเพื่อนๆวิ่งเข้าเส้นชัยในงานที่ผ่านมา ก็พอจะช่วยให้เพื่อนๆมีใจที่จะเตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนออกไปวิ่งนะคะ

ขอให้เพื่อนนักวิ่งเตรียมทุกอย่างให้พร้อม และเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็ตั้งท่า เตรียม และพุ่งออกไปเลยค่า!

ผงโปรตีน มหัศจรรย์แห่งการเขย่า หรือแค่การตลาดกันแน่

เครื่องดื่มโปรตีนเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมสารอาหารทางการกีฬาซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดถึง 3 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์ต่อปีในอเมริกาเพียงประเทศเดียว และมันยังเป็นอาหารเสริมที่นิยมมากที่สุดในกลุ่มนักกีฬาวัยรุ่นด้วย แต่มันมีประโยชน์จริงหรือ? อาจเพราะผงโปรตีนทานได้สะดวก และสูตรสำเร็จคือภาพที่หน้ากล่องผลิตภัณฑ์มักทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าจะได้กล้ามเนื้อท้องแบบเป็นลอนๆได้อย่างแน่นอน แต่ยังมีข้อโต้แย้งจากงานวิจัยที่มีมากขึ้นเรื่อยๆต่อต้านกับเครื่องจักรทางการตลาดในอุตสาหกรรมนี้

กลไกการตลาดอยากจะให้เพื่อนๆเชื่อว่า การขาดโปรตีนจะทำให้เพื่อนๆมีความแตกต่างระหว่างเพื่อนๆกับนักกีฬาโอลิมปิกทั้งชายและหญิง (แต่บางทีอุตสาหกรรมนี้มีจุดอ่อน จากการที่มีรายงานจาก International Olympic Committee ที่พบว่า อาหารเสริมเกือบ 20% ที่ขายในอเมริกาและอังกฤษมีส่วนผสมของสารกระตุ้นสมรรถภาพร่างกายที่โดนห้ามตามกฎหมาย) แต่ความเป็นจริงคือคนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาหรือไม่ใช่นักกีฬามีความเหมือนกันหนึ่งอย่างคือ ทุกคนได้รับโปรตีนด้วยปริมาณที่เพียงพอในอาหารปกติที่ทานระหว่างวันอยู่แล้ว การทานโปรตีนด้วยปริมาณที่มากเกินความต้องการของร่างกายที่แนะนำต่อวันหลายเท่าก็แค่ให้โปรตีนกับร่างกายที่มากเกินกว่าที่ร่างกายจะรู้ว่าต้องทำอะไรกับมัน และจะเอามันไปทำอะไร

ในเรื่องที่เกี่ยวกับการวิ่งเพื่อสร้างระบบฮอร์โมนจะมีการอธิบายถึงการทานโปรตีนที่มีผลต่อการกระตุ้นสภาวะการสร้างเนื้อเยื่อมากขึ้น ทำให้มีภาวะฟื้นตัวที่เร็วขึ้น และการปรับตัวของร่างกายดีขึ้น แต่มันก็ยังคงห่างไกลจากการฝังร่างกายของเพื่อนๆให้จมลงไปในผงโปรตีนเพียงอย่างเดียว แล้วหวังว่าจะได้เป็นแชมป์

นักวิ่งส่วนใหญ่ควรนึกถึงปัจจัยเหล่านี้ไว้ในใจ

  • อาหารเสริมโปรตีนมีราคาแพง
  • ในโลกนี้ไม่มีอาหารสำเร็จรูปที่ทดแทนสารอาหารทุกอย่างได้
  • ผงโปรตีนมักมีส่วนผสมปลอมและเพิ่มน้ำตาลเข้าไปมากเกินจำเป็น
  • ในปี 2010 การศึกษารายงานจากลูกค้า พบว่า 20% ของอาหารเสริมที่ให้ทานมีส่วนผสมของโลหะหนัก เช่น อาร์ซีนิก แคดเมียม สารตะกั่ว และปรอท ในปริมาณที่มากเกินกว่าแนวทางแนะนำขององค์การยาแห่งสหรัฐอเมริกา

ถ้าเพื่อนๆกำลังตัดสินใจใช้อาหารเสริมโปรตีนอยู่ให้ใช้ในปริมาณที่มีความจำเป็น เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เท่านั้นถ้าเพื่อนๆไม่แน่ใจว่าปริมาณเท่าใดจึงจะเหมาะสม ให้วางแก้วเขย่าลงก่อนและหาข้อมูลเพิ่มเติมดูค่ะ

ขอให้เพื่อนนักวิ่งทานโปรตีนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวันกันนะคะ

วิ่งบ้านๆ @ น่านนคร

ถ้าถามว่าโปรเจคนี้บ้าไหม ก็อยากจะตอบดังๆว่า “บ้ามาก” ในหลายๆแง่มุม เราไม่เคยคิดว่าในชีวิตจะทำอะไรแบบนี้จริงๆ

เราลงวิ่ง Virtual run ของวิ่งทั่วไทยไว้ เราต้องวิ่ง 5 ภาค และเราวิ่งครบไปแล้ว 4 ภาค เหลือภาคสุดท้ายคือภาคเหนือ เราวางแผนเที่ยวน่าน 6 วัน คิดฝันจะไปวิ่งที่ อ.ปัว ท่ามกลางขุนเขา และอากาศเย็นๆ กับวิวทุ่งนาสีเขียว แต่ต้องฝันสลายเพราะพ่อแฟนต้องผ่าตัดกระทันหัน จึงจำเป็นต้องยกเลิกทริปทั้งหมด เลื่อนตัวเครื่องบิน เลื่อนที่พัก ยกเลิกเช่ารถ เลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด แรกๆก็ไม่ได้คิดอะไร ยกเลิกไปเพราะจำเป็น ก็เท่านั้น แต่มาเอ๊ะ เราต้องวิ่งอีก 1 ภาคนี่นา ทำยังไงดี ลาไว้แล้วด้วย ไม่มีวันหยุดเหลืออีกต่างหาก เลยตัดสินใจเปิดหาตั๋วเครื่องบินแบบไปเช้าเย็นกลับ

เราได้เที่ยวบินขาไป ราคาถูกที่สุดคือ 900 บาทของนกแอร์ แต่เวลาบินคือ 12.55น. ไปถึงเวลา 14.05น. ถ้าเวลาเช้าตรู่ก็จะแพงขึ้นไปอีก มาดูเที่ยวบินขากลับ ได้ของ Air Asia เหลือเที่ยวบินสุดท้ายไม่กี่ที่นั่ง ราคาแพงหน่อย 2,300 บาท เวลาบินคือ 16.55น.กลับถึง กทม. ประมาณ 18.00น. คำนวณเวลาที่อยู่ที่น่านประมาณ 2.30 ชั่วโมง เพียงพอกับการวิ่งเก็บระยะ 10 กิโลเมตร เที่ยวบินไปน่านของ 2 สายการบินนี้ มีเพียงวันละ 3 เวลาเท่านั้น จึงทำให้หาเที่ยวบินไปกลับใน 1 วันยาก แถมเวลากระชั้นชิดมากด้วย ราคาจึงแพงมากด้วย การได้ราคาถูกหน่อยจากนกแอร์ถือว่าโชคดี อาจเป็นเพราะเป็นเที่ยวบินระหว่างวันด้วยนั่นเอง คิดไปมา ความบ้าอันดับแรกคือการยอมจองตั๋วเครื่องบินราคาแพง เพื่อไปเก็บระยะวิ่ง 10 กิโลเมตร

ความบ้าอันดับสองคือการที่ต้องไปวิ่ง 10 กิโลเมตรในเวลาช่วงบ่ายของวัน ช่วงเวลา 14.00- 16.30 น. คือช่วงเวลาที่คำนวณไว้ ดังนั้นอุปกรณ์กันแดดจึงต้องพร้อม ทั้งหมวก ทั้งแว่น ส่วนชุดเราก็เสื้อมีแขน และกางเกงขาสั้นก็พอ รวมถึงขวดน้ำดื่มที่ขาดไม่ได้

เราวางแผนขับรถไปจอดไว้ที่สนามบิน ความกดดันแรกเกิดขึ้น เมื่อที่จอดรถเต็มแน่นทุกตารางนิ้ว โชคดีที่น้องเจ้าหน้าที่หาให้ได้ เพราะแจ้งน้องว่าเรามาเช้าเย็นกลับ ไม่ได้จอดค้าง น้องจึงพอหาที่สำรองไว้ให้จอดแทน

ความกดดันสองเกิดขึ้นทันทีเมื่อไปถึงสนามบิน เชคอินแล้ว เจอภาวะล่าช้าของเครื่องบิน จากเวลา 12.55 เป็นเวลา 13.10 อันมีสาเหตุมาจากการจราจรในน่านฟ้าคับคั่งเกินเหตุนั่นเอง จากเวลาที่คำนวณ เดินทาง 1 ชั่วโมงจากเวลา 13.10น. เราจะไปถึงน่านเวลา14.10 น. ก็ยังพอรับได้ แต่เมื่อถึงเวลาเรียกขึ้นเครื่องกลับเป็นเวลา 13.15น. โชคดีผู้โดยสารน้อย เครื่องจึงได้ออกเวลา 13.30น. เราจะไปถึงน่านเวลา 14.30น. เราต้องกลับมาที่สนามบินภายในเวลา 16.30น. เพื่อเชคอิน เพราะเราไม่สามารถเชคอินออนไลน์ได้เนื่องจากที่นั่งเหลือคือที่นั่งฉุกเฉิน  แล้วเราจะวิ่งทันไหม ในเวลา 2 ชั่วโมง ท่ามกลางแดดร้อน และระยะทางที่ไม่แน่นอน แม้จะเปิดแผนที่กูเกิลเอาไว้แล้ว นี่คือคำถามที่เกิดในใจตลอดเวลาที่เดินทางไป 

สุดท้ายเราปัดความคิดทุกอย่างทิ้ง ไหนๆก็มาขนาดนี้แล้ว ลุยให้เต็มที่ก็พอ เราเลยหลับเอาแรงในเครื่องระหว่างเดินทาง

พอตื่นมาเห็นวิวทิวเขาของจังหวัดน่านอยู่ใต้เครื่องก็ตื่นตาตื่นใจแล้ว แอบเสียดายอยู่ลึกๆว่าไม่ได้ขับรถเลาะเข้าไปในขุนเขาเหล่านั้น เอาไว้ปีหน้าละกันนะ

สุดท้ายเท้าเหยียบลงสู่จังหวัดน่านเรียบร้อยในเวลา 14.30 น. จริงๆด้วย เรารีบลงมาจากเครื่องให้เร็วที่สุด ไม่มีกระเป๋าใบใหญ่ นอกจากใบเล็กๆเป็นเป้จักรยานใบเล็ก ข้างในคือชุดเปลี่ยนตอนขากลับ เพราะคาดว่าเหงื่อจะออกเยอะจนไม่สบายตัว และของจุกจิกประเภทกุญแจรถ กุญแจบ้าน ขนมปังรองท้อง เสื้อคลุมกันหนาวแบบบางเบาไว้ใส่บนเครื่องบิน น้ำหนักรวมไม่เกิน 2 กิโลกรัมแน่ๆ เรามีแค่นั้น จึงพร้อมออกวิ่งทันที

เราเปิดกูเกิลแล้วออกวิ่งตาม ระยะทางจากสนามบินถึงวัดภูมินทร์ที่เราปักหมุดไว้เป็นจุดหมายคือ 3.7 กิโลเมตร ถ้าวิ่งไปกลับก็ใกล้ๆ 10 กิโลเมตร ถ้าเดินๆวิ่งๆไปตามสถานที่ท่องเที่ยวในเมือง รวมก็จะได้ประมาณ 10 กิโลเมตร

เราวิ่งออกมาจากสนามบินก็ได้ระยะทาง 1 กิโลเมตรนิดๆแล้ว เราวิ่งเหยาะๆไปตามทางริมถนน แดดเปรี้ยงพอใช้ได้ แต่รู้สึกว่ามีลมเย็นพัดผ่านปิวหนังให้ไม่ร้อนจนเกินไป ช่วงบ่ายสองแก่ๆอย่างนี้ เราหาที่ร่มวิ่งหลบแดดได้ยากจริงๆ

พอวิ่งผ่านกิโลเมตรที่ 2 ถึง 3 เราก็มาถึงวัดแรกที่เราได้เล็งๆไว้ในกูเกิล แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายของนักท่องเที่ยวหรือเปล่า นั่นก็คือ “วัดสวนตาล” เราแวะเข้าไปถ่ายรูปเล็กน้อย ไม่ได้เดินเข้าไปกราบ “พระเจ้าทองทิพย์” พระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่ ด้วยเนื่องจากแดดร้อนมากๆ และอยากจะรีบเข้าไปถึงตัวเมืองก่อน เพื่อความสบายใจในระดับหนึ่ง ตอนนั้นเวลาในนาฬิกาบอกว่าเราวิ่งมาได้สัก 15 นาทีแล้ว

จากสี่แยกวงเวียนตรงวัสวนตาล เราวิ่งออกมาทางขวา ตรงไปหาวัดภูมินทร์ ระหว่างทางเจอกับวัดหัวข่วง จึงแวะเข้าไปกราบพระสักหน่อย พระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ลักษณะพุทธศิลป์แบบท้องถิ่นล้านนา สกุลช่างเมืองน่าน เสาภายในพระอุโบสถเป็นสีดำแดง ลวดลายสวยงาม เมื่อมาถึงจุดนี้เราก็วิ่งมาได้ 4 กิโลเมตรแล้ว การได้เข้าไปกราบพระในวัด ถือเป็นการพักหลบแดดที่ดี แต่เราก็ไม่สามารถพักได้นาน เพราะตอนนั้นเวลาล่วงเลยมาที่ 15.00น. แล้ว

ตรงข้ามกับวัดหัวข่วงคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน ซึ่งภายในบริเวณนี้ สิ่งที่เป็นสัญญลักษณ์การมาถึงของนักท่องเที่ยวคือซุ้มลีลาวดีทางด้านหน้าใกล้ประตูทางเข้า บริเวณนี้มีนักท่องเที่ยวมาเดินเล่นประปรายแล้ว เราจึงวานให้พี่ผู้หญิงคนหนึ่งช่วยถ่ายรูปให้หน่อย ภาพออกมาสวยงามจริงๆ นี่เรามาถึงน่านจริงๆแล้วนะเนี่ย

ส่วนอาคารที่เป็นพิพิธภัณฑสถานสีเหลืองมีลวดลายสวยงามก็ถูกปิดอย่างเรียบร้อยเนื่องจากวันนี้เป็นวันจันทร์วันหยุดของพิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศนั่นเอง ซึ่งถือเป็นข้อดี เพราะเราเป็นคนชอบเดินพิพิธภัณฑ์มาก กลัวจะอดใจไม่ไหวเข้าไปเดินจนหมดเวลาจริงๆ เราไม่ได้เดินไปทางด้านวัดน้อย ซึ่งเป็นวัดเล็กๆในบริเวณนั้น เพราะหันมาเห็นอีกวัดหนึ่งที่เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางวันนี้นั่นคือวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ที่อยู่ตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์นั่นเอง

วันนี้ฟ้าสวยมากๆ เล็งกล้องถ่ายตามแสงไปตรงไหนก็สวย พอเห็นวัดไกลๆแล้ว เราก็ทั้งเดินทั้งวิ่งเข้าไปหา

วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เดิมชื่อ วัดหลวงกลางเวียง สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.1949 ที่โดดเด่นคือเจดีย์ช้างค้ำ ซึ่งเป็นศิลปสมัยสุโขทัย อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 20 รอบเจดีย์ มีรูปปั้นช้างปูนปั้น เพียงครึ่งตัวประดับอยู่โดยรอบ ภายในพระธาตุเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีลิกธาตุไว้ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปทองคำปางลีลา คือ พระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนี ซึ่งเป็นทองคำ 65% สูง 145 เซนติเมตร ส่วนตัววิหารเป็นสถาปัตยกรรมล้านนาไทย ซึ่งทำให้วัดที่น่านมีความโดดเด่นไม่เหมือนที่อื่น

ตอนไปถึงวัด มีการประดับโคมหลากสี อดใจไม่ไหวที่จะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก

เป้าหมายต่อไปคือวัดภูมินทร์ ซึ่งเดินเลยขึ้นมาจากวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหารอีกเล็กน้อย วัดภูมินทร์ เดิมชื่อ “วัดพรหมมินทร์” เป็นวัดที่แปลกกว่าวัดอื่น ๆ คือ โบสถ์และวิหารสร้างเป็นอาคารหลังเดียวกัน มีประตูไม้ทั้งสี่ทิศ แกะสลักลวดลายโดยช่างฝีมือล้านนาสวยงามมาก นอกจากนี้ฝาผนังยังมีภาพวาดแสดงถึงชีวิตและ วัฒนธรรมของยุคสมัยที่ผ่านมาตามพงศาวดารของเมืองน่าน วัดภูมินทร์สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2139

วัดภูมินทร์มีความแตกต่างที่ไม่เหมือนใครที่เห็นเด่นชัดคือ พระอุโบสถเป็นทรงจตุรมุข พระประธานจตุรพักตร์ คือพระพุทธรูปขนาดใหญ่ 4 องค์ หันพระพักตร์ออก ด้านประตูทั้งสี่ทิศ หันเบื้องพระปฤษฏางค์ ชนกันประทับนั่งบนฐานชุกชี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยด้านนอกทั้งสี่ทิศมีนาคสะดุ้งขนาดใหญ่แห่แหนพระอุโบสถเทินไว้กลางลำตัวนาค

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจ และทำให้เราอยากกลับมาดูแล้วดูอีกนั่นก็คือ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง หรือ “ฮูบแต้ม” ในวัดภูมินทร์เป็นชาดกในพุทธศาสนา แต่ถ้าพิจารณารายละเอียดของวิถีชีวิตของคนเมืองในสมัยนั้น มีภาพที่น่าสนใจอยู่หลายภาพ ภาพเด่น คือ ภาพปู่ม่านย่าม่าน ซึ่งเป็นคำเรียกผู้ชายผู้หญิงชาวไทลื้อในสมัยโบราณกระซิบสนทนากัน ผู้ชายสักหมึก ผู้หญิงแต่งกายไทลื้ออย่างเต็มยศ ภาพวาดของหนุ่มสาวคู่นี้มีความประณีตมาก ภาพนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่งามเป็นเยี่ยมของวัดภูมินทร์

นี่ขนาดเรามีเวลาแค่ไม่นานที่จะอยู่ชมความสวยงามของที่นี่ ภาพที่ถ่ายมาได้ก็มีมากมายเลยทีเดียว ตั้งใจว่าจะกลับไปเยี่ยมชมแบบไม่ต้องรีบจริงๆให้ได้อีกครั้งหนึ่ง

ออกมาทางด้านนอกพระอุโบสท ก็เห็นรูปปั้นนี้ที่เมื่อ 8 ปีก่อน เรามาเที่ยวน่านถึง 2 ครั้งยังไม่มี และครั้งนั้นจะมีน้องนักเรียนมานำอธิบายภาพวาดแต่ละภาพ แต่ครั้งนี้ไม่พบเห็น

การมาเยี่ยมชมน่านนครระยะสั้นมากๆนี้ เรายังสัมผัสได้ถึงความพยายามของเมืองน่านที่สนับสนุนการท่องเที่ยว แต่ก็ยังคงพยายามอนุรักษ์ความเป็นเมืองน่านดั้งเดิมเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

ที่บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวตรงข้ามกับวัดภูมินทร์ก็มีมุมจัดให้ถ่ายรูป และเป็นจุดขึ้นรถรางชมเมือง เราได้เห็นกลุ่มนักท่องเที่ยววัยกลางคนมาเที่ยวประมาณ 10 กว่าคน รอรถรางออกและถ่ายรูปกันอย่างคึกคักเราแวะซื้อถุงผ้ากลับมาเป็นที่ระลึก ฝากญาติที่ไม่ได้มาด้วยกันคราวนี้คนละถุง ราคาไม่แพง ถุงละ 10 บาทเท่านั้นเอง มองนาฬิกา เวลาล่วงเลยมา 1 ชั่วโมงแล้ว เรามีเวลาอีกเต็มที่ 30 นาที โดยไม่กดดัน แต่ระยะทางที่เหลืออีก 5 กิโลเมตรกดดันเรามากกว่า เราจึงออกวิ่ง มุ่งหน้าไปทางสนามบิน โดยที่ลืมแวะวัดมิ่งเมืองที่อยู่ด้านหลังวัดภูมินทร์ไปเสียสนิท วัดมิ่งเมืองเป็นที่ตั้งของเสาหลักเมืองน่านเสียด้วย พลาดไปอย่างน่าเสียดาย

เราวิ่งเลาะมาอีกเส้นหนึ่งเพื่อจะได้แวะวัดหัวเวียงใต้เป็นวัดสุดท้ายก่อนกลับ ได้วิ่งผ่านร้านค้าต่างๆมากมาย ยังได้เห็นป้ายต่างๆข้างทางบอกกับนักท่องเที่ยวให้กลับมาเที่ยวอีก

และแล้วก็มาถึงวัดหัวเวียงใต้ เป็นวัดเก่าแก่  มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าในปี พ.ศ. 2278 หรือ 2279 ท้าวสุทธะและแม่เจ้าใจได้อุทิศที่ดินและสร้างวัดหัวเวียงใต้ขึ้นเพื่อเป็นวัดประจำหมู่บ้าน  เป็นวัดที่สร้างด้วยอิฐถือปูน สำหรับพระประธานภายในโบสถ์ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลปะแบบพม่านั้น หม่องส่าหรือนายหม่อง วงศ์เครื่อง พ่อค้าไม้ชาวพม่าเป็นผู้สร้างถวาย กำแพงวัดมีอายุกว่า 160 ปี เป็นรูปพญานาค 2 ตัว เลื้อยอยู่บนกำแพง เสียดายอีกแล้วที่ไม่ได้เข้าไปไหว้พระประธานซึ่งเป็นศิลปะพม่าที่ทำให้วัดนี้ไม่เหมือนวัดอื่นเช่นกัน

ข้างๆวัดหัวเวียงใต้มีศาลเจ้าจีนสวยเสียด้วย ครั้งหน้าถ้าได้มา ไม่พลาดแน่ๆ

เราวิ่งกลับมาบรรจบกับวัดสวนตาลอีกครั้งที่แยกสวนสาธารณะบ้านช้างเผือก เพื่อวิ่งกลับสู่สนามบินน่านเส้นทางเดิมอีกประมาณ 3 กิโลเมตร

ช่วงนี้แม้แดดจะยังออกอยู่ แต่เป็นช่วงบ่ายสี่โมง เราสามารถใช้เงาตึกเป็นร่มเงาขณะวิ่งได้ และลมที่พัดมาก็ยังเย็นสบายอีกต่างหาก แล้วแดดก็อยู่ข้างหลังเราแล้ว ทำให้การวิ่งกลับสนามบิน แม้ขาจะล้าไปบ้าง แต่ก็ยังถือว่าสบาย

เราวิ่งสลับเดิน เพราะเริ่มหมดแรง เพื่อเข้าสู่อาคารผู้โดยสาร ไปเชคอินที่เคาน์เตอร์ Air Asia ได้ตั๋วมาเรียบร้อยแล้วก็เข้าห้องน้ำเปลี่ยนชุด ซื้อซาลาเปาทานรองท้อง กะว่าจะหิ้วท้องกลับไปหาอะไรทานที่สนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯบ้านเราแทน

ระหว่างรอขึ้นเครื่องเราก็เดินเล่นในอาคารผู้โดยสาร เห็นภาพแขวนผนังขนาดใหญ่ เป็นสถานที่ที่เราวางแผนจะมาเที่ยวครั้งนี้ล่วงหน้าเป็นปีทั้งนั้นเลย

เรากดหยุดนาฬิกาเมื่อครบระยะ 10 กิโลเมตรในอาคารผู้โดยสาร ถือว่าภารกิจหลักได้เสร็จสิ้นลงแล้ว

แม้ว่าเราจะอดเที่ยวอย่างที่เราตั้งใจเอาไว้ แต่การอดเที่ยวครั้งนี้ก็ทำให้เราได้มาทำอะไรที่เราไม่เคยคิดว่าจะทำในชีวิต นั่นคือ “การบินมาเพื่อวิ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น” โอกาสนี้ ถ้าไม่ได้ยกเลิกทริปเดิมก็คงจะไม่ได้ทำอะไรแบบนี้จริงๆ

เครื่องบินมาจอดรอเราแล้ว เจ้าหน้าที่เรียกเราขึ้นเครื่องแล้ว การมาวิ่งที่เมืองน่านครั้งนี้ รู้สึกถึงความใกล้ชิดของสถานที่ท่องเที่ยวระหว่างเส้นทางการวิ่ง วิ่งไม่ลำบาก ถนนไม่ใหญ่ รถไม่เยอะ สุนัขไม่มี วิ่งสบายๆกับลมเย็นๆ เราเชื่อว่าครั้งต่อไปที่มาเที่ยว เราจะไม่พลาดการออกวิ่งเช่นนี้อีกแน่ๆ แต่ครั้งต่อไปคงจะขอวิ่งไม่ตอนเช้าก็ตอนเย็นแทนค่ะ

สรุประยะทางวิ่งรวมที่ได้ ก็ได้ตามที่ตั้งใจไว้คือ 10 กิโลเมตร เราไม่สนใจหยุดนาฬิกาจับเวลา แม้ว่าเราจะนั่งลงกราบพระก็ตาม เลยได้เวลารวมอยู่ที่ 1:49:31 ชั่วโมง เรื่องเพซเลยไปตกที่ 10:51 นาทีต่อกิโลเมตร

ได้เส้นทางวิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้มาเพิ่มในสมุดสะสมอีกหนึ่งเส้นทาง 
หัวใจเต้นไประหว่าง 131-176 ครั้งต่อนาที

ความสูงของจังหวัดน่านเทียบกับกรุงเทพก็ไม่เป็นที่แปลกใจอยู่แล้ว เรารู้สึกว่า ความสูงที่สนามบินสูงกว่าในเมืองเล็กน้อย ตอนวิ่งกลับมีขึ้นเนินเล็กน้อย

อุณหภูมิก็ไม่เป็นที่แปลกใจ ตอนไปถึงก็คงจะสูงอยู่แล้ว และพอเข้าเมือง เข้าที่ร่ม วิ่งเลาะเงาตึก ก็เลยเย็นลงเล็กน้อย และพอเข้าสู่ตัวอาคารเลยเป็นอุณหภูมิภายในตึกแทน

โซนหัวใจมีหลากหลายโซน ซึ่งก็สนุกสนานเพราะทั้งวิ่งตอนร้อน วิ่งตอนเย็น เดิน ยืน นั่ง มันก็เลยเป็นไปตามนั้น 

สรุปความบ้าในการวิ่งรอบนี้ เสียเงินไปร่วม 3,000 ในเวลา 5-6 ชั่วโมง ตั้งแต่เดินทางออกจากบ้าน จนกลับถึงบ้าน แรกๆก็ถามตัวเองว่า นี่เราทำอะไรอยู่กันแน่ แต่เมื่อวิ่งจบแล้วก็ค้นพบว่า เพราะเราบ้าวิ่งไง อะไรๆก็เป็นไปได้ทั้งนั้นแหละ คงเหมือนกับ คำถามที่ว่าจะทำได้ไหมตอนวิ่งมาราธอนแรก หรือคำถามที่ว่าจะทำไปทำไม ตอนที่ต้องขุดตัวเองออกจากเตียงในตอนเช้ามืดเพื่อออกไปวิ่ง ทั้งที่ควรเป็นเวลานอน 

เมื่อได้ทำในสิ่งที่ชอบจริงๆ คำถามจะหมดไปจากหัวใจ เพราะเสียงหัวใจตอนที่วิ่งเป็นจังหวะคงที่แล้วนั่นเอง ที่จะบอกเราว่า “แกมันบ้าวิ่งจริงๆ”

ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีหัวใจบ้าการวิ่งกันทุกคนนะคะ26 พ.ย.2561

เรายังไม่รู้หรอกว่าเราทำอะไรได้บ้าง หากไม่เคยลงมือทำ

เวลาได้ลองทำอะไรใหม่ แล้วเราทำได้ดีกว่าที่คิดไว้ มักจะทำให้ตัวเองแปลกใจได้เสมอว่า เอ๊ะ เราก็ทำได้นี่หว่า จริงๆแล้ว คนเรามักจะประเมินตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริงเสมอ เพราะถูกตีกรอบด้วยความกลัวนั่นเอง หลายครั้งที่เราไม่สามารถมองเห็นความเป็นจริงในใจของเรา เพราะมัวแต่ปิดใจ กับคำที่ตอกย้ำตัวเองทุกวันว่าเป็นไปไม่ได้หรอก แต่เคยถามตัวเองกันหรือไม่ว่า เป็นไปไม่ได้ หรือยังไม่เคยลงมือทำ

เราเตรียมตัวไปวิ่งงาน CVT RUN 2018 มาประมาณ 3 เดือนแล้ว เพราะพี่สาวที่เรารัก “พี่แนน” อยากจะวิ่ง 10K แรก และอยากให้เราไปพาวิ่ง แน่นอนว่าเราก็อยากจะเป็นคนวิ่งเคียงข้างเป็นเพื่อนพี่แนน และเป็นคนพาพี่แนนเข้าเส้นชัยมินิแรกของพี่แนนให้ได้ หลังจากที่พาเข้าเส้น 5K มาแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน

หลังจากสมัครไปแล้ว กลับพบว่า วันที่วิ่งตรงกับวันที่จะไปเที่ยวน่านกับที่บ้านพอดี เราเลยขายบิบและเสื้อไปอย่างเสียดาย แต่ก็พอรู้ว่าพี่แนนจะยังมีพี่สาวฝาแฝดวิ่ง 10K แรกไปด้วยกันแต่ก็เหมือนฟ้ากลั่นแกล้งไม่ให้ไปเที่ยวน่าน เนื่องจากคุณพ่อแฟนต้องผ่าตัดด่วนจากอาการไส้ติ่งอักเสบ ทำให้ต้องยกเลิกการเดินทางไปโดยปริยาย และเหมือนฟ้าเป็นใจในเวลาเดียวกัน เราสามารถไปวิ่งกับพี่แนนได้แล้ว แต่เราไม่มีบิบนี่สิ และทางผู้จัดก็ปิดรับสมัครเนื่องจากเต็มแล้ว เราจึงเริ่มกระบวนการตามหาบิบ คราวนี้ขอแค่บิบไม่เอาเสื้อก็ได้

การตามหาบิบของเราในกลุ่มวิ่งไหนดี และวิ่งให้ทันทำให้เราค้นพบความใจดีของเพื่อนนักวิ่งด้วยกันอีกมาก มีคนติดต่อเรามาถึงสองคนเพื่อเสนอบิบให้ฟรีๆ ชนิดว่าค่าส่งก็ไม่ยอมรับ พี่คนที่ส่งบิบมาให้ชื่อใน FB คือ “น้องเบลล์ ปัญญาดิลกพงศ์” ส่งมาแบบ EMS ให้อย่างทันใจมาก ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย ส่วนพี่ผู้หญิงอีกคนติดต่อมาทีหลัง เพื่อจะส่งบิบให้ฟรีๆเช่นกัน เลยปฏิเสธไป เพื่อให้พี่เค้าเอาไปให้คนอื่นที่ตามหาอยู่เหมือนเราสรุปแล้วเราก็ได้เข้าร่วมงานตามที่ใจต้องการ หลายคืนวันก่อนงาน เราต้องนอนเฝ้าคุณพ่อที่โรงพยาบาล ทำให้นอนหลับไม่สนิท วันเสาร์ได้กลับบ้าน จึงนอนกลางวันยาวมาก ทำให้ตอนกลางคืนที่ควรนอนเร็วเพื่อเตรียมตัวไปวิ่ง ปกติเราจะนอนสามทุ่ม กลายเป็นว่าตาสว่างจนตีหนึ่ง ได้วูบหลับไปแค่ครึ่งชั่วโมง แล้วก็ตื่นตาสว่างจนตีสามครึ่ง ตัดสินใจลุกมาแต่งตัว เตรียมไปงานเลยดีกว่า

เราทานชิฟฟอนเค้ก 2 ชิ้นเล็ก แล้วเรียกแท๊กซี่ไปงาน จากบ้านถึงโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที แต่คุยกับแท๊กซี่เพื่อไปจุดหมายปลายทางนานกว่า เพราะแท๊กซี่ไม่รู้จัก กว่าจะคุยรู้เรื่องว่าคือโรงพยาบาลทหารเรือ ก็งงและหัวเราะกันอยู่ 2 คน เพราะรู้จักกันคนละชื่อเราไปถึงงานก่อนเพื่อน นอกจากพี่แนนแล้ว วันนี้ยังมีเพื่อนปุ้ยที่เราออกแบบโปรแกรมซ้อมวิ่งเพือไปมาราธอนมาด้วย วันนี้คือวันวิ่งทดสอบระยะ 10K ของปุ้ย เราเลยบอกปุ้ยให้เต็มที่กับมัน จะได้ดูเวลากันอีกทีว่าทำได้ขนาดไหน เพื่อนำมาเป็นข้อมูลปรับโปรแกรมซ้อมหากจำเป็น เพื่อนปุ้ยวางแผนให้ตัวเองว่าจะวิ่งตามลูกโป่ง Pacer 80 นาที และถามเราว่าลูกโป่งสีอะไร เราเองเห็นผ่านๆว่ามี Pacer ในงาน เป็นน้องทหารเรือมาวิ่งให้ น้องผูกลูกโป่งแยกสีแต่ละระยะ และพิธีกรก็ได้ประกาศหลายรอบว่าลูกโป่งแต่ละสีคือเวลาเท่าไร แต่เราไม่ได้สนใจฟัง พอปุ้ยถามเราเลยงงว่าทำไมต้องถาม ให้วิ่งตามตัวเลขที่อยู่ที่ลูกโป่ง และปุ้ยก็เฉลยมาว่าที่ลูกโป่งมันไม่มีตัวเลขบอก มีแต่คำว่า CVT Run เป็นงั้นไป เลยบอกปุ้ยให้ดูเวลา Lap time ในนาฬิกาแทน ถ้าวิ่งเพซ 8 ก็ให้จบทุกกิโลเมตรด้วย 8 นาที ถึงเวลานั้นจะเห็นกลุ่มลูกโป่งที่ต้องการเอง

หลังจากนั้นเราก็มาโฟกัสที่พี่แนน พี่แนนมาถึงงานด้วยเวลาเฉียดฉิวปล่อยตัวมาก เพราะรถติด ต้องลงวิ่งมาจากแยกมไหศวรรย์ ถือเป็นการอบอุ่นร่างกายไปในตัว เวลาปล่อยตัวคือ 5.15 น. และก็ปล่อยตรงเวลา 

เส้นทางวิ่งวันนี้จะได้วิ่งไปกลับสะพานกรุงเทพเก่า ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของงานนี้ พี่แนนเคยซ้อมถึง 6 กิโลเมตรมาแล้ว และก็ไม่ใช่พวกบ้าพลังอะไร เราเลยไม่ห่วงเรื่องการบาดเจ็บจากการพยายามวิ่งมากเกินไป แต่ห่วงตรงที่พี่แนนมีอาการเจ็บสะโพกจากการนั่งผิดท่ามาระยะหนึ่งแล้ว และไม่แน่ใจว่าจะเจ็บมากขึ้นหรือไม่ ถ้าวิ่งเกินระยะซ้อม เราเลยบอกว่าให้วิ่งไปเรื่อยๆเท่าที่รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย ถ้าหอบมากให้เดิน หลังจากหายเหนื่อยก็วิ่งต่อ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าเจ็บสะโพกก็ให้เดินด้วย

เราชวนพี่แนนคุยมาเรื่อยๆตลอดทาง คอยเชคอาการหอบ ถ้ารู้สึกหอบมาก พูดไม่ค่อยไหว ก็จะบอกให้เดิน พี่แนนทำอย่างนี้มาได้เรื่อยๆจนถึงกิโลเมตรที่ 7 กลับตัวมาเรียบร้อยแล้ว กำลังจะต้องขึ้นสะพานกรุงเทพขากลับ ด้วยความที่พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว แดดยังไม่แรงเกินไป ฟ้าสวย และยังเห็นพระจันทร์อยู่ เลยชวนพี่แนนหยุดเซลฟีสักพัก แล้วเดินขึ้นสะพาน ตรงสะพานนี้มีเพื่อนนักวิ่งหยุดถ่ายรูปวิวสะพานกันมากพอสมควร เราถามพี่แนนจะหยุดไหม พี่แนนไม่อยากหยุด เลยไปกันต่อ ช่วงสะพานนี้เองที่มีตากล้องเยอะมาก เลยบอกพี่แนนให้วิ่งเป็นช่วงๆที่มีตากล้อง จะได้ได้ภาพสวยๆมาเก็บไว้เป็นที่ระลึก มินิแรกเราก็อยากจะให้พี่แนนจดจำมันได้ดี ไม่เหมือนเรา วิ่งมินิแรกคนเดียวในงานเล็กๆช่วงยุคสมัยที่มีตากล้องน้อยมาก

วิ่งลงสะพานมาแล้ว ก็ถึงแยกมไหศวรรย์อีกรอบ ตรงนี้พี่แนนเริ่มมีอาการเจ็บสะโพกซึ่งเป็นของเดิมที่มีอยู่แล้ว จึงให้พี่แนนเดิน เก็บแรงไว้ตอนใกล้เส้นชัยไม่กี่ร้อยเมตรแล้วค่อยวิ่งเข้าเส้น จะได้มีภาพสวยๆให้ดู เพราะน่าจะมีตากล้องอยู่ช่วยถ่ายรูปให้ แรกๆเล็งว่าจะถ่ายรูปกับป้ายอีก 9 กิโลเมตร แต่ป้ายดันอยู่ตรงแยกมไหศวรรย์ ซึ่งไม่สามารถข้ามไปถ่ายได้ เลยมาถ่ายที่ป้ายอีก 200 เมตรจะถึงเส้นชัยกันแทน

หลังจากนั้นพี่แนนก็ออกวิ่งเก็บอีก 200 เมตรนี้ เพื่อเข้าเส้นชัยตามที่คาดหวังไว้ เราเจอช่างภาพเลยจับมือพี่แนนชูขึ้นสูง เย้! พี่ทำได้แล้ว

งานนี้เหรียญงาม สีสวย มีรายละเอียด เรารับเหรียญแล้วก็ไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ และเดินไปหาอะไรทาน งานนี้จัดซุ้มอาหารแยกออกจากบริเวณเส้นชัยพอสมควร ทำให้ไม่แออัดอยู่ที่เส้นชัยมากนัก อาหารมีให้เลือกหลากหลายมาก เห็นมีไม่ต่ำกว่า 6 ซุ้มที่สามารถเลือกหยิบทานได้โดยไม่จำกัด แต่เนื่องจากคนเยอะมาก และเพื่อนเรารอแล้ว เราคว้าข้าวต้มได้ คว้าปาท่องโก๋ได้ ก็ซัดไปเดินไป รับของที่แจกมาได้ในมือ คือนมโฟร์โมสต์ และถั่วโก๋แก่ เสร็จแล้วก็เดินไปหาเพื่อนปุ้ยที่รออยู่

เพื่อนปุ้ยวิ่งเสร็จนานแล้ว ทำลายสถิติเดิมของตัวเองเรียบร้อยเลยถ่ายรูปเป็นที่ระลึกสักหน่อย

หลังจากแยกย้ายกันแล้ว ตามธรรมเนียมก็ต้องมาดูสถิติกันเล็กๆน้อยๆให้สบายใจ สถิติวันนี้เพื่อพี่แนนเลยนะ วิ่งกันไป 10.28 กิโลเมตร ใช้เวลา 1:43:00 นาที ได้เพซเฉลี่ย 10:01 นาทีต่อกิโลเมตร ช่วงโซนของหัวใจเราไม่ต้องพูดถึง 1 ถึง 2 แน่ๆ ไม่มีความเหนื่อยเลย เหงื่อออกน้อยมาก มีวิ่งเร่งบ้างตอนต้องข้ามแยก

เพราะวิ่งๆเดินๆ หลังๆเดินซะเยอะ จำนวนก้าวต่อนาทีจึงหลากหลาย ส่วนเรื่องความสูง 2 ยอดแหลมๆก็น่าจะตอนขึ้นลงสะพานกรุงเทพเก่า แต่ทำไมถึงไม่เท่ากันก็ไม่อาจรู้ได้

อากาศยามเช้าไม่ต้องห่วง สบายๆ 28 ถึง 30 องศา วิ่งเสร็จแดดเพิ่งเริ่มออก ดีตรงที่ปล่อยตัวเร็ว

เส้นทางวิ่งก็เรียบง่ายตรงไปตรงมา วิ่งออกจากโรงพยาบาลมุ่งหน้าแยกมไหศวรรย์ขึ้นสะพานกรุงเทพเก่า วิ่งยาวตามทางถนนพระราม 3 ไปจนถึงใต้สะพานแขวนก็กลับตัววิ่งกลับทางเดิม จริงๆแล้ว เส้นพระราม 3 นี่ก็น่าวิ่งอยู่นะ พอปิดถนนหนึ่งเลน ก็ถือว่ากว้างขวางไปแออัดจนเกินไป ติดแต่บางตำแหน่งมีรถจอดข้างทาง ทำให้ต้องวิ่งหลบ และเสี่ยงกับรถที่สัญจรในช่องทางปกติที่ไม่ได้ปิดไว้

งานนี้โดยรวมจัดได้ดี เส้นทางจราจรปิดได้ดี วิ่งกลางเมืองอย่างนี้ เราก็ยังแอบขอโทษผู้สัญจรทางถนนตามปกติ เพราะต้องจอดรอนักวิ่งกันนานพอสมควร ที่เหลือเรื่อง อาหาร น้ำ ปล่อยตัวตรงเวลา การบริการของเจ้าหน้าที่ดี เท่านี้ก็พอแล้วเนอะ อ่อ อีกอย่าง Pacer ที่เป็นทหารก็ดีนะ มีร้องเพลงตอนวิ่งด้วย ดูฮึกเหิมดี แต่ควรติดเลขเวลาที่ลูกโป่งนะคะ

จบงานนี้ หันไปมองหน้าพี่แนน ถึงรู้ว่าเหนื่อยและปวดสะโพก แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความมั่นใจ เราเชื่อว่า บางเสียงในใจพี่แนนที่เคยพูดเกี่ยวกับการวิ่งให้พี่แนนฟังได้เปลี่ยนไปแล้วตลอดกาล ระยะทาง 10 กิโลเมตร ยาวและนานเพียงพอที่จะทำความรู้จักกับเสียงในใจตัวเอง เมื่อทำได้ตามที่ตั้งใจไว้แล้ว การมองตัวเองของพี่แนนจะเปลี่ยนไปแน่นอน 

หากเมื่อลงมือทำสำเร็จแล้ว ลองทบทวนความคิดในใจเราเองอีกครั้ง เราก็จะพบว่า คำว่าเป็นไปไม่ได้ ได้หายไปแล้ว บางที ความสำเร็จที่ได้มา เรายังคงคิดว่า เราฝันไป นั่นคือความน่ากลัวของการยึดมั่นถือมั่นกับคำว่าเป็นไปไม่ได้นั่นเอง จงยอมรับความจริง ว่าเราก็อาจจะทำบางอย่างได้ดี แค่เพียงวางแผน ฝึกซ้อม หาข้อมูล เตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกไปไขว่คว้ามัน บางครั้ง ความสำเร็จมันก็ง่ายนิดเดียว แค่เราเปิดใจ

ขอให้เพื่อนนักวิ่งเอาชนะความกลัวในใจตัวเอง แล้วออกไปคว้าฝันกันได้ทุกคนนะคะ25 พ.ย. 2561

การสร้างร่างกายนักวิ่งจากโปรตีน

โปรตีนได้ถูกเรียกว่าเป็น “ก้อนอิฐสร้างชีวิต” ด้วยเหตุผลที่ดี นั่นคือ โปรตีนเป็นส่วนประกอบในทุกเซลล์ของร่างกาย เป็นส่วนประกอบหลักของกล้ามเนื้อ ผิวหนัง อวัยวะ และต่อมต่างๆ และมีบทบาทในเรื่องของการเจริญเติบโต การย่อยอาหาร การซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน การส่งข้อความของระบบฮอร์โมน และอีกมากมายในเรื่องของการทำงานของร่างกาย  สำหรับนักวิ่งแล้ว โปรตีนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการซ่อมแซมกล้ามเนื้อ และการฟื้นตัวหลังการฝึกซ้อม International Society of Sport Nutrition ได้เตือนว่า “การทานโปรตีนไม่เพียงพอสามารถเพิ่มความเสี่ยงของการบาดเจ็บในขณะฝึกซ้อมได้” เมื่อโปรตีนอยู่ในรูปเอนไซม์ สามารถกระตุ้นการสร้างพลังงานทั้งแบบใช้และไม่ใช้ออกซิเจนได้ เมื่อโปรตีนอยู่ในรูป MCT มันจะช่วยในการสับเปลี่ยนอิออนแลคเตทและไฮโดรเจนออกจากเซลล์ระหว่างการวิ่งที่หนักหน่วงได้ และถ้าอยู่ในรูปฮีโมโกลบิน มันจะช่วยนำส่งออกซิเจนไปให้กับเซลล์เพื่อการดำรงชีวิตอยู่ได้ คาร์โบไฮเดรต และไขมัน อาจเติมเชื้อเพลิงให้เพื่อนๆขณะ แต่มันคือโปรตีนที่ช่วยให้เครื่องยนต์เหล่านั้นอยู่ในรูปแบบที่สามารถทำงานได้ดี

67 การสร้างร่างกายนักวิ่งจากโปรตีน 2

กรดอะมิโนคืออะไร

ตัวกรดอะมิโนคืออิฐนั่นเอง อิฐที่รวมกันแล้วสร้างเป็นโปรตีน มันคืออิฐไว้สร้างโปรตีน และเป็นโปรตีนที่สร้างร่างกายอีกทีหนึ่ง โดยทางการแล้ว กรดอะมิโนคือกลุ่มของโมเลกุลอินทรีย์ที่ประกอบไปด้วยกลุ่มกรดอะมิโนพื้นฐาน กลุ่มอะซิดิกคาร์บอกซิล และกลุ่มสารอินทรีย์อาร์ (หรือโซ่ข้างเคียง) ที่ทำให้กรดอะมิโนแต่ละกลุ่มมีความจำเพาะเจาะจง ยิ่งอธิบายอาจจะยิ่งงง เอาเป็นว่าเพื่อนๆอาจจะนึกถึงโปรตีนว่าเป็นเหมือนชิ้นตัวต่อเลโกก็ได้ ตัวต่อแต่ละชิ้นที่มาต่อกันสามารถทำให้เกิดเป็นโปรตีนมากกว่าห้าสิบชนิด

The US National Library of Medicine ได้ระบุถึงกรดอะมิโน 21 ชนิดที่ร่างกายใช้ในการสร้างโปรตีน ร่างกายของเพื่อนๆสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาเองได้เพียง 12 ชนิด และอีก 9 ชนิด สามารถรับได้จากอาหารที่ทานเข้าไป เพราะเหตุนี้ โปรตีน 9 ชนิดนั้นจึงเรียกว่ากรดอะมิโนจำเป็น เพราะว่าต้องรับประทานอาหารเข้าไป แต่ก็ไม่เหมือนกับคาร์โบไฮเดรตและไขมัน ร่างกายสามารถเก็บสะสมกรดอะมิโนไว้ใช้ในอนาคต ดังนั้นเพื่อนๆคงต้องกำหนดในมื้ออาหารปกติทุกวันให้ทานกรดอะมิโนจำเป็นให้ครบ แต่อย่างไรก็ตาม อย่าตกใจไปนะคะ เพราะอาหารเกือบทุกอย่างในชีวิตประจำวันที่เพื่อนๆทานกันอยู่ถือว่ามีกรดอะมิโนที่จำเป็นเพียงพอแล้ว ขอแค่อย่าอดอาหารก็พอ

67 การสร้างร่างกายนักวิ่งจากโปรตีน 3

กรดอะมิโนแบ่งเป็น 3 ชนิด

  1. กรดอะมิโนจำเป็น(Essential amino acids): ร่างกายเพื่อนๆไม่สามารถสร้างโปรตีนชนิดนี้ได้เอง โปรตีนชนิดนี้ คือ ฮิสทิดีน (Histidine), ไอโซลิวซีน (Isoleucine), ลิวซีน (Leucine), ไลซีน (Lysine), เมไทโอนีน (Methionine), ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine), ทรีโอนีน (Threonine), ทริพโตเฟน (Tryptophan) และวาลีน (Valine)
  2. กรดอะมิโนไม่จำเป็น(Nonessential amino acids): ร่างกายเพื่อนๆสามารถสร้างขึ้นมาได้เอง คือ แอลานีน (Alanine), แอสพาราจีน (Asparagine), กรดแอสพาร์ติก (Aspartic acid) และกรดกลูตามิก (Glutamic acid)

กรดอะมิโนจำเป็นแบบมีเงื่อนไข (Conditional amino acids): โปรตีนชนิดนี้พิเศษหน่อยตรงที่เวลาร่างกายป่วยหรือมีความเครียดมาก จะต้องการกรดอะมิโนไม่จำเป็นที่แปลงรูปเป็นกรดอะมิโนจำเป็นแทน ได้แก่ อาร์จินีน (Arginine), ซีสเทอีน (Cysteine), กลูตามิน (Glutamine), ไกลซีน (Glycine), ออร์นิทีน (Ornithine), โพรลีน (Proline), ซีรีน (Serine) และไทโรซีน (Tyrosine)

67 การสร้างร่างกายนักวิ่งจากโปรตีน 4

โปรตีนสมบูรณ์ และโปรตีนไม่สมบูรณ์

ในขณะที่พวกเราคิดถึงโปรตีนเมื่อไร ก็คิดถึงโปรตีนจากสัตว์เท่านั้น แต่จริงๆแล้วมีโปรตีนที่ได้จากพืชมีอีกจำนวนมากเช่นกัน เพียงแต่ว่าโปรตีนที่ได้จากพืชทั้งหมดเป็นโปรตีนไม่สมบูรณ์ โปรตีนถูกแบ่งเป็นกลุ่มตามเกณฑ์ง่ายๆคือ  พวกมันประกอบไปด้วยกรดอะมิโนจำเป็นหรือไม่

โปรตีนสมบูรณ์ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โปรตีนคุณภาพสูง มันประกอบด้วยกรดอะมิโนจำเป็นในสัดส่วนที่เหมาะสมที่สุดในการสนับสนุนกลไกการทำงานทางชีววิทยาของร่างกายอาหารที่มาจากสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อปลา นม ไข่ และชีส ล้วนแต่เป็นแหล่งโปรตีนสมบูรณ์ทั้งสิ้น

ส่วนโปรตีนไม่สมบูรณ์มีกรดอะมิโนจำเป็นไม่ครบ อาจจะขาดกรดอะมิโนไปหนึ่งชนิดหรือมากกว่านั้น หรืออาจจะมีครบแต่มีปริมาณน้อยมาก

โชคดีที่ร่างกายเพื่อนๆไม่สนใจว่าจะได้รับกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนจากแหล่งโปรตีนเพียงแหล่งเดียวหรือไม่ แต่จริงๆแล้ว ร่างกายจะมีความสุขมากกว่าถ้าเพื่อนๆจะได้รับกรดอะมิโนรวมจากแหล่งโปรตีนหลายแหล่ง นี่คือข่าวดีสำหรับคนที่ทานมังสวิรัติ เพราะโปรตีนจากพืชบางชนิดเป็นโปรตีนสมบูรณ์ แต่ก็ยังเป็นข่าวดีสำหรับคนทานเนื้อด้วย ถึงแม้ว่าโปรตีนที่มาจากสัตว์จะเต็มไปด้วยกรดอะมิโนจำเป็น แต่ก็มักมาพร้อมกับปริมาณไขมันอิ่มตัวที่ไม่ดีต่อสุขภาพด้วย โปรตีนที่มาจากพืชจะมีส่วนผสมที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า และมีไขมันต่ำกว่า

67 การสร้างร่างกายนักวิ่งจากโปรตีน 5

โปรตีนประกอบสมบูรณ์

โปรตีนประกอบสมบูรณ์คือโปรตีนไม่สมบูรณ์ตั้งแต่ 2 กลุ่มขึ้นไปมารวมกันและได้กลุ่มกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน ยกตัวอย่างเช่น ถั่วมีปริมาณเมไทโอนีนและซีสเทอีนต่ำ แต่มีไลซีนสูง ในขณะที่ข้าวมีเมไทโอนีนและซีสเทอีนสูง แต่มีไลซีนต่ำ การทานด้วยกันจะช่วยให้ได้รับโปรตีนที่สมบูรณ์ที่ได้จากพืชได้

ถ้าเพื่อนๆชอบทานเนื้อสัตว์ปริมาณน้อยหรือไม่ทานเนื้อสัตว์เลย เพื่อนๆจะต้องรู้สึกโปรตีนประกอบสมบูรณ์ ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า จำเป็นต้องทานโปรตีนประกอบกันให้สมบูรณ์ภายในมื้ออาหารเดียวกัน แต่ความรู้ในปัจจุบัน สามารถได้รับประโยชน์เต็มที่จากการทานโปรตีนประกอบสมบูรณ์ตลอดทั้งวัน

มีข้อยกเว้นเดียวคือ การทานโปรตีนเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นตัวหลังการฝึกซ้อม เพราะว่าโปรตีนชนิดนี้ต้องทานในช่วงเวลาที่ร่างกายพร้อมรับอย่างเฉพาะเจาะจง (หลังการฝึกซ้อม 15 – 30 นาที) เพื่อให้ได้ประโยชน์ที่ร่างกายต้องการสูงสุด เพื่อนๆจึงต้องทานโปรตีนประกอบสมบูรณ์ในช่วงเวลาที่เหมาะสม

การทานโปรตีนประกอบสมบูรณ์ต้องใช้ทักษะการจับคู่ผสมกันของชนิดโปรตีน การผสมธัญพืชกับถั่วเป็นคู่แต่งงานผสมโปรตีนสมบูรณ์ที่คลาสสิคมาก แต่ก็ยังมีตัวเลือกอื่นอีกมากมาย เพื่อนๆสามารถจับคู่ถั่วเมล็ดแห้งกับธัญพืช ถั่ว หรือเมล็ดพืช ตัวอย่างของการจับคู่เริ่มต้น คือ

  • ถั่วกับข้าวโพด หรือกับแผ่นแป้งตอร์ติยาโฮลวีท
  • เนยถั่วบนขนมปังปิ้ง
  • มักกะโรนีโฮลวีตและชีส
  • ซอสถั่วจิ้มกับเพรซเซล หรือมันฝรั่งตอร์ติยา
  • เต้าหู้กับข้าว
  • ฮัมมูสกับขนมปังพิต้าโฮลวีต
  • นมผสมไอศกรีมกับเนยถั่ว
  • แซนวิชฟาลาเฟล
  • ซุปถั่วเลนทิล หรือซุปถั่วลันเตา กับข้าว ข้าวโพด หรือขนมปัง
  • ซีเรียลธัญพืชกับนม
  • พิซซาหรือลาซานญา
  • สลัดพาสต้ากับเฟตาชีสและถั่วลูกไก่

แน่นอนว่าความสนุกครึ่งหนึ่งของการทานโปรตีนประกอบสมบูรณ์คือการคิดค้นคู่ผสมของเพื่อนๆเอง และส่วนผสมเล็กๆน้อยๆจะมีประโยชน์ระยะยาวถ้ามันเหมาะสมกับร่างกายของเพื่อนๆเอง

67 การสร้างร่างกายนักวิ่งจากโปรตีน 6

เพื่อนๆต้องการโปรตีนมากเท่าไรในหนึ่งวัน

คนอเมริกันส่วนใหญ่ได้รับโปรตีนที่เพียงพอแล้วในหนึ่งวัน แต่งานวิจัยแนะนำว่านักกีฬามีความต้องการโปรตีนต่อวันมากกว่าเพื่อนๆของพวกเขาที่ไม่ได้ออกกำลังกาย International Society of Sports Nutrition (ISSN) สนับสนุนความเชื่อนี้ โดยเขียนในคำวิจารณ์ในปี 2007 ว่า “USDA แนะนำว่าการทานโปรตีนในทุกวันอาจเพียงพอสำหรับคนปกติที่ไม่ได้ออกกำลังกาย แต่อาจจะไม่เพียงพอที่จะชดเชยการเผาผลาญโปรตีนเพื่อพลังงานในการออกกำลังกาย และยังไม่เพียงพอที่จะผลิตสารเพื่อการสร้างเส้นใย หรือเพื่อการซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่โดนทำลายจากการออกกำลังกาย”

ดังนั้นปริมาณโปรตีนที่ USDA แนะนำต่อวันสำหรับนักกีฬามาตรฐานคือ 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ในทางกลับกัน ISSN ได้กระตุ้นให้คนออกกำลังประจำทานโปรตีน 1 -2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน

ISSN ได้จำแนกความต้องการโปรตีนต่อกิจกรรมต่างๆ ดังนี้

  1. การออกกำลังเพื่อความทนทาน: เพื่อนๆต้องการโปรตีน 1.0 ถึง 1.6 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (0.45 ถึง 0.72 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 ปอนด์) ต่อวัน
  2. การออกกำลังด้วยความหนักเป็นชุดๆ: สำหรับกิจกรรมที่ต้องออกแรงอย่างหนักและเป็นชุดๆ เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล ศิลปะการต่อสู้ เพื่อนๆต้องการโปรตีน 1.4 ถึง 1.7 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (0.64 ถึง 0.77 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 ปอนด์) ต่อวัน เนื่องจากการออกกำลังชนิดนี้มีความหนักมากกว่า จึงมีความเครียดต่อกล้ามเนื้อมากกว่า การทานโปรตีนมากขึ้นจึงจำเป็นต่อร่างกาย
  3. การออกกำลังเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและกำลัง: การออกกำลังชนิดนี้ เพื่อนๆต้องการโปรตีนมากกว่าการออกกำลังกายสองชนิดแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเริ่มต้นการฝึกซ้อม และ/หรือระหว่างการฝึกซ้อมที่มีการเพิ่มปริมาณการออกกำลังกายมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ให้เพื่อนๆตั้งเป้าการทานโปรตีนไปถึง 1.6 ถึง 2.0 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (0.72 ถึง 0.90 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 ปอนด์) ต่อวัน

แล้วถ้านำปริมาณโปรตีนที่แนะนำต่อวันนี้มาตีค่าเป็นอาหารที่ทานอยู่ทุกวันนี้จะเป็นอย่างไร มาลองดูกันค่ะ

  • เนื้อวัว 85% ปราศจากไขมัน ต้ม 3 ออนซ์ มีโปรตีน 22.04 กรัม
  • เบียร์ 12 ออนซ์ มีโปรตีน 1.63 กรัม
  • ถั่วลูกไก่ 1 ถ้วย มีโปรตีน 14.53 กรัม
  • เนื้อไก่ ไร้หนังย่าง ครึ่งอก มีโปรตีน 26.68 กรัม
  • ช็อคโกแลตนม 1 ถ้วย มีโปรตีน 8.59 กรัม
  • หอยกระป๋อง 3 ออนซ์ มีโปรตีน 20.61 กรัม
  • เนยแข็งคอตเทจ 1% กับนม 1 ถ้วย มีโปรตีน 28.00 กรัม
  • ขนมปังเบเกิลผสมลูกเกดและอบเชย 4 นิ้ว มีโปรตีน 8.72 กรัม
  • ถั่วเลนทิล สุกแล้ว 1 ถ้วย มีโปรตีน 17.86 กรัม
  • ปลาแฮลิบัต สุกแล้ว ครึ่งชิ้น มีโปรตีน 35.84 กรัม
  • นมและไอสกรีมปั่นรสวานิลลา 16 ออนซ์ มีโปรตีน 11.22 กรัม
  • เพรซเซลเกลือ 10 ชิ้น มีโปรตีน 6.20 กรัม
  • เมล็ดฟักทองย่าง 1 ออนซ์ มีโปรตีน 8.46 กรัม
  • ถั่วกระป๋อง 1 ถ้วย มีโปรตีน 13.63 กรัม
  • ปลาแซลมอน สุกแล้ว ครึ่งชิ้น มีโปรตีน 39.37 กรัม
  • ถั่วเหลือง สุกแล้ว 1 ถ้วย มีโปรตีน 22.23 กรัม
  • ผักขม แช่แข็ง 1 ถ้วย มีโปรตีน 7.62 กรัม
  • ขนมซูเฟเล่ผักขม 1 ถ้วย มีโปรตีน 10.73 กรัม
  • ซุปถั่วแห้ง 1 ถ้วย มีโปรตีน 16.35 กรัม
  • เต้าหู้ ¼ ก้อน มีโปรตีน 6.63 กรัม
  • ปลาทูน่า ครีบเหลือง สุกแล้ว 3 ออนซ์ มีโปรตีน 24.78 กรัม
  • สลัดทูน่า 1 ถ้วย มีโปรตีน 32.88 กรัม
  • เบอร์เกอร์ไก่งวง 1 ชิ้น มีโปรตีน 22.44 กรัม
  • ไก่งวงย่าง 3 ออนซ์ มีโปรตีน 18.13 กรัม
  • เบอร์เกอร์ผัก 1 ชิ้น มีโปรตีน 13.86 กรัม
  • ถั่วขาวกระป๋อง 1 ถ้วย มีโปรตีน 19.02 กรัม

(ข้อมูลจาก USDA National Nutrient Database for Standard Reference)

ขอให้เพื่อนนักวิ่งรับประทานโปรตีนได้ครบตามที่ร่างกายต้องการกันนะคะ

กล้าที่จะวิ่ง กล้าที่จะให้

ในช่วงเวลาที่เรากำลังบ้าวิ่ง Virtual run จนเริ่มจะเบื่อ เพราะลักษณะงานเดิมๆคือ กำหนดระยะทางให้วิ่งให้ครบ แล้วก็จะได้รางวัลไป เป็นรางวัลที่เราออกเงินสมัคร และได้มาเป็นของตัวเอง อาจจะเป็นงานที่มีหรือไม่มีการบริจาคให้ใคร และส่วนใหญ่จะพบว่าไม่มีการกุศล จนมาเจอกับงาน Virtual run งานนี้ ทำให้เราควักเงินจ่ายเพื่อเข้าร่วมได้อย่างสบายใจมากขึ้น งานนี้ไม่มีตัวเลขระยะทางกำหนดให้เก็บ เพราะเราสามารถวิ่งมากเท่าไรก็ได้ เพียงแต่ทุกระยะทาง 1 กิโลเมตรที่วิ่งได้ จะกลายเป็นเงินบริจาค 1 บาท มอบให้กับมูลนิธิคนพิการไทย (สูงสุด 500,000 บาท) เพื่อนำไปทำวีลแชร์มูลค่า 6,000 บาทต่อคัน

ชื่องานนี้คือ “Allianz Ayudhya World Run Thailand Series 2018 – Virtual Run” เริ่มเก็บระยะกันตั้งแต่ 26 กรกฎาคม – 25 ตุลาคม 2561 จัดโดยบริษัทประกันภัย Allianz Ayudhya ตามชื่องานเลยค่ะ นอกจากจะได้เงินบริจาคแล้ว ทุก 1 กิโลเมตรที่วิ่งได้ จะกลายเป็น 10 แต้มในแอพพลิเคชัน Healthy Living ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ และสามารถนำคะแนนที่ได้ไปแลกของรางวัลมากมาย

การเข้าร่วมวิ่งมี 2 ประเภท ประเภทแรกคือทีมร่วมด้วยช่วยวิ่ง (Free Runner) ไม่ต้องเสียค่าสมัคร และประเภทที่สองคือ ทีมร่วมด้วยช่วยบริจาคและช่วยวิ่ง (Donator) มีค่าสมัครและบริจาค 450 บาท แบ่งเป็นเงินสมทบทุนบริจาค 100 บาท ให้กับมูลนิธิเพื่อคนพิการไทย โดยนักวิ่งที่ร่วมบริจาคเงินจะได้รับเสื้อและเหรียญที่ระลึก พร้อมประกันอุบัติเหตุจากอลิอันซ์ ประกันภัย ซึ่งให้ความคุ้มครองนานกว่า 90 วัน เริ่มตั้งแต่ 26 กรกฎาคม – 31 ตุลาคม 2561

109 กล้าที่จะวิ่ง กล้าที่จะให้ 2

เนื่องจากเราสมัครหลังวันที่ 20 ก.ค. 61 จึงไม่สามารถเลือกให้ส่งเสื้อทางไปรษณีย์ได้ เราจึงต้องไปรับเสื้อและเหรียญที่กิจกรรม Kick off ซึ่งจัดที่สวนลุมพินี วันที่ 26 กรกฎาคม 61 เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งในเวปไซท์ได้บอกไว้แค่ว่า รับเสื้อและเหรียญ ส่วนกิจกรรม Kick off เราเข้าใจเอาเองว่า คงมีการจัดซุ้มอะไรบางอย่างให้ร่วมสนุกสนาน เราก็แค่ไปรับเสื้อและเหรียญกลับบ้านไปเป็นที่ระลึกก็พอ แต่เราก็คิดว่าไหนๆก็ไปสวนลุมแล้ว เตรียมชุดไปวิ่งต่อเลยก็น่าจะดี กลายเป็นว่าพอไปถึง เจ้าหน้าที่แจกแต่เสื้อ ไม่แจกเหรียญ บอกว่าต้องร่วมวิ่ง 5 กิโลเมตรก่อน ถึงค่อยได้รับเหรียญ เราก็แอบเคืองๆนิดหนึ่งว่า ในเวปไซท์ ไม่เห็นบอกว่าต้องเข้าร่วม บอกแค่ให้มารับเสื้อและเหรียญเท่านั้น ว่ากันตามจริงแล้ว เราจะขอรับไปเลยก็ได้ แต่ก็เห็นว่าเราเองก็เตรียมชุดมาแล้ว จึงยอมเข้าร่วม ไปเปลี่ยนเสื้อมา เสื้อก็ตัวใหญ่กว่าที่ลงทะเบียนไว้พอสมควร แต่ชอบคำพูดข้างหลังเสื้อที่สกรีนคำว่า “Dare to move” ใหญ่ๆเอาไว้มากกว่า เป็นพลังให้ใจได้ดี

109 กล้าที่จะวิ่ง กล้าที่จะให้ 3

ก่อนการปล่อยตัวทางผู้จัดได้แจ้งว่าจะปล่อยตัวตามสีบิบที่ได้รับ ดูลักษณะงานเหมือนทางผู้จัดเกณฑ์พนักงานมาเข้าร่วมเยอะพอสมควร และเป็นการจัดกิจกรรมภายในบริษัทด้วย จึงมีการแยกสีเหมือนกีฬาสี ปล่อยตัวตามสี เพื่อป้องกันคนไปวิ่งออหรือเบียดกัน พนักงานเองก็ดูตื่นเต้น ทำให้คึกคักกันน่าดู ซึ่งก็เป็นบรรยากาศงานที่น่ารักดีนะคะ

นอกจากนี้ทางผู้จัดยังแจ้งว่า นักวิ่งที่วิ่งเข้าเส้นชัยก่อน อันดับที่ 1 – 20 แยกชายหญิง (จำอันดับไม่ได้ว่ามีแจกกี่อันดับ แต่คุ้นๆว่าประมาณนี้) จะได้รับผ้าขนหนูเพิ่มอีกคนละหนึ่งผืน อันนี้ก็แอบน่าสนใจ เราก็ประเมินคนมาร่วมวิ่ง ดูเป็นพนักงานในบริษัทซะเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่นักวิ่งขาวิ่งแบบเรามากนัก เลยคิดว่าน่าจะมีโอกาสคว้าผ้าขนหนูมาเล่นๆ จริงๆก็แค่เพิ่มกำลังใจในการวิ่งให้มีมากขึ้นกว่าเดิมอีกเล็กน้อย พอปล่อยตัวเราก็สับขาเลย แค่ 5 กิโลเมตร วิ่ง 2 รอบสวนลุมเอง สำหรับเราสบายมาก และก็เป็นไปตามคาด เราเข้าเป็น 1 ใน 20 คนที่ได้รับผ้าขนหนูไปตามระเบียบ

109 กล้าที่จะวิ่ง กล้าที่จะให้ 6

หลังจากเข้าเส้นชัย ได้รับเหรียญแล้วก็รู้สึกร้อนมาก เดินหาน้ำมาดื่มแล้วก็เหลือบไปเห็นมีไอสกรีมแท่งรสชาเย็นที่เราโปรดปรานด้วย เลยคว้ามาทานสองแท่ง ส่วนของกินเป็นอะไรเราก็จำไม่ได้แล้ว จำได้แค่ว่าได้ทานจนอิ่ม แล้วค่อยกลับบ้านอย่างสบายท้อง

109 กล้าที่จะวิ่ง กล้าที่จะให้ 7

การวิ่งระยะทาง 5.32 กิโลเมตรวันนี้ ใช้เวลาไปเพียง 31.06 นาที ความเร็วเฉลี่ย 5.51 นาทีต่อกิโลเมตร ความเร็วนี้เพราะผ้าขนหนูเลยนะเนี่ย

109 กล้าที่จะวิ่ง กล้าที่จะให้ 8

การเก็บระยะทางของงานนี้ทำได้ง่าย เพียงแค่ไปทำการเชื่อมต่อระหว่างแอพพลิเคชัน Healthy Living กับแอพพลิเคชันที่เพื่อนๆใช้วิ่งเก็บระยะที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ซึ่งเราใช้ Endomondo เชื่อมกับนาฬิกา Garmin อยู่แล้ว และเพียงเข้าไปกดร่วม Challenge ใน Endomondo เมื่อเราทำการซิงค์ข้อมูลจากนาฬิกาลง Endomondo ระยะทางรวมไม่ว่าจะเป็นวิ่ง Outdoor หรือ Indoor ก็จะไปอัพเดทใน Challenge อัตโนมัติ สบายมากๆเลยค่ะ

109 กล้าที่จะวิ่ง กล้าที่จะให้ 9

จากวันที่ 26 กรกฎาคม 61 มาจนถึงวันนี้ที่จบโครงการคือวันที่ 25 ตุลาคม 61 เราวิ่งได้ระยะทาง 627 กิโลเมตร และมันจะกลายเป็นเงิน 627 บาทที่มูลนิธิคนพิการไทยจะได้รับไป รวมกับเงินอีก 100 บาท ค่าสมัคร ก็จะเป็น 727 บาท แม้จำนวนเงินจะดูเล็กน้อย แต่เมื่อมันมาจากน้ำพักน้ำแรงของเราแล้ว เราว่ามันมีคุณค่าทางจิตใจมหาศาล จนประมาณไม่ได้ ส่วนตัวเราเองไม่เคยร่วมวิ่งเพื่อเก็บระยะแลกเป็นเงินแบบนี้ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก จึงรู้สึกภูมิใจไม่ใช่น้อย และถ้าหากเงินก้อนเล็กๆก้อนนี้ ไปรวมกับเงินก้อนเล็กๆก้อนอื่นจากนักวิ่งที่เข้าร่วมจำนวน 20,000 กว่าคน มันก็คงเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลย และคงยิ่งมีคุณค่ามากขึ้นไปอีกหากได้กระจายไปให้กับคนที่มีความเดือดร้อนและต้องการใช้มันจริงๆ

109 กล้าที่จะวิ่ง กล้าที่จะให้ 10

หากดูตามลำดับใน Endomondo แล้ว ก็ถือว่าเราอยู่ลำดับต้นๆเลย คืออันดับที่ 1208 จากนักวิ่งทั้งหมด 20,000 กว่าคน นับถือคนที่ได้อันดับ 1 ที่วิ่งไปได้ 2,600 กว่ากิโลเมตร ในเวลาเพียง 2 เดือน คงจะเป็นนักกีฬามืออาชีพแน่ๆเลย ขอปรบมือให้กับความทุ่มเทของนักวิ่งทุกคนมา ณ โอกาสนี้ค่ะ

แม้จะจบไปอีกหนึ่งงาน และจะมีงานอื่นๆตามมาอีกมากมาย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีโอกาสเข้าร่วมงานวิ่งการกุศลลักษณะนี้ รับรองว่าเราไม่พลาดแน่นอน

ขอให้เพื่อนนักวิ่งได้ใช้แรงจากขาของเราสร้างโอกาสให้กับผู้อื่นกันมากๆนะคะ

25 ตุลาคม 61

การออกกำลังก็เหมือนการดูแลความรัก ไม่ต้องจัดหนักแต่ต้องสม่ำเสมอ

มาอีกแล้วกับงานวิ่งที่ลงวิ่งเพราะอยากได้เหรียญ ไม่มีเหตุผลใดๆทั้งสิ้น นอกจากวันอาทิตย์ได้หยุด และควรจะหางานวิ่งสักงานเข้าร่วม และก็พอดีที่งานนี้มีเหรียญรูปทรงเก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร
งานวิ่งนี้มีชื่อว่า “CUCA Run” จัดโดยสมาคมศิษย์เก่าคอมพิวเตอร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีออแกไนซ์เซอร์ Fabmotion มาช่วยจัดงาน แรกๆงานนี้จะจัดที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ แต่มาแจ้งเปลี่ยนสถานที่จัดงานช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันงาน เพราะทางจุฬาฯต้องใช้พื้นที่คณะจัดงานอื่น เราเลยได้เริ่มต้นวิ่งจาก Stadium One แทน
จุดประสงค์ของงานนี้ก็เหมือนกับงานอื่นทั่วไปคือ ส่งเสริมให้คนมาออกกำลังกายแทนที่จะนั่งหน้าจอคอม รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะใช้เป็นทุนในการส่งเสริมกิจกรรมและการวิจัยด้านคอมพิวเตอร์
เราต้องไปรับเสื้อวิ่งก่อนวันงาน 1 วัน แรกๆไม่รู้จัก Stadium One ว่าอยู่ตรงไหน รู้แต่เดินจากรถไฟฟ้าสนามกีฬาได้ แต่ไม่รู้ว่าไกลขนาดไหน จริงๆแล้วก็ไม่กี่ร้อยเมตรเองค่ะ

เมื่อเสื้อพร้อม บิบพร้อม ก็เตรียมตัวนอนให้พอ ถึงวันงานตื่นมาทำกิจวัตรเช่นทุกที เนื่องจากตื่นเวลาใกล้กับจะปล่อยตัวมากๆ เลยต้องรีบออกมาเรียกแท๊กซี่ จากบ้านไปถึงสถานที่จัดงานก็แค่ 10 นาที แต่ตอนจะหยิบเงินจ่ายค่าแท๊กซี่ถึงเพิ่งรู้ตัวว่า ลืมเอากระเป๋าเงินมา ล้วงๆควักๆหาเหรียญในกระเป๋าอยู่นานรวบรวมมาได้ 45 บาท แต่มิเตอร์โชว์ 50 บาท พี่แท๊กซี่ใจดีบอกไม่เป็นไร เราก็เลยขอบคุณยกใหญ่ ก่อนวิ่งหน้าตั้งไปฝากกระเป๋า แล้วอบอุ่นร่างกาย จริงๆเราขอเบอร์บัญชีพี่เค้าเพื่อโอนเงินให้ ขอยังไงก็ไม่ยอมให้แถมบอกอีกว่า สามร้อยก็เคยเจอมาแล้ว เราก็บอกไม่ได้สิ ของมันต้องจ่าย พี่เค้าก็ไม่ยอม สุดท้ายได้ให้เงินบ้างก็ยังดี ขอบคุณพี่แท๊กซี่ใจดีมากๆนะคะ

106 การออกกำลังก็เหมือนการดูแลความรัก 4

เมื่อถึงเวลาปล่อยตัวก็วิ่งไปตามที่ใจคิด มาวิ่งครั้งนี้กะว่าไปเรื่อยๆไม่มีแผน อยากเร็วก็เร่ง เหนื่อยก็ผ่อน ก็แค่นั้น ทำเหมือน Speed play หรือ Fartlek นั่นเอง พอไม่หวังผลใดๆ อะไรมันก็ผ่อนคลาย วิ่งมีความสุขมากๆจริงๆ

106 การออกกำลังก็เหมือนการดูแลความรัก 5

พอเข้าเส้นก็รับเหรียญตามระเบียบ เหรียญรูปแผ่นฟล็อปปี้ดิสก์ที่เด็กๆสมัยนี้คงไม่เคยเห็นของจริงแล้ว นอกจากรูปไอคอนตอนจะเซฟในการใช้งานไมโครซอฟท์
เราเดินหาของกินอยู่พักใหญ่กว่าจะเจอเต๊นท์อาหารซึ่งหลบไปอยู่ข้างหลังบริเวณที่เค้าจัดงาน ได้รับปูอัดมาชิ้นใหญ่ นอกนั้นเห็นเป็นขนมปังชิ้นเล็กๆ และดูจะถือทานยากเพราะเราต้องไปพาเพื่อนวิ่งต่อ เลยไม่รับแล้วไปหาเอาข้างหน้าดีกว่า

106 การออกกำลังก็เหมือนการดูแลความรัก 8

ผลการวิ่งก็เป็นไปอย่างน่าพอใจ อย่างที่บอกว่าไม่ได้คาดหวังอะไร เราเลยไม่มีอะไรต้องผิดหวัง วิ่งระยะแถมมากกว่าคนอื่นเค้า เพราะเราต้องแวะวิ่งออกนอกเส้นทางเข้าไปในสวนลุมเกือบถึงห้องสมุด เพื่อเอากระเป๋าเงินที่ฝากคนที่บ้านเอามาให้ โชคดีที่ที่บ้านมาออกกำลังที่สวนลุม และถึงเวลาใกล้ๆกับวิ่งมาถึงพอดี และเส้นทางวิ่งผ่านหน้าสวนลุมพอดี ไม่อย่างนั้นคงแย่ เพราะเราต้องไปทำธุระต่อ ซึ่งถ้าไม่มีเงินก็คงต้องกลับบ้านไปเอา ทำให้เสียเวลาออกไปอีก

106 การออกกำลังก็เหมือนการดูแลความรัก 9

เส้นทางวิ่งออกจาก Stadium one มาที่พระราม 4 แล้ววนซ้ายที่ราชดำริ วนซ้ายอีกทีไปทางสยาม แล้ววนซ้ายเข้าถนนพญาไท ตรงมาบุญครอง วิ่งข้ามสะพานลอยไปทางซอยจุฬาต่างๆ แล้วจึงเข้าเส้นชัย เส้นทางไม่วกวน เจ้าหน้าที่ปิดถนนได้ดี ดูแลความปลอดภัยดี อาจต้องมีกั้นนักวิ่งเพื่อให้รถวิ่งไปได้บ้างเป็นระยะๆ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าติดขัดอะไร

106 การออกกำลังก็เหมือนการดูแลความรัก 10

ความเร็วในการวิ่งก็ออกแนวสม่ำเสมอในแต่ละกิโลเมตร คือ 6:00 นาที มีเดินรอที่บ้านเอากระเป๋ามาให้ช่วงกิโลเมตรที่ 4

106 การออกกำลังก็เหมือนการดูแลความรัก 11

มีความชันนิดหน่อยช่วงแรกเพราะมีวิ่งเข้าไปตรงอุทยาน 100 ปีจุฬา ซึ่งเป็นทางวิ่งขึ้นลงเนิน และยอดท้ายๆก็คือวิ่งขึ้นสะพานลอยนั่นเอง

106 การออกกำลังก็เหมือนการดูแลความรัก 12

อากาศกำลังดีคือ 27 ถึง 30 องศาเซลเซียส ซึ่งเราชอบช่วงนี้มากจริงๆ ส่วนโซนหัวใจก็ตกโซน 4 เป็นส่วนใหญ่ค่ะ

106 การออกกำลังก็เหมือนการดูแลความรัก 13

สรุปงานวิ่งวันนี้ก็เหมือนทุกที ทุกทีในที่นี้คือความรู้สึกดีที่ได้ตื่นและลุกขึ้นมาวิ่ง ต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลกที่มักจะหนาแน่นหน่อยในยามเช้าวันอาทิตย์ที่พระอาทิตย์ยังไม่ยอมลุกขึ้นจากที่นอนเหมือนกัน เหมือนกับเวลาที่เราได้บอกกับร่างกายตัวเองว่า “มาเถอะมารับสิ่งดีๆ นี่คือความรักที่ฉันอยากจะมอบให้เธอ”
การวิ่งก็เหมือนการดูแลความรัก ไม่ต้องจัดหนักแต่ต้องสม่ำเสมอ
ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีความสม่ำเสมอในการมอบความรักให้กับร่างกายกันนะคะ
9 ก.ย. 61

การเดินไม่น่าอาย หากร่างกายเรายังไม่พร้อม

หลังจากไปเป็น Pacer ให้กับงานธัญญรักษ์มินิมาราธอนช่วงเช้า ช่วงบ่ายแม้จะมีสมัครงานวิ่งไว้ก่อนหน้างาน Pacer แต่เราก็ขอมาร่วมงานช่วงบ่าย ไม่ว่าร่างกายจะเป็นอย่างไร เพราะสาเหตุของการร่วมงานนี้ก็คือเสื้อและเหรียญที่สวยงาม เสื้อวิ่งนี่ไม่เท่าไหร่ แต่การจะได้เหรียญสวยๆมา ก็ต้องเข้าร่วมเท่านั้น แต่เพื่อความชัวร์ว่าจะมีคนสานต่อระยะทางของเรา ในกรณีที่เราไปต่อไม่ไหวจริงๆ ก็เลยชวนเพื่อนปุ้ย ผู้ซึ่งยอมเป็นลูกศิษย์ให้เราจัดโปรแกรมซ้อมให้มาวิ่งด้วยกัน เพื่อนปุ้ยรับคำอย่างว่าง่าย หรือเลี่ยงไม่ได้ก็ไม่รู้ ไม่ถามซ้ำ รีบนัดเลย

งานที่กล่าวถึงนี้คืองาน Coffee Run ซึ่งจัดโดยทีมงานรันลา ที่ชอบเพราะออกแบบธีมงานได้น่ารัก เสื้อสีน้ำตาลกาแฟ ให้แก้วกาแฟคนละใบ เหรียญสีกาแฟ รับสมัคร 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะอเมริกาโน่ (10K) ระยะมอคค่า (5K) และระยะลาเต้ (2.5K) แค่ตั้งชื่อก็แนวแล้ว รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้โรงพยาบาลแม่สะเรียง สถานที่จัดงานใกล้ๆบ้านคือสวนลุมพินี เวลาปล่อยตัวคือบ่ายสี่โมงเย็น

105 การเดินไม่น่าอาย หากร่างกายเรายังไม่พร้อม 2

เราวิ่งจบจากงานตอนเช้า กลับบ้านไปนอนพักได้ไม่นาน ก็ต้องออกมาทำธุระ แล้วค่อยไปเจอกับปุ้ยที่งานเลย ช่วงบ่ายสี่ แดดยังส่องแสงเปรี้ยงสร้างความอบอ้าวอยู่เลยแต่ก็คิดว่า เอาน่า วันนี้ต้องวิ่งให้ได้อย่างน้อย 15 กิโลเมตรตามที่ตั้งใจไว้ เพราะกะจะส่งผลวิ่งให้งาน Virtal run อีกงานด้วย แต่เพื่อความชัวร์ เผื่อว่าวิ่งไม่จบ เลยให้บิบกับปุ้ยไว้ ให้ปุ้ยวิ่งเป็นหลัก เราจะหยุดเมื่อไรก็เมื่อนั้น

เมื่อถึงเวลาปล่อยตัว เราก็ออกวิ่งไปพร้อมๆกับปุ้ย ใช้ความเร็วของปุ้ยเป็นหลัก เนื่องจากเป็นวันซ้อมโซน 2 ของปุ้ย ความเร็วจึงอยู่ในช่วงที่ช้ามากๆ แต่เราก็บอกปุ้ยแล้ว ไม่ไหวให้เดิน เริ่มต้นเราจึงไปด้วยกัน วิ่งเหยาะๆไปเรื่อยๆ ชวนปุ้ยคุยเรื่อยเปื่อย พอเสียงเพื่อนเริ่มหอบถี่ ก็ถามว่าจะเดินไหม คำตอบคือเดิน เพราะมองนาฬิกาแล้ว หัวใจพุ่งไปโซน 4 เรียบร้อย ด้วยเพื่อนปุ้ย ไม่ค่อยได้ออกมาวิ่ง Outdoor จึงทำให้ไม่ค่อยได้เจออากาศร้อนเช่นนี้ซึ่งมีผลในการกระตุ้นหัวใจมากขึ้น เราจึงบอกปุ้ยว่าให้จับความรู้สึกเป็นหลัก ให้ใช้ความรู้สึกเหนื่อยน้อยๆเป็นสำคัญ

105 การเดินไม่น่าอาย หากร่างกายเรายังไม่พร้อม 3

วิ่งไปๆเรื่อยๆเจอพี่พงษ์แห่ง Papa Colorful เรียก เลยได้ภาพสวยๆกันมาอีกชุด

105 การเดินไม่น่าอาย หากร่างกายเรายังไม่พร้อม 4

เราวิ่งๆไปได้ครบ 4 กิโลเมตร ก็ปล่อยปุ้ยวิ่งต่อไปให้จบงาน ส่วนเราก็เดินๆคลานๆไปตามประสาจนกว่าจะครบ 5 กิโลเมตร

105 การเดินไม่น่าอาย หากร่างกายเรายังไม่พร้อม 5

ปุ้ยวิ่งเข้าเส้นแล้วก็เลยไปรับเหรียญมาให้ สวยงามตามประสางานเล็กๆ เหรียญมีด้านเดียวค่ะ

105 การเดินไม่น่าอาย หากร่างกายเรายังไม่พร้อม 6

105 การเดินไม่น่าอาย หากร่างกายเรายังไม่พร้อม 7

เสร็จแล้วก็เลยไปรับอาหารมานั่งทานกัน เรารับข้าวเหนียวหมูมา กลายเป็นว่ามีกลิ่นออกจะเสียแล้วเลยไม่ได้ทาน ดื่มแต่น้ำเอา จะเอาของที่ฝากไว้ก็แถวยาวมาก ด้วยระบบวางของที่ไม่ดี น่าผิดหวังกับผู้จัดที่มีประสบการณ์ พี่พงษ์เดินเลยผ่านมาเลยเก็บรูปให้เพิ่มเติม เป็นรูปได้เหรียญมาเพราะเพื่อนช่วยซะด้วยนะ

105 การเดินไม่น่าอาย หากร่างกายเรายังไม่พร้อม 8

กิจกรรมทั้งยามเช้าและบ่ายวันนี้ได้สอนให้รู้ว่า การเดินไม่น่าอาย หากร่างกายเรายังไม่พร้อม

วิ่งตอนร่างกายไม่ยอม คือความพร้อมต่อการบาดเจ็บ สุขสันต์วันร่างกายเพลียแต่ไม่เจ็บละกันนะคะ

ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีร่างกายที่พร้อมในวันหนักๆกันนะคะ

24 มิ.ย. 61

ท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบค้างไว้สำหรับนักวิ่ง

การยืดกล้ามเนื้อแบบค้างไว้จะช่วยให้กล้ามเนื้อที่ตึงตัวสูงขึ้นหลังการวิ่งได้คลายตัวลง และลดการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นกับการวิ่งครั้งต่อไปได้ ควรยืดกล้ามเนื้อเทคนิคนี้หลังการออกกำลังกายเสร็จแล้วนะคะ หากยืดก่อนอาจจะทำให้สมรรถภาพลดลง ควรยืดแบบเคลื่อนไหวก่อนการออกกำลังกายแทนค่ะ หลักการยืดก็ทำได้ง่ายๆค่ะ คือยืดแต่ละท่าไปให้ถึงจุดที่รู้สึกตึงเต็มที่ ไม่ให้ยืดมากจนรู้สึกปวดนะคะ แล้วค้างไว้อย่างน้อย 30 วินาที ทำแค่ครั้งเดียวต่อท่าต่อข้างก็ถือว่าเพียงพอแล้วค่ะ หรือถ้ามีเวลา ก็สามารถทำได้มากกว่านี้ค่ะ ท่ายืดกล้ามเนื้อจริงๆแล้วมีหลายท่ามาก แต่ท่าที่เลือกมานี้ เพื่อนๆสามารถทำที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วย โดยเฉพาะเมื่อต้องออกไปวิ่งข้างนอกบ้าน สามารถทำได้เลยค่ะ มาดูท่ายืดกันค่า

ท่าที่ 1 ท่ายืดกล้ามเนื้อน่อง

ท่านี้จะตึงที่กล้ามเนื้อน่อง ช่วยป้องกันการเป็นรองช้ำ เอ็นร้อยหวายอักเสบได้ค่ะ

93 ท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบค้างไว้ 1

วิธีทำ หาพื้นที่มีขอบสูงเล็กน้อย แล้ววางจมูกเท้าลงบนขอบ เข่าเหยียดตรง ค่อยๆทิ้งน้ำหนักตัว ให้ส้นเท้าวางลงติดพื้นข้างล่าง เพื่อนๆจะรู้สึกตึงที่น่อง หากไม่ตึงมาก ให้ค่อยๆโน้มตัวมาทางด้านหน้า เพื่อยืดน่องมากขึ้น

ท่าที่ 2 ท่ายืดเอ็นร้อยหวาย

ท่านี้จะตึงที่เอ็นร้อยหวายขึ้นไปถึงกล้ามเนื้อน่อง ช่วยป้องกันการเป็นรองช้ำ และเอ็นร้อยหวายอักเสบได้เช่นกันค่ะ

93 ท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบค้างไว้ 2

วิธีทำ หาพื้นที่มีขอบสูงเล็กน้อย แล้ววางจมูกเท้าลงบนขอบ งอเข่า ค่อยๆทิ้งน้ำหนักตัว ให้ส้นเท้าวางลงติดพื้นข้างล่าง เพื่อนๆจะรู้สึกตึงที่เอ็นร้อยหวาย หากไม่ตึงมาก ให้ค่อยๆโน้มตัวมาทางด้านหน้า เพื่อยืดเอ็นร้อยหวายมากขึ้น

ท่าที่ 3 ท่ายืดกล้ามเนื้องอสะโพกและเข่า

ท่านี้เป็นท่ายืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า และกล้ามเนื้อสะโพกด้านหน้า นอกจากจะช่วยป้องกันการอักเสบที่กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและกล้ามเนื้อสะโพกด้านหน้าแล้ว ยังช่วยให้จังหวะการถีบขาไปด้านหลังตอนวิ่งทำได้ดีอีกด้วย

93 ท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบค้างไว้ 3

วิธีทำ ยืนแยกขาหน้าหลังให้กว้าง ปลายเท้าชี้ไปข้างหน้า ค่อยๆย่อเข่าลงทั้งสองข้าง โดยที่เข่าของขาหน้าไม่เลยปลายเท้า ชี้ตรงไปด้านหน้า ส่วนเข่าหลังอาจแตะพื้นหรือไม่แตะก็ได้ ให้คุมลำตัวให้ตรงไว้ตลอดเวลา ท่านี้เพื่อนๆจะตึงที่ขาหนีบด้านหน้าและต้นขาหน้าค่ะ

ท่าที่ 4 ท่ายืดกล้ามเนื้อเหยียดเข่า

ท่านี้จะตึงที่กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าซึ่งเป็นกล้ามเนื้อสำคัญที่ใช้รับแรงกระแทกเวลาเพื่อนๆวางเท้าลงตอนวิ่ง ดังนั้นจึงช่วยป้องกันการเกิดการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าได้ค่ะ

93 ท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบค้างไว้ 4

วิธีทำ ยืนตรง ปลายเท้าชี้ไปข้างหน้า งอเข่าข้างหนึ่งขึ้น ใช้มือข้างที่งอเข่าจับที่หลังเท้า หรือจะใช้อีกมือช่วยจับด้วยก็ได้ ค่อยๆดึงส้นเท้าเข้าหาก้น จนรู้สึกตึงที่ต้นขาด้านหน้า

ท่าที่ 5 ท่ายืดกล้ามเนื้องอเข่า

ท่านี้จะตึงที่กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง บางคนจะตึงถึงน่อง และหลังส่วนล่าง ซึ่งนอกจากจะป้องกันการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังแล้ว ยังป้องกันการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อน่อง และหลังส่วนล่างได้ด้วย รวมไปถึงทำให้การก้าวขาไปข้างหน้าทำได้ในพิสัยการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้น

วิธีทำ ยืนตรง ปลายเท้าชี้ไปข้างหน้า เหยียดขาข้างหนึ่งวางส้นเท้าไปข้างหน้า กระดกข้อเท้าปลายเท้าชี้ขึ้น ย่อเข่าหลังลง จะรู้สึกตึงที่กล้ามเนื้อต้นขาหลังของขาหน้า ยิ่งย่อมากยิ่งตึงค่ะ

ท่าที่ 6 ท่ายืดกล้ามเนื้อขาหนีบด้านใน

ท่านี้จะตึงที่ด้านในต้นขา เป็นท่าที่ป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อต้นขาด้านในได้ กล้ามเนื้อต้นขาด้านในที่มีความยาวกล้ามเนื้อปกติจะช่วยให้กล้ามเนื้อสะโพกทำงานตอนเหยียบลงบนขาตรงๆทำงานในตอนวิ่งได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

93 ท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบค้างไว้ 7

วิธีทำ ยืนตรง ก้าวเท้าออกไปทางด้นข้างให้มากที่สุด ย่อเข่าข้างที่ยืนเป็นหลักลงจนรู้สึกตึงที่กล้ามเนื้อต้นขาด้านในของขาข้างที่ก้าวออกไป ยิ่งย่อลงมากจะยิ่งตึงค่ะ

ท่าที่ 7 ท่ายืดกล้ามเนื้อขาหนีบด้านในและกล้ามเนื้องอเข่า

ท่านี้ช่วยยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านในและด้านหลัง ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ช่วยปรับสมดุลการวางเท้าและขาให้มั่นคงค่ะ

93 ท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบค้างไว้ 8

วิธีทำ ก้าวเท้าออกไปทางด้นข้างให้มากที่สุด กระดกข้อเท้าชี้ปลายเท้าขึ้น ย่อเข่าข้างที่ยืนเป็นหลักลงจนรู้สึกตึงที่กล้ามเนื้อต้นขาด้านในและด้านหลังของขาข้างที่ก้าวออกไป ยิ่งย่อลงมากจะยิ่งตึงค่ะ

ท่าที่ 8 ท่ายืดกล้ามเนื้อข้างสะโพกและสีข้าง

และท่าสุดท้าย คือท่ายืดกล้ามเนื้อสะโพกด้านนอก พร้อมกับกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างด้านข้าง ขึ้นไปจนถึงสะบักและต้นแขนค่ะ นอกจากช่วยป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อดังกล่าวแล้ว ยังช่วยให้การวางเท้ามั่นคงด้วยค่ะ

93 ท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบค้างไว้ 9

วิธีทำ ยืนหันด้านข้างเข้าหากำแพงหรือต้นไม้ ไขว้ขาข้างที่อยู่ด้านชิดกำแพงมาด้านหน้า ขาข้างที่ห่างกำแพงจะอยู่ด้านหลัง ค่อยๆเอียงตัวใช้มือใกล้กำแพงแตะกำแพงไว้ และอ้อมมืออีกข้างข้ามศีรษะจนมาแตะกำแพงได้ ใช้มือข้างที่อยู่ใกล้กำแพงดันสะโพกออกห่างกำแพง โดยตัวอกยังเปิดตรงไปด้านหน้า ไม่บิดตัว เพื่อนจะตึงที่สีข้างด้านตรงข้ามกับกำแพง

จริงๆแล้วยังมีท่ายืดกล้ามเนื้อแบบคงค้างไว้อีกมากมาย เพื่อนๆลองเลือกไปทำสลับกันไปก็ได้นะคะ เวลาในการยืดกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกายนี้ ควรเป็น 10 – 30 นาทีค่ะ นักวิ่งระดับมืออาชีพบางคนใช้เวลาเกินกว่า 30 นาทีด้วยซ้ำ ควรทำให้เป็นนิสัย เหมือนปลาขาดน้ำไม่ได้ นกขาดฟ้าไม่ได้ นักวิ่งขาดการวิ่งไม่ได้ ยังไงยังงั้นเลยค่ะ

ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีความยืดหยุ่นที่ดีเพื่อพร้อมกับการฝึกซ้อมทุกรูปแบบกันนะคะ

ขอบคุณรูปสวยๆจาก Papa Colorful ด้วยนะคะ

ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย

หลังจากการรอคอยอันยาวนาน 3 ปี ในที่สุดเราก็สามารถทำตามความฝันอีกหนึ่งอย่างได้แล้ว นั่นก็คือได้วิ่งเป็นเพื่อนกับคนตาบอด เราลงสมัครงานวิ่ง Run for the Blind ปีนี้เป็นปีที่ 3 แล้ว แต่เพิ่งจะมีโอกาสวิ่งครั้งแรก เพราะ 2 ปีก่อนหน้าเราป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล ไม่สามารถเข้าร่วมงานได้ ปีนี้จึงเฝ้าระวังตัวเอง ไม่ให้เป็นอะไรอีก แต่ก็เหมือนฟ้าแกล้งที่ 5 วันก่อนวันวิ่งเริ่มมีอาการหวัด แต่ก็หายได้ทัน โชคดีไป

งาน Run for the Blind จัดขึ้นมาครั้งที่ 6 แต่ปีที่ 3 แล้ว จัดโดยกลุ่มอาสา Fokon ล้วนๆ และจัดกันเองด้วย ไม่พึ่งออแกไนซ์แต่อย่างใด รายได้จากการจัดงาน จะนำไปจัดซื้ออุปกรณ์กีฬาให้กับผู้พิการทางสายตา โดยจัดให้มีการวิ่ง 2 ระยะ คือ 5 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร โดยแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ

  1. Group A Guide Runner จูงคนตาบอดวิ่ง5 กม.
  2. Group B Guide Runner จูงคนตาบอดวิ่ง10 กม.
  3. Group C วิ่งเดี่ยวหรือ จับคู่ปิดตาวิ่ง 5 กม.
  4. Group D วิ่งเดี่ยวหรือ จับคู่ปิดตาวิ่ง 10 กม.

รางวัลมีให้เฉพาะคู่ปิดตาวิ่งเท่านั้น เราเลือกสมัครประเภทที่ 2 คือ 10 กิโลเมตรจูงคนตาบอดวิ่ง จึงต้องจ่ายเงินเผื่อคู่ตัวเองด้วย เนื่องจากงานนี้ผู้พิการทางสายตาวิ่งฟรี โดยที่คู่วิ่งจะได้รับเสื้อวิ่ง และเหรียญเหมือนกับเรา ส่วนคนที่ลงสมัครแบบธรรมดา ราคา 500 บาท และสามารถจับคู่ปิดตาวิ่งได้ เพื่อจะได้ลิ้มลองการวิ่งในโลกมืด ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง ใครวิ่งจบได้เวลาดีก็คู่ควรกับรางวัลค่ะ

เราได้รับเสื้อก่อนหน้าวันจริง 2 วัน เราโทรถามวันจันทร์ พบว่าเจ้าหน้าที่กำลังจะส่งให้วันอังคาร  ท่าทางจะยุ่ง พอได้เสื้อมาแล้วก็ชอบมาก ลักษณะเสื้อของงานนี้จะมีเชือกอยู่ทางด้านหน้าเพื่อใส่บิบสองรูบน และมีคลิปมาให้ แถมด้านข้างมีกระเป๋าให้ด้วย

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 2    99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 3

เรามีนัดกับกลุ่ม Runway ที่หน้างานตีห้า เริ่มมาจากคุณออยแห่งเพจ Oily’s story ไปช่วยถือป้าย Pacer แล้วเลยขออาสาสมัครไปช่วยงาน หลังจากนั้นก็มีหลายเสียงขอตามมาว่าจะไปช่วยงานด้วย พอเจอหน้ากัน คุณออยก็ช่วยแบ่งงาน ไปถือป้าย Pacer 5 และ10 กิโลเมตร เพซ 7:00 จำนวน 3 คน และอีก 5 คน ไปช่วยแจกเหรียญนักวิ่ง และงานนี้ยังมีพี่พงษ์แห่งเพจ Papa Colorful ขวัญใจสาวๆ Runway มาด้วย เพราะพวกเราจะได้รูปสวยๆกัน วันนี้เลยกลายเป็นวันนัดพบของกลุ่ม Runway อีกวาระหนึ่ง

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 4

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 5

งานวิ่งนี้มีวัฒนธรรมประจำงานอย่างหนึ่งคือ ก่อนปล่อยตัว จะให้นักวิ่งตั้งแถว 2 แถว หันหน้าเข้าหากัน และเอื้อมมือแตะกันด้านบนให้เป็นซุ้ม เพื่อให้เพื่อนๆนักวิ่งตาบอดได้เดินรอดซุ้มกันเป็นแถวเดี่ยวเป็นการต้อนรับ เราก็ไปยืนด้วย และรู้สึกดีใจที่ได้เห็นเพื่อนนักวิ่งตาบอดทุกคน

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 6

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 7

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 8

พอเวลาตีห้าครึ่งทางพิธีกรก็เรียกนักวิ่งตาดีให้มาจับคู่กับนักวิ่งตาบอด เราเองก็เดินงงๆอยู่พักหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะจับคู่ตรงไหน จนเดินมาเจอน้องๆติดบิบสีแดง กลุ่ม B ยืนอยู่ด้วยกัน หลายคนมีคู่แล้ว เราไปเจอน้องคนหนึ่งยืนท้ายแถวอยู่คนเดียว เลยเข้าไปทักทาย ถามชื่อน้อง น้องตอบมา “ชื่อสองครับ” อายุ 17 วิ่งมาได้ 3

ปี เป็นนักวิ่ง 100-400 เมตร สถิติ 100 เมตรคือ 14 วินาที เราก็คิด เอาแล้วไง เราจะคู่ควรน้องไหมนะ แต่น้องก็ตอบมาอย่างสุภาพว่า แต่ผมเพิ่งหายไข้ เป็นไข้มา 5 วัน ไม่ได้ซ้อมวิ่งมา 4 เดือน ไม่เคยวิ่ง 10K มาก่อน ไกลสุดน่าจะ 5K ตอนซ้อมวิ่ง และไม่เคยร่วมงานวิ่งมาก่อน ไม่เคยมี Guide runner มาก่อน ปกติวิ่งเองได้ เพราะตาบอดข้างเดียว อีกข้างมองเห็นประมาณ 60% น้องจึงไม่ได้ใช้ Guide runner จากข้อมูลที่ได้มา เราไม่แน่ใจว่าเราจะใช่คู่ที่ควรค่าน้องหรือเปล่า แต่มองซ้ายมองขวาก็ไม่มีใครแล้ว เลยถามน้องเค้าว่า เอางี้ ตั้งใจแข่งหรือทำเวลาหรือเปล่า เพราะถ้าอย่างนั้นน่าจะต้องหาคู่ให้ใหม่ที่วิ่งได้เร็ว เพราะเราวิ่งได้เร็วสุดก็ 60 นาที จากสภาพร่างกายในปัจจุบัน แต่น้องก็ตอบมาว่าไม่แข่งครับ ผมไม่รู้ว่าจะวิ่งไหวไหม ก็เลยโอเค มาลองดูละกัน

พอตอนปล่อยตัว 6 โมงเช้า ก็เลยออกวิ่งไปพร้อมกัน เราต้องคอยบอกน้องว่าช้าๆหน่อย ให้พยายามเกลี่ยแรง ที่เคยชินกับการวิ่งเร็ว ให้ช้าลงครึ่งหนึ่ง แต่คงด้วยความเป็นวัยรุ่น และเป็นนักวิ่งระยะสั้น น้องก็อัดไปเลยช่วงแรกเพซ 6:30 ผ่านไป 1 กิโลเมตรแรกเสียงหอบน้องเริ่มมา จึงบอกน้องว่าเพิ่งโลแรกนะ ช้าลงหน่อยดีไหม น้องเป็นเด็กที่น่ารักมากตรงที่รู้จักร่างกายตัวเองดี น้องเห็นด้วย แถมบอกว่า วิ่งไกลนี่มันยากเหมือนกันนะครับ น้องวิ่งช้าลงมาที่เพซ 7:00 ตั้งแต่กิโลที่ 1-8 สำหรับเราเรียกได้ว่า เก่งมากแล้วสำหรับการวิ่งไกลสุดของน้องครั้งแรก เราเองก็จะคอยบอกความเร็วแต่ละกิโลให้น้องได้รู้ด้วย พร้อมกับบอกระยะทางให้ทุกกิโลเมตร พอบอกกิโลเมตรที่ 4 แล้วนะ น้องบอก “โห อีกตั้งไกล” เราก็ได้แต่บอกให้ค่อยๆเฉลี่ยแรงไปนะ

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 9

น้องขอปล่อยเชือกในช่วง 500 เมตรแรกเพราะบอกว่าไม่ถนัด เราสังเกตท่าวิ่งน้องคือ เอามือไว้ที่หน้าอก วิ่งลงปลายเท้า ตามลักษณะคนวิ่งเร็ว เลยถามน้องให้แน่ใจว่าเห็นทางหรือเปล่า น้องบอกเห็นทาง แต่ลานตาไม่กว้าง ทางขวาที่เป็นข้างตาบอดจะมองเห็นไม่หมด เราเลยวิ่งประกบขวา และปล่อยน้องวิ่งไป คอยบอกน้องเป็นระยะว่า มีคนเดินข้างหน้า ให้ช้าลง หลบมาทางขวา วิ่งตรง ซึ่งน้องก็ทำตามตลอด มีเหมือนเกือบจะวิ่งชนคนบ้าง เพราะกะความเร็วไม่ถูก แต่เราก็ดึงหลบได้ทัน ถือว่าน้องเก่งมากที่สามารถวิ่งได้ในเส้นทางข้างนอก ที่มีคนเยอะแยะ เราคิดว่าน้องคงเห็นทางชัด แต่พอขอ Facebook น้อง และหาชื่อน้องไม่เจอ น้องขอเอาไปดูให้ กลายเป็นว่าน้องต้องเอามือถือไปจ่อใกล้ตามาก จนเราห่วงว่าจะวิ่งสะดุด เลยยิ่งทึ่งกับน้องมากขึ้นอีก

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 10

เจ้าหน้าที่ที่จุด Checkpoint พอเห็นเราไม่จับเชือกกัน เลยแจ้งว่าตอนเข้าเส้นชัยให้จับเชือกด้วย เท่าที่สังเกต เจ้าหน้าที่จะคอยเชคเบอร์วิ่งของน้องเวลาวิ่งวนครบหนึ่งรอบ น้องคอยถามเราเกี่ยวกับเรื่องงานวิ่ง เช่น จุด Checkpoint คืออะไร ในงานนี้ทำไมให้ยางต่างสีกันตามรอบ เหลือง เขียว แดง น้ำเงิน ทำไมแถวนี้คนเดินเยอะ วิ่งไกลๆต้องวางกลางเท้าใช่ไหม ที่นี่รอบหนึ่งกี่กิโล ทำไมมีจุดให้น้ำหลายจุด เพราะน้องไม่ดื่มน้ำถ้าไม่รู้สึกว่าเหนื่อยสุด เราก็คอยบอกคอยเล่าเท่าที่รู้

เราเองก็ถามเรื่องราวเกี่ยวกับน้องไปด้วย น้องเป็นคนร้อยเอ็ด มาอยู่โรงเรียนที่ปากเกร็ด ชอบเล่นกีฬาอันดับหนึ่ง อันดับสองยกให้เรื่องเครื่องเสียง อันดับสามยกให้กับดนตรี น้องศึกษาเรื่องเครื่องเสียงเพิ่มเติมเองจากยูทูบ ส่วนดนตรีก็สามารถตีกลองได้ จริงๆก็เล่นเครื่องดนตรีได้เกือบหมด เพราะฝึกมาแต่เด็ก กีฬานอกจากวิ่งแล้วก็เล่นยูโดได้ด้วย น้องลองเล่นกีฬาทุกอย่าง เรียนรู้ทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิต เช่น การนวด น้องบอกว่า ลองเรียนหมดครับ มีอะไรก็เรียนไปให้รู้หมด อย่างเรื่องเครื่องเสียงเนี่ย ตอนวิ่งเข้าใกล้เส้นชัยน้องสามารถบอกได้ว่าลำโพงที่ทางงานใช้อยู่นั้น มีขนาดกี่ดอกกี่นิ้ว (ภาษาเครื่องเสียง) นี่ไง คู่วิ่งเราวันนี้ ไม่ธรรมดานะ ใช้เวลาชีวิตคุ้มค่า และเก่งรอบด้านจริงๆ

พอวิ่งมารอบสุดท้าย น้องก็ขอเดิน เพราะรู้สึกว่าเหนื่อย และเหมือนน่องจะเป็นตะคริว น้องต้องไปตีกลองในงานต่อ และต้องกลับไปซ้อมยูโดด้วย เราก็โอเค เดินเป็นเพื่อนน้อง แล้วก็คุยกันไปเรื่อยๆ น้องถามถึงเส้นชัยว่าเลยสะพานไปใช่ไหม แต่เราบอกว่าก่อนถึงสะพาน แล้วตกลงกันว่าจะวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยกัน ระหว่างนั้น น้องก็หยุดยืดกล้ามเนื้อเป็นระยะๆ

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 11

พอถึงทางวิ่งที่ตรงสู่เส้นชัย เราก็พากันวิ่งเข้าเส้นอย่างรวดเร็ว หรือน้องพาเราวิ่งก็ไม่รู้ ตรงบริเวณเส้นชัยจะวางกระดาษฟลอยด์ไว้ใต้พรม เพื่อให้มีเสียงเวลานักวิ่งตาบอดเข้าเส้นชัย จะได้รู้ว่าถึงแล้วนั่นเอง มีเจ้าหน้าที่นำเหรียญเข้ามาให้เราสองคน และแจกถุงผ้าคนละใบ เรายื่นให้น้องแล้วบอกให้ใส่เหรียญเข้าไป จะได้ไม่หาย ยืนเก้ๆกังๆกันสักพักก็มีพี่ผู้ชายท่านหนึ่งเดินเข้ามาแนะนำตัวและแจ้งว่าเป็นครูของน้อง ขอพาตัวน้องไปพัก เราเลยร่ำลากันตรงนั้น และกำชับน้องว่าให้รับเป็นเพื่อนใน Facebook ด้วยนะ ในใจตั้งใจว่าจะหารูปวิ่งของน้องและซื้อให้น้องเป็นของขวัญสักรูปสองรูป
99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 12

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 13

เราคิดว่าทางงานแจกถุงผ้านักวิ่งทุกคนที่เข้าเส้นชัย แต่เห็นน้องๆบอกว่าให้สำหรับคนที่วิ่งเจ้ากลุ่มแรกๆ กระเป๋าผ้าเนื้อดี มีซิปด้านข้างด้วย ชอบมากค่ะ

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 14

ส่วนเหรียญเป็นสีดำขาว ขอบภาพคมชัดเจน สวยงาม น่าเก็บสะสมอีกเช่นเคย

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 15    99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 16

มาสรุปการวิ่งของเราสองคนวันนี้ดีกว่า จบระยะ 10.65 กิโลเมตรไปได้ด้วยเวลา 1:31:20 ชั่วโมง ความเร็วเฉลี่ย 8:34 นาทีต่อกิโลเมตร เส้นทางวิ่งรอบสวนรถไฟ 4 รอบ ความเร็วต่อกิโลเมตรช่วง 1-8 กิโลเมตรแรกๆอยู่ที่ 7:00 นาที ถือว่าน้องทำได้ดีเลย ส่วนหลังๆวิ่งๆเดินๆกันแล้ว นี่ถ้าน้องได้ฝึกอีกเล็กน้อย น่าจะจบเวลาได้สวยกว่านี้อีกมากค่ะ

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 17   99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 18

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 19

วันนี้เราวิ่งอยู่โซน 4 แบบสบายๆ ไม่เหนื่อยมาก อากาศดี อุณหภูทิอยู่ที่ 28-30 องศาเซลเซียส ไม่อบอ้าว ไม่ชื้น มีเนินขึ้นลงเล็กน้อยตามประสาสวนรถไฟค่ะ

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 20

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 21

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 22

จบการวิ่งวันนี้ด้วยความประทับใจน้องสองตรงที่เป็นคนใจเย็น ไม่ดูเลือดร้อนแบบวัยรุ่นทั่วไป เป็นผู้ใหญ่ อดทน เพราะคงผ่านอะไรในชีวิตมามากมาย แม้น้องจะมีความบกพร่องทางการมองเห็นมาแต่กำเนิด และแม้จะอยู่ในครอบครัวที่เลี้ยงดูเอาใจใส่ดี แต่ก็คงจะไม่ง่ายถ้าออกมาดำเนินชีวิตตามลำพังในโลกใบใหญ่ที่มองเห็นได้ไม่หมด นอกจากนี้ น้องสองยังรู้จักประมาณตัวเอง โดยสังเกตจากการพูดของน้องในแต่ละรอบว่า “โห ตอนนี้เหนื่อยแล้ว ขอช้าก่อน” หรือ “ไปต่อได้ครับ” และสุดท้ายที่ขอเดิน เพราะน้องอยากเก็บแรงขาไว้ทำอย่างอื่น ไม่มุทะลุ บ้าพลัง หรืออยากโชว์ความแรงใดๆ ซึ่งเราต้องขอเคารพน้องในเรื่องนี้อย่างยิ่ง น้องอายุแค่ 17 แต่ความคิด และการตัดสินใจโตเกินอายุไปแล้ว เรากลับมาบ้านกำลังโหลดรูปให้น้องอยู่ น้องสองก็มารับเป็นเพื่อนใน Facebook เราเลยได้โอกาสส่งรูปไปให้น้อง และถามอาการน่องตึง น้องบอกว่าไม่เป็นอะไรมากแล้ว เรายังแอบเข้าไปดู Live สดน้องเล่นกลองด้วย เล่นเก่งมากๆเลยค่ะ รู้สึกดีใจที่ได้รู้จักน้อง น้องทำให้เรารู้ว่า ไม่มีอะไรที่จะมาจำกัดความสามารถของเราได้ นอกจากความคิดของเราเองค่ะ

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 23

โดยทั่วไป คนที่สามารถมองเห็นได้ตามปกติอย่างเราๆ อาจจะนึกว่าผู้พิการทางสายตาคงต้องใช้ชีวิตลำบากมาก เพราะมองไม่เห็น คงทำอะไรไม่สะดวก แต่พอได้มาคุยด้วยแล้วจะรู้เลยว่า ไม่มีคำว่าผิดปกติอยู่ในชีวิตของพวกเขา เพราะเขาสามารถดำเนินชีวิตประจำวันมาได้ด้วยความปกติ การมองเห็นได้ไม่ชัด 100% คือความปกติของพวกเขา แต่เราต่างหากที่ไปมองว่าการมองเห็นไม่ชัดคือความผิดปกติ เพราะเราเอาตัวเราเป็นมาตรวัดความสามารถของการมองเห็น การวิ่งวันนี้ทำให้เรารู้ว่า ไม่มีมาตรวัดใดในโลก ที่จะวัดความปกติของร่างกาย แต่คือจิตใจต่างหาก ที่จะอยู่ได้อย่างปกติสุขไหม ความปกติจึงอยู่ที่ใจ ใช่ที่กายค่ะ
ขอยกย่องความปกติของใจในร่างกายที่บกพร่องทางการมองเห็นของนักวิ่งทุกคนนะคะ
8 ก.ย. 61
ขอบคุณรูปส่วนหนึ่งจาก Thairun ค่ะ

เรื่องของน้ำสำหรับนักวิ่ง

แม้โดยทั่วไปเราจะแบ่งร่างกายของเราออกเป็นโครงสร้างส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อ เป็นน้ำ และส่วนที่ไม่เป็นกล้ามเนื้อ แต่ “น้ำ” ถือว่ามีความสำคัญที่สุดสำหรับปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ รวมไปถึงการสร้างพลังงานเพื่อให้กล้ามเนื้อใช้ในการหดตัวด้วย เมื่อเพื่อนๆสูญเสียน้ำจากการหลั่งเหงื่อ มันมีผลที่ตามมาเสมอ นั่นก็คือ ปริมาตรเลือดลดลง และเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ หากเพื่อนๆไม่ดื่มน้ำทดแทนให้เพียงพอ จะทำให้ปริมาตรเลือดที่หัวใจบีบออกจากหัวใจ 1 ครั้ง (Stroke volume) ลดลง ส่งผลไปถึงปริมาตรเลือดที่หัวใจบีบออกไปได้ใน 1 นาที (Cardiac output) ลดลง การนำส่งออกซิเจนจึงลดลง สมรรถภาพการวิ่งจะเริ่มลดลงเมื่อน้ำหนักตัวลดลงจากการเสียน้ำ 2 – 3% ของน้ำหนักตัวก่อนวิ่ง

การที่ร่างกายมีน้ำน้อยเกินไป เรียกว่า Dehydration หรือภาวะร่างกายขาดน้ำ และถ้าร่างกายมีน้ำมากเกินไป เรียกว่า Hyponatremia โชคดีที่เราสามารถทดสอบสภาวะน้ำในร่างกายได้อย่างง่ายๆ 2 วิธี

  1. สีและปริมาณของปัสสาวะ ปัสสาวะควรมีสีใสและเหลวแสดงว่าน้ำในร่างกายยังเพียงพอ หากปัสสาวะเป็นสีเข้ม และข้นแสดงว่าร่างกายขาดน้ำ
  2. การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว วัดได้โดยการชั่งน้ำหนักตัวก่อนและหลังการวิ่ง หาค่าความแตกต่าง และคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ หากร่างกายมีน้ำระดับปกติ จะได้ค่าอยู่ระหว่าง -1% – 1% หากร่างกายขาดน้ำเล็กน้อย จะได้ค่าอยู่ระหว่าง -1% – -3% และถ้าร่างกายอยู่ในภาวะขาดน้ำแล้ว จะได้ค่าอยู่ระหว่าง -3% – -5% และถ้าร่างกายขาดน้ำรุนแรง จะได้ค่ามากกว่า -5%

เมื่อร่างกายขาดน้ำ อุณหภูมิร่างกายจะสูงขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิแกนกลางสูงขึ้นไปจนถึงระดับที่อันตราย เพราะหากถึงระดับนั้น ระบบประสาทส่วนกลางจะปรับตัวเพื่อตอบสนองเรื่องซับซ้อนนี้ด้วยการไปทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะส่วนอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับวิ่งให้น้อยลง และทำให้เส้นเลือดที่บริเวณผิวหนังขยายตัว ทำให้เลือดที่จะวิ่งไปที่อวัยวะภายในร่างกายต้องวิ่งไปที่ผิวหนังเพื่อเพิ่มความเย็นให้กับผิวหนังโดยการพาความร้อนจากร่างกายออกผ่านไปกับอากาศผ่านทางผิวหนัง

การวิ่งที่ทำให้เหงื่อออกเป็นเวลานาน 2 – 3 ชั่วโมงในช่วงเวลาที่ซ้อมเพื่อมาราธอนสามารถทำให้เกิดภาวะขาดน้ำได้อย่างง่ายดาย เพราะว่าน้ำในร่างกายสูญเสียออกไปจากร่างกายได้เร็วกว่าเมื่อเราดื่มกลับเข้าไปในขณะวิ่ง ดังนั้นเพื่อนๆจึงสามารถคาดหวังได้ว่าน้ำหนักจะลดลงหลังจากวิ่งไกลเสร็จ ซึ่งนั่นยังไม่เป็นไร เนื่องจากระดับน้ำในร่างกายสามารถกลับมาที่ระดับเดิมได้เมื่อเพื่อนๆดื่มน้ำทดแทนในช่วงเวลาที่เหลือจากวันนั้นแล้ว หากเพื่อนๆมีน้ำหนักตัวก่อนและหลังวิ่งเท่าๆเดิมหรือมากกว่าเดิม นั่นอาจหมายถึงว่าดื่มน้ำมากเกินไป ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ที่เราเรียกว่า Hyponatremia ทำให้ความเข้มข้นของโซเดียมในเลือดลดลง ในเมื่อน้ำจะไปในทุกที่ที่มีโซเดียมอยู่ ดังนั้นของเหลวที่มีโซเดียมรวมอยู่ด้วยจึงเป็นภาวะบ่งบอกความชุ่มชื้นอุดมคติของร่างกาย เพราะโซเดียมจะกระตุ้นไตให้มีการดึงน้ำกลับเพื่อการจับคู่กับโซเดียมอย่างเพียงพอในร่างกาย

ระหว่างการฝึกซ้อมและการแข่งขัน ให้จำไว้ว่า “จงดื่มน้ำเมื่อรู้สึกกระหาย” หากร่างกายขาดน้ำเล็กน้อยยังถือว่าปลอดภัยและจะช่วยเป็นแรงกระตุ้นให้เพื่อนๆสามารถซ้อมได้อย่างเต็มที่ และยังได้ผลเรื่องการปรับตัวจากการฝึกซ้อม แต่อย่าผลักดันร่างกายตัวเองไปจนถึงภาวะขาดน้ำแล้ว และพยายามดื่มน้ำทดแทนจนกว่าจะเข้าสู่ระดับปกติภายใน 2 ชั่วโมงหลังการออกกำลังกาย

78 เรื่องของน้ำสำหรับนักวิ่ง 2

หลักการดื่มน้ำในนักวิ่ง

  1. ก่อนการวิ่งไกล: ดื่มน้ำ 474 – 709 มิลลิลิตร 2 – 3 ชั่วโมงก่อนการวิ่ง และดื่ม 236 มิลลิลิตรก่อนการวิ่ง 30 นาที
  2. ระหว่างการวิ่งไกล: ดื่มน้ำ 118 – 237 มิลลิลิตร ทุกๆ 15 – 20 นาที ถ้าเพื่อนๆเสียเหงื่อมาก ให้ดื่มน้ำมากขึ้น
  3. หลังการวิ่งไกล: ดื่มน้ำ 1 ลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ที่สูญเสียไประหว่างการวิ่ง

ขอให้เพื่อนนักวิ่งดื่มน้ำกันให้เพียงพอนะคะ

 

ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง

เมื่อมีงาน Pacer มาเสนออีกวาระหนึ่ง เราผู้ซึ่งติดใจการเป็น Pacer จากงานแรกจึงขอมีงานที่ 2 อีกสักครั้ง แต่ตอนแรกที่พี่ๆมาถามว่าใครไปบ้าง ก็ตอบว่าไปซะแล้วโดยที่ไม่ได้ดูเลยว่าสนามวิ่งจะเป็นอย่างไร จนเมื่อน้องๆในกลุ่มที่เคยไปวิ่งสนามนี้แล้วเข้ามาบอกทีละคนสองคนว่า ต้องวิ่งขึ้นลงตึกจอดรถสองตึกนะ จากที่กำลังจะพิมพ์ชื่อตัวเองลงไปที่เวลา 70 นาทีเช่นเดิมก็ต้องลังเล ก่อนตัดสินใจลงชื่อไปว่าขอเป็น Pacer 90 นาที ดูจะเป็นไปได้มากกว่า

งานที่มีสัญลักษณ์การวิ่งขึ้นตึกจอดรถสองตึกก็คืองาน EGAT Charity Green Run 2018 ที่จัดมาเป็นครั้งที่ 22 แล้ว งานนี้ได้ยินมานาน แต่ไม่เคยคิดไป เพราะรู้สึกว่าไกลบ้าน แต่เมื่อจะได้เป็น Pacer แล้ว ไกลแค่ไหนก็ไป ใจง่ายนะเนี่ยเรา งานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยค่อนข้างมีชื่อในเรื่องความแปลกแหวกแนวของการจัดงาน เพราะเป็นงานที่ไม่มีการแจกเหรียญ แต่จะแจกเป็นของอย่างอื่นแทน อย่างในปีนี้แจกเป็นข้าวกล้อง ถามจากคนที่เคยมาหลายปีก่อนที่ไม่มีเสื้อวิ่งให้ ก็จะแจกเป็นกระเป๋าบ้าง เป็นหมวกบ้าง นอกจากนี้ กฟผ. ยังมีแนวคิดการจัดงานแบบเรียบง่ายสำหรับปีนี้คือ “ผสานวิถีชุมชน เพื่อการแบ่งปันที่ยั่งยืน”

วัตถุประสงค์ของการจัดงานนี้ นอกจากจะทำให้ กฟผ. เป็นที่รู้จัก สร้างความต่อเนื่องของการจัดงาน และสนับสนุนการออกกำลังกายของพนักงานและประชาชนทั่วไปแล้ว ยังถือเป็นโอกาสนำรายได้ที่เหลือจากการจัดงานช่วยเหลือนักเรียนโดยรอบ กฟผ. ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือเพื่อการกุศลอื่นๆ ซึ่งเราได้ยินทางพิธีกรแจ้งว่าวันนี้จะขอมอบเงินไว้ก่อนจำนวน 200,000 บาทถ้วนที่หน้างาน ส่วนอื่นๆจะตามมาทีหลัง เราก็ได้อนุโมทนาบุญกันไป

การเตรียมตัวซ้อมสำหรับงานนี้คือการวิ่งขึ้นเนินเพื่อเตรียมวิ่งขึ้นตึกจอดรถ 7 ชั้น ในกลุ่มไม่มีใครบอกได้ว่าชันขนาดไหน น้องที่เคยไปงานถ่ายรูปกราฟความชันมาให้ดู เราเลยลองมาคำนวณว่าจะต้องวิ่งขึ้นเนินที่ความชันเท่าไหร่ เราไม่สามารถหาเนินวิ่งได้ จึงคิดจะใช้ลู่วิ่งเป็นสนามซ้อม คำนวณความชันของลู่วิ่งออกมาแล้วประมาณ 3% เมื่อรวมกับความชันที่ต้องเพิ่มสร้างแรงเสียดทานอีก 2% ก็สมควรที่จะซ้อมความชันบนลู่วิ่งไม่ต่ำกว่า 5% เมื่อได้ตัวเลขแล้ว ก็มาวางแผนการซ้อม เรายังมีเวลาอีกประมาณ 5-6 สัปดาห์ก่อนวันวิ่งจริง เราจึงเพิ่มการวิ่งขึ้นเนินเข้าไปแทนวันวิ่ง Interval หรือ Tempo วันใดวันหนึ่ง คำนวณเวลาวิ่ง 90 นาที ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร เราจะต้องวิ่งด้วยความเร็ว 8.34 นาทีต่อกิโลเมตร จะต้องวิ่งขึ้นตึกที่ประมาณกิโลเมตรที่ 8 ดังนั้นเวลาที่จะใช้วิ่งขึ้นตึกโดยประมาณก็อยู่ที่ 20 นาทีสุดท้าย แผนการซ้อมคือ วิ่งให้ได้ครบ 60 นาที แล้วเพิ่มความชันเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก 10 นาที ปรับลงมาพัก 5 นาที แล้วเพิ่มความชันอีก 10 นาที แล้วเข้าสู่ช่วง Recovery เลย พอถึงวันซ้อมจริง เราอาจมีข้อจำกัดเรื่องเวลาที่ไม่สามารถวิ่งครบ 90 นาทีอยู่บ้าง แต่จะพยายามให้ถึง 60 นาทีเป็นอย่างน้อยทุกครั้ง ส่วนวันวิ่งอื่นๆในสัปดาห์ก็ยังคงไว้เหมือนเดิม วันวิ่งยาวยังไงเราจะวิ่งข้างนอกและไม่ต่ำกว่า 90 นาทีอยู่แล้ว เมื่อวางแผนการซ้อมเรียบร้อย ก็จัดไปตามนั้น แล้วก็คอยส่งการบ้านให้กับทางลูกโป่งรันเนอร์ตามเกณฑ์กันต่อไปค่ะ

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 2

เมื่อภาพโปรโมท Pacer ปล่อยออกมา เราก็ต้องขอเซฟเก็บไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อย ในกลุ่ม 90 นาที กลุ่มเราประกอบไปด้วยเรา น้องณัชที่ยังไม่เคยร่วมวิ่งกันมาก่อน น้องแครอทที่เคยเจอกันจากงานที่แล้ว และน้องนนท์ผู้ซึ่งเคยผูกลูกโป่งแรกในชีวิตให้ คราวนี้เลยขอเป็นคนผูกให้น้องบ้าง แต่ด้วยความที่เป็นมือใหม่หัดผูก ดันผูกไม่แน่น ลูกโป่งน้องนนท์เลยลอยขึ้นฟ้าไปสองใบ เราเลยไปแบ่งมาจากคนที่เหลือคนละใบ เลยได้ลูกโป่งผูกหลังกันคนละ 2 ใบกำลังดี

เมื่อถึงวันงาน ทุกคนนัดกัน 4.30 น. เราเองบ้านค่อนข้างไกล ดู Google map แล้วพบว่าใช้เวลาประมาณ 30 นาทีจะไปถึงงาน เลยตื่นประมาณ 3.45 น. แต่งตัวอย่างรวดเร็ว ออกจากบ้านเวลา 4.00 น. กว่าจะเรียกแท๊กซี่ได้ก็คันที่ 7 ที่เหลือก่อนหน้าต้องไปส่งรถกันหมด จริงๆถ้าไม่พร้อมรับผู้โดยสารก็ไม่น่าจะหยุดรับเนอะ เสียความรู้สึกจังค่ะ สุดท้ายดีใจได้เจอแท๊กซี่ใจดี ยินดีไปส่ง แถมรู้จักทางด้วย เราเลยสบายไป เพราะแถวบางกรวยเราก็ไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่ เราขอคนขับซัดแซนวิชที่คว้ามาจากบ้านไป 1 ชิ้น ดื่มน้ำ 1ขวด ไม่นานก็ถึงสถานที่จัดงาน ทางเจ้าหน้าที่ให้ลงรถทางด้านหน้า และเราก็เดินเข้าไปด้านในไม่ไกลกันค่ะ

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 3

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 4

เดินเข้ามาถึงบริเวณที่จัดงาน จุดปล่อยตัวและเส้นชัยก็จัดไว้เรียบร้อยแล้ว เต็นท์ที่เรานัดกันก็มีลูกโป่งมาผูกรอพร้อมแล้ว ลูกโป่งสีส้มคือ 60 นาที สีเหลืองคือ 70 นาที สีเขียวคือ 80 นาที และสีชมพูสุดท้ายคือ 90 นาที เนื่องจากไม่มี Sweeper ในงานนี้ เราเลยคล้ายๆจะเป็น Sweeper ในงานไปซะเอง

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 5

พอไปถึงก็ไปรับบิบที่จ่ายเงินซื้อกันเอาไว้ค่ะ เราได้เลขท้ายสองตัวเท่าอายุพอดี ชอบบิบงานนี้ตรงที่ทำด้วยผ้า แบบว่าได้อารมณ์บ้านๆมาก ชอบมากเลยค่ะ ส่วนบิบสำหรับ Pacer ของเราก็ห่อด้วยพลาสติกอย่างดีจากลูกโป่งรันเนอร์เช่นเคย เมื่อได้รับลูกโป่งและบิบแล้ว ก็ช่วยกันติดกันไป

เราเจอน้องณัช และน้องนนท์เรียบร้อย แต่น้องแครอทหาที่จอดรถอยู่ เลยปรึกษากันถึงแผนการวิ่ง ทางเจ้าหน้าที่ประกาศว่าระยะทางคือ 10.1 กิโลเมตร แต่ด้วยความที่ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดระยะทาง จึงใส่เวลาในการคำนวณสูตรเผื่อเวลาไว้ 2 นาที ความเร็วที่ใช้วิ่งจึงได้เท่ากับ 8.42 นาทีต่อกิโลเมตร เราเองตกลงกันว่าจะวิ่งไม่ให้ขาดให้เกิน 1 นาทีของเวลา 90 นาที

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 8

เรายืดเหยียดวอร์มอัพพอให้เหงื่อซึม รอเวลาปล่อยตัวตอน 6.00 น. สักพักก็ถูกพี่ๆเรียกตัวไปหน้าจุดปล่อยตัวเพื่อเตรียมสรุปงาน พี่ๆได้แจ้งไว้แล้วว่า ถ้าจำเป็นต้องเข้าห้องน้ำให้ฝากโป่งกับเพื่อน หรือถ้ามีเหตุฉุกเฉินที่ทำให้ต้องหยุดวิ่ง ให้ปล่อยโป่ง ให้รักษาเวลาตามที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด และก็แตะมือกันก่อนส่งเสียงเฮ้เพื่อปลุกใจให้ตื่นกัน ระหว่างรอพิธีเปิด เราก็ยืนทำสมาธิ น่าแปลกที่งานที่ 2 ในฐานะ Pacer เราไม่ตื่นเต้นสักนิด คงเพราะได้ฝึกฝนมาเป็นอย่างดีที่ความเร็วตามที่กำหนด แต่อาจจะมีความกังวลใจนิดๆตอนวิ่งในตึกซึ่งจะเป็นจุดอับ GPS อาจทำให้การวัดระยะจากนาฬิกาหรือมือถือไม่แม่นยำ และอาจทำให้การคำนวณเวลาการวิ่งผิดเพี้ยนไป เราจึงตกลงกันว่าจะคอยเชคกันเองในกลุ่ม และคอยเชคระยะทางจากป้ายระยะทางของผู้จัดอีกทีหนึ่ง

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 9

และแล้วก็ถึงเวลาปล่อยตัว เรากดเวลาทันทีที่ได้รับสัญญาณปล่อยตัว แต่เรายืนรอให้ลูกโป่งกลุ่มอื่นวิ่งออกไปก่อน ก่อนที่จะวิ่งเรียงเดี่ยวหลบทางให้กับนักวิ่งท่านอื่นวิ่งตามออกไป ทางวิ่งช่วงแรก เราจะวิ่งไปทางสะพานพระราม 7 แล้วค่อยวนกลับตัวมาใหม่ระหว่างทางวิ่งก็มีเสียงตะโกนเรียกนักวิ่งให้วิ่งไปด้วยกันทั้งจากน้องนนท์และน้องแครอท นอกจากนี้ยังมีน้องป๊อปซึ่งเป็นเพื่อนแครอทมาวิ่งด้วยกัน สร้างความครื้นเครงมาก เพราะปล่อยมุข เล่นมุขกันสนุกสนาน เรากับน้องณัชได้แต่หัวเราะ ยิ้มตาม เราเล่นมุขสมทบบ้างเล็กน้อยไปเรื่อยๆ ต้องขอบอกเลยว่าเราไม่เคยวิ่ง 10 กิโลเมตรแล้วหัวเราะตลอดทางได้อย่างนี้มาก่อน ต้องขอบคุณน้องๆกลุ่มนี้มากๆที่ทำให้ไม่เหนื่อยเลย การวิ่งขึ้นลงสะพานไปกลับผ่านไปอย่างรวดเร็ว แม้แดดจะเริ่มส่องแสงสร้างความร้อนระอุบ้างแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด และการวิ่งก็ยังคงเป็นไปตามความเร็วที่คำนวณกันเอาไว้

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 10

เมื่อวิ่งลงสะพานมา วนกลับเข้าสู่เขตการไฟฟ้า ก็เริ่มเตรียมขาให้พร้อมกับการวิ่งขึ้นตึกจอดรถกัน เส้นทางขึ้นตึกจอดรถตึกแรก ไม่ยากเย็นนัก เพราะความชันน้อยกว่าที่เราซ้อมมาพอสมควร ทำให้ชีพจรเปลี่ยนระดับจากโซน 2 เข้าสู่โซน 3 ในเวลานั้น GPS ที่จับกันได้ในนาฬิกาแต่ละคนเริ่มไม่ตรงกัน ต่างกันตั้งแต่ 500-800 เมตรกันเลย พอวิ่งลงจากตึกแรกมา จำได้ว่าเห็นป้าย 8 กิโลเมตร และจุดให้น้ำ ตอนนั้นนาฬิกาเรายังเป็น 7 กิโลเมตรกว่าๆ แต่พอดูเวลารวมกับป้ายระยะทางของผู้จัดก็พบว่า เรายังวิ่งมาเร็วกว่าเวลาที่คำนวณไว้ 1 นาที ซึ่งก็ยังเป็นไปตามที่คาด

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 11เมื่อวิ่งขึ้นตึกที่สอง พบว่าทางชันกว่าตึกแรกเกือบเท่าหนึ่ง ทำให้เสียงให้กำลังใจนักวิ่งเงียบลงไป ต่างคนต่างตั้งใจวิ่ง และเนื่องจากไม่สามารถกะระยะทางของการวิ่งได้จึงทำให้วิ่งเร็วกว่าเวลาที่ควรวิ่งไปมากพอสมควร พอมาช่วยกันวัดระยะใหม่โดยเทียบกัน 4 คนก็พบว่าระยะทางไม่เท่ากันซะแล้ว เราประมาณจากที่คำนวณได้ว่า วิ่งขึ้นตึกที่สองเร็วขึ้น 1 นาที ทำให้เวลาที่วิ่งไป เร็วไป 2 นาที ช่วงระยะทางที่ลงจากตึกจนถึงเส้นชัย เลยจำเป็นต้องลดความเร็วลงจนเหลือเดิน และสุดท้ายก็ต้องยอมหยุดก่อนถึงเส้นชัยประมาณ 2 นาที และส่งเสียงเชียร์เพื่อนนักวิ่งไปพลาง เพราะเป็นระยะอีกไม่ถึง 50 เมตรก็จะถึงเส้นชัยแล้ว หวังว่าเสียงเรียกของเราคงจะพอช่วยกระตุ้นเพื่อนนักวิ่งที่อ่อนแรงช่วงท้ายนี้ให้มีแรงวิ่งต่อไปได้บ้าง

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 12

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 13

เมื่อใกล้ถึงเวลา 90 นาที เราก็วิ่งเข้าเส้นชัยได้พอดี การวิ่งวันนี้วิ่งเร็วไปในช่วงท้ายเพราะการกะระยะลำบากในช่วงเวลาวิ่งขึ้นตึก แต่ก็จบลงไปได้ด้วยดี ระหว่างทางนอกจากจะคุยกันเองอย่างสนุกสนานแล้ว ยังมีเพื่อนนักวิ่งมาขอถ่ายรูปด้วย แล้วคุยแซวกันไปเรียกเสียงหัวเราะได้ดี เป็นการวิ่งที่มีรอยยิ้มตลอดเส้นทาง น่าประทับใจมากค่ะ เราไม่เคยมีรูปวิ่งแล้วยิ้มอย่างนี้มาก่อนเลย

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 14

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 15

ตอนวิ่งเข้าเส้นชัย เราได้รับการแจกกระดาษเล็กๆใบหนึ่ง และถุงผ้าอีกใบหนึ่ง ข้างในใส่ถุงข้าวสารเอาไว้ พอมาดูแผ่นกระดาษใกล้ๆก็ถึงเข้าใจว่ามันเป็นใบบอกอันดับนั่นเอง เจ้าหน้าที่มาช่วยกันยืนแจกกันอย่างแข็งขัน เป็นกระดาษรีไซเคิล และทำลวดลายได้น่ารักมาก

ข้าวสารที่ได้ก็เป็นข้าวสารที่ทาง กฟผ. มีส่วนช่วยสนับสนุนชาวนาซื้อมา นอกจากแผ่นกระดาษที่ได้รับแจกแล้ว ยังมีใบฉลากจับรางวัลด้วย เราเปิดออกมาไม่ได้รางวัล ไปดูรางวัลที่แจกคือเสื่อค่ะ เก๋มากๆ

สรุปการวิ่งวันนี้เป็นไปตามที่ต้องการ ระยะทาง 10.27 กิโลเมตร ในเวลา 90 นาที ความเร็ว 8:46 นาทีต่อกิโลเมตร ตัวเลขต่อกิโลเมตรอาจไม่ค่อยสวย เพราะช่วง 2 กิโลเมตรสุดท้าย GPS เรรวน แต่เราก็พยายามกันเต็มที่แล้วค่ะ

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 20

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 23

เส้นทางวิ่งสนามนี้ ปิดถนนได้ดี อาจมีบางจังหวะต้องวิ่งเร่งเพื่อข้ามถนน แต่เจ้าหน้าที่ก็มีการตัดแบ่งกลุ่มนักวิ่งได้ดี ดูมีประสบการณ์มากค่ะ

ในช่วงเช้าๆอย่างวันนี้อากาศกำลังดี ไม่ร้อนจนเกินไปอยู่ในช่วง 28 – 31 องศาเซลเซียส มีแดดช่วงท้ายๆบ้าง แต่พอวิ่งเข้าเขต กฟผ. ใหม่ก็มีเงาตึกบังไม่ร้อนซักเท่าไหร่แล้วค่ะ

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 26

ดูกราฟความชันก็เห็นได้ว่าวิ่งขึ้นตึก 2 ตึกไปที่ความสูงพอๆกัน จะเห็นได้ว่ากราฟของตึกที่สองชันกว่าตึกแรกอย่างเห็นได้ชัดค่ะ

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 27

หัวใจวันนี้คงได้โซน 4 มาตอนวิ่งขึ้นตึกที่ 2 แน่นอน ส่วนใหญ่วิ่งสบายๆขำๆกันไปก็ตกอยู่ที่โซน 2-3 ค่ะ ถือเป็นการวิ่งที่ไม่เหนื่อยเลย และเท่าที่ดูนักวิ่งงานนี้วิ่งกันค่อนข้างเร็วค่ะ กลุ่มเราถือเป็นกลุ่มรั้งท้ายจริงๆตามคาดค่ะ

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 29

ขอบคุณน้องๆ Runway จากลูกโป่งรันเนอร์ที่มาช่วยสร้างเสียงหัวเราะ ส่งเสียงกระตุ้นเพื่อนนักวิ่งตลอดทาง ดีใจที่มีเพื่อนนักวิ่งมาขอถ่ายรูปด้วย และบอกว่าเข้าเส้นชัยได้เพราะเสียงพวกหนูๆนี่แหละ แค่นี้เราก็มีความสุขมากๆแล้ว

98 ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง 30

และแล้ว งานเลี้ยงก็ต้องมีวันเลิกรา เนื่องจากเราเข้ากลุ่มท้ายๆ แถวข้าวไข่เจียวอันเลื่องชื่อจึงยาว และเพราะเราต้องกลับไปทำงาน จึงขอตัวแยกออกมาก่อน ระหว่างทางเดินหารถแท็กซี่กลับก็เจอคุณลุงคนหนึ่งอายุ 60 กว่าๆถามว่า Pacer คืออะไร เลยได้มีเพื่อนคุยเดินออกจากงาน แถมได้ให้คำปรึกษาแนะนำเรื่องปวดคอปวดหลังของคุณลุงด้วย นี่สินะ คือการให้ ที่ทำให้เรามีความสุขได้เสมอ

จากวันแรกที่วิ่งเพื่อลดไขมัน “วิ่งเพื่อตัวเอง” จนมาถึงวันที่ชวนคนใกล้ตัววิ่ง ไปวิ่งด้วย ไล่มาจนถึงวันที่มาเป็น Pacer เราไม่เคยนึกเลยว่า เราสามารถมาถึงจุดที่เรา “วิ่งเพื่อคนอื่น” ได้แล้ว ยิ่งเราวิ่งเพื่อคนอื่นมากเท่าไร ผลที่ได้จะย้อนกลับมาหาเรามากเท่านั้นเพื่อนๆมักจะบอกว่าเราขยันวิ่ง แต่จริงๆแล้ว เราเสพติดความรักที่จะให้ด้วยการวิ่งซะมากกว่า

“ไม่มีความฝันไหนที่จะเป็นจริงได้ ถ้าไม่เคยฝัน ไม่มีคนขยันคนไหนจะคว้าฝันไม่ได้ หากได้ลงมือทำ”

ถ้าจะบอกว่าการได้เป็น Pacer คือฝันที่เป็นจริงแล้ว แต่การเป็น Pacer ที่ดี และทำให้ได้มาพบเจอแต่คนดีๆต่างหาก ที่เรียกว่า มากเกินกว่าฝัน แต่คือความจริงที่ได้รับจริงๆ แค่จากเหตุผลเดียว คือการให้นั่นเองค่ะ

ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีความขยันที่จะฝันให้เป็นจริงกันนะคะ

2 กันยายน 61

บางครั้งความสุขจากการวิ่ง ก็มาจากการได้เห็นคนอื่นวิ่ง

เผอิญเพิ่งรู้ตัวว่าได้หยุดวันอาทิตย์ แรกๆว่าจะไปเที่ยววัด แต่เกิดเปลี่ยนใจ เลยเปิดหาดูว่ามีงานอะไรในวันอาทิตย์ที่อยู่ในกรุงเทพฯ และใกล้บ้าน ก็มาพบกับงาน Bangkok Post International Mini Marathon 2018 จัดที่เซ็นทรัลเวิลด์เข้า จึงเริ่มขั้นตอนตามล่าหาบิบ ซึ่งก็ได้ต่อมาแบบไม่ยากเย็น เราได้บิบระยะ 5 กิโลเมตรมาในราคาเท่าทุนคือ 350 บาท ถือว่าเป็นงานที่ค่าร่วมงานราคาถูกใช้ได้ ทราบมาว่ามีสปอนเซอร์จำนวนมากจนรายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายและนำเข้ามูลนิธิบางกอกโพสต์ ซึ่งเป็นมูลนิธิที่จัดตั้งมานานกว่า 30 ปี โดยมีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนด้านการศึกษาแก่นักเรียนที่ยากจน ขาดแคลนผู้อุปการะ และมีความประสงค์ที่จะศึกษาจนถึงระดับสูง ความช่วยเหลือของมูลนิธิ รวมไปถึงการส่งเสริมกิจกรรมเกี่ยวกับการศึกษา การค้นคว้าวิจัย และการร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ทำให้เราสบายใจที่ได้เข้าร่วมวิ่งมากเพราะวัตถุประสงค์ชัดเจนตอบโจทย์ดีค่ะ

ก่อนวันงานเราเตรียมของเสร็จก็รีบนอน เพราะหลังจากวิ่ง 5 กิโลเมตรตามทางในงานแล้ว เรากะว่าจะวิ่งจากเซ็นทรัลเวิลด์ไปสวนเบญจกิติ เพื่อพบกับคนไข้ที่จะออกมาวิ่งที่สวนครั้งแรก จึงได้เตรียมเป้น้ำด้วย และเตรียมเสื้อผ้าไปเปลี่ยนด้วย กะว่าจะฝากของที่งานก่อน เสร็จแล้วค่อยใส่เป้น้ำวิ่งไปสวน แล้วค่อยหาฟิตเนสเข้าไปอาบน้ำ เพราะต้องไปทำธุระต่อค่ะimg_7884

เวลาปล่อยตัวคือ 5.15 น. เราตื่น 4.00 เศษ ทานกล้วยหอม 1 ลูก น้ำ 1 ขวด ออกจากบ้าน 4.30 ไปถึงงานก็ 5.00 พอดี ฝากของ แล้ววอร์มร่างกายเตรียมวิ่ง งานนี้ดีตรงที่สถานที่จัดงานกว้างขวาง ซุ้มของสปอนเซอร์วางเรียงตามยาว เต๊นท์ฝากของมีขนาดใหญ่ ทางผู้จัดเตรียมถุงไว้ใส่กระเป๋าให้ ซึ่งก็เบาใจเพราะตอนนั้นฝนตกพรำๆหยุดๆ จะได้แน่ใจว่าเสื้อที่เตรียมมาเปลี่ยนจะไม่เปียก เราฝากของแล้วเดินหาจุดปล่อยตัวซึ่งอยู่ที่ประตูทางออกจากลานจอดรถไปทางประตูน้ำ

img_7911

เมื่อถึงเวลาปล่อยตัวเราก็ออกวิ่งจากทางออก เลี้ยวขวามุ่งหน้าแยกราชประสงค์ เลี้ยวขวาอีกรอบ แล้วไปเลี้ยวซ้ายเข้าถนนอังรีดูนังต์ วิ่งตรงไปออกถนนพระราม 4 เลี้ยวซ้ายไปแยกศาลาแดง เลี้ยวซ้ายอีกที แล้วตรงอย่างเดียวจนกลับมาที่แยกราชประสงค์ ตรงมาเข้าเส้นชัยที่จุดปล่อยตัว ระยะทางรวมได้ 5.06 กิโลเมตรเป๊ะ

97 บางครั้งความสุขจากการวิ่ง ก็มาจากการได้เห็นคนอื่นวิ่ง 4

แผนการวิ่งวันนี้ไม่มีอะไรเลย แรกๆกะว่าจะซ้อมวิ่งให้ได้ 45 นาที ตามความเร็ว Pacer ที่รับมาและต้องวิ่งในงานต่อไป แต่กลัวไปหาคนไข้ไม่ทัน จึงวิ่งเร็วขึ้นอีกนิดหนึ่ง ผลที่ได้เลยจบไปในเวลา 31:04 นาที ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 6.08 นาทีต่อกิโลเมตร ระหว่างวิ่งก็คอยสังเกตอัตราการเต้นของหัวใจไปด้วย พยายามไม่ให้เข้าโซน 5 มีหลุดขึ้นไปครั้งหนึ่ง แต่ก็กลับลงมาได้ การวิ่งวันนี้ แม้จะอยู่ในโซน 4 ตลอด แต่ไม่เหนื่อยมาก เพราะอากาศค่อนข้างดี 27-31 องศาเซลเซียส มีฝนพรำเป็นระยะ พอไม่ให้ตัวเปียก

img_7906

img_7907

img_7908

img_7909

img_7910

เหรียญที่ระลึกของงานนี้ก็ออกจะเรียบง่ายเป็นสีฟ้าเงินมีมิติเล็กน้อย ได้เหรียญไปเก็บสะสมเพิ่มอีกหนึ่งเหรียญในห้องสมุดเหรียญวิ่งของเรา พอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางต่อด้วยสองขาแบบง่ายๆค่ะ

img_7889

หลังจากเข้าเส้นชัยแล้ว ต้องเสียเวลาเดินหาจุดแจกอาหารซึ่งหลบไปอยู่ด้านหลังซุ้มสปอนเซอร์ เราได้ข้าวเหนียวหมูทอดแข็งห่อเล็กมาหนึ่งห่อ เดินไปเอาไมโลสแน็คมาหนึ่งแท่ง ยัดใส่เป้น้ำเผื่อหิวระหว่างทาง แล้วออกวิ่งไปสวนเบญจกิติ อีก 5 กิโลเมตร

ระยะทางจากเซ็นทรัลเวิลด์ไปสวนเบญจกิติคือ 4 กิโลเมตรกว่าๆ เราไปพาคนไข้วอร์ม วิ่ง และคูลดาวน์ ก่อนแยกย้าย เก็บระยะรอบที่สองได้อีก 5.64 กิโลเมตร จบวันไปด้วยระยะทาง 10.7 กิโลเมตร กลับบ้านอย่างอิ่มอกอิ่มใจมากกว่าการวิ่งจบในงานด้วยเวลาดีๆซะอีกค่ะ

ความสุขเล็กๆเบ่งบานน้อยๆในใจ ดีใจที่เห็นคนไข้วิ่งได้อย่างไม่เจ็บไม่ปวด ดีใจที่เห็นคนมาวิ่งที่สวนสาธารณะกันมากขึ้น ดีใจที่พบเจอเพื่อนนักวิ่งจำนวนมากในงานวิ่ง ดีใจที่มีจำนวนงานวิ่งมากขึ้นในประเทศไทยหลังจากการวิ่งของตัวเองที่ผ่านมา 5 ปี บางครั้งความสุขง่ายๆจากการวิ่ง ก็มาจากการได้เห็นคนอื่นได้วิ่งนั่นเองค่ะ

ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีความสุขจากการได้วิ่งกันนะคะ

26 ส.ค. 61

วันวิ่งช้า คือวันวิ่งเพื่อมิตรภาพ

เราเคยเป็นคนชอบวิ่งเร็ว ไปงานวิ่งเพื่อไปให้ถึงเส้นชัย รับของที่ควรได้แล้วกลับบ้าน เราไม่เคยได้เพื่อนจากงานวิ่ง เรียกว่าแทบไม่ได้คุยกับใครเลยจะดีกว่า การไปงานวิ่งคือการแข่งขันกับตัวเอง แต่เมื่อเพื่อนรุ่นพี่ที่เรารักคนหนึ่ง นามว่าพี่แนน ส่งข้อความมาทาง Facebook ว่า “อยากวิ่งงานนี้ พาไปวิ่งหน่อย” พร้อมส่งภาพงานวิ่งมาเสร็จสรรพ การนัดหมายจึงเริ่มต้นขึ้น

งานนั้นมีชื่อว่า “จดหมายรันนิ่ง” เป็นงานที่ออกแบบเสื้อและเหรียญได้น่ารักมากตามสไตล์ของ Organizer นามมดยักษ์ใหญ่แห่ง Run Rhythm ซึ่งเราเคยร่วมวิ่งหลายครั้งเพราะชอบการออกแบบ Theme ของงาน รวมไปถึงเสื้อและเหรียญ เมื่อพี่ชวนไปงานที่เสื้อและเหรียญพร้อมเช่นนี้ เราจะไม่พร้อมได้อย่างไร

เราจัดการลงมือสมัครเข้าร่วมงานให้เราและพี่แนนอย่างรวดเร็ว เสื้อและบิบส่งมาให้ที่บ้าน 2 สัปดาห์ก่อนวันงาน เสื้อเป็นรูปกระดาษเขียนจดหมาย น่ารักน่าใส่มากๆ นอกจากนั้น ยังมีถุงผ้าให้ด้วย พี่แนนได้ส่งข้อความมาเป็นระยะก่อนวันงานว่า ได้ไปซ้อมวิ่งมาด้วย วิ่งแถวๆบ้านระยะรวมๆได้ 3 กิโลเมตร ซึ่งเราว่าเก่งมากแล้ว จากคนที่ไม่เคยวิ่งมาก่อน ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี สำหรับเราแล้วในระยะทาง 5 กิโลเมตร ไม่ว่าจะเดินหรือวิ่ง สำหรับคนที่เริ่มต้นวิ่งหากทำได้แล้วก็ถือว่าดีมากๆแล้ว เรานึกถึงเราตอนที่เริ่มวิ่งใหม่ๆ ระยะทาง 5 กิโลเมตรถือว่าไกลมากในความรู้สึก และการวิ่งได้จนสำเร็จนั้นก็ไม่ใช่เพียงแค่ชนะระยะทาง แต่สามารถชนะใจตัวเองได้ด้วย เราจึงไม่ได้คาดหวังให้พี่แนนต้องวิ่งตลอดทาง หรือวิ่งเร็ว แค่ให้พี่แนนได้รู้จักตัวเองในอีกมุมหนึ่งมากขึ้นก็พอแล้ว

เมื่อถึงวันงาน เราก็ออกไปเจอพี่แนนที่ลานพระรูปสวนลุม พี่แนนมาถึงเร็วมาก เรียกว่าถึงตอนที่เราลุกจากเตียงซะด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากเป็นคนเร็วเมื่อลุกจากเตียง (กว่าจะลุกนี่อีกนานเท่าไรไม่รู้) และบ้านใกล้ เลยใช้เวลาไม่กี่นาทีไปถึงที่นัดหมาย เราพาพี่แนนเดินเข้าสู่บริเวณงานที่ค่อนข้างคับคั่งและคึกคักด้วยทางผู้จัดสามารถหาสปอนเซอร์มาออกบูธได้เยอะ แม้คนร่วมงานจะมีน้อยเพราะงานจัดตรงวันกับงานใหญ่และเป็นวันแม่ซะด้วย ใครๆก็จัดงานวิ่งสำหรับคนที่ไม่ได้เดินทางไกลไปไหนในวันหยุดยาวเช่นนี้ เราไม่ทันได้เดินสำรวจงาน เพราะพอไปถึงก็ใกล้เวลาปล่อยตัวนักวิ่งระยะ 10 กิโลเมตรแล้ว ส่วนเรารออีก 10 นาทีหลังจากนั้นก็จะเป็นเวลาปล่อยตัวของนักวิ่ง 5 กิโลเมตรอย่างเรากับพี่แนน เราจึงยืดเหยียดรอเวลา เวลาปล่อยตัวคือ 6.10 น. ซึ่งปล่อยตัวได้ตรงเวลา พร้อมเสียงเชียร์จากอาสามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเป็นตัวส่งให้ขาก้าวไปข้างหน้า

พี่แนนสามารถวิ่งต่อเนื่องได้ 3 กิโลเมตรด้วยความเร็วประมาณ 8-9 นาทีต่อกิโลเมตร เลยบอกพี่แนนว่า วิ่งไปตามที่ซ้อมมา ไม่ต้องเร่ง เก็บแรงไว้เดินหรือวิ่ง 2 กิโลเมตรหลังก็พอ ระหว่างนั้นเราก็เล่าเรื่องโน้นนี้นั้นไปตามเรื่องตามราว เพื่อให้พี่แนนเพลินๆไม่ต้องคอยจดจ้องกับอาการเหนื่อยของตัวเอง ช่วงแรกก็สามารถวิ่งได้ตามที่ซ้อมมา เราชวนคุยไปเรื่อยๆก็เริ่มได้ยินเสียงหอบเหนื่อยที่มากขึ้นเรื่อยๆ จนระยะที่ 2 กิโลเมตรกว่าๆ พี่แนนหอบหนัก เราเลยบอกให้เดินซึ่งพี่แนนก็เห็นด้วย

เมื่อได้น้ำแล้ว ระยะทางที่เหลือก็เดินๆวิ่งๆสลับไป เราคอยบอกพี่แนนให้เดินเมื่อหอบหนัก วิ่งเมื่อดีขึ้นแล้ว พี่แนนสามารถทำได้ดี ไม่มีอาการเหนื่อยชนิดที่บอกได้ว่าไม่ไหวแล้ว หรือมากเกินไปแล้ว งานนี้มีตากล้องมาพอสมควร เราเลยบอกให้พี่แนนเก็บแรงไว้วิ่งตอนเข้าเส้นชัย พอวิ่งลงสะพานมาจะได้รูปสวยๆ กลายเป็นรูปที่ได้เป็นรูปเราคุยโม้เป็นส่วนใหญ่ไปซะงั้น

พี่แนนจบการวิ่งวันนี้ไปด้วยเวลา 46:12 นาที ได้ระยะทาง 5.27 กิโลเมตร ได้ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 8:45 นาทีต่อกิโลเมตร ซึ่งถือว่าไม่เลวเลย สำหรับคนเริ่มต้นวิ่ง เรานี่ช่างแสนจะภูมิใจในตัวพี่แนนมากมาย นอกจากมาฟังเราเม้าท์แล้วยังวิ่งได้ดีอีกต่างหาก

สำหรับเราแล้ว การวิ่งวันนี้ถือว่ามาวิ่งโซน 2 สบายๆ เบิร์นไขมันไปพลางๆ แบบว่าไม่เหนื่อยเลย แต่การได้มาพาเพื่อนวิ่งแบบนี้ มีความสุขมากกว่าจะมาสนใจความเหนื่อยซะอีก

เหรียญรูปสแตมป์ก็สวยสมใจนักวิ่งอย่างเราได้เก็บไว้เป็นที่ระลึกต่อไป

จบการวิ่งไปอีกหนึ่งงาน เราหวังว่าจะได้มีโอกาสพาพี่แนนวิ่ง 10 กิโลเมตรด้วยกันในภายภาคหน้า สำหรับเราวันนี้คือวันสร้างมิตรภาพดีๆอีกวัน นานๆเราจะได้เจอพี่แนนที การวิ่งวันนี้จึงเป็นการอัพเดทชีวิตของแต่ละคน มีโอกาสได้บอกวิธีการวิ่งให้พี่แนนค่อยๆเรียนรู้นำไปฝึกใช้ต่อ มีโอกาสได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับพี่แนน หวังว่าพี่แนนจะไม่หยุดวิ่ง วิ่งเร็ววิ่งช้าไม่สำคัญ เพราะว่าสุขภาพมีความสำคัญมากกว่าความเร็ว

ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีเพื่อนร่วมวิ่งด้วยกันทุกคนนะคะ

12 ส.ค. 2561

ซิตี้รัน ไม่มันส์ แต่เพลิดเพลิน

ครั้งแรกกับการวิ่ง 11 กิโลเมตรด้วยเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง!

ครั้งแรกกับการวิ่งรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่

ครั้งแรกกับการวิ่งไปถ่ายรูปไปเหมือนมาทัวร์

ทุกอย่างต้องมีครั้งแรกเสมอ

วันที่ 11 สิงหาคม 2561 คือวันที่เรามีนัดกับกลุ่ม Runway ซึ่งเป็นกลุ่ม Pacer ที่เราไปเจอกันมาเมื่องาน กฟผ. และถูกใจถูกชะตากัน คุยกันต่อจนตั้งกลุ่มใหม่ขึ้นมา เมื่อพี่เบิร์ดมาชวนไปวิ่ง City Run หลายคนจึงตกปากรับคำอย่างว่าง่าย เราเองไม่เคยวิ่ง City Run กับกลุ่มใหญ่ๆมาก่อน และพอเป็นเพื่อนกลุ่มนี้ชวนจึงอยากจะไปด้วย จึงลงชื่อไปด้วยอย่างไม่ลังเล

พี่เบิร์ดนัดเจอกันที่หน้าพระรูป สวนลุม เวลาประมาณ 5.00 เราก็ไปถึงก่อนเวลา เพื่อนๆในกลุ่มยังมาไม่ถึงกัน เดินไปเดินมา เจออีกกลุ่มเป็นกลุ่มใหญ่ๆกว่า มีประมาณ 10 คนแล้ว คิดว่าคงมานัดเจอกันที่เดียวกัน เราเลยไม่คิดอะไร จนเราเดินมาเจอน้องบูมที่เรารู้จักกัน และเพื่อนๆคนอื่นในกลุ่มเริ่มทยอยกันมาเกือบหมดแล้ว ถึงได้รู้ว่า ต้องไปวิ่งรวมกับพี่ๆเพื่อนๆกลุ่มที่เราเห็นเมื่อตอนแรก และตอนนี้จำนวนคนก็เพิ่มขึ้นมาอีกมาก ดูจำนวนคร่าวๆแล้วก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 50 คน

108 ซิตี้รัน ไม่มันส์แต่เพลิดเพลิน 2

เรายิ่งตื่นเต้นเลยเพราะว่าไม่เคยวิ่งกลุ่มใหญ่ขนาดนี้มาก่อน แต่ด้วยความที่พี่ๆในกลุ่มใหญ่มีอัธยาศัยที่ดี ส่วนใหญ่จะสูงวัยกว่าเรา เราเลยรู้สึกว่าเป็นเด็กน้อยไปเลย แรกๆกลุ่มเรามีความตั้งใจว่าจะไปเป็น Sweeper ช่วยกวาดต้อนขบวน แต่กับคนกลุ่มใหญ่อย่างนี้เลยไม่รู้ว่าจะทำหน้าที่ได้ดีหรือไม่อย่างไร

เวลาประมาณ 6.00 น. เราก็เริ่มออกวิ่งกันจากหน้าพระรูปมุ่งหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ไปตามเส้นราชดำริ แวะถ่ายรูปกันสั้นๆที่จุดแรก

108 ซิตี้รัน ไม่มันส์แต่เพลิดเพลิน 3

แล้ววิ่งไปทางประตูน้ำ มุ่งหน้าสู่ดินแดง แล้วเลี้ยวซ้ายวิ่งไปทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นจุดที่สองที่หยุดถ่ายรูปกับป้ายกันอย่างจริงจัง แรกๆเราไม่ได้เข้าไปถ่ายกับกลุ่มใหญ่ด้วย เพราะยังไม่คุ้นเคย เลยถ่ายกันเองในกลุ่มก่อน

108 ซิตี้รัน ไม่มันส์แต่เพลิดเพลิน 4

108 ซิตี้รัน ไม่มันส์แต่เพลิดเพลิน 5

หลังจากหยุดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิกันไม่ต่ำกว่า 10 นาทีก็ออกวิ่งต่อไปทางโรงพยาบาลประสาทตามเส้นราชวิถีตรงไปจนถึงสวนสัตว์ดุสิต ระหว่างทางก็มีการหยุดบรรยายความสำคัญของสถานที่ต่างๆเป็นระยะๆ

108 ซิตี้รัน ไม่มันส์แต่เพลิดเพลิน 6

เส้นทางวิ่งตรงนี้ วิ่งง่ายและสบายมาก เพราะเป็นทางวิ่งโดยเฉพาะ ไม่ต้องกลัวสะดุดเหมือนฟุตบาทถนนอื่น วิ่งในเมืองบ้านเราค่อนข้างลำบาก นอกจากต้องหลบคน หลบรถแล้ว ยังต้องหลบพื้นฟุตบาทที่ไม่ค่อยจะมั่นคงอีก ก้าวพลาดก็ถึงกับข้อเท้าพลิกได้เลย วิ่งในเมืองนี่อย่างกับวิ่งเทรล

108 ซิตี้รัน ไม่มันส์แต่เพลิดเพลิน 7

และตรงนี้เองก็เป็นอีกจุดที่เราหยุดถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึก และเราก็เพิ่งจะได้รู้ว่า สวนสัตว์ดุสิตจะปิดในอีกสองเดือนข้างหน้านี้แล้ว แอบใจหายเหมือนกัน เลยยิ่งต้องถ่ายรูปเก็บเอาไว้ซะหน่อย

108 ซิตี้รัน ไม่มันส์แต่เพลิดเพลิน 8

หลังจากนั้นเราก็วิ่งอ้อมซ้ายสวนสัตว์ดุสิต มาหยุดถ่ายรูปกันอีกสักครึ่งชั่วโมงที่หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ณ จุดนี้ พี่พงษ์จาก Papa Colorful ก็ตามมาสมทบแล้ว พวกเราเลยได้รูปสวยๆกันอีกมากมาย

108 ซิตี้รัน ไม่มันส์แต่เพลิดเพลิน 9

108 ซิตี้รัน ไม่มันส์แต่เพลิดเพลิน 10

และเมื่อวนมาที่แถวนี้ ภาพที่ขาดไม่ได้เลยคือภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 เห็นแล้วก็คิดถึงพระองค์ท่านจริงๆ

108 ซิตี้รัน ไม่มันส์แต่เพลิดเพลิน 11

อีกภาพที่ต้องเก็บคือหน้าพระบรมรูปทรงม้า

108 ซิตี้รัน ไม่มันส์แต่เพลิดเพลิน 12

หลังจากใช้เวลาถ่ายรูปกันนานมากที่นี่ ก็ถึงเวลาไปต่อ เรามองนาฬิกามาตั้งแต่หยุดที่จุดแรก เราก็รู้ได้เลยว่า ทริปนี้ยังอีกยาวไกล ด้วยความที่นักวิ่งแต่ละท่าน มีความเพลิดเพลินกับการหยุดถ่ายรูปกันเป็นอันมาก รวมทั้งเราด้วย และยังต้องถ่ายเป็นกลุ่มใหญ่ ถ่ายรูปกับป้ายที่พกกันมาด้วย เลยยิ่งทำให้ต้องใช้เวลามากขึ้นในแต่ละจุด แค่ถ่ายรูปที่นี่ก็เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมงแล้ว

108 ซิตี้รัน ไม่มันส์แต่เพลิดเพลิน 13

เราวิ่งยาวไปทางถนนศรีอยุธยา มุ่งหน้าเทเวศน์ ระหว่างทางตามตึกรามบ้านช่องก็มีมุมที่หยุดถ่ายรูปกันได้เรื่อยๆ

108 ซิตี้รัน ไม่มันส์แต่เพลิดเพลิน 14

หลังจากจุดนี้เราก็วิ่งนำเพื่อนๆกลุ่มเราที่หยุดถ่ายรูปออกไปก่อน เราวิ่งเลาะตามถนนสามเสนมุ่งหน้าไปที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แวะถ่ายรูปที่ถนนพระอาทิตย์กับกลุ่มใหญ่ ทริปนี้เรามีชื่อทริปว่า “หนุ่มเหน้าสาวสวย” ค่ะ

108 ซิตี้รัน ไม่มันส์แต่เพลิดเพลิน 15

เสน่ห์ของถนนพระอาทิตย์ คือสวนสันติชัยปราการ ที่มีภาพสะพานพระราม 8 เป็น Background อยู่ข้างหลัง และความขลังของป้อมพระสุเมรุ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1

พี่ๆพาวิ่งเลาะจากถนนพระอาทิตย์ไปตามทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านท่าเรือพระอาทิตย์ทางนี้เราไม่เคยมา เลยตื่นตาตื่นใจกับวิวแม่น้ำสุดลูกหูลูกตา

108 ซิตี้รัน ไม่มันส์แต่เพลิดเพลิน 18

เราวิ่งไปตามทางจนถึงทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฝั่งข้างๆโรงละครแห่งชาติ และไปพบกับเพื่อนๆกลุ่ม We run you run ที่สนามฟุตบอลที่เราวิ่งแยกกันมา ทำให้ไม่ได้รูปสวยๆอย่างเพื่อนๆในกลุ่ม แต่พี่พงษ์ก็มาช่วยถ่ายซ่อมให้ในเวลาที่เราอดใจไม่ไหวขอวิ่งรอบสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์สักหน่อย

108 ซิตี้รัน ไม่มันส์แต่เพลิดเพลิน 19

108 ซิตี้รัน ไม่มันส์แต่เพลิดเพลิน 20

หน้าตึกโดมเป็นอีกจุดที่ต้องเก็บภาพ ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์อย่างเราจะพลาดได้อย่างไร

108 ซิตี้รัน ไม่มันส์แต่เพลิดเพลิน 21

จบทริปนี้ไปด้วยเวลาที่ยาวนานคือ 1:46:51 ชั่วโมง ได้ระยะทางมาเพียง 11.83 กิโลเมตร เรื่องความเร็วไม่ต้องสนใจ เพราะไม่ใช่ประเด็นสำคัญในการมาวิ่งวันนี้

108 ซิตี้รัน ไม่มันส์แต่เพลิดเพลิน 22

อากาศวันนี้ค่อนข้างเป็นใจ ฟ้าสว่างแล้ว แต่ยังมีเมฆบังแสงพระอาทิตย์อยู่ไม่ให้ร้อนเกินไป อุณหภูมิจึงอยู่ที่ 29-30 องศา และในเมื่อการวิ่ง กลายเป็นการเดิน และบางครั้งการเดิน กลายเป็นการหยุดถ่ายรูป (เรากดหยุดเวลาเป็นบางครั้งเมื่อเห็นว่าหยุดนานจริงๆ) นาฬิกาไม่ได้จับระยะทางจากจุดเริ่มต้นที่สวนลุม มาจับอีกทีที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เวลาจริงๆที่ใช้ไปอาจมากมายกว่านั้น แต่คงไม่สำคัญเท่าการได้มิตรภาพใหม่ๆ ได้พบปะพูดคุยกับคนที่ชอบวิ่งเหมือนกัน ได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศของเมืองใหญ่ในยามเช้า ตั้งแต่เวลาที่ผู้คนยังไม่ตื่นนอนจนตื่นนอน ได้เห็นวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในแต่ละพื้นที่ที่วิ่งผ่านไป การวิ่งลัดเลาะในเมืองอย่างนี้ทำให้เราเห็นเมืองกรุงละเอียดขึ้น หลายมุมไม่เคยเห็น เพราะมีแต่นั่งรถผ่าน ไม่เคยได้ลงมาเดินดู ทำให้ได้เห็นกรุงเทพฯในมุมมองใหม่ที่ไม่เคยเห็น มีความสุขกับการหยุดถ่ายภาพเก็บความประทับใจแบบที่ไม่เคยได้ทำมาก่อน รู้สึกว่ารักกรุงเทพฯขึ้นมาทันที

108 ซิตี้รัน ไม่มันส์แต่เพลิดเพลิน 23

กลุ่มพี่ๆที่มาวิ่งด้วยกัน แต่ละคนดูมีความชำนาญในการวิ่ง City run แต่ละคนดูชิวๆ เดินก็ได้ วิ่งก็ได้ แต่ที่สังเกตได้คือ การพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน พี่ๆหลายคนมีความชำนาญในการดูแลความปลอดภัยน้องๆ ทั้งคอยกั้นรถให้ วิ่งนำไปยืนดูแลในจุดที่ไม่ปลอดภัย ทำให้เราอบอุ่นใจ และสบายใจกับการวิ่งมากขึ้น นั่นคือความชำนาญของคนที่วิ่งในเมืองมานาน เราอาจมีความชำนาญในการวิ่งมาราธอนตามที่เขาจัดงาน ตามเส้นทางที่มีคนจัดให้วิ่ง มากกว่าการวิ่งในเมืองที่ลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ แต่เมื่อปล่อยความถนัดของตัวเองลง แล้วลองทำสิ่งใหม่ๆ เราก็มักจะพบว่า เราได้ค้นพบอีกมุมหนึ่งของตัวเองเสมอ

108 ซิตี้รัน ไม่มันส์แต่เพลิดเพลิน 24

City run สอนให้เราใจเย็นลงอีก บางทีความรีบร้อนวิ่งผ่านสถานที่ต่างๆไปเพื่อให้จบได้เร็วมันก็ทำให้เราพลาดรายละเอียดบางอย่างของสถานที่นั้นไป และทำให้เราพลาดเสน่ห์ของสถานที่นั้นๆไปอย่างน่าเสียดาย และหลายครั้งเราอาจไม่สามารถกลับไปเก็บภาพเหล่านั้นได้อีกแล้ว แม้จะนั่งรถผ่านไปผ่านมา ยังไงมันก็ไม่เหมือนกับการได้ลงไปเดินไปวิ่งดูรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ดังนั้น เราควรจะปล่อยใจให้สบายดื่มด่ำกับความเนิ่นช้า แต่สามารถเพิ่มความสุขให้เราได้อย่างไม่อาจจะลืมเลือน

การวิ่ง City run ไม่ควรเอามันส์ แต่ควรเพลิดเพลินกับมันค่ะ

ขอให้เพื่อนๆเพลิดเพลินกับเส้นทาง City run ของตัวเองกันนะคะ

Cr. พี่ๆจากกลุ่ม City Run, เพื่อนๆจากกลุ่ม Runway และ We Run You Run สำหรับความทรงจำล้ำค่า และที่ขาดไม่ได้เลยคือภาพสวยๆจากป๋าพงษ์ Papa Colorful ค่ะ

11 สิงหาคม 2561

ฝึกไปเรื่อยๆทั้งกายและใจ สุดท้ายไม่มีใครได้ประโยชน์นอกจากคนลงมือทำ

เพิ่งผ่านพ้นไปฟูลมาราธอน 1 สัปดาห์เต็ม ถามว่ารู้สึกว่าร่างกายฟื้นตัวดีหรือยัง ก็สามารถตอบได้ว่าดีกว่าฟูลแรกมากมาย คงเพราะปีนี้เริ่มวิ่งระยะทางรวมมากขึ้น วิ่งช้าลงกว่าแต่ก่อนมาก ดูแลร่างกายตัวเองมากขึ้น วิ่งในสนามอย่างค่อยเป็นค่อยไป คราวนี้จึงมีอาการเมื่อยล้าเพียงแค่ 2 วัน หลังจากนั้นก็เริ่มวิ่งเหยาะๆคลายกรดลดแน่นตัวในระยะสั้นๆ 5-7 กิโลเมตร ด้วยความเร็วแบบน้องเต่าได้สบายๆ 2 วัน มาวันนี้มีอาการปวดเมื่อยตามตัวก็เนื่องจากว่า เมื่อวานซืนดันไปเข้าคลาสต่อยมวยลูกผสม HIIT นี่ก็บ้าพลังตามครูฝึกไป สุดท้ายด้วยการเคลื่อนไหวที่แปลกแหวกแนวไปจากการวิ่ง เลยทำให้ร่างกายล้าระบมยิ่งกว่าวิ่งฟูลมาซะอีก แรกๆก็เลยยังไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง แต่ที่แน่ๆเราลงวิ่งงานนี้ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใด แค่อยากมีส่วนร่วมช่วยเหลือองค์กรรักษาสิ่งแวดล้อมดีๆอย่างมูลนิธิสืบนาคะเสถียรตามแนวคิดคนรักป่าและธรรมชาติแบบเราเท่านั้นเอง

จริงๆแล้วมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้จัดงานวิ่งมาแล้ว แต่ไม่ได้ไปเพราะเหตุผลหลากหลาย มาปีนี้เลยตั้งใจว่าจะมาให้ได้ ยิ่งเห็นเสื้อแล้วยิ่งชอบ ยิ่งอ่าน Concept งานแล้วยิ่งชื่นชม โดยเฉพาะแก้วน้ำพกพานี่ ชื่นชอบเป็นพิเศษ มาดูกันว่าในงานจะเป็นอย่างไร แต่ก่อนอื่นขอพาไปรู้จักมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเพิ่มขึ้นอีกนิด โดยที่เราจะขออนุญาตนำพันธกิจของมูลนิธิมาแจกแจงเพื่อให้เพื่อนๆได้รู้จักองค์กรนี้มากขึ้น และหากใครสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถตามไปดูที่เวปไซท์ของมูลนิธิ http://www.seub.or.th ได้เลยค่ะ

พันธกิจของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

1. เป็นองค์กรที่สร้างและทำงานร่วมกับเครือข่ายในการอนุรักษ์ เพื่อเฝ้าระวังกฎหมาย นโยบาย โครงการ ที่ส่งผกระทบต่อระบบนิเวศของผืนป่า และสนับสนุนการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก

2. เป็นองค์กรแห่งการสื่อสารสาธารณะ ที่รวบรวมข้อมูลข่าวสารด้านผืนป่า สัตว์ป่า และทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานอนุรักษ์ และการเตรียมการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ

3. สร้างกลไกการมีส่วนร่วมและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในผืนป่าตะวันตก 20 ล้านไร่ รวมถึงการลดผลกระทบจากชุมชนที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศในผืนป่าตะวันตก

4. หนุนเสริมให้ชุมชนในผืนป่าตะวันตกมีวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ที่สมดุลกับธรรมชาติในผืนป่าตะวันตกทั้งพื้นที่คุ้มครองและป่าสงวนแห่งชาติ โดยการสนับสนุนอาชีพที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ

5. ส่งเสริมประสิทธิภาพ และสวัสดิการผู้พิทักษ์ป่า

6. พัฒนาองค์กรให้มีรายได้อย่างยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์ โดยการระดมทุนจากสาธารณะชนที่สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิสืบฯ และการจัดทำสินค้าที่ระลึกเพื่อนำรายได้มาลดภาระค่าบริหารจัดการองค์กร

7. เป็นองค์กรที่มีความมั่นคง โปร่งใส น่าเชื่อถือ และมีบุคคลากรที่ทำงานอนุรักษ์ที่มีประสิทธิภาพ

การจัดงานวิ่งครั้งนี้ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เพื่อหารายได้สมทบ “กองทุนมูลนิธิสืบนาคะเสถียร” สำหรับใช้ในการดําเนินกิจกรรมอนุรักษ์ตามแผนและยุทธศาสตร์ขององค์กร และมีเป้าหมายสำคัญให้เพื่อนๆนักวิ่งทุกท่านได้ร่วมเรียนรู้และตระหนักถึงความสำคัญของผืนป่าตะวันตกที่เปรียบเสมือนบ้านของสัตว์ป่า ตลอดจนเรื่องราวการทำงานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรในการรักษาผืนป่าตะวันตก เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้สาธารณชนได้ร่วมสืบสานเจตนารมณ์ รักษ์ผืนป่าและสัตว์ป่าเช่นเดียวกับที่ ‘สืบ นาคะเสถียร’ ได้ตั้งใจรักษาผืนป่าแห่งนี้ให้ยังคงอยู่สืบต่อไป

เมื่อเราทราบถึงเป้าหมายของการจัดงานแล้ว เราก็พร้อมเข้าร่วมอย่างเต็มภาคภูมิ ค่าสมัคร 600 บาท อาจแพงสำหรับบางคน แต่เราก็เต็มใจ และคาดหวังว่าคงจะเป็นเงินที่เข้าร่วมกับมูลนิธิได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากเสื้อ บิบ และเหรียญที่จะได้รับแล้ว ยังมีแก้วน้ำรูปใบไม้ให้ด้วย ทางผู้จัดประกาศมั่นเหมาะว่าจะลดขยะพลาสติกในงาน ดังนั้นจึงแจกแก้วยางแบบพกพาให้ทุกคนพกไปงาน เพื่อจะได้รับน้ำในแต่ละจุดได้

เนื่องจากงานจัดที่สวนหลวง ร.9 และไกลบ้าน จึงต้องไปค้างที่คอนโดรุ่นน้องแถวปุณณวิถี วันก่อนหน้าประชุมเลิกดึก กว่าเราจะได้นอนก็ห้าทุ่มแล้ว ตั้งนาฬิกาปลุกตีสี่ครึ่ง ทานข้าวนิดหน่อย แล้วจึงออกมาที่งาน อีก 10 นาที ใกล้เวลาปล่อยตัว เราเดินหาที่ฝากของ พบว่าแถวยาวมาก เพราะมีคนรับฝากแค่คนเดียว ต้องเรียงเลขที่เขียนลงบนบิบทีละคน ไม่ได้ใช้เลขบิบเป็นเลขรับของ จึงทำให้ช้า ระหว่างรอคิว ครูดินก็นำวอร์มอยู่บนเวที เลยทำตามครูดินไปพลางๆ

ใกล้เวลาปล่อยตัว เราฝากของเสร็จ แต่ไม่สามารถเข้าจุดปล่อยตัวได้ เพราะคนล้นออกมาข้างนอก เลยยืนยืดรอเวลาปล่อยตัวผ่านไปสักห้านาทีจึงค่อยๆทยอยเดินออกจากจุดปล่อยตัว เป็นงานที่คนเยอะมากพอสมควร กว่าจะได้เริ่มวิ่งก็ผ่านไป 15 นาทีแล้ว

งานนี้เราตั้งใจมาวิ่งฟื้นตัวหลังวิ่งมาราธอน จึงคิดว่าจะจัดให้หัวใจอยู่ในโซน 2-3 เอาตามที่ร่างกายไหว และวันนี้อากาศค่อนข้างเป็นใจ ไม่ร้อนมาก แม้จะความชื้นสูงไปนิดหนึ่งแต่ก็ไม่ทำให้รู้สึกอึดอัด เลยทำให้วิ่งไปได้เรื่อยๆ

ความสนุกอยู่ที่การรินน้ำลงแก้ว เผอิญว่าปากแก้วมันค่อนข้างเล็ก เลยรินยากหน่อย แต่ก็มีเจ้าหน้าที่เยอะ และมีความเชื้อเชิญให้เข้ามารับน้ำ แถมยังบอกว่าเอามือรองล้างหน้าก็ได้ โดยเฉพาะคนที่ไม่มีแก้ว หรือลืมเอาแก้วมา

นอกจากเรื่องของการให้น้ำแล้ว ป้ายประกาศก็เป็นเรื่องที่ดีงาม ทั้งป้ายที่วางไว้ที่โต๊ะให้น้ำ ว่าให้ดื่มน้ำหมดแก้ว จะได้ไม่เปลืองน้ำ หรือจะเป็นป้ายที่ซุ้มให้อาหารที่บอกว่า ใช้ช้อนเดียวทั้งงาน เมื่อไปรับอาหารและได้ช้อน ทุกคนจะต้องใช้ช้อนคันเดียวจนหมดทั้งงาน แล้วไปคืนที่จุดแยกขยะพร้อมกัน

จุดคัดแยกขยะก็ดีงาม มีเจ้าหน้าที่คอยยืนบอกวิธีการแยกขยะอย่างอารมณ์ดี ไม่มีทีท่าเหนื่อยหน่ายเลย เราเลือกเมนูอาหารที่ทานคือบะหมี่ปราบเซียน ซึ่งเราหยิบอาวุธแค่ตะเกียบ ไม่ได้หยิบช้อน เมื่ออิ่มแปล้กับบะหมี่ปริมาณมากแล้ว เราก็ต้องเอาขยะไปทิ้ง วิธีการแยกก็ไม่ยาก เพราะเราก็ได้ทำอยู่เรื่อยๆอยู่แล้ว เทเศษอาหารลงถังก่อน แล้วก็ทิ้งชามกระดาษในถุงชามกระดาษ ทิ้งตะเกียบในถุงตะเกียบ เท่านั้นก็เป็นอันเรียบร้อย หิวน้ำเหรอ ก็เอาแก้วไปรับน้ำสิ อยากดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่เหรอ ก็หยิบดื่มได้เลย ทางผู้จัดเตรียมไว้ให้มากมายอยู่แล้ว งานนี้ใช้เอ็มสปอร์ต ซึ่งบรรจุภัณฑ์เป็นแก้ว ไม่ใช่พลาสติก เวลาจะทิ้งก็ค่อยทำการแยกขวดแก้ว และฝาออกจากกัน แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้วค่า เราเดินไปดูด้านหลังที่เจ้าหน้าที่รวบรวมขยะไว้ แค่ฝาขวดก็ไม่น่าจะต่ำกว่าพันฝาแล้วล่ะค่ะ แค่นี้เราก็ขนลุกนะคะ แล้วนี่งานอื่นๆที่แจกขวดพลาสติก จะเกิดขยะสะสมจากงานเดียวมากมายขนาดไหน ขอบคุณผู้จัดงานนี้ที่เปิดหูเปิดตาจากนักวิ่ง และก็ต้องขอบคุณนักวิ่งที่ให้ความร่วมมือกับผู้จัดเป็นอย่างดีด้วยค่ะ

เส้นทางวิ่งค่อนข้างดีตรงที่ไม่งง ป้ายบอกทางชัดเจน มีป้ายบอกระยะทางดีและตรง มีเจ้าหน้าที่ยืนประจำคอยบอกทางทุกจุดทางแยก อาจจะแออัดเป็นบางช่วง โดยเฉพาะช่วงวิ่งกลับตัว และช่วงที่วิ่งผ่านลานจอดรถ แม้ไม่มีการเชคอิน ไม่มีจุดเชคพอยท์ และมีการวิ่งวนกลับมาที่เก่า แต่หางนักวิ่งคนท้ายสุดก็หมดไปแล้ว ดังนั้นเราก็แค่วิ่งไปเรื่อยๆจนถึงเส้นชัย ได้รับเหรียญสวยๆแล้วก็พอใจแล้ว ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจช่วยเหลือป่าแล้ว ต่อไปถ้าอยากช่วยอีกก็สามารถเข้าไปที่เวปไซท์ของมูลนิธิได้เลยค่ะ

สรุปการวิ่งวันนี้มาแบบสบายๆ วิ่งไป 10.06 กิโลเมตร ด้วยเวลา 1:14:27 ชั่วโมง เลยได้ความเร็วเฉลี่ย 7:24 นาทีต่อกิโลเมตร

แม้จะพยายามคุมชีพจร แต่ก็หลุดไปโซน 4 อยู่เรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่อยู่ในโซน 3 มาเริ่มคุมไม่ได้ก็ช่วง 3 กิโลเมตรสุดท้ายค่ะ แต่ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้ซีเรียสอะไรอยู่แล้วค่ะ

เส้นทางมีการวิ่งขึ้นลงสะพานเลยได้กราฟความชันมาพอสมควร อุณหภูมิก็เป็นไปตามคาดคืออยู่ระหว่าง 29-30 องศาเซลเซียส

วันนี้ดีใจที่ตรงเส้นชัยได้เจอกับครูดินด้วยค่ะ ครูดินเป็นไอดอลในวงการวิ่งที่เราชื่นชม โดยเฉพาะเมื่อได้อ่านหนังสือวิ่งของครูแล้ว ก็ยิ่งชื่นชอบ เลยขอถ่ายรูปคู่กันหน่อย ถือว่าวันนี้เป็นวันดีอีกวันค่ะ

ถอดบทเรียนจากวันนี้ ร่างกายเป็นเพื่อนของเรา เราควรใช้มันให้ดี ให้คุ้มค่ากับที่เราได้มาครบ 32 ประการจากบุพการี เราอยากใช้ร่างกายอย่างไร ก็ต้องฝึกให้มันเป็นไปแบบนั้น นอกจากฝึกกายแล้วเราก็ต้องฝึกใจให้เรียนรู้การทำงานของร่างกายให้ดีที่สุดไปด้วย เพื่อให้ได้ผลการใช้งานที่ดีที่สุด โดยยังอยู่ได้ดีทั้งกายและใจไปจนแก่เฒ่า การฝึกไปเรื่อยๆทั้งกายและใจ สุดท้ายไม่มีใครได้ประโยชน์นอกจากคนลงมือทำ

ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีสุขภาพกายและใจที่สัมพันธ์กันดีนะคะ

ไม่มีน้ำตา ไม่มีดราม่า เพราะรู้ว่าผลที่ได้มันสมควร

หลังจากชวดฟูลมาราธอนงานนี้ปีที่แล้วเพราะเจ็บหนักจนต้องลดระยะลงเหลือฮาล์ฟและซ้อมไม่ทัน มาปีนี้จึงตั้งใจเป็นมั่นเหมาะว่าจะคว้าเหรียญ Finisher สวยๆมาครองให้ได้ แต่ก็เหมือนฟ้าลงโทษ อาการเจ็บเท้าแบบที่เลี่ยงไม่ได้เพราะโครงสร้างเท้ามีปัญหามาแต่เกิดทำให้หมองดให้วิ่งยาวระยะหนึ่งและต้องหลุดจากโปรแกรมซ้อมกลางทาง แต่เมื่อความฝันเรียกหา จึงทำให้ต้องมายอมรับความจริง และหาทางว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง เพื่อไปให้ถึงจุดนั้น

ฟูลที่ 2 กับการต่อสู้กับอาการเจ็บเท้าที่ทำให้ซ้อมยาวไม่ได้ ระยะไกลสุดที่วิ่งถึงคือ 22 กิโลเมตร ซ้อมด้วยการถนอมตัวเอง แต่ยังคงวิ่ง 4 วันต่อสัปดาห์ ไม่ต่ำกว่า 40 กิโลเมตรต่อสัปดาห์มานาน 6 เดือน เอาเวลาที่เหลือไปเล่นกล้ามท้อง สะโพก เข่าและเท้ามากขึ้น สลับกับคาร์ดิโออื่นๆวนไป แล้วมารอดูว่า ร่างกายให้รางวัลอะไรบ้าง

และแล้ววันที่เฝ้ารอก็มาถึง เราขับรถออกจากกรุงเทพเวลา 11.30 แต่เจอรถติดหนาแน่นที่ด่านเก็บเงินด่านหนึ่งจนต้องระเห็ดระเหินหาทางอื่นไป ไปๆมาๆก็ถึงจุดรับบิบเวลา 16.00 และกลุ่มน้องๆที่ขับรถตามมาสมทบเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนรถเจ้าถิ่น ไอ้ที่วางแผนว่าจะไปกินบุฟเฟ่ต์ก็เป็นอันต้องล้มเลิกไป ไปนั่งปัดยุงที่โรงพักแทน กว่าจะได้กลับบ้าน จัดข้าวของเสร็จ ก็ปาเข้าไป 23.00 ซะแล้ว

การจราจรเข้าไปรับบิบปีนี้พัฒนากว่าปีก่อนมาก มีการจัดกำลังทหารยืนโบกทุกจุดที่มีแยก และสามารถจัดระเบียบจนถึงที่จอดรถอย่างเรียบร้อย ที่จอดรถเพียงพอ ระบบรับบิบเป็นระเบียบ แต่เจ้าหน้าที่อาจน้อยต่อจุด โดยเฉพาะระยะมาราธอน ที่มีเจ้าหน้าที่เพียง 2 คน ทำให้แถวยาวพอสมควร แต่ก็ยังพอรอได้ น้องๆทหารพยายามจัดระเบียบแถวให้อย่างเรียบร้อย ชนิดชี้เส้นบนพื้นให้ยืนรอเหมือนได้มาฝึกทหารกันเลยทีเดียว เราต้องรับบิบแทนน้องที่ประสบอุบัติเหตุและต้องรอประกัน และด้วยความที่น้องๆลงสมัครระยะไม่เหมือนกันเลย มีทั้งฟูล ฮาล์ฟ และมินิ ทำให้เราต้องไปรอคิว 3 ครั้ง เสียเวลาไปพอสมควร ส่วนการรับเสื้อก็ต้องรอรับทีละไซส์ กลุ่มเรา 4 คน เสื้อ 4 ไซส์ มีตั้งแต่ S, M , L, 3XL ดีที่คนไม่เยอะ ทำให้แถวไม่ยาว ใช้เวลาไม่นาน น้องทหารยืนดักทีละจุด ชี้ทางไปจนกว่าจะถึงสถานี C ซึ่งเป็นจุดเชคบิบ เป็นอันจบพิธี

หลังจากรับบิบแล้ว ก็เดินไปดูจุดปล่อยตัวสร้างแรงบันดาลใจให้ฮึกเหิมอีกสักหน่อย และอยากจะให้แน่ใจด้วยว่าจุดปล่อยตัวอยู่ที่เดิม เดินไปดูแล้วก็อดถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกไม่ได้

เราชอบงานนี้ตรงที่มีร้านมาออกบูธขายอุปกรณ์กีฬามากมาย เราจึงไปเดินช้อปต่อ รอเวลาน้องๆเคลียร์เรื่องรถ แต่กลายเป็นว่าเรื่องไม่จบ เลยต้องไปนั่งรอนอนรอที่โรงพักเป็นเพื่อน รอขั้นตอนทางราชการที่เนิ่นช้า เหตุเกิดตั้งแต่บ่ายสาม แต่รอเจ้าหน้าที่มา และจนจบขั้นตอนที่โรงพักก็ประมาณสามทุ่มครึ่ง ได้ทานข้าวเย็นแล้วค่อยกลับบ้านเตรียมของ เราติดบิบแบบง่วงๆงุนๆ เตรียมเป้น้ำแบบเอาของเข้าออกแบบมึนๆ ยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเองพรุ่งนี้ แต่มาถึงตรงนี้แล้ว ก็ต้องให้ถึงที่สุด

เราตื่นตีสอง จัดข้าวหนึ่งจานเต็มท้อง แล้วออกเดินทางไปที่สนามแข่ง รุ่นพี่ที่เราไปขอใบบุญหลับนอนที่บ้านมีความใจดีออกมาส่งที่งาน เรากับน้องต้องผู้ซึ่งลงแข่งระยะฟูลก็พากันเดินเข้าสู่จุดปล่อยตัว น้องต้องเคยวิ่งฟูลสนามนี้เมื่อปีที่แล้ว และได้เปิดกราฟความสูงชันของเขาที่จะต้องวิ่งผ่าน โดยให้ข้อมูลว่า นอกจากเนินแรกที่เราเคยได้เจอเมื่อฮาล์ฟปีที่แล้วแล้ว ยังจะเจออีกเนินที่แสนจะหฤโหดตรงกิโลที่ 10 ด้วย ซึ่งเราก็ได้เตรียมใจมาแล้ว แต่ขานี่ไม่ได้ซ้อมขึ้นลงเนินสักเท่าไร เลยคิดว่าคงไม่พร้อม เลยบอกตัวเองให้เบาๆกับขาสักหน่อย และหวังว่าการวิ่งทั้งหมด 5 ปีที่ผ่านมา จะช่วยสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อขาได้ และสามารถช่วยได้บ้างไม่มากก็น้อย

เราเดินเข้าสู่จุดปล่อยตัว ซึ่งผู้คนค่อนข้างหนาแน่นเรายืนยืดกล้ามเนื้ออยู่ด้านหลัง ปล่อยให้ขาแรงได้ออกแรงกันไปก่อน น้องต้องให้ข้อมูลว่า คนเยอะกว่าฟูลปีที่แล้วมาก ปีที่แล้วคนค่อนข้างโหรงเหรง แสดงว่ากิตติศัพท์งานนี้เป็นที่เลื่องลือ ทั้งเส้นทางวิ่งที่เรียกได้ว่าโหดสุดแห่งปี และระบบการจัดการที่เป็นทหารจัด จึงคาดหวังได้ว่าจะเป๊ะ แม้ระบบการรับสมัครปีนี้จะล้มเหลวไม่เป็นท่าจนกระแสฮือฮาว่าเป็นการสมัครหัวร้อนแห่งปี แถมพ่วงด้วยการทำบิบผิดระยะของฮาล์ฟและฟูลเกือบทั้งหมด จนต้องรีบส่งบิบที่ถูกต้องให้ใหม่เกือบไม่ทัน แต่ก็ถือว่าผู้จัดได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว คราวนี้ก็เหลือแต่เรื่องการจัดงานที่จะต้องมาวัดความสามารถของผู้จัดกันอีกที

ความกังวลก่อนปล่อยตัวก่อตัวขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนกับงานไหน ในหัวมีแต่คำว่าซ้อมระยะไม่ถึง ดังนั้น เรื่องแรกที่ตกลงกับตัวเองคือ ต้องมีสติ และยอมรับความจริงเท่านั้น เราวางแผนไว้ว่า ให้สังเกตร่างกายตัวเองตลอดเวลา ถ้าส่ออาการที่บ่งบอกว่าอาการเจ็บจะแย่ลง เราต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง หยุดคือหยุด อย่ามองที่เส้นชัยแค่ตรงหน้า แต่ต้องมองให้ไกลถึงตอนอายุ 80 ที่เราฝันว่าเราจะยังคงวิ่งได้ เราคิดว่าการวางแผนเพื่อ DNF ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ถ้าแผนการวิ่งที่วางมาไม่เป็นใจ เราสามารถสลับโหมดไปแผน DNF ได้อย่างศิโรราบ

แล้วแผนการวิ่งคืออะไร ณ จุดเริ่มต้น เราจะเจอเนินแรกยาว 4 กิโลเมตร มีช่วงพักทางราบตรงกลางเล็กน้อยแล้วขึ้นต่อ เราจะวิ่งเท่าที่ไหว คุมโซนหัวใจไม่ให้เกินโซน 3 หากขาเริ่มล้าให้หยุดเดิน หลังจากนั้นจะเป็นทางลงเขา และวิ่งริมทะเล ตรงนั้นสามารถทำระยะได้ ก็ให้เข้าโซน 3 ไปได้เลย และเมื่อถึงโลที่ 10 ที่น้องต้องบอกไว้ว่าจะขึ้นเนินอีกครั้ง เราจะเดินสลับวิ่ง ซึ่งคงต้องดูความชันของเนิน และประเมินกำลังขาเป็นพักๆ หากขาล้าให้เดินเท่านั้น และดูโซนหัวใจกำกับ หากเป็นเส้นทางเดิม น้องต้องได้บอกไว้ว่าเราจะถึงเรือหลวงจักรีนฤเบศรที่กิโลเมตรที่ 16-17 และเมื่อถึงเวลานั้น ซึ่งเป็นจุดไฮไลท์ที่เราเฝ้ารอ เราจะเริ่มเดินสลับวิ่ง โดยกำหนดวิ่งพันก้าว สลับเดินร้อยก้าว หากถึงจุดให้น้ำจะรับน้ำแล้วเดินจนหายเหนื่อยแล้วจะไปต่อ เราเลือกที่จะเดินขึ้นเนินชันและวิ่งเบาๆลงเนิน กับทางราบแทน เราตั้งใจว่าจะทำอย่างนี้ไปจนจบ ทั้งหมดนี้ เป็นแค่แผนที่ตั้งใจไว้ มาดูความเป็นจริงกันเลยว่าจะเป็นอย่างไร

ใครๆก็ว่าสนามนี้โหดน่าดูชม ทำให้รู้ว่าประมาทไม่ได้ การมีสติประคับประคองถนอมตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ แผนการเดินสลับวิ่งไม่ใช่เรื่องน่าอาย เมื่อร่างกายรองรับการวิ่งตลอดเส้นทางไม่ได้ เราจึงต้องยอมรับความจริง และตั้งสติให้มั่น สติจะช่วยให้สามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ดังนั้น สติรวมกับวิธีการไปให้ถึงจุดหมายจึงสำคัญที่สุด

เราผ่านเนินหฤโหดที่ 4 กิโลเมตรมาได้อย่างสบายๆ โดยยังคงวิ่งกับน้องต้องอยู่ แต่เมื่อวิ่งผ่านตลาดสัตหีบ และทางเลียบทะเล ขาก็เริ่มบอกความล้าผิดปกติ แต่ไม่มาก เราเลยบอกน้องต้องให้ไปก่อนเลย ส่วนเราขอลดลงมาคุมโซน 2 จากเมื่อสักครู่อยู่โซน 4 หากปล่อยให้อยู่โซน 4 นาน เกิดแลคเตทสะสมเยอะ อาจทำให้ไม่จบได้ เราวิ่งคุมโซน 2 ไปเรื่อยๆ ไม่เหนื่อย ไม่ล้า สบายตัวขึ้นมาก จึงทำเวลาและระยะได้ดี ดูเพซแล้วอยู่ในระดับ 7 กว่า ลมเย็นๆพัดมาปะทะหน้า หัว และตัว ช่วยลดความร้อนในตัวและผ่อนคลายมากๆ

เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 10 ที่คาดว่าจะต้องวิ่งขึ้นเนิน กลายเป็นเลี้ยวซ้ายวิ่งเข้าเขตทหาร ออกสู่ถนนที่ทอดตัวเข้าสู่เรือรบ ถนนเส้นนั้นขึ้นเนินยาวไปเรื่อยๆสุดลูกหูลูกตาสำหรับนักวิ่งอย่างเราที่ยังคงหลับใน เมื่อต้องมาวิ่งในช่วงเวลาที่ปกติจะนอนผึ่งพุง และตรงนั้นก็เป็นกิโลเมตรที่ 17 แล้ว รวมถึงปกติเราชอบวิ่งตอนเย็น และจะตื่นวิ่งตอนเช้าก็ต่อเมื่อมีงานวิ่งเท่านั้น บวกกับเมื่อคืนได้นอนเพียง 3 ชั่วโมง ทำให้ร่างกายเริ่มออกอาการล้าจากการพักผ่อนไม่พอ ทั้งที่กำลังกายยังดี และหัวใจยังคงปกติ เพราะเราประคับประคองให้หัวใจอยู่ในโซน 2-3 ไม่ให้หลุดโซน 4 มาตลอด

เมื่อฟ้าเริ่มสว่าง เป็นสีฟ้าเข้มๆ เราก็วิ่งมาได้ 19 กิโลเมตรแล้ว มองเห็นเรือรบอยู่ไกลๆ อีก เราก็เริ่มตื่นเต็มตาและตื่นเต้น ประมาณ 2 กิโลเมตรจะถึงจุดกลับตัว เราเห็นเพื่อนๆที่กลับตัวกันมาแล้วสวนทางเราออกไป เรากำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เรือรบแล้ว วิ่งผ่านป้ายที่เขียนว่าไปหาดนางรำหาดนางรอง ตอนนั้นตื่นเต้น เพราะไม่เคยเห็นเรือมาก่อน และเราถือว่าเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเรา การที่ทางผู้จัดให้มากลับตัวที่ระยะกิโลเมตรที่ 21 พอดี เป็นผลทางจิตวิทยาอย่างหนึ่ง คือทำให้เรามาถึงครึ่งทางแบบมีจุดมุ่งหมาย ช้ากว่าปีที่แล้ว เพราะเราเองก็คิดว่า ร่างกายคงส่งสัญญาณล้าอีกทีหนึ่งหลังระยะ 21 กิโลเมตรมาแล้วแน่ๆ เพราะซ้อมระยะไกลสุดมาเพียงแค่นั้น การวิ่งถึงก่อนเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะการนับถอยหลังกับระยะทางที่เหลือต่อจากนี้สำหรับเรา คือการแข่งขันที่แท้จริง นั่นคือแข่งขันกับความแข็งแรงทางกาย และความเข้มแข็งทางใจของตัวเองอย่างเดียวเท่านั้น

เราหยุดถ่ายรูปกับเรือและนาฬิกาจับเวลาที่จุดกลับตัวประมาณ 10 นาที เป็นช่วงเวลาที่ไม่เสียดาย เพราะด้วยบรรยากาศที่เห็นเพื่อนนักวิ่งทุกคนครื้นเครงกับการถ่ายรูป และฟ้าก็สว่างพอดี ได้ภาพสวยๆที่มีแสงเพียงพอ และดูเหมือนทุกคนจะตื่นเต็มตาแล้ว จึงส่งเสียงพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ใครมาเป็นกลุ่มก็เฮฮา ใครมาเดี่ยวๆก็ผลัดกันช่วยถ่ายรูป นี่คือเสน่ห์ของการวิ่งระยะมาราธอนจริงๆ เราได้ยินคุณลุงกลุ่มหนึ่ง เรียกให้วิ่งกันต่อเพราะหยุดถ่ายรูปกันมาครึ่งชั่วโมงแล้ว เราวิ่งกลับตัวขณะที่เวลาโชว์บนแผงนาฬิกาไซโก้ขนาดใหญ่บอกเวลา 3:10 ชั่วโมง

เราวิ่งกลับออกมาสวนนักวิ่งคนอื่นที่กำลังจะได้เข้าไปเห็นเรือรบใกล้ๆกันแล้ว เจอพี่ผู้ชายคนหนึ่งวิ่งปรบมือให้กำลังใจนักวิ่งที่สวนมาว่าอีกนิดเดียว จะถึงเรือรบแล้ว นี่ก็คืออีกหนึ่งบรรยากาศที่พบเจอได้ง่ายดายในสนามวิ่งมาราธอน การส่งต่อกำลังใจนั่นเอง

เราเจอนักวิ่งหญิงท่านหนึ่งนั่งอยู่ข้างทางคนเดียว แรกๆนึกว่าเป็นตะคริว จึงวิ่งเข้าไปหา กะว่าจะยืดให้ แต่ปรากฎว่าปวดเข่ามาก วิ่งต่อไม่ไหว ขณะที่กำลังจะควักสเปรย์ออกจากกระเป๋า ก็มีพี่ผู้ชายคนหนึ่งจากหน่วยปฐมพยาบาลวิ่งเข้ามาพาออกไปที่หน่วยพอดี เราเลยวิ่งต่อและหวังว่าน้องจะปลอดภัย ระหว่างนั้น มีนักวิ่งชายท่านหนึ่ง วิ่งมาหาเพื่อขอสเปรย์ที่เข่าและถามถึงเทปพันเข่า ซึ่งหน่วยปฐมพยาบาลไม่มี แต่เรามี เราพกมาเผื่อเท้าอาการกำเริบพอดี จึงหยิบออกมาทำการแปะให้พี่ผู้ชายท่านนั้นไป และหวังว่าคงจะพอช่วยได้บ้าง ไม่หลุดซะก่อน เพราะแปะบนผิวที่ถูกสเปรย์แล้ว กาวอาจแปะไม่ค่อยอยู่ หลังจากนั้นเราก็ออกวิ่งต่อ ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นมาคือ ความรู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นนั่นเอง

ปกติเราจะเป็นคนเริ่มพูดกับคนอื่นไม่เก่ง แต่ด้วยความที่เราได้รับการทักทาย และให้กำลังใจจากเพื่อนนักวิ่งท่านอื่นอยู่เสมอ และเราก็รู้ว่ามันช่วยเพิ่มกำลังใจได้ แม้เราไม่รู้จักกัน ในงานนี้เราจึงเริ่มต้นทักคนอื่นก่อน และชวนคุยตอนเดินเหนื่อยๆกัน ทำให้ได้เพื่อนมากมาย และได้กำลังใจไปในตัวด้วย เป็นการแบ่งปันความสุข และส่งต่อกำลังใจที่ได้ผลดียิ่ง

เราวิ่งกลับมาทางเดิม ผ่านกรมอู่ทหารเรือ ตึกประชุมใหญ่ๆหลายตึก วูบหนึ่งที่หมดแรงตรงกิโลเมตรที่ 32 ตอนนั้นคิดว่าหรือจะพอ ความฝันอยากวิ่งให้นานชั่วชีวิต ไม่อยากเจ็บ มีพลังมากกว่า ดีกว่าต้องหยุดวิ่งก่อนเวลาอันควร แต่อีกวูบก็คิดว่ายังพอไปได้นี่นะ เราไม่ได้เจ็บจนเป็นสัญญาณว่าต้องหยุด แต่เพราะไม่ได้ซ้อมยาวจึงทำให้ร่างกายไม่คุ้นเคยกับการออกแรงในเวลายาวนานเช่นนี้ จึงบอกตัวเองว่าไม่หยุด ไม่อยากหยุด มาตั้งไกลแล้ว ถ้าจะต้องหยุด ก็ต่อเมื่อหมดเวลา Cut off แล้วกัน ในตอนนั้น นึกชมคนที่ DNF ตัวเองก่อนเวลา Cut off ว่ากล้าหาญมากที่ยอมรับความจริงได้ แม้อดไม่ได้ที่จะรู้สึกพ่ายแพ้ แต่ทุกอย่างคือประสบการณ์ และมันคงดีกว่าที่จะฝืนต่อไปหากร่างกายไม่ไหวจริงๆ

ที่กิโลเมตรที่ 32 เส้นทางวิ่งกลับสู่ทางวิ่งริมทะเลอีกครั้ง ลมพัดเย็นสบาย เพื่อนนักวิ่งส่วนใหญ่เริ่มเดินกันแล้ว ใครยังพอวิ่งไหวก็วิ่งต่อ สำหรับเราเหลือการวิ่งร้อยก้าว เดินร้อยก้าวไปแล้ว นอกจากลมเย็นๆที่ช่วยให้ยังคงไปต่อได้ ก็ยังมีเสียงพูดคุยให้กำลังใจจากเพื่อนนักวิ่งที่มากันเป็นกลุ่มๆ เค้าให้กำลังใจกันเอง เราได้ยินก็พลอยได้กำลังใจขำๆไปด้วย มีพี่คนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า เอ้า เล่นๆมา 32 กิโลเมตรแล้ว เอาจริงสักที อีก 10 กิโลเมตรเอง ก็เฮฮากันไป วิ่งๆไปเราก็จะเจอน้องๆทหารนาวิกโยธินมายืนเต้นส่งเสียงร้องเชียร์เป็นระยะๆ สร้างความครื้นเครงและบรรยากาศสนุกๆได้ดี

เมื่อวิ่งผ่านตลาดเราก็รู้แล้วว่าอีกไม่นานก็จะเข้าสู่ทางหลัก และแล้วเราก็เริ่มกลับเข้าสู่เส้นทางเดียวกับฮาล์ฟปีที่แล้ว ที่มีบ้านพักเป็นหลังๆอยู่สองข้างทาง และเป็นเนินซึมๆ จนใครๆก็บอกว่าวิ่งก็ซึม เดินก็ซึม เส้นทางนี้มีรถวิ่งเข้าออกจากซอยและรถวิ่งทางหลักพอสมควร แม้มีทหารยืนดูเป็นจุดๆ แต่ด้วยความที่รถในนี้วิ่งเร็ว ไม่ค่อยสนใจนักวิ่ง เราเลยต้องเดินหลบๆบนฟุตบาท ไปจนถึงทางเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนหลักอีกเส้นหนึ่ง ถนนเส้นนี้มุ่งหน้าตรงสู่หาดเตยงาม มีรถวิ่งสวนกัน แม้เจ้าหน้าที่จะตั้งกรวยแบ่งทางไว้ให้วิ่ง ก็ออกจะน่ากลัวจนเราต้องวิ่งหลบอยู่ริมฟุตบาท ตรงนั้นระยะทางเข้ากิโลเมตรที่ 36 แล้ว น้องต้องเข้าเส้นชัยแล้ว แต่เรายังเดินตากแดดที่ร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆอยู่เลย

เมื่อวิ่งกลับมาเข้าเส้นทางหลักนี้ เราเมื่อยหลังส่วนล่างมากเหมือนกับว่ามันจะขาดออกจากขา แม้ก่อนหน้านี้จะหยุดยืดเรื่อยๆตามข้างทางพร้อมเพื่อนนักวิ่งท่านอื่นๆ แต่ครั้งนี้เราต้องหยุดยืดข้างทางอยู่พักหนึ่ง มีพี่ผู้ชายท่านหนึ่งขี่จักรยานมาถามว่า เป็นอะไรไหม เราจึงถามว่ามีสเปรย์ไหม เรากำลังคิดจะควักสเปรย์ออกจากกระเป๋าพอดี แต่พี่เค้าควักออกมาจากกระเป๋าฉีดให้ที่หลังก่อน รู้สึกดีขึ้นอีกคราวหนึ่ง เราขอบคุณพี่ใจดี และออกเดินต่อไป

ตอนใกล้ถึงผาวชิราลงกรณ์ เราเจอเพื่อนนักวิ่งชายท่านหนึ่ง เดินหมดแรง เหงื่อเต็มหน้า และตัวเปียกด้วยเหงื่อ เดินลากขา ดูหมดแรงเต็มที่ เราวิ่งผ่านและหันกลับมามอง เห็นหน้าที่อ่อนแรงแล้วทำให้เราต้องหยุดให้กำลังใจ เราพยายามจะบอกว่า อีกนิดเดียวก็จะได้เห็นวิวสวยๆของผาวชิราลงกรณ์แล้ว แล้วเพื่อนนักวิ่งก็พูดว่า ผมไม่ไหวแล้วจริงๆ เราก็พยายามกระตุ้นอีกนิดหนึ่ง ใจนึงลังเลว่าจะพาเดินไปด้วยกันดีไหม เค้าจะอยากให้ไปด้วยหรือเปล่า อีกใจก็ห่วงน้องๆที่รออยู่ที่เส้นชัยนานแล้ว สุดท้ายเพื่อนนักวิ่งกล่าวขอบคุณ เราจึงออกวิ่งต่อ ยอมรับว่ารู้สึกผิดที่ไม่ได้พาเข้าเส้นชัยด้วย

เราเดินขึ้นเนินสุดท้ายมุ่งหน้าสู่ผาวชิราลงกรณ์ อีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่เป็นไฮไลท์ของงานนี้ จำได้ว่าปีที่แล้วเรามาถึงเนินนี้ด้วยความรู้สึกเหนื่อยอ่อน และยังแขยงปริมาณคนที่เยอะมากมาออกันในที่เดียว ปีนี้ทางผู้จัดจึงจัดให้เดินขึ้นทางหนึ่ง และวนลงอีกทางหนึ่ง ปัญหาคือต้องวิ่งขึ้นเนินไปกลับตัวไกลพอสมควร แต่ก็คุ้มค่า เพราะตอนนั้นแสงแดดส่องลงมาเต็มที่แล้ว สะท้อนกับน้ำทะเลทำให้เราเห็นเป็นสีฟ้าสดสวย ตรงจุดกลับตัวมีนาฬิกาบอกเวลา ซึ่งไม่ได้มีผลอะไรกับเรา แต่มีจุดบอกสุดเขตหาดเตยงามให้ถ่ายรูปต่างหากที่น่าสนใจ

และที่ผานี้นี่เองที่เหล่าช่างภาพมาอยู่รวมกัน และก็แถวนี้เองที่เราก็อยากมีรูปสวยๆ เลยยอมหันหน้าสู้แดด และออกวิ่งเฮือกสุดท้ายอีกรอบนึง

ยอมรับเลยว่า ช่างภาพทำให้เรามีแรงเฮือกสุดท้ายจริงๆ เลยได้ภาพสวยๆมามากมาย แบบว่าซื้อจนหมดงบซะด้วย เราวิ่งลงมาจากผาและก็เห็นเส้นชัยอยู่ตรงหน้าลิบๆแล้ว มาถึง ณ จุดนี้คงไม่มีอะไรมาหยุดเราได้แล้ว

เรามองหาพี่พงษ์แห่ง Papa Colorful ผู้ซึ่งบอกไว้ว่าอยู่ที่เส้นชัย รอถ่ายรูปสวยๆให้ และก็เห็นตากล้องคนสุดท้ายนั่งอยู่บนพื้น ใส่หมวกปิดหน้าปิดตาหมด เราชูมือให้ถ่ายแบบดีใจถึงซะที แล้วพี่พงษ์ก็เปิดผ้าออกมาทักทาย ตกใจหมดเลย

ที่เส้นชัยมีผู้บัญชาการนาวิกโยธิน และน้องๆทหารมายืนปรบมือต้อนรับท่ามกลางแสงแดดเปรี้ยง รู้สึกดีมากๆที่ยังมีคนรอ เคยไปงานฟูลก่อนหน้านี้ เข้าคนท้ายๆ ไม่มีใครสนใจ งานแทบจะปิดหนีแล้ว นี่ยังมีคนคึกคัก มีเสียงบอกให้เดินไปรับผ้าขนหนู Finisher พอรับผ้าได้เท่านั้น ก็นั่งลงบนพื้นสนามหญ้าใต้เงาเต๊นท์แถวนั้นอย่างหมดแรง และชื่นชมเหรียญสวยๆอยู่คนเดียว นี่สินะ คือเหรียญที่เรามาตามล่า มันสวยเข้าไปถึงในใจเลยจริงๆ

เรานั่งยืดๆเหยียดๆสักพัก ก็เดินไปรับผลการวิ่ง และรับข้าวมาทานอย่างหิวโหย อาหารปีนี้ไม่คึกคักเท่าปีก่อน ที่มีร้านมาทำให้ทานสดๆตรงนั้น ทั้งข้าว ก๋วยเตี๋ยว แต่ปีนี้เป็นข้าวกล่องที่เมนูใกล้เคียงกันมาก ข้าวผัดหมู ข้าวผัดไข่ ข้าวหน้าหมู ข้าวหน้าไก่ แม้มีคูปองมาให้ 3 ใบ เอามาอย่างละกล่อง แต่รสชาติเหมือนกันหมดเลย แห้งๆเหมือนกันหมดด้วย เวลาเดินไปรับ มีป้ายบอกว่าเป็นเมนูอะไร แต่ข้าวที่วางแต่ละเต๊นท์ไม่ค่อยตรงกับป้าย เลยต้องเดินเวียนดูเองแบบงงๆ

เราเดินไปเห็นอ่างแช่เท้าที่เหือดแห้ง ท่ามกลางแดดจัดก็เสียดาย น่าจะมีให้นักวิ่งมากกว่านี้หน่อย อย่างน้อยอ่างน้ำเย็นก็มีส่วนช่วยสำหรับนักวิ่งที่มีการบาดเจ็บขาหลังเข้าเส้นชัยมา หรืออย่างน้อยก็สามารถช่วยในเรื่องของการฟื้นฟูร่างกายหลังการออกกำลังกายได้ แต่ชอบอยู่อย่างก็คือ มีบาร์ให้ยืดกล้ามเนื้อด้วย แต่คราวหน้า ขอเต๊นท์บังแดดด้วยจะดีกว่า มันร้อนมากค่ะ

การให้น้ำในงานนี้ถือว่าดีนะคะ ขาดน้ำเย็น น้ำหมด และแก้วหมดบางจุดเท่านั้น ดีที่แบกเป้น้ำไปด้วย เพราะส่วนตัวเป็นคนดื่มน้ำเยอะ เคยเจอสถานการณ์ที่น้ำหมดเกลี้ยง เจ้าหน้าที่ยืนมองตาปริบๆ จะกร่นด่า สบถแบบคนอื่นเค้าทำก็ไม่เป็น เลยตั้งใจไว้ว่าจะไม่ขอพึ่งพาเทวดาที่ไหน พึ่งตัวเอง แบกเป้น้ำ พร้อมอุปกรณ์จำเป็นอย่างไฟฉาย เทปรักษา น้ำ ขนม แว่นกันแดด สเปรย์ นอกจากใช้เองแล้ว อาจมีโอกาสได้เผื่อแผ่คนอื่นด้วย แต่บางทีเบื่อกล้วยตากของตัวเอง เจอจุดให้ขนม และผลไม้ ก็หยุดยืนทานอย่างมีความสุขได้ จุดให้อาหารที่กิโลเมตรประมาณ 30 มีครบทั้งแตงโม กล้วยที่ช้ำแล้ว สัปปะรด (ไม่ค่อยเหมาะกับกระเพาะที่ว่างจากอาหารของนักวิ่ง) เดินมาหน่อยค่อยมีขนมปัง เค้กกล้วยหอมให้คว้าเข้าปากได้อย่างมีความสุข หลังจากเติมพลังแล้ว เราก็มีแรงวิ่งต่อได้

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่างานจะออกมาอย่างไรในรายละเอียด แต่เราว่าภาพรวมของงานก็ถือว่าดีแล้ว น้องๆทหารมีความตั้งใจในการทำหน้าที่ของตัวเองเต็มที่ในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย การทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ในแต่ละจุด รวมๆกันจึงทำให้ผลออกมาดี นี่คือข้อดีของการเป็นทหาร นอกจากมีวินัยแล้ว ยังมีใจบริการด้วย รวมไปถึงการนำข้อติที่ได้จากนักวิ่งปีก่อนมาปรับปรุงในปีนี้อย่างเห็นได้ชัด เช่น เส้นทางวิ่ง การให้น้ำ สำหรับเราแล้วถือว่าสอบผ่านค่ะ

มาดูผลการวิ่งสักเล็กน้อยค่ะ ช่วงแรกปล่อยตัวจนถึงวิ่งขึ้นเนินไปสัก 1 กิโลเมตร GPS ในนาฬิกายังไม่ทำงาน จึงทำให้มีระยะทางที่มากกว่าปกติไปสักเล็กน้อย ได้ระยะรวมตามนาฬิกามา 42.65 กิโลเมตร เวลารวมนับจากจุดปล่อยตัวถึงเข้าเส้นคือ 6:36:07 ใช้พลังงานไป 2,506 แคลอรี ได้เพซเฉลี่ยอยู่ที่ 9:17 นาทีต่อกิโลเมตร ได้เส้นทางวิ่งสวยๆอยู่ริมทะเล

มาดูชีพจรกันค่ะ ส่วนใหญ่จะตกอยู่ในโซน 2-3 ซึ่งเป็นโซนที่เราคาดหมายไว้อยู่แล้ว มีหลุดขึ้นไปโซน 4 พอสมควรในช่วงขึ้นเนินช่วงแรกๆที่ทำให้เราต้องผ่อนลงหลังจากที่วิ่งลงเนินมาตรงเส้นเลียบทะเลแล้วนั่นเอง

ส่วนลำดับในการวิ่งนี่ ยอมรับเลยว่าไม่ได้ดูจนกลับบ้านแล้ว มีคนวิ่งฟูลมาราธอน 2385 คน เราได้ลำดับที่ 279 และได้ลำดับเดิมเมื่อเทียบกับผู้หญิงทั้งหมด 489 คน แต่ถ้ามาดูในกลุ่มอายุ 40-49 ปี 177 เราก็อยู่ในกลุ่มหลัง ลำดับที่ 112 นี่แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีผู้หญิงเข้าร่วมฟูลมาราธอนน้อย แต่เป็นนักวิ่งที่มีคุณภาพกันทั้งนั้นเลย

และแล้วเราก็ผ่านมาได้อย่างปลอดภัย มีระบมเท้าเล็กน้อย นวดด้วยน้ำแข็งไปเรื่อยๆ เช้าอีกวันก็หาย และการวิ่งฟูลทำให้เรารู้ว่า การมีสติในทุกย่างก้าว และความแข็งแรงของร่างกายที่สั่งสมมาตลอด 5 ปีมีส่วนช่วยให้สามารถผ่านพ้นระยะทาง 42.195 กิโลเมตรมาได้เป็นอย่างดี แม้การมาร่วมงานในครั้งนี้เราจะไม่สามารถคาดหวังผลเรื่องเวลาได้ แต่เราก็ยังคงตั้งความหวังไว้ที่ระยะทาง ขอให้วิ่งจบได้แบบปลอดภัยเท่านั้นเป็นพอ และเราก็ทำได้แล้ว เวลาที่ได้มา ไม่ได้มีความหมายอะไรกับเราเลย เรารักระยะฟูลมาราธอน เพราะมันสอนให้เราเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ยอมรับความจริง มีสติกับปัจจุบัน อดทน และที่สำคัญที่สุดคือสอนให้มีน้ำใจกับตัวเอง และเผื่อแผ่ถึงผู้อื่นได้ด้วย

ขอบคุณน้องๆที่มาด้วยกัน ทำให้มีเรื่องสนุกสนานได้พูดคุยกันต่อไปอีกนาน

การเดินทางกับร่างกายตัวเอง แบบไม่สนใจเวลา และดื่มด่ำกับบรรยากาศสนุกๆจากเพื่อนนักวิ่งที่ร่วมทางกันมา มันมีความสุขมากๆจริงๆ ขอบคุณทุกกำลังใจจากเพื่อนนักวิ่ง บรรยากาศฟูลอบอุ่น เป็นมิตร และเข้าอกเข้าใจเสมอ ขอบคุณตากล้องทุกสำนักตรงผาวชิราลงกรณ์ ที่ทำให้มีแรงวิ่งอีกครั้ง การเดินทาง 6:30 ชั่วโมงได้จบลงแล้ว ไม่มีน้ำตา ไม่มีดราม่า เพราะรู้ว่าผลที่ได้มันสมควร

ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีความสุขกับบรรยากาศฟูลมาราธอนกันนะคะ

8 กรกฎาคม 2561

ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง คือมิตรภาพที่เก็บเกี่ยวได้จริงจากเพื่อนร่วมทาง

กว่าจะได้มีเวลามารีวิวประสบการณ์ Pacer ครั้งแรก ก็เมื่อกำลังจะต้องไปเป็น Pacer งานต่อไป งาน Pacer ครั้งแรกเรียกได้ว่าเป็นที่น่าประทับใจยิ่งนัก เป็นอย่างไร ไปดูกันเลยค่ะ
แม้จะได้ลงสมัครวิ่งมินิมาราธอนช่วงบ่ายในงานงานหนึ่งไว้แล้ว สมัครไว้นานจนเกือบลืมไปแล้ว เพราะอยากได้เสื้อกับเหรียญ แต่เมื่อพี่พงษ์ เจ้าของเพจ Papa colorful ไลน์มาชวนไปเป็น Pacer ซึ่งเป็นหนึ่งในความฝันที่นักวิ่งคนหนึ่งอยากทำให้สำเร็จ จึงรับปากอย่างรวดเร็วจนเรียกว่าไม่ได้คิดอะไรเลยจะดีกว่า แค่ตอนรับปากและโดนชวนเข้าไปในกลุ่ม Pacer ที่จะไปงานเดียวกันแล้ว ยังตื่นเต้นจะแย่ กว่าจะมาตั้งสติทบทวนดูว่าอะไรเป็นอะไร แล้วเราต้องเตรียมตัวอย่างไร ก็ผ่านมาได้ 2-3 วันแล้ว

92 ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง 2

คำว่า Pacer ที่เรารู้จัก มีหน้าที่หลักๆคือ ช่วยเพื่อนนักวิ่งที่เข้าร่วมงานแข่งขันให้ถึงเส้นชัยด้วยเวลาที่กำหนดไว้ เป็นผู้ควบคุมความเร็วของการวิ่งอย่างสม่ำเสมอให้ได้ตามที่กำหนดไว้ตลอดเส้นทาง เช่น ถ้าเพื่อนๆต้องการวิ่ง 10.5 กิโลเมตรให้จบที่เวลา 70 นาที หรือ1:10 ชั่วโมง ก็ต้องวิ่งไปกับ Pacer 70 นาทีนั่นเองค่ะ ดังนั้น หากคำนวณความเร็วที่ควรจะวิ่งให้ได้ตามตัวอย่าง เราก็ต้องวิ่งที่ความเร็ว 6:40 นาทีต่อกิโลเมตร และนี่คืองานของเราค่ะ
เมื่อตกปากรับคำแล้วว่าจะเป็น Pacer 70 นาที ด้วยระยะวิ่ง 10.5 กิโลเมตร สิ่งที่จะต้องทำต่อไปคือการฝึกซ้อมค่ะ พี่เบิร์ดแห่งเพจลูกโป่งรันเนออร์ คือคนที่จะมาตามเก็บการบ้านของพวกเราเหล่า Pacer ทางกลุ่มไลน์ที่สร้างเอาไว้ค่ะ เราเคยได้ยินชื่อกลุ่มลูกโป่งรันเนอร์มานาน เคยวิ่งตามในงานบางงานมาแล้ว ตามไปดูประวัติก็ล้วนแต่ผลงานดี เลยรู้สึกดีใจมากที่ได้เข้าร่วมกลุ่มลูกโป่งรันเนอร์ และทำให้ยิ่งมีความตั้งใจและความมุ่งมั่นที่จะร่วมทำผลงานออกมาให้ดีด้วยเช่นกัน

92 ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง 3

ส่วนตัวเราในฐานะนักวิ่งที่เคยเจอ Pacer แย่ๆมาแล้ว ทั้งวิ่งเร็วไป ช้าไป ไม่สามารถควบคุมความเร็วได้ บางครั้งเร็วต้น ผ่อนปลาย บางครั้งช้าต้น เร็วปลาย เรียกว่าหาความสม่ำเสมอไม่ได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคนเป็น Pacer เพราะหากเราเร่งไป เพื่อนนักวิ่งจะตามเราไม่ทันทั้งที่สมรรถภาพของเขา อาจจะไปได้เรื่อยๆจนถึงเส้นชัยได้หากวิ่งที่ความเร็วสม่ำเสมอ เราเองมีเวลาที่กำหนดในใจในแต่ละการแข่งขันไว้แล้ว ดังนั้น ลูกโป่งบนหลัง Pacer ที่โดดเด่น จะเป็นเหมือนทั้งคนที่ทำให้เราวิ่งตามให้ทัน และเป็นคนที่เราจะต้องวิ่งหนีให้พ้น หากช้ากว่าเวลาที่กำหนด หรืออาจจะเป็นคนที่เราวิ่งไปด้วยกัน และหลายครั้งที่วิ่งไปด้วยกับ Pacer มืออาชีพ มันคือความอุ่นใจที่เราจะมีเพื่อนพาเราไปให้ถึงเส้นชัยได้อย่างตรงเวลา

ประสบการณ์แย่ที่สุดที่เคยเจอจาก Pacer กลุ่มหนึ่งคือ เริ่มต้นวิ่งเร็ว เหมือนกลัวไปไม่ถึงเส้นชัย จนเราเลิกตาม และมาช้าตอนหลัง พอเราวิ่งไปถึงกลับได้ยินคำถามว่า “เฮ้ย เร็วไปป่าววะ ต้องประมาณไหน” ซึ่งเป็นคำถามที่ไม่ควรหลุดออกจากปาก Pacer เพราะความเร็วที่คุณวิ่งอยู่นั้น คุณจะต้องคำนวณมาล่วงหน้าแล้ว และวิ่งตามความเร็วนั้นให้ได้ เราเลยเลิกสนใจนักวิ่งกลุ่มนั้น และก็แค่มองอย่างไม่แยแส เมื่อเห็นทั้งหลุ่มถ่ายรูปกันที่เส้นชัย พวกเขาอาจจะแค่ได้เป็น Pacer แต่ไม่ใช่คนที่เหมาะจะเป็น Pacer เพราะไม่ได้ทำหน้าที่ของ Pacer ให้ดีที่สุด