ฝึกไปเรื่อยๆทั้งกายและใจ สุดท้ายไม่มีใครได้ประโยชน์นอกจากคนลงมือทำ

เพิ่งผ่านพ้นไปฟูลมาราธอน 1 สัปดาห์เต็ม ถามว่ารู้สึกว่าร่างกายฟื้นตัวดีหรือยัง ก็สามารถตอบได้ว่าดีกว่าฟูลแรกมากมาย คงเพราะปีนี้เริ่มวิ่งระยะทางรวมมากขึ้น วิ่งช้าลงกว่าแต่ก่อนมาก ดูแลร่างกายตัวเองมากขึ้น วิ่งในสนามอย่างค่อยเป็นค่อยไป คราวนี้จึงมีอาการเมื่อยล้าเพียงแค่ 2 วัน หลังจากนั้นก็เริ่มวิ่งเหยาะๆคลายกรดลดแน่นตัวในระยะสั้นๆ 5-7 กิโลเมตร ด้วยความเร็วแบบน้องเต่าได้สบายๆ 2 วัน มาวันนี้มีอาการปวดเมื่อยตามตัวก็เนื่องจากว่า เมื่อวานซืนดันไปเข้าคลาสต่อยมวยลูกผสม HIIT นี่ก็บ้าพลังตามครูฝึกไป สุดท้ายด้วยการเคลื่อนไหวที่แปลกแหวกแนวไปจากการวิ่ง เลยทำให้ร่างกายล้าระบมยิ่งกว่าวิ่งฟูลมาซะอีก แรกๆก็เลยยังไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง แต่ที่แน่ๆเราลงวิ่งงานนี้ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใด แค่อยากมีส่วนร่วมช่วยเหลือองค์กรรักษาสิ่งแวดล้อมดีๆอย่างมูลนิธิสืบนาคะเสถียรตามแนวคิดคนรักป่าและธรรมชาติแบบเราเท่านั้นเอง

จริงๆแล้วมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้จัดงานวิ่งมาแล้ว แต่ไม่ได้ไปเพราะเหตุผลหลากหลาย มาปีนี้เลยตั้งใจว่าจะมาให้ได้ ยิ่งเห็นเสื้อแล้วยิ่งชอบ ยิ่งอ่าน Concept งานแล้วยิ่งชื่นชม โดยเฉพาะแก้วน้ำพกพานี่ ชื่นชอบเป็นพิเศษ มาดูกันว่าในงานจะเป็นอย่างไร แต่ก่อนอื่นขอพาไปรู้จักมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเพิ่มขึ้นอีกนิด โดยที่เราจะขออนุญาตนำพันธกิจของมูลนิธิมาแจกแจงเพื่อให้เพื่อนๆได้รู้จักองค์กรนี้มากขึ้น และหากใครสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถตามไปดูที่เวปไซท์ของมูลนิธิ http://www.seub.or.th ได้เลยค่ะ

พันธกิจของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

1. เป็นองค์กรที่สร้างและทำงานร่วมกับเครือข่ายในการอนุรักษ์ เพื่อเฝ้าระวังกฎหมาย นโยบาย โครงการ ที่ส่งผกระทบต่อระบบนิเวศของผืนป่า และสนับสนุนการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก

2. เป็นองค์กรแห่งการสื่อสารสาธารณะ ที่รวบรวมข้อมูลข่าวสารด้านผืนป่า สัตว์ป่า และทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานอนุรักษ์ และการเตรียมการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ

3. สร้างกลไกการมีส่วนร่วมและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในผืนป่าตะวันตก 20 ล้านไร่ รวมถึงการลดผลกระทบจากชุมชนที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศในผืนป่าตะวันตก

4. หนุนเสริมให้ชุมชนในผืนป่าตะวันตกมีวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ที่สมดุลกับธรรมชาติในผืนป่าตะวันตกทั้งพื้นที่คุ้มครองและป่าสงวนแห่งชาติ โดยการสนับสนุนอาชีพที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ

5. ส่งเสริมประสิทธิภาพ และสวัสดิการผู้พิทักษ์ป่า

6. พัฒนาองค์กรให้มีรายได้อย่างยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์ โดยการระดมทุนจากสาธารณะชนที่สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิสืบฯ และการจัดทำสินค้าที่ระลึกเพื่อนำรายได้มาลดภาระค่าบริหารจัดการองค์กร

7. เป็นองค์กรที่มีความมั่นคง โปร่งใส น่าเชื่อถือ และมีบุคคลากรที่ทำงานอนุรักษ์ที่มีประสิทธิภาพ

การจัดงานวิ่งครั้งนี้ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เพื่อหารายได้สมทบ “กองทุนมูลนิธิสืบนาคะเสถียร” สำหรับใช้ในการดําเนินกิจกรรมอนุรักษ์ตามแผนและยุทธศาสตร์ขององค์กร และมีเป้าหมายสำคัญให้เพื่อนๆนักวิ่งทุกท่านได้ร่วมเรียนรู้และตระหนักถึงความสำคัญของผืนป่าตะวันตกที่เปรียบเสมือนบ้านของสัตว์ป่า ตลอดจนเรื่องราวการทำงานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรในการรักษาผืนป่าตะวันตก เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้สาธารณชนได้ร่วมสืบสานเจตนารมณ์ รักษ์ผืนป่าและสัตว์ป่าเช่นเดียวกับที่ ‘สืบ นาคะเสถียร’ ได้ตั้งใจรักษาผืนป่าแห่งนี้ให้ยังคงอยู่สืบต่อไป

เมื่อเราทราบถึงเป้าหมายของการจัดงานแล้ว เราก็พร้อมเข้าร่วมอย่างเต็มภาคภูมิ ค่าสมัคร 600 บาท อาจแพงสำหรับบางคน แต่เราก็เต็มใจ และคาดหวังว่าคงจะเป็นเงินที่เข้าร่วมกับมูลนิธิได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากเสื้อ บิบ และเหรียญที่จะได้รับแล้ว ยังมีแก้วน้ำรูปใบไม้ให้ด้วย ทางผู้จัดประกาศมั่นเหมาะว่าจะลดขยะพลาสติกในงาน ดังนั้นจึงแจกแก้วยางแบบพกพาให้ทุกคนพกไปงาน เพื่อจะได้รับน้ำในแต่ละจุดได้

เนื่องจากงานจัดที่สวนหลวง ร.9 และไกลบ้าน จึงต้องไปค้างที่คอนโดรุ่นน้องแถวปุณณวิถี วันก่อนหน้าประชุมเลิกดึก กว่าเราจะได้นอนก็ห้าทุ่มแล้ว ตั้งนาฬิกาปลุกตีสี่ครึ่ง ทานข้าวนิดหน่อย แล้วจึงออกมาที่งาน อีก 10 นาที ใกล้เวลาปล่อยตัว เราเดินหาที่ฝากของ พบว่าแถวยาวมาก เพราะมีคนรับฝากแค่คนเดียว ต้องเรียงเลขที่เขียนลงบนบิบทีละคน ไม่ได้ใช้เลขบิบเป็นเลขรับของ จึงทำให้ช้า ระหว่างรอคิว ครูดินก็นำวอร์มอยู่บนเวที เลยทำตามครูดินไปพลางๆ

ใกล้เวลาปล่อยตัว เราฝากของเสร็จ แต่ไม่สามารถเข้าจุดปล่อยตัวได้ เพราะคนล้นออกมาข้างนอก เลยยืนยืดรอเวลาปล่อยตัวผ่านไปสักห้านาทีจึงค่อยๆทยอยเดินออกจากจุดปล่อยตัว เป็นงานที่คนเยอะมากพอสมควร กว่าจะได้เริ่มวิ่งก็ผ่านไป 15 นาทีแล้ว

งานนี้เราตั้งใจมาวิ่งฟื้นตัวหลังวิ่งมาราธอน จึงคิดว่าจะจัดให้หัวใจอยู่ในโซน 2-3 เอาตามที่ร่างกายไหว และวันนี้อากาศค่อนข้างเป็นใจ ไม่ร้อนมาก แม้จะความชื้นสูงไปนิดหนึ่งแต่ก็ไม่ทำให้รู้สึกอึดอัด เลยทำให้วิ่งไปได้เรื่อยๆ

ความสนุกอยู่ที่การรินน้ำลงแก้ว เผอิญว่าปากแก้วมันค่อนข้างเล็ก เลยรินยากหน่อย แต่ก็มีเจ้าหน้าที่เยอะ และมีความเชื้อเชิญให้เข้ามารับน้ำ แถมยังบอกว่าเอามือรองล้างหน้าก็ได้ โดยเฉพาะคนที่ไม่มีแก้ว หรือลืมเอาแก้วมา

นอกจากเรื่องของการให้น้ำแล้ว ป้ายประกาศก็เป็นเรื่องที่ดีงาม ทั้งป้ายที่วางไว้ที่โต๊ะให้น้ำ ว่าให้ดื่มน้ำหมดแก้ว จะได้ไม่เปลืองน้ำ หรือจะเป็นป้ายที่ซุ้มให้อาหารที่บอกว่า ใช้ช้อนเดียวทั้งงาน เมื่อไปรับอาหารและได้ช้อน ทุกคนจะต้องใช้ช้อนคันเดียวจนหมดทั้งงาน แล้วไปคืนที่จุดแยกขยะพร้อมกัน

จุดคัดแยกขยะก็ดีงาม มีเจ้าหน้าที่คอยยืนบอกวิธีการแยกขยะอย่างอารมณ์ดี ไม่มีทีท่าเหนื่อยหน่ายเลย เราเลือกเมนูอาหารที่ทานคือบะหมี่ปราบเซียน ซึ่งเราหยิบอาวุธแค่ตะเกียบ ไม่ได้หยิบช้อน เมื่ออิ่มแปล้กับบะหมี่ปริมาณมากแล้ว เราก็ต้องเอาขยะไปทิ้ง วิธีการแยกก็ไม่ยาก เพราะเราก็ได้ทำอยู่เรื่อยๆอยู่แล้ว เทเศษอาหารลงถังก่อน แล้วก็ทิ้งชามกระดาษในถุงชามกระดาษ ทิ้งตะเกียบในถุงตะเกียบ เท่านั้นก็เป็นอันเรียบร้อย หิวน้ำเหรอ ก็เอาแก้วไปรับน้ำสิ อยากดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่เหรอ ก็หยิบดื่มได้เลย ทางผู้จัดเตรียมไว้ให้มากมายอยู่แล้ว งานนี้ใช้เอ็มสปอร์ต ซึ่งบรรจุภัณฑ์เป็นแก้ว ไม่ใช่พลาสติก เวลาจะทิ้งก็ค่อยทำการแยกขวดแก้ว และฝาออกจากกัน แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้วค่า เราเดินไปดูด้านหลังที่เจ้าหน้าที่รวบรวมขยะไว้ แค่ฝาขวดก็ไม่น่าจะต่ำกว่าพันฝาแล้วล่ะค่ะ แค่นี้เราก็ขนลุกนะคะ แล้วนี่งานอื่นๆที่แจกขวดพลาสติก จะเกิดขยะสะสมจากงานเดียวมากมายขนาดไหน ขอบคุณผู้จัดงานนี้ที่เปิดหูเปิดตาจากนักวิ่ง และก็ต้องขอบคุณนักวิ่งที่ให้ความร่วมมือกับผู้จัดเป็นอย่างดีด้วยค่ะ

เส้นทางวิ่งค่อนข้างดีตรงที่ไม่งง ป้ายบอกทางชัดเจน มีป้ายบอกระยะทางดีและตรง มีเจ้าหน้าที่ยืนประจำคอยบอกทางทุกจุดทางแยก อาจจะแออัดเป็นบางช่วง โดยเฉพาะช่วงวิ่งกลับตัว และช่วงที่วิ่งผ่านลานจอดรถ แม้ไม่มีการเชคอิน ไม่มีจุดเชคพอยท์ และมีการวิ่งวนกลับมาที่เก่า แต่หางนักวิ่งคนท้ายสุดก็หมดไปแล้ว ดังนั้นเราก็แค่วิ่งไปเรื่อยๆจนถึงเส้นชัย ได้รับเหรียญสวยๆแล้วก็พอใจแล้ว ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจช่วยเหลือป่าแล้ว ต่อไปถ้าอยากช่วยอีกก็สามารถเข้าไปที่เวปไซท์ของมูลนิธิได้เลยค่ะ

สรุปการวิ่งวันนี้มาแบบสบายๆ วิ่งไป 10.06 กิโลเมตร ด้วยเวลา 1:14:27 ชั่วโมง เลยได้ความเร็วเฉลี่ย 7:24 นาทีต่อกิโลเมตร

แม้จะพยายามคุมชีพจร แต่ก็หลุดไปโซน 4 อยู่เรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่อยู่ในโซน 3 มาเริ่มคุมไม่ได้ก็ช่วง 3 กิโลเมตรสุดท้ายค่ะ แต่ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้ซีเรียสอะไรอยู่แล้วค่ะ

เส้นทางมีการวิ่งขึ้นลงสะพานเลยได้กราฟความชันมาพอสมควร อุณหภูมิก็เป็นไปตามคาดคืออยู่ระหว่าง 29-30 องศาเซลเซียส

วันนี้ดีใจที่ตรงเส้นชัยได้เจอกับครูดินด้วยค่ะ ครูดินเป็นไอดอลในวงการวิ่งที่เราชื่นชม โดยเฉพาะเมื่อได้อ่านหนังสือวิ่งของครูแล้ว ก็ยิ่งชื่นชอบ เลยขอถ่ายรูปคู่กันหน่อย ถือว่าวันนี้เป็นวันดีอีกวันค่ะ

ถอดบทเรียนจากวันนี้ ร่างกายเป็นเพื่อนของเรา เราควรใช้มันให้ดี ให้คุ้มค่ากับที่เราได้มาครบ 32 ประการจากบุพการี เราอยากใช้ร่างกายอย่างไร ก็ต้องฝึกให้มันเป็นไปแบบนั้น นอกจากฝึกกายแล้วเราก็ต้องฝึกใจให้เรียนรู้การทำงานของร่างกายให้ดีที่สุดไปด้วย เพื่อให้ได้ผลการใช้งานที่ดีที่สุด โดยยังอยู่ได้ดีทั้งกายและใจไปจนแก่เฒ่า การฝึกไปเรื่อยๆทั้งกายและใจ สุดท้ายไม่มีใครได้ประโยชน์นอกจากคนลงมือทำ

ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีสุขภาพกายและใจที่สัมพันธ์กันดีนะคะ

ไม่มีน้ำตา ไม่มีดราม่า เพราะรู้ว่าผลที่ได้มันสมควร

หลังจากชวดฟูลมาราธอนงานนี้ปีที่แล้วเพราะเจ็บหนักจนต้องลดระยะลงเหลือฮาล์ฟและซ้อมไม่ทัน มาปีนี้จึงตั้งใจเป็นมั่นเหมาะว่าจะคว้าเหรียญ Finisher สวยๆมาครองให้ได้ แต่ก็เหมือนฟ้าลงโทษ อาการเจ็บเท้าแบบที่เลี่ยงไม่ได้เพราะโครงสร้างเท้ามีปัญหามาแต่เกิดทำให้หมองดให้วิ่งยาวระยะหนึ่งและต้องหลุดจากโปรแกรมซ้อมกลางทาง แต่เมื่อความฝันเรียกหา จึงทำให้ต้องมายอมรับความจริง และหาทางว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง เพื่อไปให้ถึงจุดนั้น

ฟูลที่ 2 กับการต่อสู้กับอาการเจ็บเท้าที่ทำให้ซ้อมยาวไม่ได้ ระยะไกลสุดที่วิ่งถึงคือ 22 กิโลเมตร ซ้อมด้วยการถนอมตัวเอง แต่ยังคงวิ่ง 4 วันต่อสัปดาห์ ไม่ต่ำกว่า 40 กิโลเมตรต่อสัปดาห์มานาน 6 เดือน เอาเวลาที่เหลือไปเล่นกล้ามท้อง สะโพก เข่าและเท้ามากขึ้น สลับกับคาร์ดิโออื่นๆวนไป แล้วมารอดูว่า ร่างกายให้รางวัลอะไรบ้าง

และแล้ววันที่เฝ้ารอก็มาถึง เราขับรถออกจากกรุงเทพเวลา 11.30 แต่เจอรถติดหนาแน่นที่ด่านเก็บเงินด่านหนึ่งจนต้องระเห็ดระเหินหาทางอื่นไป ไปๆมาๆก็ถึงจุดรับบิบเวลา 16.00 และกลุ่มน้องๆที่ขับรถตามมาสมทบเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนรถเจ้าถิ่น ไอ้ที่วางแผนว่าจะไปกินบุฟเฟ่ต์ก็เป็นอันต้องล้มเลิกไป ไปนั่งปัดยุงที่โรงพักแทน กว่าจะได้กลับบ้าน จัดข้าวของเสร็จ ก็ปาเข้าไป 23.00 ซะแล้ว

การจราจรเข้าไปรับบิบปีนี้พัฒนากว่าปีก่อนมาก มีการจัดกำลังทหารยืนโบกทุกจุดที่มีแยก และสามารถจัดระเบียบจนถึงที่จอดรถอย่างเรียบร้อย ที่จอดรถเพียงพอ ระบบรับบิบเป็นระเบียบ แต่เจ้าหน้าที่อาจน้อยต่อจุด โดยเฉพาะระยะมาราธอน ที่มีเจ้าหน้าที่เพียง 2 คน ทำให้แถวยาวพอสมควร แต่ก็ยังพอรอได้ น้องๆทหารพยายามจัดระเบียบแถวให้อย่างเรียบร้อย ชนิดชี้เส้นบนพื้นให้ยืนรอเหมือนได้มาฝึกทหารกันเลยทีเดียว เราต้องรับบิบแทนน้องที่ประสบอุบัติเหตุและต้องรอประกัน และด้วยความที่น้องๆลงสมัครระยะไม่เหมือนกันเลย มีทั้งฟูล ฮาล์ฟ และมินิ ทำให้เราต้องไปรอคิว 3 ครั้ง เสียเวลาไปพอสมควร ส่วนการรับเสื้อก็ต้องรอรับทีละไซส์ กลุ่มเรา 4 คน เสื้อ 4 ไซส์ มีตั้งแต่ S, M , L, 3XL ดีที่คนไม่เยอะ ทำให้แถวไม่ยาว ใช้เวลาไม่นาน น้องทหารยืนดักทีละจุด ชี้ทางไปจนกว่าจะถึงสถานี C ซึ่งเป็นจุดเชคบิบ เป็นอันจบพิธี

หลังจากรับบิบแล้ว ก็เดินไปดูจุดปล่อยตัวสร้างแรงบันดาลใจให้ฮึกเหิมอีกสักหน่อย และอยากจะให้แน่ใจด้วยว่าจุดปล่อยตัวอยู่ที่เดิม เดินไปดูแล้วก็อดถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกไม่ได้

เราชอบงานนี้ตรงที่มีร้านมาออกบูธขายอุปกรณ์กีฬามากมาย เราจึงไปเดินช้อปต่อ รอเวลาน้องๆเคลียร์เรื่องรถ แต่กลายเป็นว่าเรื่องไม่จบ เลยต้องไปนั่งรอนอนรอที่โรงพักเป็นเพื่อน รอขั้นตอนทางราชการที่เนิ่นช้า เหตุเกิดตั้งแต่บ่ายสาม แต่รอเจ้าหน้าที่มา และจนจบขั้นตอนที่โรงพักก็ประมาณสามทุ่มครึ่ง ได้ทานข้าวเย็นแล้วค่อยกลับบ้านเตรียมของ เราติดบิบแบบง่วงๆงุนๆ เตรียมเป้น้ำแบบเอาของเข้าออกแบบมึนๆ ยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเองพรุ่งนี้ แต่มาถึงตรงนี้แล้ว ก็ต้องให้ถึงที่สุด

เราตื่นตีสอง จัดข้าวหนึ่งจานเต็มท้อง แล้วออกเดินทางไปที่สนามแข่ง รุ่นพี่ที่เราไปขอใบบุญหลับนอนที่บ้านมีความใจดีออกมาส่งที่งาน เรากับน้องต้องผู้ซึ่งลงแข่งระยะฟูลก็พากันเดินเข้าสู่จุดปล่อยตัว น้องต้องเคยวิ่งฟูลสนามนี้เมื่อปีที่แล้ว และได้เปิดกราฟความสูงชันของเขาที่จะต้องวิ่งผ่าน โดยให้ข้อมูลว่า นอกจากเนินแรกที่เราเคยได้เจอเมื่อฮาล์ฟปีที่แล้วแล้ว ยังจะเจออีกเนินที่แสนจะหฤโหดตรงกิโลที่ 10 ด้วย ซึ่งเราก็ได้เตรียมใจมาแล้ว แต่ขานี่ไม่ได้ซ้อมขึ้นลงเนินสักเท่าไร เลยคิดว่าคงไม่พร้อม เลยบอกตัวเองให้เบาๆกับขาสักหน่อย และหวังว่าการวิ่งทั้งหมด 5 ปีที่ผ่านมา จะช่วยสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อขาได้ และสามารถช่วยได้บ้างไม่มากก็น้อย

เราเดินเข้าสู่จุดปล่อยตัว ซึ่งผู้คนค่อนข้างหนาแน่นเรายืนยืดกล้ามเนื้ออยู่ด้านหลัง ปล่อยให้ขาแรงได้ออกแรงกันไปก่อน น้องต้องให้ข้อมูลว่า คนเยอะกว่าฟูลปีที่แล้วมาก ปีที่แล้วคนค่อนข้างโหรงเหรง แสดงว่ากิตติศัพท์งานนี้เป็นที่เลื่องลือ ทั้งเส้นทางวิ่งที่เรียกได้ว่าโหดสุดแห่งปี และระบบการจัดการที่เป็นทหารจัด จึงคาดหวังได้ว่าจะเป๊ะ แม้ระบบการรับสมัครปีนี้จะล้มเหลวไม่เป็นท่าจนกระแสฮือฮาว่าเป็นการสมัครหัวร้อนแห่งปี แถมพ่วงด้วยการทำบิบผิดระยะของฮาล์ฟและฟูลเกือบทั้งหมด จนต้องรีบส่งบิบที่ถูกต้องให้ใหม่เกือบไม่ทัน แต่ก็ถือว่าผู้จัดได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว คราวนี้ก็เหลือแต่เรื่องการจัดงานที่จะต้องมาวัดความสามารถของผู้จัดกันอีกที

ความกังวลก่อนปล่อยตัวก่อตัวขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนกับงานไหน ในหัวมีแต่คำว่าซ้อมระยะไม่ถึง ดังนั้น เรื่องแรกที่ตกลงกับตัวเองคือ ต้องมีสติ และยอมรับความจริงเท่านั้น เราวางแผนไว้ว่า ให้สังเกตร่างกายตัวเองตลอดเวลา ถ้าส่ออาการที่บ่งบอกว่าอาการเจ็บจะแย่ลง เราต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง หยุดคือหยุด อย่ามองที่เส้นชัยแค่ตรงหน้า แต่ต้องมองให้ไกลถึงตอนอายุ 80 ที่เราฝันว่าเราจะยังคงวิ่งได้ เราคิดว่าการวางแผนเพื่อ DNF ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ถ้าแผนการวิ่งที่วางมาไม่เป็นใจ เราสามารถสลับโหมดไปแผน DNF ได้อย่างศิโรราบ

แล้วแผนการวิ่งคืออะไร ณ จุดเริ่มต้น เราจะเจอเนินแรกยาว 4 กิโลเมตร มีช่วงพักทางราบตรงกลางเล็กน้อยแล้วขึ้นต่อ เราจะวิ่งเท่าที่ไหว คุมโซนหัวใจไม่ให้เกินโซน 3 หากขาเริ่มล้าให้หยุดเดิน หลังจากนั้นจะเป็นทางลงเขา และวิ่งริมทะเล ตรงนั้นสามารถทำระยะได้ ก็ให้เข้าโซน 3 ไปได้เลย และเมื่อถึงโลที่ 10 ที่น้องต้องบอกไว้ว่าจะขึ้นเนินอีกครั้ง เราจะเดินสลับวิ่ง ซึ่งคงต้องดูความชันของเนิน และประเมินกำลังขาเป็นพักๆ หากขาล้าให้เดินเท่านั้น และดูโซนหัวใจกำกับ หากเป็นเส้นทางเดิม น้องต้องได้บอกไว้ว่าเราจะถึงเรือหลวงจักรีนฤเบศรที่กิโลเมตรที่ 16-17 และเมื่อถึงเวลานั้น ซึ่งเป็นจุดไฮไลท์ที่เราเฝ้ารอ เราจะเริ่มเดินสลับวิ่ง โดยกำหนดวิ่งพันก้าว สลับเดินร้อยก้าว หากถึงจุดให้น้ำจะรับน้ำแล้วเดินจนหายเหนื่อยแล้วจะไปต่อ เราเลือกที่จะเดินขึ้นเนินชันและวิ่งเบาๆลงเนิน กับทางราบแทน เราตั้งใจว่าจะทำอย่างนี้ไปจนจบ ทั้งหมดนี้ เป็นแค่แผนที่ตั้งใจไว้ มาดูความเป็นจริงกันเลยว่าจะเป็นอย่างไร

ใครๆก็ว่าสนามนี้โหดน่าดูชม ทำให้รู้ว่าประมาทไม่ได้ การมีสติประคับประคองถนอมตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ แผนการเดินสลับวิ่งไม่ใช่เรื่องน่าอาย เมื่อร่างกายรองรับการวิ่งตลอดเส้นทางไม่ได้ เราจึงต้องยอมรับความจริง และตั้งสติให้มั่น สติจะช่วยให้สามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ดังนั้น สติรวมกับวิธีการไปให้ถึงจุดหมายจึงสำคัญที่สุด

เราผ่านเนินหฤโหดที่ 4 กิโลเมตรมาได้อย่างสบายๆ โดยยังคงวิ่งกับน้องต้องอยู่ แต่เมื่อวิ่งผ่านตลาดสัตหีบ และทางเลียบทะเล ขาก็เริ่มบอกความล้าผิดปกติ แต่ไม่มาก เราเลยบอกน้องต้องให้ไปก่อนเลย ส่วนเราขอลดลงมาคุมโซน 2 จากเมื่อสักครู่อยู่โซน 4 หากปล่อยให้อยู่โซน 4 นาน เกิดแลคเตทสะสมเยอะ อาจทำให้ไม่จบได้ เราวิ่งคุมโซน 2 ไปเรื่อยๆ ไม่เหนื่อย ไม่ล้า สบายตัวขึ้นมาก จึงทำเวลาและระยะได้ดี ดูเพซแล้วอยู่ในระดับ 7 กว่า ลมเย็นๆพัดมาปะทะหน้า หัว และตัว ช่วยลดความร้อนในตัวและผ่อนคลายมากๆ

เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 10 ที่คาดว่าจะต้องวิ่งขึ้นเนิน กลายเป็นเลี้ยวซ้ายวิ่งเข้าเขตทหาร ออกสู่ถนนที่ทอดตัวเข้าสู่เรือรบ ถนนเส้นนั้นขึ้นเนินยาวไปเรื่อยๆสุดลูกหูลูกตาสำหรับนักวิ่งอย่างเราที่ยังคงหลับใน เมื่อต้องมาวิ่งในช่วงเวลาที่ปกติจะนอนผึ่งพุง และตรงนั้นก็เป็นกิโลเมตรที่ 17 แล้ว รวมถึงปกติเราชอบวิ่งตอนเย็น และจะตื่นวิ่งตอนเช้าก็ต่อเมื่อมีงานวิ่งเท่านั้น บวกกับเมื่อคืนได้นอนเพียง 3 ชั่วโมง ทำให้ร่างกายเริ่มออกอาการล้าจากการพักผ่อนไม่พอ ทั้งที่กำลังกายยังดี และหัวใจยังคงปกติ เพราะเราประคับประคองให้หัวใจอยู่ในโซน 2-3 ไม่ให้หลุดโซน 4 มาตลอด

เมื่อฟ้าเริ่มสว่าง เป็นสีฟ้าเข้มๆ เราก็วิ่งมาได้ 19 กิโลเมตรแล้ว มองเห็นเรือรบอยู่ไกลๆ อีก เราก็เริ่มตื่นเต็มตาและตื่นเต้น ประมาณ 2 กิโลเมตรจะถึงจุดกลับตัว เราเห็นเพื่อนๆที่กลับตัวกันมาแล้วสวนทางเราออกไป เรากำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เรือรบแล้ว วิ่งผ่านป้ายที่เขียนว่าไปหาดนางรำหาดนางรอง ตอนนั้นตื่นเต้น เพราะไม่เคยเห็นเรือมาก่อน และเราถือว่าเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเรา การที่ทางผู้จัดให้มากลับตัวที่ระยะกิโลเมตรที่ 21 พอดี เป็นผลทางจิตวิทยาอย่างหนึ่ง คือทำให้เรามาถึงครึ่งทางแบบมีจุดมุ่งหมาย ช้ากว่าปีที่แล้ว เพราะเราเองก็คิดว่า ร่างกายคงส่งสัญญาณล้าอีกทีหนึ่งหลังระยะ 21 กิโลเมตรมาแล้วแน่ๆ เพราะซ้อมระยะไกลสุดมาเพียงแค่นั้น การวิ่งถึงก่อนเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะการนับถอยหลังกับระยะทางที่เหลือต่อจากนี้สำหรับเรา คือการแข่งขันที่แท้จริง นั่นคือแข่งขันกับความแข็งแรงทางกาย และความเข้มแข็งทางใจของตัวเองอย่างเดียวเท่านั้น

เราหยุดถ่ายรูปกับเรือและนาฬิกาจับเวลาที่จุดกลับตัวประมาณ 10 นาที เป็นช่วงเวลาที่ไม่เสียดาย เพราะด้วยบรรยากาศที่เห็นเพื่อนนักวิ่งทุกคนครื้นเครงกับการถ่ายรูป และฟ้าก็สว่างพอดี ได้ภาพสวยๆที่มีแสงเพียงพอ และดูเหมือนทุกคนจะตื่นเต็มตาแล้ว จึงส่งเสียงพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ใครมาเป็นกลุ่มก็เฮฮา ใครมาเดี่ยวๆก็ผลัดกันช่วยถ่ายรูป นี่คือเสน่ห์ของการวิ่งระยะมาราธอนจริงๆ เราได้ยินคุณลุงกลุ่มหนึ่ง เรียกให้วิ่งกันต่อเพราะหยุดถ่ายรูปกันมาครึ่งชั่วโมงแล้ว เราวิ่งกลับตัวขณะที่เวลาโชว์บนแผงนาฬิกาไซโก้ขนาดใหญ่บอกเวลา 3:10 ชั่วโมง

เราวิ่งกลับออกมาสวนนักวิ่งคนอื่นที่กำลังจะได้เข้าไปเห็นเรือรบใกล้ๆกันแล้ว เจอพี่ผู้ชายคนหนึ่งวิ่งปรบมือให้กำลังใจนักวิ่งที่สวนมาว่าอีกนิดเดียว จะถึงเรือรบแล้ว นี่ก็คืออีกหนึ่งบรรยากาศที่พบเจอได้ง่ายดายในสนามวิ่งมาราธอน การส่งต่อกำลังใจนั่นเอง

เราเจอนักวิ่งหญิงท่านหนึ่งนั่งอยู่ข้างทางคนเดียว แรกๆนึกว่าเป็นตะคริว จึงวิ่งเข้าไปหา กะว่าจะยืดให้ แต่ปรากฎว่าปวดเข่ามาก วิ่งต่อไม่ไหว ขณะที่กำลังจะควักสเปรย์ออกจากกระเป๋า ก็มีพี่ผู้ชายคนหนึ่งจากหน่วยปฐมพยาบาลวิ่งเข้ามาพาออกไปที่หน่วยพอดี เราเลยวิ่งต่อและหวังว่าน้องจะปลอดภัย ระหว่างนั้น มีนักวิ่งชายท่านหนึ่ง วิ่งมาหาเพื่อขอสเปรย์ที่เข่าและถามถึงเทปพันเข่า ซึ่งหน่วยปฐมพยาบาลไม่มี แต่เรามี เราพกมาเผื่อเท้าอาการกำเริบพอดี จึงหยิบออกมาทำการแปะให้พี่ผู้ชายท่านนั้นไป และหวังว่าคงจะพอช่วยได้บ้าง ไม่หลุดซะก่อน เพราะแปะบนผิวที่ถูกสเปรย์แล้ว กาวอาจแปะไม่ค่อยอยู่ หลังจากนั้นเราก็ออกวิ่งต่อ ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นมาคือ ความรู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นนั่นเอง

ปกติเราจะเป็นคนเริ่มพูดกับคนอื่นไม่เก่ง แต่ด้วยความที่เราได้รับการทักทาย และให้กำลังใจจากเพื่อนนักวิ่งท่านอื่นอยู่เสมอ และเราก็รู้ว่ามันช่วยเพิ่มกำลังใจได้ แม้เราไม่รู้จักกัน ในงานนี้เราจึงเริ่มต้นทักคนอื่นก่อน และชวนคุยตอนเดินเหนื่อยๆกัน ทำให้ได้เพื่อนมากมาย และได้กำลังใจไปในตัวด้วย เป็นการแบ่งปันความสุข และส่งต่อกำลังใจที่ได้ผลดียิ่ง

เราวิ่งกลับมาทางเดิม ผ่านกรมอู่ทหารเรือ ตึกประชุมใหญ่ๆหลายตึก วูบหนึ่งที่หมดแรงตรงกิโลเมตรที่ 32 ตอนนั้นคิดว่าหรือจะพอ ความฝันอยากวิ่งให้นานชั่วชีวิต ไม่อยากเจ็บ มีพลังมากกว่า ดีกว่าต้องหยุดวิ่งก่อนเวลาอันควร แต่อีกวูบก็คิดว่ายังพอไปได้นี่นะ เราไม่ได้เจ็บจนเป็นสัญญาณว่าต้องหยุด แต่เพราะไม่ได้ซ้อมยาวจึงทำให้ร่างกายไม่คุ้นเคยกับการออกแรงในเวลายาวนานเช่นนี้ จึงบอกตัวเองว่าไม่หยุด ไม่อยากหยุด มาตั้งไกลแล้ว ถ้าจะต้องหยุด ก็ต่อเมื่อหมดเวลา Cut off แล้วกัน ในตอนนั้น นึกชมคนที่ DNF ตัวเองก่อนเวลา Cut off ว่ากล้าหาญมากที่ยอมรับความจริงได้ แม้อดไม่ได้ที่จะรู้สึกพ่ายแพ้ แต่ทุกอย่างคือประสบการณ์ และมันคงดีกว่าที่จะฝืนต่อไปหากร่างกายไม่ไหวจริงๆ

ที่กิโลเมตรที่ 32 เส้นทางวิ่งกลับสู่ทางวิ่งริมทะเลอีกครั้ง ลมพัดเย็นสบาย เพื่อนนักวิ่งส่วนใหญ่เริ่มเดินกันแล้ว ใครยังพอวิ่งไหวก็วิ่งต่อ สำหรับเราเหลือการวิ่งร้อยก้าว เดินร้อยก้าวไปแล้ว นอกจากลมเย็นๆที่ช่วยให้ยังคงไปต่อได้ ก็ยังมีเสียงพูดคุยให้กำลังใจจากเพื่อนนักวิ่งที่มากันเป็นกลุ่มๆ เค้าให้กำลังใจกันเอง เราได้ยินก็พลอยได้กำลังใจขำๆไปด้วย มีพี่คนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า เอ้า เล่นๆมา 32 กิโลเมตรแล้ว เอาจริงสักที อีก 10 กิโลเมตรเอง ก็เฮฮากันไป วิ่งๆไปเราก็จะเจอน้องๆทหารนาวิกโยธินมายืนเต้นส่งเสียงร้องเชียร์เป็นระยะๆ สร้างความครื้นเครงและบรรยากาศสนุกๆได้ดี

เมื่อวิ่งผ่านตลาดเราก็รู้แล้วว่าอีกไม่นานก็จะเข้าสู่ทางหลัก และแล้วเราก็เริ่มกลับเข้าสู่เส้นทางเดียวกับฮาล์ฟปีที่แล้ว ที่มีบ้านพักเป็นหลังๆอยู่สองข้างทาง และเป็นเนินซึมๆ จนใครๆก็บอกว่าวิ่งก็ซึม เดินก็ซึม เส้นทางนี้มีรถวิ่งเข้าออกจากซอยและรถวิ่งทางหลักพอสมควร แม้มีทหารยืนดูเป็นจุดๆ แต่ด้วยความที่รถในนี้วิ่งเร็ว ไม่ค่อยสนใจนักวิ่ง เราเลยต้องเดินหลบๆบนฟุตบาท ไปจนถึงทางเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนหลักอีกเส้นหนึ่ง ถนนเส้นนี้มุ่งหน้าตรงสู่หาดเตยงาม มีรถวิ่งสวนกัน แม้เจ้าหน้าที่จะตั้งกรวยแบ่งทางไว้ให้วิ่ง ก็ออกจะน่ากลัวจนเราต้องวิ่งหลบอยู่ริมฟุตบาท ตรงนั้นระยะทางเข้ากิโลเมตรที่ 36 แล้ว น้องต้องเข้าเส้นชัยแล้ว แต่เรายังเดินตากแดดที่ร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆอยู่เลย

เมื่อวิ่งกลับมาเข้าเส้นทางหลักนี้ เราเมื่อยหลังส่วนล่างมากเหมือนกับว่ามันจะขาดออกจากขา แม้ก่อนหน้านี้จะหยุดยืดเรื่อยๆตามข้างทางพร้อมเพื่อนนักวิ่งท่านอื่นๆ แต่ครั้งนี้เราต้องหยุดยืดข้างทางอยู่พักหนึ่ง มีพี่ผู้ชายท่านหนึ่งขี่จักรยานมาถามว่า เป็นอะไรไหม เราจึงถามว่ามีสเปรย์ไหม เรากำลังคิดจะควักสเปรย์ออกจากกระเป๋าพอดี แต่พี่เค้าควักออกมาจากกระเป๋าฉีดให้ที่หลังก่อน รู้สึกดีขึ้นอีกคราวหนึ่ง เราขอบคุณพี่ใจดี และออกเดินต่อไป

ตอนใกล้ถึงผาวชิราลงกรณ์ เราเจอเพื่อนนักวิ่งชายท่านหนึ่ง เดินหมดแรง เหงื่อเต็มหน้า และตัวเปียกด้วยเหงื่อ เดินลากขา ดูหมดแรงเต็มที่ เราวิ่งผ่านและหันกลับมามอง เห็นหน้าที่อ่อนแรงแล้วทำให้เราต้องหยุดให้กำลังใจ เราพยายามจะบอกว่า อีกนิดเดียวก็จะได้เห็นวิวสวยๆของผาวชิราลงกรณ์แล้ว แล้วเพื่อนนักวิ่งก็พูดว่า ผมไม่ไหวแล้วจริงๆ เราก็พยายามกระตุ้นอีกนิดหนึ่ง ใจนึงลังเลว่าจะพาเดินไปด้วยกันดีไหม เค้าจะอยากให้ไปด้วยหรือเปล่า อีกใจก็ห่วงน้องๆที่รออยู่ที่เส้นชัยนานแล้ว สุดท้ายเพื่อนนักวิ่งกล่าวขอบคุณ เราจึงออกวิ่งต่อ ยอมรับว่ารู้สึกผิดที่ไม่ได้พาเข้าเส้นชัยด้วย

เราเดินขึ้นเนินสุดท้ายมุ่งหน้าสู่ผาวชิราลงกรณ์ อีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่เป็นไฮไลท์ของงานนี้ จำได้ว่าปีที่แล้วเรามาถึงเนินนี้ด้วยความรู้สึกเหนื่อยอ่อน และยังแขยงปริมาณคนที่เยอะมากมาออกันในที่เดียว ปีนี้ทางผู้จัดจึงจัดให้เดินขึ้นทางหนึ่ง และวนลงอีกทางหนึ่ง ปัญหาคือต้องวิ่งขึ้นเนินไปกลับตัวไกลพอสมควร แต่ก็คุ้มค่า เพราะตอนนั้นแสงแดดส่องลงมาเต็มที่แล้ว สะท้อนกับน้ำทะเลทำให้เราเห็นเป็นสีฟ้าสดสวย ตรงจุดกลับตัวมีนาฬิกาบอกเวลา ซึ่งไม่ได้มีผลอะไรกับเรา แต่มีจุดบอกสุดเขตหาดเตยงามให้ถ่ายรูปต่างหากที่น่าสนใจ

และที่ผานี้นี่เองที่เหล่าช่างภาพมาอยู่รวมกัน และก็แถวนี้เองที่เราก็อยากมีรูปสวยๆ เลยยอมหันหน้าสู้แดด และออกวิ่งเฮือกสุดท้ายอีกรอบนึง

ยอมรับเลยว่า ช่างภาพทำให้เรามีแรงเฮือกสุดท้ายจริงๆ เลยได้ภาพสวยๆมามากมาย แบบว่าซื้อจนหมดงบซะด้วย เราวิ่งลงมาจากผาและก็เห็นเส้นชัยอยู่ตรงหน้าลิบๆแล้ว มาถึง ณ จุดนี้คงไม่มีอะไรมาหยุดเราได้แล้ว

เรามองหาพี่พงษ์แห่ง Papa Colorful ผู้ซึ่งบอกไว้ว่าอยู่ที่เส้นชัย รอถ่ายรูปสวยๆให้ และก็เห็นตากล้องคนสุดท้ายนั่งอยู่บนพื้น ใส่หมวกปิดหน้าปิดตาหมด เราชูมือให้ถ่ายแบบดีใจถึงซะที แล้วพี่พงษ์ก็เปิดผ้าออกมาทักทาย ตกใจหมดเลย

ที่เส้นชัยมีผู้บัญชาการนาวิกโยธิน และน้องๆทหารมายืนปรบมือต้อนรับท่ามกลางแสงแดดเปรี้ยง รู้สึกดีมากๆที่ยังมีคนรอ เคยไปงานฟูลก่อนหน้านี้ เข้าคนท้ายๆ ไม่มีใครสนใจ งานแทบจะปิดหนีแล้ว นี่ยังมีคนคึกคัก มีเสียงบอกให้เดินไปรับผ้าขนหนู Finisher พอรับผ้าได้เท่านั้น ก็นั่งลงบนพื้นสนามหญ้าใต้เงาเต๊นท์แถวนั้นอย่างหมดแรง และชื่นชมเหรียญสวยๆอยู่คนเดียว นี่สินะ คือเหรียญที่เรามาตามล่า มันสวยเข้าไปถึงในใจเลยจริงๆ

เรานั่งยืดๆเหยียดๆสักพัก ก็เดินไปรับผลการวิ่ง และรับข้าวมาทานอย่างหิวโหย อาหารปีนี้ไม่คึกคักเท่าปีก่อน ที่มีร้านมาทำให้ทานสดๆตรงนั้น ทั้งข้าว ก๋วยเตี๋ยว แต่ปีนี้เป็นข้าวกล่องที่เมนูใกล้เคียงกันมาก ข้าวผัดหมู ข้าวผัดไข่ ข้าวหน้าหมู ข้าวหน้าไก่ แม้มีคูปองมาให้ 3 ใบ เอามาอย่างละกล่อง แต่รสชาติเหมือนกันหมดเลย แห้งๆเหมือนกันหมดด้วย เวลาเดินไปรับ มีป้ายบอกว่าเป็นเมนูอะไร แต่ข้าวที่วางแต่ละเต๊นท์ไม่ค่อยตรงกับป้าย เลยต้องเดินเวียนดูเองแบบงงๆ

เราเดินไปเห็นอ่างแช่เท้าที่เหือดแห้ง ท่ามกลางแดดจัดก็เสียดาย น่าจะมีให้นักวิ่งมากกว่านี้หน่อย อย่างน้อยอ่างน้ำเย็นก็มีส่วนช่วยสำหรับนักวิ่งที่มีการบาดเจ็บขาหลังเข้าเส้นชัยมา หรืออย่างน้อยก็สามารถช่วยในเรื่องของการฟื้นฟูร่างกายหลังการออกกำลังกายได้ แต่ชอบอยู่อย่างก็คือ มีบาร์ให้ยืดกล้ามเนื้อด้วย แต่คราวหน้า ขอเต๊นท์บังแดดด้วยจะดีกว่า มันร้อนมากค่ะ

การให้น้ำในงานนี้ถือว่าดีนะคะ ขาดน้ำเย็น น้ำหมด และแก้วหมดบางจุดเท่านั้น ดีที่แบกเป้น้ำไปด้วย เพราะส่วนตัวเป็นคนดื่มน้ำเยอะ เคยเจอสถานการณ์ที่น้ำหมดเกลี้ยง เจ้าหน้าที่ยืนมองตาปริบๆ จะกร่นด่า สบถแบบคนอื่นเค้าทำก็ไม่เป็น เลยตั้งใจไว้ว่าจะไม่ขอพึ่งพาเทวดาที่ไหน พึ่งตัวเอง แบกเป้น้ำ พร้อมอุปกรณ์จำเป็นอย่างไฟฉาย เทปรักษา น้ำ ขนม แว่นกันแดด สเปรย์ นอกจากใช้เองแล้ว อาจมีโอกาสได้เผื่อแผ่คนอื่นด้วย แต่บางทีเบื่อกล้วยตากของตัวเอง เจอจุดให้ขนม และผลไม้ ก็หยุดยืนทานอย่างมีความสุขได้ จุดให้อาหารที่กิโลเมตรประมาณ 30 มีครบทั้งแตงโม กล้วยที่ช้ำแล้ว สัปปะรด (ไม่ค่อยเหมาะกับกระเพาะที่ว่างจากอาหารของนักวิ่ง) เดินมาหน่อยค่อยมีขนมปัง เค้กกล้วยหอมให้คว้าเข้าปากได้อย่างมีความสุข หลังจากเติมพลังแล้ว เราก็มีแรงวิ่งต่อได้

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่างานจะออกมาอย่างไรในรายละเอียด แต่เราว่าภาพรวมของงานก็ถือว่าดีแล้ว น้องๆทหารมีความตั้งใจในการทำหน้าที่ของตัวเองเต็มที่ในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย การทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ในแต่ละจุด รวมๆกันจึงทำให้ผลออกมาดี นี่คือข้อดีของการเป็นทหาร นอกจากมีวินัยแล้ว ยังมีใจบริการด้วย รวมไปถึงการนำข้อติที่ได้จากนักวิ่งปีก่อนมาปรับปรุงในปีนี้อย่างเห็นได้ชัด เช่น เส้นทางวิ่ง การให้น้ำ สำหรับเราแล้วถือว่าสอบผ่านค่ะ

มาดูผลการวิ่งสักเล็กน้อยค่ะ ช่วงแรกปล่อยตัวจนถึงวิ่งขึ้นเนินไปสัก 1 กิโลเมตร GPS ในนาฬิกายังไม่ทำงาน จึงทำให้มีระยะทางที่มากกว่าปกติไปสักเล็กน้อย ได้ระยะรวมตามนาฬิกามา 42.65 กิโลเมตร เวลารวมนับจากจุดปล่อยตัวถึงเข้าเส้นคือ 6:36:07 ใช้พลังงานไป 2,506 แคลอรี ได้เพซเฉลี่ยอยู่ที่ 9:17 นาทีต่อกิโลเมตร ได้เส้นทางวิ่งสวยๆอยู่ริมทะเล

มาดูชีพจรกันค่ะ ส่วนใหญ่จะตกอยู่ในโซน 2-3 ซึ่งเป็นโซนที่เราคาดหมายไว้อยู่แล้ว มีหลุดขึ้นไปโซน 4 พอสมควรในช่วงขึ้นเนินช่วงแรกๆที่ทำให้เราต้องผ่อนลงหลังจากที่วิ่งลงเนินมาตรงเส้นเลียบทะเลแล้วนั่นเอง

ส่วนลำดับในการวิ่งนี่ ยอมรับเลยว่าไม่ได้ดูจนกลับบ้านแล้ว มีคนวิ่งฟูลมาราธอน 2385 คน เราได้ลำดับที่ 279 และได้ลำดับเดิมเมื่อเทียบกับผู้หญิงทั้งหมด 489 คน แต่ถ้ามาดูในกลุ่มอายุ 40-49 ปี 177 เราก็อยู่ในกลุ่มหลัง ลำดับที่ 112 นี่แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีผู้หญิงเข้าร่วมฟูลมาราธอนน้อย แต่เป็นนักวิ่งที่มีคุณภาพกันทั้งนั้นเลย

และแล้วเราก็ผ่านมาได้อย่างปลอดภัย มีระบมเท้าเล็กน้อย นวดด้วยน้ำแข็งไปเรื่อยๆ เช้าอีกวันก็หาย และการวิ่งฟูลทำให้เรารู้ว่า การมีสติในทุกย่างก้าว และความแข็งแรงของร่างกายที่สั่งสมมาตลอด 5 ปีมีส่วนช่วยให้สามารถผ่านพ้นระยะทาง 42.195 กิโลเมตรมาได้เป็นอย่างดี แม้การมาร่วมงานในครั้งนี้เราจะไม่สามารถคาดหวังผลเรื่องเวลาได้ แต่เราก็ยังคงตั้งความหวังไว้ที่ระยะทาง ขอให้วิ่งจบได้แบบปลอดภัยเท่านั้นเป็นพอ และเราก็ทำได้แล้ว เวลาที่ได้มา ไม่ได้มีความหมายอะไรกับเราเลย เรารักระยะฟูลมาราธอน เพราะมันสอนให้เราเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ยอมรับความจริง มีสติกับปัจจุบัน อดทน และที่สำคัญที่สุดคือสอนให้มีน้ำใจกับตัวเอง และเผื่อแผ่ถึงผู้อื่นได้ด้วย

ขอบคุณน้องๆที่มาด้วยกัน ทำให้มีเรื่องสนุกสนานได้พูดคุยกันต่อไปอีกนาน

การเดินทางกับร่างกายตัวเอง แบบไม่สนใจเวลา และดื่มด่ำกับบรรยากาศสนุกๆจากเพื่อนนักวิ่งที่ร่วมทางกันมา มันมีความสุขมากๆจริงๆ ขอบคุณทุกกำลังใจจากเพื่อนนักวิ่ง บรรยากาศฟูลอบอุ่น เป็นมิตร และเข้าอกเข้าใจเสมอ ขอบคุณตากล้องทุกสำนักตรงผาวชิราลงกรณ์ ที่ทำให้มีแรงวิ่งอีกครั้ง การเดินทาง 6:30 ชั่วโมงได้จบลงแล้ว ไม่มีน้ำตา ไม่มีดราม่า เพราะรู้ว่าผลที่ได้มันสมควร

ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีความสุขกับบรรยากาศฟูลมาราธอนกันนะคะ

8 กรกฎาคม 2561

เลิกคิดเรื่องที่ว่าจะทำไม่ได้ ให้คิดใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้ได้ดีกว่า

หลังจากที่เริ่มเจ็บเท้ามาไม่นาน พยายามรักษาตัวเองแล้วก็ดีขึ้นในระดับหนึ่ง หยุดการร่วมงานวิ่งเพื่อแข่งขันมาระยะหนึ่ง จนมาถึงวันนี้ (20 พ.ค. 61) วันที่ในตารางซ้อมไปฟูลมาราธอนบอกว่าให้ไปแข่งฮาล์ฟเพื่อดูเวลาสักหน่อย เราจึงลงงานวิ่งที่มีชื่อว่า “Singha Bangkok Park Run 2018” เอาไว้ และอีกเหตุผลที่ลงงานนี้ เพราะจะได้เข้าไปวิ่งในบึงหนองบอน ที่ได้ยินว่าสวย และใหญ่ เป็นที่ปั่นจักรยานของนักปั่นหลายคน จึงอยากได้ไปวิ่งสักครั้ง จะให้เราขับรถไปเพื่อวิ่งเอง ทั้งสวนหลวง ร.9 และบึงหนองบอนก็ไกลบ้านมากโขอยู่ ขนาดจะมาวิ่งยังต้องมานอนบ้านเพื่อนเลย ไหนๆจะต้องวิ่งแข่งฮาล์ฟแล้ว ก็เลือกเส้นทางวิ่งที่มาแล้วคุ้มเลยจะดีกว่า

เราทำงานวันเสาร์เลิก 5 โมง ต้องรีบออกเดินทางไปซีคอนสแควร์เพื่อรับเสื้อและบิบสำหรับวิ่ง ไปถึงประมาณ 6 โมงครึ่ง ทันเวลาพอดี งานนี้มีรับเสื้อหน้างาน แต่เวลาที่ให้รับเป็นเวลาปล่อยตัวนักวิ่งฮาล์ฟไปแล้ว เลยมารับให้เรียบร้อยก่อนดีกว่า เสื้อวิ่งงานนี้สีสวย แต่ไม่สามารถเลือกทรงผู้ชายได้ ปกติเราไม่ชอบเสื้อทรงผู้หญิงเพราะมักติดสะโพก แต่ก็จำใจใส่ไปค่ะ เพราะชอบแบบและสีจริงๆ

เวลาปล่อยตัวนักวิ่งฮาล์ฟคือ 5.15 น. เราตื่นประมาณ 4.00 ทานแซนวิช 1 ชิ้น ดื่มน้ำ 1 ขวด แล้วออกเดินทางไปที่บริเวณงาน ถึงงานก่อนเวลาปล่อยตัว 15 นาที ในงานมีการจัดพื้นที่ให้มีมุมถ่ายรูปบ้าง ก็น่ารักกรุบกริบดี เราไปฝากของแล้ววอร์มอัพ ยืดกล้ามเนื้อ ตัวพออุ่นและเหงื่อออกเล็กน้อย ก็ได้เวลาปล่อยตัวพอดีค่ะ นักวิ่งฮาล์ฟค่อนข้างเยอะ ออกจะเบียดเสียดกันนิดหน่อยที่จุดปล่อยตัว และเส้นทางวิ่งในสวนหลวง ร.9 แต่เมื่อวิ่งออกไปที่ถนนซึ่งปิดถนน 1 เลน และวิ่งเข้าบึงหนองบอนแล้วก็วิ่งสบายขึ้นค่ะ

งานนี้ตั้งใจว่าวิ่งรักษาความเร็วให้คงที่ ตั้งแต่ 6:00 – 6.30 ค่ะ ซึ่งเป็นความเร็วที่อยากจะทำได้ในฟูลมาราธอนที่นาวิกโยธินมาราธอนที่จะมาถึง นักวิ่งในงานวันนี้ถือว่าคับคั่ง แต่ก็ไม่ถึงกับแออัดยัดเยียดจนต้องวิ่งหลบซ้ายขวาเหมือนบางงาน เวลาปล่อยตัวฟ้ายังมืดอยู่เราชอบการวิ่งที่ค่อยๆตื่นพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่ค่อยๆทาทับขอบฟ้า จนสว่างคาตา วันนี้แสงอาทิตย์มาอย่างรวดเร็ว ตอนที่วิ่งไปถึงบึงหนองบอนก็สว่างเต็มที่แล้ว

สองข้างทางในสวนมีน้องๆที่แต่งตัวเป็นซอมบี้มายืนหลอกหลอน ดีนะที่ตอนวิ่งขาไป ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว ทำให้ไม่ตกใจมาก เพราะน้องๆเล่นส่งเสียงได้น่าเขย่าขวัญมาก ตอนวิ่งกลับมา ยังคิดอยู่เลยว่าน้องๆจะเหนื่อยกันไหม ก็เห็นว่าดูเสียงอ่อยลงไปบ้าง แต่ยังสู้ตาย ส่งเสียง ทำท่าหลอกหลอนได้อยู่ เราได้ยินเสียงคุณลุงที่วิ่งตามมาข้างหลังส่งเสียงทักน้องๆว่า “นี่ๆ ได้กินข้าวกันบ้างหรือเปล่าเนี่ย?” เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มทั้งจากน้องๆซอมบี้และนักวิ่งด้วยกัน นอกจากกลุ่มซอมบี้แล้ว ก็ยังมีกลุ่มซูเปอร์ฮีโร่ เราไม่ได้หยุดถ่ายรูปด้วย มองผ่านๆเหมือนมีสไปเดอร์แมน ฮัลค์ แบทแมน อะไรทำนองนี้ 4-5 คน เราตั้งใจมองคนที่แต่งเป็นฮัลค์ เพราะมีกล้ามจริงๆที่โตมากๆ เห็นเพื่อนนักวิ่งหยุดถ่ายรูปด้วยอย่างสนุกสนาน ดีนะคะ เป็นสีสันของงานค่ะ

ตอนวิ่งเข้าบึงหนองบอน ช่วงเข้าโค้งแรก หันไปเห็นวิวน้ำกับพระอาทิตย์ที่กำลังขึ้น ทำให้รู้สึกสดชื่น แต่ความสดชื่นก็หายไปเมื่อเจอกับเนินแรก แม้ไม่ชันแต่สำหรับคนที่ไม่ได้เตรียมใจมาก็เล่นเอาหวั่นใจค่ะ เนินในนี้ไม่ชันและไม่ยาว ขึ้นๆลงๆพอให้กล้ามเนื้อขาได้ปรับการออกแรงดี เราวิ่งไปถึงจุดกลับตัว ดีใจมากที่ทีมงานแจกผ้าเย็น ช่วยได้มากค่ะ เพราะวันนี้อากาศอบอ้าวมาก เราเอามาเช็ดหน้า พันคอ แวะราดน้ำใส่ผ้าเย็นที่โต๊ะให้น้ำหลังจากนั้น แต่ท้ายๆแล้วเราเอาน้ำเย็นราดหัวแทนค่ะ รู้สึกร้อนอบอ้าวมากจริงๆ พอเจอโต๊ะแตงโม เลยหยิบทานไป 2 ชิ้น ค่อยชื่นใจค่ะ

เมื่อกลับตัวแล้ววิ่งกลับทางเดิม ต้องออกมาวิ่งข้างถนน รถค่อนข้างติด และชะลอหน้าสวน กลิ่นควันรถเลยตลบอบอวลพอสมควร แต่ระยะทางแค่ประมาณกิโลเดียว เลยไม่ทรมานมาก กลับเข้าสวนมาก็เจอเพื่อนนักวิ่งมินิกับฟันรันเริ่มมารวมตัวกัน แต่ถึงจะอย่างนั้นก็ไม่แออัดมากนัก คงเพราะจำกัดจำนวนคน ทำให้ยังวิ่งรักษาความเร็วได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เหมือนงานวิ่งของยูนิเซฟไลน์ อันนั้นต้องเดินกับวิ่งเหยาะๆเกือบตลอดงาน

เหรียญงานนี้เป็นทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งสามารถนำไปต่อกับงานอื่นที่จัดโดยสิงห์ได้อีก 3 งาน จริงๆก็อยากจะไปให้ครบทุกงานเพราะว่าเหรียญสวย แต่เนื่องจากเป็นงานที่จัดต่างจังหวัดทั้งหมด เลยทำให้เราไม่สามารถไปร่วมได้ง่ายๆ จึงเหลืองานที่กรุงเทพฯเท่านั้นที่ไปร่วมด้วยได้

  

มาดูผลงานกันดีกว่าค่ะ สรุปแล้วจบฮาล์ฟไปได้ในเวลา 2:14:08 ชั่วโมง ความเร็วเฉลี่ยเป็นไปตามที่คิดไว้คือ 6:28 นาทีต่อกิโลเมตร เท้าไม่ออกอาการเจ็บแต่อย่างใด ความเร็วจะมากหน่อยช่วงแรกที่ปล่อยตัว อยากฉีกออกจากฝูงชนเล็กน้อย แล้วค่อยมาชะลอรักษาความเร็วทีหลัง หยุดวิ่งแล้วเดินช่วงพักดื่มน้ำ แล้วจึงค่อยไปต่อ

เส้นทางวิ่งในงานนี้เราว่าดีนะคะ ไม่แออัดเกินไป ได้วิ่งออกมานอกสวน และปิดถนนให้หนึ่งเลน เส้นทางในบึงหนองบอนก็สวย แม้จะเป็นระยะฮาล์ฟ หากวิ่งในสวนอาจมีความเสี่ยงงงกับเส้นทางได้ แต่ผู้จัดงานนี้ได้เตรียมเส้นทางได้ดี ไม่วกวน ไม่งง มีป้ายบอกทิศทางที่ดูง่าย มีป้ายบอกระยะทางชัดเจน ไม่สับสน แถมทำเส้นทางทั้ง 3 ระยะแยกกันได้ดี ไม่งงกลับตัวผิดถูก อันนี้ต้องขอชื่นชมค่ะ

เนื่องจากวันนี้ตั้งใจแข่งกับตัวเอง จึงปล่อยชีพจรไปตามที่ควรจะเป็น ตามสภาพการแข่งขัน หัวใจจึงเข้าไปอยู่โซน 4 และ 5 ซะมาก ได้ผลทั้งต่อระบบพลังงานทั้งที่ใช้และไม่ใช้ออกซิเจน

จำนวนก้าวอยู่ในช่วงกว้างตั้งแต่ 166 ถึง 239 ก้าวต่อนาที

เส้นทางวิ่งมีขึ้นเนินลงเนินบ้างให้ได้ท้าทายความสามารถ อากาศพอรับได้ จะมีช่วงที่พระอาทิตย์ขึ้นแล้วเริ่มร้อนอบอ้าว จนกระหายน้ำได้ง่ายมากขึ้น

การวิ่งวันนี้ค่อนข้างพอใจผลการวิ่งของตัวเอง แม้ระยะหลังที่เริ่มเจ็บเท้า เราจะพยายามปรับท่าวิ่ง เน้นใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ซึ่งต้องใช้พลังงานมากขึ้น ทำให้ความทนทานที่เคยมีน้อยลง ขาล้าง่ายขึ้น แต่ก็ถือว่าต้องปรับตัวใหม่ เดี๋ยวร่างกายก็ชิน คิดซะว่าเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บที่อาจมากขึ้น จนไม่สามารถวิ่งได้ในอนาคต ความฝันที่จะวิ่งให้ได้จนถึงอายุ 80 ปี อาจต้องพังทลายลง การไม่ยอมรับอะไร มีแต่จะทำให้แย่ลง ให้เลิกคิดเรื่องที่ว่าจะทำไม่ได้ ให้คิดใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้ได้ดีกว่า เมื่อเงื่อนไขชีวิตเปลี่ยน เราก็ต้องปรับตัวกันไป ถ้าวิ่งอัลตร้าไม่ได้ ก็ลดเหลือฟูล ถ้าวิ่งฟูลไม่ได้ก็ลดเหลือฮาล์ฟ ถ้าฮาล์ฟไม่ได้ก็เหลือมินิ ถ้ามินิไม่ได้ก็เหลือฟันรัน ถ้าวิ่งไม่ได้ก็เหลือเดิน อย่างน้อยชีวิตก็ยังก้าวไปข้างหน้าแค่เพียงเรายกขาก้าวไป แค่นั้นเอง เมื่อประตูบานหนึ่งปิด จะมีอีกบานหนึ่งเปิดเสมอแค่เราหาให้เจอ แล้วเดินไปเปิดมัน

ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีประตูบานใหม่ให้เปิดไปค้นหากันเสมอนะคะ

เจ็บส้นเท้า ปวดน่อง ต้องทำอย่างไร?

มาฟังคำตอบจากหมอแปปกันได้ค่ะ

Admin มีโอกาสได้ไปเป็นแบบมา

ขอบคุณโอกาสดีๆอีกครั้งจากพี่นันท์
จารุนันท์ พันธ์ นักกายภาพบำบัด กรมพละศึกษา
ที่ให้โอกาสถ่ายคลิปให้ความรู้นักวิ่งเกี่ยวกับการบาดเจ็บเอ็นฝ่าเท้า และตะคริวน่อง
แม้จะร้อน และเหนื่อยบ้าง
แต่สนุกมากกว่า

ตะคริวในนักวิ่ง สิ่งที่ต้องทำคืออะไร?

ตะคริวในนักวิ่ง สิ่งท่ต้องทำคืออะไร?

ตะคริวมักเป็นสิ่งที่นักวิ่งต้องเจอ เหมือนไปทานปลาทูแล้วต้องเจอก้าง ยังไงยังงั้น

มาดูกันค่ะว่าจะทำอะไรได้บ้างค่ะ

 

ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้

วันที่ 6 พ.ค. 2561 มีโอกาสได้เข้าร่วมงานวิ่งในตำนานที่มีชื่อว่า Bumrungrad 10-Hour Ultramarathon แห่งชมรมวิ่งสวนพฤกษ์ 99 ณ สวนนวมินทร์ภิรมย์ เนื่องจากเป็นงานที่ได้ชื่อว่าอัลตร้า และเราก็ไม่เคยคิดลงวิ่งอัลตร้า เลยไม่ได้สนใจอ่านรายละเอียด เพิ่งมารู้ว่ามีการวิ่งแบบทีมด้วย ทุกอย่างจึงใหม่หมดค่ะ ทั้งสถานที่ กติกา การเตรียมตัว เราไม่เคยร่วมงานลักษณะนี้เลยออกจะงงๆ เตรียมตัวไม่ค่อยถูก เนื่องจากทางโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ที่เรากำลังทำงานอยู่เป็นผู้สนับสนุนหลักของงาน จึงได้รับโควต้านักวิ่งผ่านมาทางชมรม Bumrungrad Running Club แรกๆเราคิดว่าจะขอไปเป็นอาสาสมัครบูธปฐมพยาบาลของโรงพยาบาล จึงไม่แจ้งความจำนงลงร่วมวิ่ง แต่ไปๆมาๆ ก็ได้รับการชักชวนมาวิ่งทีมจากทันตแพทย์ที่เป็นคนไข้ของเราเอง ด้วยความที่ทีมยังขาด 1 คน เลยยอมรับปากและคิดว่าขอวิ่งผลัดแรก แล้วค่อยไปช่วยที่บูธเอาละกัน
เรามาดูโปรแกรมซ้อมมาราธอน ก็เป็นจังหวะดีที่วันนั้นจะต้องซ้อมวิ่งเวลา 2:15 ชั่วโมง และการวิ่งแข่ง 1 ผลัดก็ใช้เวลา 2:30 ชั่วโมงใกล้เคียงกันพอดี กติกาของการวิ่งทีมมีอยู่ว่า ในหนึ่งทีมจะมี 4 ผลัด แต่ละผลัดวิ่ง 2.30 ชั่วโมง แล้วนำระยะทางที่ได้มารวมกันแล้วค่อยจัดอันดับค่ะ ทางผู้จัดได้ติดบิบไว้ที่ไม้ผลัด แล้วนักวิ่งแต่ละมือ ก็ต้องนำไม้ผลัดนี้มายื่นต่อให้กับเพื่อนในทีมผลัดต่อไปที่จุดปล่อยตัว ผู้จัดจะทำการปล่อยตัว 4 ครั้ง ครั้งที่ 1 ผลัดแรก ปล่อยตัวเวลา 6.00 น. ผลัดที่ 2 ปล่อยตัวเวลา 8.30 น. ผลัดที่ 3 ปล่อยตัวเวลา11.00 น. และผลัดที่ 4 ปล่อยตัวเวลา 13.30 น. ถ้ามาถึงก่อนเวลาปล่อยตัวจะหยุดวิ่ง ยื่นไม้ให้เพื่อน แล้วรอเวลาปล่อยตัวก็ได้ หรือจะวิ่งต่อไปก็ได้ แต่ถ้าวิ่งวนกลับมาถึงหลังเวลาปล่อยตัวก็ไม่เป็นไร เพราะจะย่นเวลาของเพื่อนผลัดต่อไปลง เท่านั้นเอง เมื่อจบการแข่งขันที่เวลา 16.00 น. ทางผู้จัดก็จะรวบรวมข้อมูลเป็นจำนวนรอบ ทีมไหนได้จำนวนรอบมากที่สุดก็จะเป็นผู้ชนะไป รอบหนึ่งของสวนนวมินทร์ภิรมย์เท่ากับ 2.1 กิโลเมตร ส่วนใครที่วิ่งเดี่ยว ก็ปล่อยตัวตั้งแต่ 6.00 น. วิ่งต่อเนื่องไปจนถึง 16.00 น. เลย หมดเวลาแล้วได้รอบเท่าไรก็เท่านั้นเลยค่ะ
เมื่อรับทราบกติกากันแล้ว และตกลงกันในทีมแล้วว่าเราเป็นนักวิ่งผลัดหนึ่ง ลำดับต่อไปก็คือการเตรียมตัวค่ะ เนื่องจากบ้านเราอยู่ไกลจากสวนพอสมควร และนัดรับเสื้อกับเพื่อนนักวิ่งของโรงพยาบาลที่ไปรับเสื้อมาให้ก่อนแล้วที่บูธโรงพยาบาลเวลา 5.00 น.เราจึงต้องตื่นตั้งแต่ 3.30 น. เลยรีบเตรียมของและล้มตัวลงนอนตั้งแต่ 21.30 น.

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 2

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 3

เราตื่นตามกำหนด กดจองแกลบแท๊กซี่ไว้ ขึ้น 8 นาทีว่าจะถึงยังไงก็ยังอย่างนั้น ผ่านไปร่วม 10 กว่านาที เลยยกหูถามคนขับว่าได้รับ Order ไหมค้า คุณเค้าตอบกลับมาว่า ได้ครับ แล้วก็เงียบไป เราเลยต้องถามกลับไปว่า แล้วอีกนานไหมกว่าจะมาถึง นี่ต้องออกจากบ้านแล้ว คุณก็ตอบมาแบบเรียบๆว่า “อีกสักพัก” เอิ่ม งงไปเลย เลยบอกยกเลิกไป แล้วออกไปโบกแท๊กซี่หน้าบ้าน บอกลาแกลบไปถาวรละ ก่อนหน้าก็เจอกรณีอย่างนี้เรื่อยๆยามเราตามเมื่อค่ำคืนเช่นนี้ โชคดีเจอแท๊กซี่ใจดี ยอมไปไกล และยังรู้จักทางเป็นอย่างดี เราเลยไม่เสียเวลาหลง แรกๆกะว่าจะขับรถไปเอง แต่เนื่องจากเป็นทางที่ไม่คุ้นเคย และมีที่จอดน้อยต้องจอดข้างถนน จึงตัดสินใจไม่ขับรถไปดีกว่า
เราถึงบริเวณงานประมาณตีห้า ยืนทานขนมปังที่เตรียมไว้ รอไม่นานก็เจอกับคนในทีม แรกๆว่าจะใส่เสื้อของงานวิ่ง แต่พอเปลี่ยนแล้ว อากาศที่อบอ้าว ทำให้ร้อน จึงเปลี่ยนเป็นเสื้อกีฬาที่ระบายอากาศดีกว่า เปลี่ยนเสื้อเสร็จจึงมาถ่ายรูปเก็บบรรยากาศกับทีมก่อนปล่อยตัว เรายืดกล้ามเนื้อไม่นานก็ถึงเวลาปล่อยตัวย

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 4

สำหรับการวิ่งทีม นักวิ่งผลัดแรกจะถูกปล่อยตัวพร้อมๆกับนักวิ่งเดี่ยว เราจึงมีเพื่อนวิ่งมากมาย ลักษณะสนามแข่งนี้ เป็นสวนรูปวงรี มีสะพานอยู่หัวท้าย สะพานไม่สูงมาก แต่พิธีกรได้กล่าวไว้ว่า แรกๆมันก็เป็นสะพานดีๆอยู่ วิ่งไปๆ มันจะกลายเป็นภูเขาแทน ก็ขำๆกันไปค่ะ เพราะฉะนั้น เราก็แค่วิ่งวนซ้ายไปเรื่อยๆ ช่วงแรกก็นับรอบได้ แต่วิ่งไปวิ่งมาแล้วเหนื่อย เลยนับไม่ถูกก็ช่างมัน ใช้นาฬิกาจับระยะของมันไป วันนี้บอกตัวเองว่า วิ่งให้ดีที่สุดในช่วงเวลาของเราเอง

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 5

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 6

เราวิ่งไปเรื่อยๆ ก็เริ่มสังเกตสองข้างทางว่ามีเต๊นท์จากกลุ่มและชมรมวิ่งมาตั้งเพื่อดูแลนักวิ่งในกลุ่มตัวเอง มีอาหารว่าง ทั้งหนักทั้งเบาคอยบริการ บางเต๊นท์มีอาหารเผื่อนักวิ่งทุกคน พร้อมเรียกให้เข้าไปรับ แต่บางเต๊นท์ก็มีเฉพาะกลุ่มตัวเอง อย่างเช่น แก้วน้ำที่เขียนชื่อนักวิ่งแต่ละคนเอาไว้ และมีคนคอยเติมให้พร้อมเมื่อนักวิ่งในกลุ่มตัวเองวิ่งวนมาถึง อาหารมีตั้งแต่ กล้วย แตงโม ขนมปัง ครัวซอง ข้าวต้มมัด เค้กกล้วยหอม ไอติมถัง ไอติมโคน น้ำเฉาก๊วย ข้าวไข่เจียว ไมโล และอีกเยอะแยะมากมาย ละลานตาไปหมด เราไม่เคยเจอสนามวิ่งไหน อาหารการกินอุดมสมบูรณ์เช่นนี้มาก่อน และรู้สึกได้ถึงบรรยากาศอบอุ่นใจ การพร้อมช่วยเหลือ และเผื่อแผ่ระหว่างนักวิ่งด้วยกันเอง เห็นนักวิ่งหลายๆคนทักทายกันเอง ทุกคนมารวมตัวกันเพราะใจรักในเรื่องเดียวกัน คือการวิ่ง มีการชี้ชวนดูคนเก่งๆที่มาร่วมการแข่งขันเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ มีการเชียร์เพื่อนนักวิ่งด้วยกันเอง เราเจอคุณลุงท่านหนึ่งแกยืนเชียร์นักวิ่งแบบมองตาต่อตา ตั้งแต่ผลัดแรกที่เราวิ่ง ไปจนถึงผลัดสุดท้ายที่เราถามเพื่อนว่ายังเห็นคุณลุงยืนเชียร์อยู่ไหม เพื่อนบอกว่ายังยืนอยู่ สุดยอดมากค่ะ

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 7

เรากะว่าจะพกกล้วยตากทานระหว่างวิ่ง ร้างกายเราต้องทานทุก 1 ชั่วโมง ปรากฎว่าเราลืมพกกล้วยตากของเรามา แต่เราก็หมดห่วงทันทีเมื่อเห็นเต๊นท์ของครูดิน ของกินเยอะมาก เราเลยได้แวะหยิบกล้วยหอม ที่หั่นครึ่งแล้ว พอดีคำ ไม่มากเกินไปมาทาน เราจะเดินทานตอนขึ้นสะพาน ลงสะพานมาก็วิ่งต่อ เต๊นท์ของครูดิน อยู่ก่อนขึ้นสะพานพอดี ก็เลยคว้าได้ทั้งน้ำและกล้วยเดินทาน วิ่งลงสะพานมาเจอตากล้องพอดี ขำตัวเองที่มือหนึ่งถือกล้วย มือหนึ่งถือน้ำ เลยได้ภาพตอนยิ้มมาพอดี เป็นรูปวิ่งที่ดูมีความสุขที่สุดตั้งแต่วิ่งมา เพราะได้ทานอะไรที่ร่างกายต้องการในยามอากาศร้อนแรง เป็นใครก็คงมีความสุข เราไม่แปลกใจที่ช่วงบ่าย เห็นนักวิ่งหลายคนวิ่งไป ถือจานข้าวไข่เจียวทานไปด้วย เป็นทักษะที่ล้ำเลิศมาก

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 8

เราวิ่งๆไปได้สักสองชั่วโมงนิดๆเริ่มมีอาการปวดท้อง แต่พอทนได้ ก็เลยฝืนใจวิ่งต่อไป เหลืออีก 20 นาทีจะหมดรอบของเรา เราทนไม่ไหวเลยเข้าห้องน้ำ ปรากฎว่าท้องเสีย จับเวลานั่งอยู่ในห้องน้ำ 1 นาทีครึ่ง แล้วรีบออกมาวิ่งต่อ ตอนที่วิ่งถึงเส้นชัยรอบที่ 9 ยังเหลืออีก 1 รอบ แต่เวลาไม่ถึง 15 นาทีดี เราก็คิดว่าจะเอาไงดี อีกรอบจะทันไหม ตอนนั้นมันก็ล้าได้ที่แล้ว แต่สุดท้ายก็กัดฟันวิ่งต่อ ถ้าหยุดก็จะเสียดายเวลามาก แม้ตอนนั้นจะยังมีปวดบิดในท้องเป็นพักๆ แต่พอขาเราออกวิ่ง ความรู้สึกปวดท้องจะหายไป เรามุ่งความสนใจไปที่เสียงพิธีกรบนเวที ที่คอยแจ้งเวลาที่เหลือสำหรับผลัดแรก และคอยเรียกนักวิ่งผลัดที่ 2 มาเตรียมตัว ตอนที่เหลือกิโลเมตรสุดท้าย เราเหลือ 5 นาที ก็เลยอัดไปเลยเต็มที่ เข้าเส้นชัยครบรอบที่ 10 ตอนนาทีสุดท้ายพอดี เพื่อนผลัดสองมารอรับอยู่แล้ว ก็รีบส่งไม้ให้เพื่อน แล้วเราก็แยกออกมานั่งพัก และยืดเหยียดรอเชียร์เพื่อนต่อไป เราต้องขอขอบคุณซุ้มที่แจกน้ำเฉาก๊วยเย็นเจี๊ยบเป็นเกร็ดน้ำแข็งในรอบที่ 9 เพราะเหมือนช่วยเพิ่มพลังวิ่งในรอบที่ 10 ได้เป็นอย่างดีค่ะ
เราเพิ่งมารู้ตัวตอนเข้าเส้นชัย ว่าเราใส่บิบผลัดที่ 4 มาวิ่งผลัดที่ 1 คงเพราะตอนส่งชื่อลงทะเบียนเกิดการสลับกัน แต่พี่ที่เส้นชัยแจ้งว่าไม่เป็นไร งานที่วิ่งวนแบบนี้มีดีอย่างหนึ่งก็คือ เราสามารถคอยเชียร์เพื่อนที่วิ่งครบรอบได้ ทำให้มีกำลังใจเพิ่มขึ้นได้ทุกรอบที่วิ่งมา แค่เสียงเรียกชื่อ ปรบมือ ส่งเสียงเชียร์ ก็ช่วยได้มากแล้ว แม้เราจะเหนื่อยอย่างไรก็ยังคงสอดส่ายสายตามองหาเพื่อนทีมเราที่วิ่งมา และคอยส่งเสียงเรียกให้กำลังใจเท่าที่ทำได้ค่ะ

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 9

ระหว่างวัน ที่บริเวณเวทีข้างๆจุดปล่อยตัว จะมีการขับกล่อมด้วยเพลงเพราะๆหลากหลาย แต่เพลงกลุ่มหนึ่งที่ช่วยนักวิ่งได้มากคือกลุ่มเพลงให้กำลังใจ อย่างตอนเราวิ่ง จำได้แม่นเลยว่า มีช่วงที่อากาศอบอ้าวมาก แม้แดดจะไม่ส่องตรงๆ หลบเข้าไปอยู่หลังเมฆดำ แต่ก็สร้างความอึดอัดให้กับเราพอสมควร แล้วเพลงนาทีที่ยิ่งใหญ่ ของคริสติน่า อากีล่าร์ ก็ดังขึ้น ยิ่งท่อนสร้อยนี่ยิ่งปลุกเร้าใจได้เป็นอย่างดี “เพราะฉันนั้นต้องการมี เสี้ยวนาทีที่ยิ่งใหญ่ให้ใจจดไว้ นานเท่านาน อยากจะได้ภูมิใจ ที่มือฉันเคยได้เอื้อมผ่าน ได้เก็บดาว ที่แสนไกล ด้วยตัวฉันเอง” อาจเปลี่ยนคำว่ามือเป็นเท้าแทนสำหรับนักวิ่งอย่างเราๆ นี่ขนาดนักวิ่งทีมอย่างเรายังอิน เราเชื่อว่าสำหรับนักวิ่งเดี่ยวแล้ว จะช่วยให้กำลังใจพวกเขาได้มากจริงๆ นอกจากนั้นก็ยังมีเพลงของบอดี้สแลม รวมไปถึงเพลง ใจสู้หรือเปล่าของหินเหล็กไฟ จำได้ว่านั่งฟังอยู่ข้างเวทีช่วงบ่ายที่เราหมดภารกิจการวิ่งของเราแล้ว แต่เรายังเห็นเพื่อนนักวิ่งเดี่ยวที่มุ่งมั่นยังคงไม่หยุดวิ่งอาจมีบางคนเริ่มเดินแล้ว แต่เราก็อยากจะให้กำลังใจผู้กล้าเหล่านั้นมากๆ ยิ่งได้เห็นความทุ่มเท ความตั้งใจ ความกล้าหาญของเพื่อนๆแล้ว ยิ่งตื้นตันใจ โดยเฉพาะเราเองที่ยังไม่กล้าจะวิ่งไปไกลถึงขนาดอัลตร้ามาราธอน ยิ่งได้มาเห็นภาพเหล่านี้แล้ว ยิ่งรู้สึกยอมใจเพื่อนๆกันเลยทีเดียว เลยหวังว่า เพลงให้กำลังใจเหล่านั้นจะช่วยให้เพื่อนนักวิ่งมีแรงส่งไปที่ขาให้ยกก้าวต่อไปข้างหน้าได้ดีขึ้น

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 12

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 13

ช่วงบ่ายเราแวบไปนั่งพักที่ใต้ต้นไม้ เพราะเพลียจากวิ่งตอนเช้า ปกติถ้าวิ่งแบบนี้จะกลับบ้านไปนอนพัก แต่วันนี้อยากรอเพื่อนวิ่งให้จบงาน รวมความเพลียกับแดดร้อนๆ นั่งไปนั่งมาเลยเอนหลังงีบสักหน่อย ฟังเพลงเพราะๆไป หลับไป ช่วงหลับก็มีลมพัดมาเย็นๆ และเป็นช่วงที่ฟ้าครึ้มพอดี หลับไปได้สักครึ่งชั่วโมง ตื่นมาเลยหลบร้อนไปซื้อกาแฟร้านแถวนั้นทาน รสชาติกาแฟที่ดี และแอร์เย็นๆ เราเลยตื่นเต็มที่ กลับมานั่งรอเพื่อนผลัดสุดท้ายเข้าเส้นชัย

พอเพื่อนเข้าเส้นชัยมาแล้ว เราก็ไปช่วยยืนรอรับผลการแข่งขัน ซึ่งเกิดการยืนรอแถวยาวมาก เพราะมีอยู่เครื่องเดียว แต่ไม่ว่าจะเหนื่อยมาขนาดไหน เพื่อนนักวิ่งก็ยืนต่อคิวกันอย่างเป็นระเบียบ และอดทน บางคนยังหอบอยู่ต้องมีเพื่อนมายืนพัดให้ เราเองหายเหนื่อยแล้ว ก็เลยยืนต่อได้อย่างไม่เป็นปัญหา

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 15

ผลการวิ่งทีมเราวิ่งได้ทั้งหมด 38 รอบ โดยที่เราวิ่งไป 10 รอบ ส่วนเพื่อนในทีมก็วิ่งกันคนละ 9 และ 10 รอบกัน ก็ถือว่าไล่เลี่ยกันดี เป็นทีมที่เข้ากันดี แม้ไม่เคยวิ่งด้วยกันมาก่อน ทั้ง 4 คนใช้เวลาวิ่งไปทั้งหมด 9:52:59 ชั่วโมง ถือเป็นความสำเร็จเล็กๆของทีมที่ทำร่วมกัน ที่ภูมิใจเพราะทีมเราเป็นทีมเฉพาะกิจมาก มีทั้งแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด และ Fitness Trainer ทั้งหมดไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน เพิ่งจะได้มาพูดคุยกันก็วันนี้ แต่ด้วยใจรักการวิ่งเหมือนกัน ก็เลยเข้ากันได้ดี หลังจบงานนั่งรถกลับบ้านด้วยกัน เลยเล่าเรื่องราวแต่ละรอบให้ฟังกันอย่างสนุกสนาน

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 16

กลับมาบ้านก็ดูอันดับของทีมเราสักหน่อย ทีมเราได้ลำดับที่ 31 จากทั้งหมด 76 ทีม เรียกได้ว่าเกินความคาดหมายไปมาก ว่ากันตามจริง เรียกว่าไม่ได้คาดหวังอะไรมากกว่า พวกเราวิ่งจำนวนรอบน้อยกว่าที่ 1 แค่ 20 รอบเองค่ะ เอิ๊ก

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 17

ถ้ามาดูอันดับ 1 ของประเภทเดี่ยว สำหรับปีนี้ก็เป็นที่น่าแปลกใจมากที่อันดับ 1 โอเวอร์ออลทั้งชายและหญิง อยู่ในรุ่น 50 ปีทั้งสิ้น ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของงานสวนพฤกษ์ที่จัดมาทั้งหมด 8 ครั้งเลยล่ะค่ะ โดยที่ที่หนึ่งโอเวอร์ออลชายคือพี่จรัญ พูลสวัสดิ์ ทำได้ 48 รอบระยะทาง 100.80 กิโลเมตร ในขณะที่โอเวอร์ออลฝ่ายหญิงก็ไม่น้อยหน้า วิ่งได้ 44 รอบ ระยะทาง 92.40 กิโลเมตร ซึ่งก็คือพี่สายปัญญา ตันวิไล โอ้ว ว้าว! พี่เค้าสุดยอดกันจริงๆค่ะ อยากจะคุกเข่า คารวะ แลกเหล้า 1 จอก ขอเป็นลูกศิษย์กันตรงนั้นเลย ขออนุญาตนำรูปพี่ทั้งสองคนมาลงเพื่อสร้างแรงบันดาลใจสักหน่อยนะคะ เห็นพี่เค้าวิ่งกันตั้งแต่ปล่อยตัว จนใกล้จะบ่ายสี่โมง ความเร็วแทบไม่ตกเลยสักนิด นี่ล่ะนะ ที่เค้าเรียก “คนจริง” คำว่า “ยอมแพ้” คงไม่มีในความคิดพี่ๆแน่ๆ และคงต้องฝึกฝนมาเป็นอย่างดีด้วย จึงสามารถเอาชนะนักวิ่งรุ่นน้องได้อย่างมหัศจรรย์ค่ะ

เราประทับใจบรรยากาศของงานนี้มาก ถึงขนาดว่าอยากจะมาตั้งเต๊นท์ให้กับเพื่อนๆนักวิ่งจากชมรม Bumrungrad Running Club ในปีหน้า แม้จะไม่ได้นัดแนะอะไรเลยสำหรับปีหน้า แต่ก็เหมือนจะรับรู้กันว่าอยากจะมาอีกแน่นอน
เราจบวันด้วยความอิ่มใจ ตื้นตันใจ สนุก และอบอุ่น แม้ร่างกายจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า แต่ก็เหมือนมีพลังงานบางอย่างที่ทำให้เรากลับบ้านไปอย่างมีความสุข คงเป็นพลังงานของใจที่รักการวิ่ง การไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค การไม่ยอมแพ้ต่อความเหนื่อยเมื่อยล้า ความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งที่วาดฝันได้สำเร็จ พลังงานเหล่านี้มันมาอยู่รวมกันมากๆ ส่งผลให้เกิดพลังงานที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือพลังแห่งแรงบันดาลใจ คงไม่มีใครที่มางานนี้จะปฏิเสธได้ว่า “ฉันจะไม่มาอีก” เพราะเราจะได้รับ “ชัยชนะ” แม้จะวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนสุดท้ายก็ตาม งานนี้จึงเป็นงานที่เหมาะสมกับการมาตามหา “เส้นชัยในใจของนักวิ่ง” ที่แต่ละคนได้ตั้งเอาไว้เอง และจะต้องพิชิตมันให้ได้ด้วยตัวเอง

88 ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้ - 20

สำหรับงานสวนพฤกษ์ 10 ชั่วโมงอัลตร้ามาราธอนนี้ จะเป็นอีกงานที่พลาดไม่ได้ประจำปีของนักวิ่งตัวเล็กๆคนหนึ่ง ใครอยากสัมผัสกับบรรยากาศของการให้กำลังใจในทุกชัยชนะของนักวิ่ง เราอยากขอให้เพื่อนๆได้ก้าวเข้ามาร่วมงานวิ่งนี้สักครั้ง แล้วจะไม่รู้จักกับคำว่าพ่ายแพ้ เพราะความอ่อนแอจะไม่สามารถทำอะไรเราได้

ขอให้เพื่อนนักวิ่งที่มีความฝันกับการวิ่งอัลตร้ามาราธอน ได้มาลิ้มรสบรรยากาศงานนี้กันสักครั้งนะคะ

การเตรียมตัวพื้นฐานสำหรับงานวิ่งอัลตร้ามาราธอน

เพื่อนนักวิ่งหลายคนคงกำลังจะเริ่มต้นการวิ่งอัลตร้ามาราธอนครั้งแรก หรือไม่ก็อาจจะวิ่งมาได้หลายครั้งแล้ว ไม่ว่าเพื่อนๆจะวิ่งครั้งที่เท่าไรก็ตาม ไม่ว่าจะวิ่งเมื่อไรก็ตาม เพื่อนๆจะเจอกับเส้นทางวิ่งอย่างไร อากาศจะเลวร้ายขนาดไหน เพื่อนๆพร้อมกับมันมากน้อยเพียงใด เรามีคำแนะนำเล็กๆน้อยมาฝากในการเตรียมตัววิ่งอัลตร้ามาราธอนครั้งต่อไปของเพื่อนๆค่ะ

89 การเตรียมตัวพื้นฐานสำหรับงานวิ่งอัลตร้ามาราธอน - 2

1. วิ่งช้าให้ได้

เคยมีคนกล่าวว่า การวิ่งอัลตร้ามาราธอนนั้นง่ายกว่าการวิ่งมาราธอน ใช่แล้วเพื่อนๆอ่านไม่ผิดหรอกค่ะ โดยทั่วไปเวลาเราวิ่งมาราธอน เรามักจะพยายามวิ่งให้เร็วเพื่อให้ได้สถิติที่ดีขึ้น แต่ถ้าเป็นอัลตร้ามาราธอน เราแค่วิ่งเพื่อให้ก้าวข้ามผ่านเส้นชัยให้ได้ การวิ่งอัลตร้ามาราธอนคือการพิสูจน์ความตั้งมั่นของจิตใจเพื่อนๆที่จะเอาชนะความเชื่อว่าร่างกายเพื่อนๆไม่สามารถทำได้ ดังนั้น จงหลีกเลี่ยงการตั้งเป้าหมายเพื่อให้ได้เวลาที่ดีขึ้น ใช่แล้วค่ะ อย่าสัญญาอะไรกับตัวเอง วิ่งช้าลงให้ได้ ถ้าเพื่อนๆเคยวิ่งมาราธอนมาได้แล้ว และฝึกซ้อมมาอย่างดี ก็ถือว่าสภาพร่างกายเพื่อนๆสามารถที่จะพิชิตระยะทางเกิน 50 กิโลเมตรได้ค่ะ เพื่อนๆไม่จำเป็นต้องฝึกซ้อมให้วิ่งนานขึ้น หรือหนักขึ้นเพื่อเห็นผลความแตกต่าง หากเพื่อนๆยังมีวินัยในการเติมพลังงานให้ตัวเองระหว่างวิ่ง มีจังหวะการก้าวและความเร็วที่สม่ำเสมอ เร็วตอนปล่อยตัวเท่าไร เข้าเส้นชัยเท่านั้น และไม่ทำลายวินัยเหล่านั้น เพื่อนๆจะสามารถประสบความสำเร็จในอัลตร้ามาราธอนได้แน่นอนค่ะ

หากเพื่อนๆวิ่งเทรล ช่วงของการขึ้นเขา เพื่อนๆอาจก้าวสั้นลง ผ่อนแรงลง หรือแม้จะเดินก็ได้ ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด เพื่อนๆควรหาเครื่องมืออะไรก็ได้ที่ทำให้เพื่อนๆวิ่งได้ช้าลง อาจใช้นาฬิกาจับชีพจรหัวใจให้อยู่ในโซนที่กำหนด โดยเฉพาะโซน 2 เพื่อการถนอมพลังงาน และการเก็บไกลโคเจนเข้าร่างกายได้ดีขึ้น หากเพื่อนๆได้ซ้อมมาแบบนี้ การวิ่งเพิ่มระยะทีละน้อยจนถึงเส้นชัย ก็ไม่เป็นการยากเกินไปค่ะ

อีกหนึ่งประโยชน์ของการวิ่งช้าคือ โอกาสบาดเจ็บน้อยลง ร่างกายเพื่อนๆสามารถฟื้นตัวหลังวิ่งได้ดีขึ้น ใช้เวลาในการฟื้นตัวน้อยลง

89 การเตรียมตัวพื้นฐานสำหรับงานวิ่งอัลตร้ามาราธอน - 3

2. เพิ่มการออกกำลังเพื่อความแข็งแรงเข้าไปในโปรแกรมการฝึกซ้อม

ถ้าเพื่อนๆจะวิ่งอัลตร้ามาราธอนในเร็ววันนี้ วิธีการนี้ก็อาจจะช้าเกินไป แต่ถ้ามีแผนจะวิ่งในอีกไม่กี่เดือนนี้ การเพิ่มการออกกำลังเพื่อเสริมกล้ามเนื้อให้แข็งแรงเข้าไปในโปรแกรมการฝึกซ้อมนี้ ก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะทำค่ะ ถึงแม้ว่าการวิ่งระยะทางไกล เพื่อนๆต้องใช้แรงหดตัวจากกล้ามเนื้อแบบหดตัวช้า และการฝึกความแข็งแรงเป็นการสร้างกล้ามเนื้อแบบหดตัวเร็ว แต่เมื่อกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงที่เพียงพอแล้ว จะสามารถช่วยให้การใช้งานกล้ามเนื้อแบบหดตัวช้าทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การวิ่งเพียงอย่างเดียวอาจไม่เป็นผลดีต่อกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานซ้ำๆด้วย เพื่อนๆจึงควรรวมการออกกำลังกายชนิดอื่นเข้าไปในโปรแกรมการฝึกซ้อมด้วย เช่น มวยไทย หรือการขี่จักรยาน การยกน้ำหนัก ซึ่งยังช่วยลดโอกาสเกิดการบาดเจ็บได้ด้วย

89 การเตรียมตัวพื้นฐานสำหรับงานวิ่งอัลตร้ามาราธอน - 4

3. การใช้โฟมโรลเลอร์

ยิ่งเพื่อนๆวิ่งนานเท่าไร เพื่อนๆยิ่งต้องดูแลร่างกายที่เพื่อนๆใช้มากขึ้นเท่านั้น โฟมโรลเลอร์เป็นอุปกรณ์ช่วยที่มหัศจรรย์ที่สุดในราคาที่ไม่แพงและคุ้มค่า การกลิ้งตัวบนโฟมโรลเลอร์คือการนวดด้วยตัวเองดีๆนี่เอง เพื่อนๆอาจรวมโปรแกรมนี้เข้าไปในโปรแกรมการฝึกซ้อม 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละประมาณ 20-30 นาที หรือถ้าจะวิ่งในวันพรุ่งนี้แล้ว การใช้โฟมโรลเลอร์ในวันก่อนการวิ่ง จะช่วยให้กล้ามเนื้อเพื่อนๆผ่อนคลาย พร้อมรับการใช้งานในวันรุ่งขึ้นได้ดีค่ะ

89 การเตรียมตัวพื้นฐานสำหรับงานวิ่งอัลตร้ามาราธอน - 5

4. เตรียมพลังงานพกพาให้พร้อม

การทานพลังงานเสริมตามที่ร่างกายต้องการในเวลาที่เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับนักวิ่งอัลตร้ามาราธอน อย่าหวังน้ำบ่อหน้าเด็ดขาด ยกเว้นแต่ว่าเพื่อนๆมั่นใจมากว่าผู้จัดได้เตรียมทุกอย่างให้พร้อมและเพียงพอต่อจำนวนนักวิ่งได้จริงๆ การใส่เป้น้ำพร้อมพลังงานเสริมระหว่างการวิ่งไม่ใช่เรื่องเกินไป ยิ่งถ้าเพื่อนๆวิ่งเทรลแล้วล่ะก็ แค่สถานีน้ำสักหนึ่งสถานีบนภูเขาสูงก็แทบจะเป็นไปได้ยากเพื่อนๆอาจลองพิจารณาอาหารแข็งที่ให้พลังงานได้ดีกว่าแทนอาหารเหลว โดยไม่ต้องกลัวว่ากระเพาะจะมีปัญหา เพราะเพื่อนๆจะวิ่งช้ากว่าระยะมาราธอน และกระเพาะก็สามารถย่อยอาหารได้โดยไม่ทำให้อืดท้องค่ะ บางงานวิ่งที่ต่างประเทศ ได้จัดเตรียมพาสต้า เค้ก และน้ำปั่นไว้ให้กับนักวิ่งเลยด้วยซ้ำ เพื่อนๆอาจจะไม่แปลกใจเมื่อพบว่า ตัวเองรับประทานมันอย่างจริงจัง เพราะร่างกายเพื่อนๆต้องการพลังงานลักษณะนั้นจริงๆนั่นเอง แต่จริงๆแล้ว ร่างกายเพื่อนๆเองนั่นแหละ ที่จะบอกเพื่อนๆว่ามันต้องการอะไรค่ะ แต่การจะทำเช่นนั้นได้ คงต้องใช้การฝึกฝนพอสมควร และอย่างน้อยๆ เราพอสรุปให้ได้ว่า ร่างกายเพื่อนๆต้องการมากกว่าเจลพลังงาน เกลือแร่ หรือขนมหวาน เพื่อนๆอาจเริ่มลองเป็นแท่งกราโนล่า ข้าวปั้น หรือแซนวิชแทนได้นะคะ ไม่ว่าจะรับประทานอะไร เพื่อนๆต้องแน่ใจว่าตัวเองได้เติมพลังงานให้ร่างกาย 120-240 แคลอรี่ทุกชั่วโมง

89 การเตรียมตัวพื้นฐานสำหรับงานวิ่งอัลตร้ามาราธอน - 6

5. เตรียมน้ำดื่มให้พร้อม

น้ำดื่มเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และเช่นกัน อย่าหวังน้ำบ่อหน้าของแท้ เป้น้ำเป็นสิ่งจำเป็น อาจเลือกเป็นน้ำดื่มผสมเกลือแร่ ยิ่งเพื่อนๆวิ่งนานเท่าไร โอกาสเสี่ยงที่จะเกิดภาวะร่างกายขาดน้ำมีสูงมากเท่านั้นดังนั้น เพื่อนๆจึงควรฝึกซ้อมการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกายต้องการ หาน้ำดื่มเกลือแร่ที่มีส่วนผสมของน้ำตาลน้อยและมีเกลือแร่สูง ดื่มประมาณ 200-600 มิลลิลิตรทุกชั่วโมง ปริมาณนี้ขึ้นอยู่กับร่างกายแต่ละคนค่ะ

89 การเตรียมตัวพื้นฐานสำหรับงานวิ่งอัลตร้ามาราธอน - 7

6. เตรียมเป้น้ำให้พร้อม

การรักษาสมดุลสิ่งของในเป้น้ำให้ดีคือเคล็ดลับแห่งความสำเร็จค่ะ  ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์จุกจิก พลังงานเสริม หรือน้ำดื่ม และยังเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เพราะฉะนั้น อะไรก็ตามที่เหมาะกับคนคนหนึ่งไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับคนอีกคนหนึ่ง ซึ่งเพื่อนๆจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อเพื่อนๆมีประสบการณ์ ฝึกฝน และได้ทดลองด้วยตัวเองมาแล้ว และรู้แล้วว่าอะไรเหมาะหรือไม่เหมาะกับเพื่อนๆ อย่างน้อยในช่วงเวลา 1 เดือนก่อนหน้าการแข่งขัน เพื่อนๆอาจลองจดสิ่งที่ทานหรือดื่ม และดูว่าอะไรเหมาะกับเพื่อนๆ เพื่อจะได้เตรียมตัวให้ถูกต้อง เพื่อลดแรงกดดันต่อตัวเองค่ะ อุปกรณ์อื่นๆที่จำเป็นในเป้น้ำ คือพลาสเตอร์ปิดตุ่มน้ำ เทปติดกล้ามเนื้อ อุปกรณ์ปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐาน ทิชชูเปียก แผนที่ (ถ้าวิ่งเทรล เผื่ออุปกรณ์ดิจิตอลมีปัญหา) กระเป๋ากันน้ำพกพา โทรศัพท์มือถือ และแบตเตอรี่สำรอง หากต้องวิ่งเทรล ถุงซิปล็อคเพื่อกันน้ำ ไฟฉายคาดศีรษะถ้าวิ่งกลางคืน หมวกกันแดด แว่นกันแดด ขี้ผึ้งทาตัวกันเสียดสี ยาแก้ท้องเสียเฉียบพลัน ยาแก้ปวด ครีมกันแดด ลิปมัน

89 การเตรียมตัวพื้นฐานสำหรับงานวิ่งอัลตร้ามาราธอน - 8

7. เตรียมใจให้พร้อมถึงช่วงดีที่สุดและแย่ที่สุด

ถ้าเพื่อนๆคิดว่าความแปรปรวนทางอารมณ์ในการวิ่งมาราธอนนี่แย่แล้ว การวิ่งอัลตร้ามาราธอนยิ่งมากกว่ามาก ความรู้สึกแตกต่างอย่างมากระหว่างความรู้สึกดีสุดๆ กับความรู้สึกแย่สุดๆสามารถเกิดขึ้นได้ระหว่างทางวิ่ง บางช่วงเวลาเพื่อนๆอาจจะรู้สึกไม่อยากก้าวขาวิ่งเอาซะเลย แต่บางช่วงเวลาเพื่อนๆสามารถวิ่งได้อย่างกับบินอยู่ นี่คือความมหัศจรรย์ที่ร่างกายเพื่อนๆทำได้ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เพื่อนๆจะฝึกจิตใจตนเองให้พร้อมพบเจอกับสภาวะเหล่านั้น ว่ากันตามจริงแล้ว เพื่อนๆควรฝึกให้มีสติอยู่กับปัจจุบันขณะที่วิ่งนั้นให้ได้ แล้วเพื่อนจะสามารถก้าวพ้นผ่านทุกอย่างไปได้ด้วยดี ความตั้งมั่นและตั้งใจจะเป็นเหมือนตัวขับเคลื่อนร่างกายของเพื่อนๆให้ก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว และสติจะเป็นเพื่อนตาย คือ อยู่กับเพื่อนๆในทุกเวลาของความรู้สึกท้อ

เอาล่ะค่ะ พอจะช่วยให้เพื่อนๆเตรียมตัวได้ดีขึ้นสำหรับอัลตร้ามาราธอนครั้งต่อไปนะคะ การเตรียมตัวฝึกซ้อมในทุกแง่มุมของอัลตร้ามาราธอน ไม่ว่าจะเป็น ชุดแข่งขัน รองเท้าวิ่ง การทานอาหาร การดื่มน้ำ จะเป็นตัวบ่งบอกความสำเร็จที่แท้จริง อย่าทดลองอะไรใหม่ๆในวันแข่งขันนะคะ

ขอให้เพื่อนนักวิ่งประสบความสำเร็จกับอัลตร้ามาราธอนของตัวเองกันนะคะ

 

เมื่อเรามีเงื่อนไขที่น้อยลง เราก็จะเปิดใจมากขึ้น

กว่าจะได้รีวิวงานวิ่ง เสมือนจริงอีกหนึ่งงาน ก็จนกว่าจะหาเสื้อวิ่งที่ได้รับครบทุกตัว เนื่องจากเสื้อวิ่งทั้ง 5 ตัวถูกส่งมาต่างวาระกัน เลยทำให้หยิบไปใช้ ส่งไปซัก กลับมาเร็วบ้าง ช้าบ้าง ต่างเวลากันไป เสื้อสวย เลยชอบใช้น่ะค่ะ กว่าจะครบเอามาถ่ายรูปได้ เวลาก็ล่วงเลยไปไกลหลังจากวันจบงานจริงพอสมควร

ข้อดีของงานวิ่งเสมือนจริงคือ เราจะได้เป็นผู้กำหนดเส้นทาง วัน เวลา และสถานที่ในการวิ่งของตัวเองได้ โดยที่กิจกรรม “วิ่งทั่วไทยไปทุกภาค – Thailand Virtual Run Series 2017” เป็นอีกหนึ่งคำตอบของนักวิ่งอิสระที่ไม่ต้องการสนามแข่ง พอใจวิ่งที่ไหนก็วิ่ง ไปเที่ยวไหนก็แค่พกเสื้อกางเกงรองเท้าไปด้วย ใจครึ้มๆ ใจร่มๆเมื่อไรก็แค่เปลี่ยนชุด ใส่รองเท้าแล้วออกวิ่งเลย

กิจกรรมประกอบด้วย 5 รายการวิ่งที่แบ่งตามภูมิภาคของประเทศไทย ได้แก่

  1. วิ่งทั่วไทยไปแอ่วเหนือ(Run North)
  2. วิ่งทั่วไทยไปแซ่บอีสาน(Run E-San)
  3. วิ่งทั่วไทยสุขที่กลางใจ(Run Central)
  4. วิ่งทั่วไทยไปตะวันออก(Run East)
  5. วิ่งทั่วไทยไปปักษ์ใต้(Run South)

โดยวันที่จัดกิจกรรมนับตั้งแต่ 25 กันยายน 2560 – 25 เมษายน 2561 และให้วิ่งแต่ละครั้งระยะทางเท่ากับ 10 กิโลเมตรหรือจะวิ่งมากกว่าก็ได้ สถานที่วิ่งคือวิ่งในจังหวัดที่กำหนดตามภูมิภาคต่างๆ ดังนี้

ภาคเหนือ  17 จังหวัด – กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี เชียงราย เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด – กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บึงกาฬ บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี เลย

ภาคกลาง 19 จังหวัด – กรุงเทพมหานคร กาญจนบุรี ชัยนาถ นครนายก นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง เพชรบุรี

ภาคตะวันออก 7 จังหวัด – จันทบุรี ชลบุรี ตราด ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว ฉะเชิงเทรา

ภาคใต้ 14 จังหวัด – กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ยะลาระนอง สงขลา สตูล สุราษฏร์ธานี

และเมื่อเพื่อนๆวิ่งเสร็จในจังหวัดที่เพื่อนๆเลือกแล้ว ก็จะต้องส่งผลการวิ่งให้กับทางผู้จัด จึงจะได้รับเสื้อที่ระลึก และเหรียญรางวัล แอบเสียดาย น่าจะให้เสื้อก่อนไปวิ่ง จะได้ใส่วิ่งและถ่ายรูปด้วย ส่วนใครที่ไม่ได้ส่งผล ก็จะได้รับแค่เสื้อ แต่จะไม่ได้เหรียญ ซึ่งจะเป็นที่น่าเสียดายมาก เพราะงานนี้เหรียญมีความเก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร ตรงที่เหรียญแต่ละภาค เมื่อนำมาต่อรวมกันจะได้เป็นรูปประเทศไทย และเหรียญแต่ละภาคนั้นมีความใหญ่และหนา พร้อมสลักชื่อจังหวัดในภาคนั้นพร้อมภาพการ์ตูนน่ารักๆประกอบ ธีมของแต่ละภาคคือโทนสี 5 สี ภาคเหนือสีม่วง ภาคอีสานสีแดง ภาคตะวันออกสีส้ม ภาคกลางสีเขียว และภาคใต้สีน้ำเงิน เสื้อก็จะออกแบบตามโทนสี และมีรูปกราฟฟิกเป็นสัญลักษณ์ของภาคนั้นๆประกอบด้วย

วัตถุประสงค์ของผู้จัดกิจกรรมนี้ก็คือส่งเสริมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ส่งเสริมการท่องเที่ยวทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย และเป็นกิจกรรมการกุศลเพื่อโอกาสทางการศึกษาของน้องๆ นักเรียนในโรงเรียนที่ยังขาดโอกาส

โดยรายชื่อโรงเรียนที่ได้รับเงินช่วยเหลือคือ

ภาคเหนือ มอบให้ โรงเรียนบ้านน้ำปูน ต.น้ำพาง อ.แม่จริม จ.น่าน

ภาคอีสาน มอบให้ โรงเรียนบ้านโคกสหกรณ์เทพรักษา อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น

ภาคกลาง มอบให้ โรงเรียนวัดเขาแก้วมุขดาราม ต.คลองเรือ อ.วิหารแดง จ.สระบุรี

ภาคตะวันออก มอบให้ โรงเรียนบ้านน้ำกร่อย ต.ห้วยทับมอญ อ.เขาชะเมา จ.ระยอง

ภาคใต้ มอบให้ โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ ต.กาหลง อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส

วัตถุประสงค์ชัดเจน มีธีมงานชัดเจน เหรียญสวย เสื้อสวย เมื่อทุกอย่างพร้อม ลงตัว ก็จัดการสมัคร ทั้งที่เราก็ไม่รู้หรอกว่า จะสามารถวิ่งได้ครบทุกภาคไหม และจะได้เหรียญมาประกอบเป็นรูปประเทศไทยครบไหม ว่าแล้ว ก็ลงมือวางแผนเที่ยว เอ้ย วางแผนวิ่งกันดีกว่า

เราเองเป็นคนกรุงเทพ เรื่องวิ่งภาคกลางคงไม่เท่าไหร่ สบายมาก แค่ลงวิ่งงานไหนสักงานที่เป็นมินิมาราธอนก็เรียบร้อย ส่วนเดือนพฤศจิกายนก็ลงงานวิ่งฟูลมาราธอนไว้ที่เชียงใหม่ ดังนั้นก็จะได้ภาคเหนือแล้ว และปี 2560 ก็มีลงงานวิ่งที่เขาใหญ่ไว้ แน่นอนว่าจะเก็บภาคอีสานได้อีกภาค ทีนี้เหลือภาคตะวันออก กับภาคใต้ ภาคตะวันออกไม่ยาก ไปใกล้ๆแค่พัทยา บางแสน ก็ได้แล้ว เลยลงมือจัดเที่ยวพักร้อนกับแฟนที่บางแสนซะเลย ได้วิ่งด้วย ได้ไปเติมความหวานด้วย ส่วนภาคใต้นี่เอาไงดี ต้องตั้งใจไปมากๆ ถ้าหัวหิน ปราณบุรีก็ยังไม่ใต้พอ สุดท้ายเลยพาครอบครัวไปเที่ยวที่นครศรีธรรมราชซะเลย อยากพาพี่ๆไปเที่ยวนานแล้ว เลยเคาะซื้อตั๋วเครื่องบินไว้ตั้งแต่ยังไม่จบปี 2017 ช่วงเวลาไปได้ก็คือช่วงต้นเดือนเมษายน เดือนสุดท้ายของกิจกรรมพอดี

เสื้อภาคกลางคือสีเขียวบอกถึงที่ราบลุ่ม สัญลักษณ์ของภาคกลางจริงๆค่ะ

87 เมื่อเรามีเงื่อนไขที่น้อยลง เราก็จะเปิดใจมากขึ้น - 4

เราลงวิ่งงานสหเวชจุฬาเอาไว้ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2017 เป็นระยะมินิ 10.45 กิโลเมตร จบด้วยเวลา 1:00:39 ชั่วโมง ความเร็ว 5:48 นาทีต่อกิโลเมตร สถานที่วิ่งก็คือ อุทยาน 100 ปี และบริเวณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยค่ะ

 

87 เมื่อเรามีเงื่อนไขที่น้อยลง เราก็จะเปิดใจมากขึ้น - 7
Enter a caption

ส่วนภาคเหนือ ไปวิ่งงานล้านนามาราธอน ที่ศูนย์แสดงสินค้าจังหวัดเชียงใหม่ เราคุยกับพี่ชายที่อยู่เชียงใหม่ไว้นานแล้วว่าจะขอไปค้างที่บ้านและถือโอกาสพาครอบครัวขึ้นไปเที่ยวกันก่อนวิ่ง งานวิ่งจัดขึ้นวันที่ 19 พฤศจิกายน 2017 และนี่คือฟูลมาราธอนแรกของเราระยะทาง 42.44 กิโลเมตร จบลงด้วยเวลา 5:25:54 ชั่วโมง กับความเร็วเฉลี่ย 7:51 นาทีต่อกิโลเมตร เส้นทางวิ่งงานนี้ค่อนข้างเนินเยอะมาก เล่นเอาเราหมดท่าแทบจะเดินเข้าเส้นชัย เราไปเที่ยวก่อนวันงานประมาณ 4 วัน ก็เล่นเอาหมดแรงมาแล้ว มาเจอฟูลมาราธอนเข้าไปอีก วันสุดท้ายก่อนกลับ เลยต้องเที่ยวแบบเพลาๆแรงลง ไม่ซ่ามากค่ะ

87 เมื่อเรามีเงื่อนไขที่น้อยลง เราก็จะเปิดใจมากขึ้น - 12

เสื้อภาคนี้เป็นโทนชมพูม่วง มีภูเขาสูงเป็นพื้นหลัง มีพระธาตุดอยสุเทพเป็นสัญลักษณ์อยู่บนภูเขา

87 เมื่อเรามีเงื่อนไขที่น้อยลง เราก็จะเปิดใจมากขึ้น - 15

และแล้วก็มาถึงภาคที่ 3 คือภาคตะวันออก รอบนี้เราไม่ได้ลงงานวิ่งที่ไหน แค่คิดว่าจะไปเที่ยวดื่มด่ำบรรยากาศการนอนพักผ่อนที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ณ หาดจอมเทียน เท่านั้นพอ เพราะถ้ามัวแต่ไปวิ่งงานวิ่ง สงสารคนข้างๆต้องมานั่งรอ ทั้งที่ไปพักผ่อนกันซะมากกว่าเลยเคาะจองโรงแรม แล้วออกเดินทาง ไปเปลี่ยนที่นอนเล่นกัน 2 คืน วันสุดท้ายคือวันที่ 17 ธันวาคม 2017 เราก็แค่ตื่นเช้ามาวิ่งเล่นหาดจอมเทียนให้ได้ระยะ 10 กิโลเมตรด้วยความที่เส้นทางวิ่งเป็นฟุตบาทที่ไม่เรียบตามประสาฟุตบาทเมืองไทย และบางเส้นก็ต้องวิ่งเลาะหาด จงไม่สามารถทำเวลาได้ แต่ความสวยงามยามพระอาทิตย์ขึ้น ก็ทำให้ลืมเรื่องเวลาไปเลย เพราะหยุดถ่ายรูปเป็นระยะๆเราวิ่งไปกลับที่พักสุดหาดถึงเกือบสุดหาดอีกด้านจนได้ระยะทางรวมมา 10.38 กิโลเมตร ด้วยเวลา 1:13:59 ชั่วโมง ความเร็วอยู่ที่ 7:07นาทีต่อกิโลเมตร วิ่งเสร็จแล้วก็ขึ้นมาอาบน้ำที่ห้องพัก ทานข้าวเช้า แล้วก็นอนพักต่อไปได้ค่ะ

87 เมื่อเรามีเงื่อนไขที่น้อยลง เราก็จะเปิดใจมากขึ้น - 18

เสื้อเป็นโทนสีส้มแบบพระอาทิตย์กำลังขึ้นจากขอบฟ้า พร้อมสัญลักษณ์รูปพระอภัยมณีค่ะ

87 เมื่อเรามีเงื่อนไขที่น้อยลง เราก็จะเปิดใจมากขึ้น - 21

หลังจากการวิ่งเก็บระยะครั้งล่าสุดที่พัทยา ก็พักการเที่ยวไปจนปลายเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2018 เราไปเที่ยวญี่ปุ่นซึ่งวางแผนมาเป็นปีแล้ว กลับจากญี่ปุ่น 1 วัน ก็ขับรถมุ่งหน้าเขาใหญ่เลย เราไปเข้าร่วมงาน เขาใหญ่ฮาล์ฟมาราธอนในวันที่ 4 มีนาคม 2018 ด้วยอาการเพลียจากการเที่ยวหลายวัน แถมไม่ได้ซ้อมวิ่งเลย เพราะอากาศที่ญี่ปุ่นหนาวขั้นติดลบ 14-17 องศา ทำให้การวิ่งในวันนั้นเป็นไปตามที่สภาพร่างกายให้เป็น เรียกได้ว่าอ่อนเปลี้ยเพลียแรง เนินขึ้นเนินลงทำเอาแทบหมดแรงขับรถกลับกรุงเทพ แต่ก็ต้องกัดฟันวิ่งให้จบค่ะ เราจบ 21.01 กิโลเมตรด้วยเวลา 2:07:56 ชั่วโมง ความเร็ว 6:05 นาทีต่อกิโลเมตร คราวนี้ก็ได้กลับไปนอนบ้านพักยาวเลยค่ะ

87 เมื่อเรามีเงื่อนไขที่น้อยลง เราก็จะเปิดใจมากขึ้น - 24

เสื้อภาคนี้เป็นโทนสีแดง มีพื้นหลังเป็นรูปไดโนเสาร์และโบราณสถานต่างๆ

87 เมื่อเรามีเงื่อนไขที่น้อยลง เราก็จะเปิดใจมากขึ้น - 27

และแล้วก็มาถึงภาคสุดท้าย คือภาคใต้ เรียกได้ว่า ถ้าไม่ได้สมัครวิ่งกิจกรรมนี้ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้มาเที่ยวตามที่คิดไว้สักที  เราออกเดินทางมาที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มุ่งหน้าขนอม เพื่อนอนพักผ่อน และวิ่งตามที่ตั้งใจไว้ รอบนี้ไม่ได้สมัครงานวิ่งอะไรค่ะ ตั้งใจออกวิ่งเองริมทะเลนี่แหละค่ะ วันสุดท้ายก่อนกลับ ก็คือวันที่ตั้งใจว่าจะวิ่งตอนเช้าค่ะ โชคร้ายที่เจอฝนตกๆหยุดๆตลอด และเวลาที่คิดไว้ว่าจะออกไปวิ่งฝนก็ดันตกหนักชนิดไม่ลืมหูลิมตา เรื่องที่ว่าจะออกไปวิ่งก็ต้องพับไป เราล้มตัวลงนอนต่อ คิดว่าไว้วิ่งตอนเย็นแทนละกันแต่ตื่นมาอีกที 7 โมงเช้า เราก็เห็นฟ้าเปิด ฝนหยุดแล้ว เลยรีบเปลี่ยนชุดออกไปวิ่งทันที ดีใจที่ได้ออกมาวิ่งริมทะเล เสียงคลื่นซัด ลมพัดตี เมฆฝนช่วยบังแดด ลดความร้อน ทำให้ฮอร์โมนแห่งความสุขพลุ่งพล่านน่าดู เราขอจดจำความสุขตรงนั้นไว้ในก้นบึ้งหัวใจนักวิ่งเอาไว้ใช้ในวันที่มีอุปสรรคกับการวิ่งดีกว่าค่ะ แต่ว่าข้อเสียของการวิ่งริมทะเลก็มีนะคะ เพราะวิ่งได้ไม่เท่าไร ต้องขึ้นไปวิ่งที่ถนนแทน จากอาการเมื่อยฝ่าเท้ามากค่ะ กว่าจะวิ่งเสร็จก็สายมากจนอาหารเช้าโรงแรมแทบไม่รอเราแล้ว เราเลยซัดอาหารเช้าก่อนกลับห้องพักอาบน้ำอาบท่าค่ะ เราวิ่ง 10.41 กิโลเมตร ใช้เวลาไป 1:24:42 ชั่วโมง ด้วยความเร็ว 8:08 นาทีต่อกิโลเมตร เรียกว่าวิ่งตั้งแต่ฟ้ามืดดำครึ้มฟ้าครึ้มฝนไปจนแดดออกเปรี้ยงๆเลยล่ะค่ะ

 

87 เมื่อเรามีเงื่อนไขที่น้อยลง เราก็จะเปิดใจมากขึ้น - 30

เสื้อภาคนี้เป็นสีฟ้าตามสีน้ำทะเล และมีสัญลักษณ์รูปเขาตะปูอยู่ข้างหลัง

87 เมื่อเรามีเงื่อนไขที่น้อยลง เราก็จะเปิดใจมากขึ้น - 33

สุดท้ายก็จบกิจกรรมลงได้ตามแผนที่วางไว้แบบไม่มีอุปสรรคใดๆ การเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งนี้ทำให้เราได้เห็นมุมมองบางอย่างในตัวเองเพิ่มเติม นั่นคือ เราสามารถออกวิ่งได้ทุกที่แบบมีเงื่อนไขน้อยลงเรื่อยๆได้แล้ว ถ้าเป็นแต่ก่อน ไปเที่ยว เราไม่เคยพกชุดวิ่งเลย แต่ทุกวันนี้ ในกระเป๋าที่ใช้พกพาทุกวัน จะมีชุดวิ่งใส่ไว้เสมอ รองเท้าที่ใส่ประจำวัน ก็ยังเป็นรองเท้าวิ่ง เลยทำให้แค่เปลี่ยนชุด แล้วออกไปวิ่งได้เลย ที่ไหนก็ได้ ชุดวิ่งก็ไม่หนักเกินไปที่จะพกพาไปไหนมาไหนได้ตลอด แต่ก่อน จะออกวิ่งทีก็ต้องมีอุปกรณ์ครบ ทั้งหูฟัง มือถือไม่ก็มีข้ออ้างสารพัด อากาศร้อน ทางไม่คุ้นเคย หิว เหนื่อย เหงื่อออก และอีกมากมายเท่าที่จะคิดได้ แต่เมื่อมีเงื่อนไขที่น้อยลง เราก็เปิดใจมากขึ้น การได้วิ่งไปในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยนี่แหละที่มันสนุกกว่าที่คิด ต้องระวังแค่เจ้าของพื้นที่ที่ไม่ชอบคนแปลกหน้าอย่างสุนัขก็พอ เราวิ่งไป วิ่งไป เพลินๆ เห็นสถานที่แปลกใหม่ก็ตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจ มันก็มีความสุขเล็กๆเกิดขึ้นมาได้เอง

นอกจากการได้พบเห็นสถานที่ใหม่แล้ว ยังได้สัมผัสกับอากาศที่หลากหลายค่ะ ทั้งร้อน ฝน หนาว เย็น ชื้น แฉะ ฉ่ำ การมีตัวคล้ำแบบคนออกแดดนี่มันก็ดูดีไม่หยอกนะเนี่ย ฮา

เราต้องขอบคุณผู้จัดกิจกรรมนี้ที่จัดได้ดี น่าดึงดูด ออกแบบลักษณะกิจกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ น่าจดจำ รวมกับเสื้อและเหรียญสวย ทำให้ความพยายามที่จะได้มันมาช่างคุ้มค่าเหลือเกิน นอกจากสุขภาพที่แข็งแรงแล้ว เรายังได้เที่ยวทั่วไทย ได้พาครอบครัวเที่ยวและได้เสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวอีกด้วย ได้วางแผนเที่ยวพร้อมวิ่งเป็นครั้งแรก และได้รู้ว่าไม่ยากอย่างที่คิด ต่อจากนี้ไป ไม่ว่าเราจะไปไหน ไปเที่ยว ไปทำงาน ไปในประเทศ ไปต่างประเทศ เราก็จะมีชุดวิ่ง และใส่รองเท้าวิ่งไปกับตัวด้วยเสมอ และคงจะมีประสบการณ์การวิ่งตามสถานที่แปลกใหม่เพิ่มขึ้นอีกมากมาย จนเอามาเล่าให้เพื่อนๆอ่านอีกไม่รู้จบค่ะ

ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีความสุขกับการวิ่งตามสถานที่ต่างๆกันนะคะ

 

จงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และเอาตัวเองออกมาจากการไม่สามารถยอมรับอะไรได้

หลังจากงานวิ่งงานล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มี.ค. เราวิ่ง 10.5 กิโลเมตรไปด้วยเวลา 59.33 นาที แต่มาจบด้วยเวลาประมาณ 1:20 ชั่วโมง ในงานวันที่ 29 เม.ย. นี้ เรียกได้ว่า ไปเรื่อยๆ ไม่คิดเร็วมากกว่า

เหตุที่วิ่งช้าลงเพราะความกลัวล้วนๆ ด้วยว่า 1 เดือนที่ผ่านมาต้องผจญกับอาการเจ็บเส้นเอ็นพยุงฝ่าเท้า และปุ่มกระดูกเท้าที่ยื่นมาแต่เกิดนั้นเกิดอักเสบขึ้นมา จนโค้งเท้าล้มลงกว่าปกติ จากเดิมโค้งเท้าแบนเล็กน้อย ทำให้ต้องลดระยะทางซ้อมวิ่งรวมลง เราต้องหยุดวิ่งไป 1 สัปดาห์ พักรักษาตัวด้วยการทำทั้งเลเซอร์ และอัลตราซาวน์ ยืดกล้ามเนื้อ ออกกำลังเสริมกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน แล้วค่อยๆกลับมาวิ่ง เรากำลังอยู่ในโปรแกรมซ้อมไปฟูลมาราธอนที่นาวิกโยธิน เลยจำเป็นต้องปรับโปรแกรมซ้อมใหม่ทั้งหมด ให้จำนวนวันวิ่งน้อยลงแต่ระยะทางรวมยังคงเสริมการวิ่งฟูลมาราธอน

สาเหตุของอาการเจ็บคงมาจากหลายสาเหตุรวมกัน ทั้งเพิ่มระยะวิ่งรวมมากกว่าเดิมค่อนข้างมาก แม้จะค่อยๆเพิ่มก็ตาม ไปวิ่งบนพื้นทรายมาเมื่อไปเที่ยวต้นเดือน ก่อนหน้านั้นก็ City run แบบทางไกล ซึ่งล้วนแต่ใช้กล้ามเนื้อฝ่าเท้ามาก และมีแรงกระแทกรวมต่อเท้ามาก นอกจากนั้นด้วยความที่งานค่อนข้างยุ่ง เลยละเลยการออกกำลังเสริมกล้ามเนื้อรวมทั้งตัว ไม่ได้ออกกำลังชนิดอื่นสลับกับวิ่ง ยืดกล้ามเนื้อน้อยลง เลยทำให้ค่อยๆมีอาการสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ

เราสามารถวิ่งได้ 10 กิโลเมตรสบายๆ โดยไม่มีอาการเจ็บ แต่หลังวิ่งจะรู้สึกระบมเล็กน้อย และถ้าวิ่งเกิน 13 กิโลเมตรขึ้นไป จะมีอาการล้าเท้า และช้ำที่ปุ่มกระดูก เวลาวิ่งทุกวันนี้เลยรู้สึกเหมือนแขยง ไม่กล้าวางเท้าลงเต็มที่ และยังปรับท่าวิ่งใหม่ ให้ใช้กล้ามเนื้อสะโพกและเข่ารองรับแรงกระแทกมากขึ้น แม้จะได้ผลดี แต่เนื่องจากเพิ่งเริ่มฝึกไม่นาน จึงทำให้กล้ามเนื้อล้าง่าย จนทำให้ต้องวิ่งช้าลง

งานวิ่งวันนี้ชื่องานว่า “นกขมิ้นวิ่งในสวน ครั้งที่ 3” จัดที่สวนรถไฟ เราเคยเข้าร่วมแล้วในครั้งที่ 2 ด้วยเพราะเหรียญน่ารัก แต่ปีนี้เข้าร่วมเพราะอยากร่วมทำบุญ และใกล้บ้าน แค่นั้นค่ะ และวันนี้การซ้อมคือการวิ่งให้ได้ 1:30 ชั่วโมง เราเลยวิ่งแบบระมัดระวัง วิ่งคุมกล้ามเนื้อ คุมท่าให้ถูก เรียกว่าต้องทำสมาธิตลอดเส้นทาง เรื่องความเร็วเลยไม่ได้สนใจ สนใจแค่เราคุมท่าได้ถูกต้องเป็นพอค่ะ

ก่อนวิ่งก็ต้องเตรียมของให้พร้อม เพราะตื่นมาก็จะได้ไม่ลืมโน่นลืมนี่

Image-2 (2)

จบงานวิ่งนี้ด้วยเวลารวมทั้งหมดทั้งตอนวิ่งก่อน และหลังช่วงการแข่งขัน ใช้เวลาไป 1:37:11 ชั่วโมง ได้ระยะทางรวม 13.78 กิโลเมตร ด้วยความเร็วเฉลี่ย 7:03 นาทีต่อกิโลเมตร มีหยุดเดินตรงจุดให้น้ำเป็นช่วงๆ

Image-3 (3)

Image-4 (1)

ชีพจรโดยรวมอยู่ในโซน 4 และ 5 ทั้งๆที่ไม่รู้สึกเหนื่อยขนาดนั้น แม้อากาศจะไม่ได้ร้อนมาก แต่สำหรับเรามันคือความชื้นต่างหากที่รู้สึกทำให้หนึบหนับตัว วิ่งแล้วไม่สบายตัว และคงเพราะกังวลกับอาการที่เท้า เลยทำให้ชีพจรสูงกว่าปกติก็เป็นได้

Image-5 (2)

Image-6 (1)

ส่วนจำนวนก้าวต่อนาทีก็ค่อนข้างมากกว่าปกติที่เคยวิ่งประมาณ 160-180 ก้าวต่อนาที กลับมีช่วงที่ขึ้นถึง 247 ก้าวต่อนาที น่าจะช่วงหลังที่เริ่มล้าขาแล้วนั่นเอง ส่วนความสูงของเส้นทางวิ่งก็เป็นไปตามเนินของเส้นทาง ไม่ชันมากค่ะ

Image-7 (2)

เส้นทางวิ่งวันนี้วนเวียนอยู่ที่สวนรถไฟเป็นส่วนใหญ่ เรานั่งรถแท๊กซี่ออกจากคอนโดไปลงตรงตึก ปตท แล้ววิ่งวอร์มเข้าไปที่จุดปล่อยตัว ยืดกล้ามเนื้อ อบอุ่นร่างกาย ปล่อยตัว วิ่งจนครบระยะ รับเหรียญแล้วก็วิ่งออกมาสวนจตุจักรเลย แล้วก็นั่งมอเตอร์ไซค์กลับเข้าคอนโด เราลืมกดหยุดนาฬิกาค่ะ เลยทำให้เหมือนมีเส้นเกินออกมา

Image-8 (1)

เหรียญงานวันนี้ก็น่ารักตามงาน เป็นรูปนกบินค่ะ

เมื่อร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางแย่ลง สิ่งที่จะทำได้ดีที่สุดคือการตั้งสติ และคิดหาสาเหตุตามความเป็นจริง เพื่อที่จะหาทางแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดและเร็วที่สุด ป้องกันปัญหาที่เกิดเลวร้ายลงไปกว่าเดิมโดยไม่จำเป็น ไม่ตื่นตูม ไม่โวยวาย และไม่หลอกตัวเองว่าอะไรๆมันจะดีขึ้นเอง เมื่อพฤติกรรมเดิมๆของตัวเอง คือสาเหตุของปัญหา การหลอกตัวเองว่าไม่น่ามีอะไร และยังคงทำพฤติกรรมเดิมอยู่ ยิ่งมีแต่จะทำให้ปัญหาแย่ลง ดังที่เคยมีเพื่อนนักวิ่งท่านหนึ่งโพสลงในกลุ่มว่า “จงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และเอาตัวเองออกมาจากการไม่สามารถยอมรับอะไรได้” สิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ คือ ตารางซ้อม ระยะทาง ความเร็ว เวลา การออกกำลังเสริมกล้ามเนื้อ การคุมท่าวิ่ง สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ คือปุ่มกระดูกที่เรามีมาแต่กำเนิด แถมยังเป็นจุดเกาะให้กับเส้นเอ็นกล้ามเนื้อที่พยุงโค้งเท้าเป็นหลักซะอีก และสิ่งสำคัญที่สุดคือ การยอมรับความจริงให้เร็วที่สุด เพื่อให้เกิดปัญหาสั้นที่สุด และลงมือแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ได้ผลที่วัดได้จริง และมีประโยชน์จริงค่ะ

ขอให้เพื่อนนักวิ่งไม่มีปัญหากับร่างกายกันนะคะ

 

ไม่มีการลองทำ มีแต่ลงมือทำ หรือไม่ทำเท่านั้น

ในที่สุดก็ได้รับกล่องพัสดุส่งมาที่บ้าน ภายในกล่องบรรจุเหรียญรางวัล 1 เหรียญ เสื้อที่มีชื่อเราอยู่ด้านหลังเสื้อ 1 ตัว และแผ่นกระดาษโปสการ์ดไว้บันทึกความสำเร็จ

จบไปอีก 1 งาน กับงานวิ่งเสมือนจริง งานนี้หน้ามืดสมัครเพราะผู้จัดจะทำเสื้อที่มีชื่อเราให้ ทำให้เป็นเสื้อที่มีตัวเดียวในโลก และเหรียญก็น่ารักธีมญึ่ปุ่นแบบไม่ผิดหวังเมื่อแกะดู งานวิ่งนี้มีชื่อว่า Make a wish virtual run จัดโดย VR Run ที่เราเคยใช้บริการมาแล้ว มีระยะทางวิ่งให้เก็บ 3 ระยะ คือ Make a Goal 118 km, Make a Wish 218 กิโลเมตร และ Make a Promise 318 กิโลเมตร โดยมีเวลาให้เก็บระยะ ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2561 ไปจนถึง 23 มีนาคม 2561

เราสมัครระยะ 318 กิโลเมตรไปอย่างง่ายดาย แต่สมัครเมื่อเข้าเดือนกุมภาพันธ์ไปแล้ว 1 สัปดาห์ คำนวณโปรแกรมซ้อม ก็พบว่าระยะทางซ้อมช่วงเวลานั้นมันพอดี๊พอดี แถมมีช่วงไปเที่ยวญี่ปุ่น 8 วัน ที่คิดว่าไม่แน่ว่าจะได้วิ่ง ผลกลายเป็นว่า ถ้าขาดซ้อมวันไหน มีโอกาสเก็บระยะไม่ครบ แต่ทำไงได้ สมัครไปแล้ว เลยต้องเลยตามเลย ทำให้ดีที่สุดละกัน

สมัครไปได้ไม่นาน เราก็ได้บิบ Online มาครอบครอง หน้าตาน่ารักสมกับเป็น VR Run จัดค่ะ

เราโชคดีที่ช่วงเวลานั้นได้ซ้อมตามแผน ไม่เจ็บไม่ป่วย แถมช่วงที่ไปญี่ปุ่นนี่ก็เดินเยอะมาก เราสามารถเก็บเส้นทางเดินไว้ได้เยอะแยะเลยค่ะ

งานนี้ดีตรงที่เก็บระยะได้ทั้งเดินทั้งวิ่ง หน้าตาเวปไซท์ก็ใช้ง่าย สามารถเข้าไปรายงานผลไม่ยาก แค่ถ่ายรูประยะทางหน้าแอพพลิเคชันที่เราใช้ แล้วส่งผลเข้าไป ทางผู้จัดก็จะรายงานผลระยะทางที่เราเก็บเป็นเหมือนมาตรวัดความเร็ว เทียบกับระยะเวลาที่เหลือมาให้เราดู อย่างเราจริงๆแล้ว เก็บระยะได้พอๆกับเวลาที่เหลือ แต่สุดท้ายทางผู้จัดขยายเวลาออกไปจากวันที่ 23 เป็น 31 มีนาคม 2561 เนื่องจากสภาพเหตุการณ์ฝุ่นควันมลพิษเยอะในกรุงเทพฯ จนทำให้เพื่อนนักวิ่งหลายท่านไม่สามารถออกไปวิ่งนอกบ้านได้ ทางผู้จัดจึงใจดีขยายเวลาไปให้อีก แต่เราสามารถเก็บระยะทางภายในเวลาที่กำหนดรอบแรกได้แล้ว แถมยังมีเวลาเหลือซะอีกด้วย

เมื่อส่งผลเก็บระยะครบปุ๊บ ก็สามารถดาวน์โหลดใบประกาศออนไลน์ได้เลย เป็นใบที่บอกว่าเราวิ่งจบแล้วระยะเท่าไร ภายในช่วงเวลาไหนค่ะ

หลังส่งผลไปได้ไม่นาน ก็มีพัสดุส่งมาจาก VR Run เรารีบแกะออกดู ก็เจอกับเสื้อน่ารักๆ อยากบอกว่าน่ารักกว่าที่คิดมาก และที่เด็ดกว่านั้นคือ เสื้อที่ลงชื่อเราไว้ด้านหลัง พร้อมระยะทางกำกับให้ปลื้มปริ่มหัวใจ

ต่อจากนั้นก็รีบแกะเหรียญออกมาดู ก็ได้รับความฟินรอบสอง เพราะเหรียญมีขนาดใหญ่เต็มเม็ดเต็มหน่วย มีสีสันสวยงามสมกับการรอคอย คนชอบสะสมเหรียญแบบเรา คงจะเข้าใจความสุขใจที่ได้รับเป็นอย่างดี

นอกจากจะได้รับเหรียญแล้ว ยังได้รับแผ่นกระดาษไว้ใส่เหรียญ และลงบันทึกความปรารถนาด้วย ซึ่งเราเอามาลงรายละเอียดเกี่ยวกับการวิ่งเอาไว้ค่ะ แถมยังได้รับขนมเพิ่มพลังงานด้วย 1 ห่อ

สำหรับงานวิ่งครั้งนี้ ได้บทเรียนว่า จะทำก็ตัดสินใจทำเลย จะวิ่งให้ได้ครบ 318 กิโลเมตร ก็จงตัดสินใจสมัคร แล้วลงมือทำให้ได้ อย่าคิดว่าสมัครแล้วลองทำดู เดี๋ยวก็คงจะสำเร็จ ในชีวิตจริง ไม่มีการลองทำ มีแต่ลงมือทำเท่านั้น และใช้ความพยายามเป็นตัวขับเคลื่อน จึงจะประสบความสำเร็จได้ ถ้าตัดสินใจไม่ทำ พยายามยังไงก็ไม่สำเร็จ การลองทำก็คือการลงมือทำนั่นแหละค่ะ

ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีความสุขจากการลงมือทำกันนะคะ

การวิ่งไม่เคยทรยศคนขยันและมีวินัย

ช่วงนี้การงานทำให้ไม่สามารถไปร่วมงานวิ่งได้อย่างสบายใจ แถมวันวิ่งซ้อมยาวในโปรแกรมฟูลมาราธอนช่วงนี้ก็เกินกว่า 16 กิโลเมตรขึ้นไป จะให้ลงงานฮาล์ฟมาราธอน ก็ไม่ค่อยมีงาน และเวลาก็ไม่ตรงกับวันทำงาน เลยต้องวิ่งเองตอนเย็นหลังเลิกงาน

วันนี้เลิกงานตอนบ่ายสี่โมง ต้องวิ่ง 16 กิโลเมตร กลับถึงบ้านแล้ว เลยสะพายเป้น้ำ ออกวิ่ง กะว่าจะ City run วิ่งจากบ้านที่ถนนจันทน์ ไปสวนลุม ต่อทางวิ่งลอยฟ้า ไปสวนเบญจกิตติ วิ่งวนรอบสวน 1 รอบ แล้ววิ่งกลับ เลยถือโอกาสรีวิวทางเท้าที่วิ่งมาให้เพื่อนๆดูค่ะ

เราตั้งต้นจากถนนจันทน์แถวที่เค้าเรียกกันว่า สะพาน 3 คือแยกถนนจันทน์ตัดกับเซ็นต์หลุยส์ แล้วออกวิ่งไปทางถนนนราธิวาส มุ่งหน้าสาทร ตอนแรกไม่ได้กะจะรีวิวเลยไม่ได้ถ่ายรูปมา แต่พอนึกได้ว่าจะรีวิวให้เพื่อนๆดู ก็เลยเริ่มถ่ายรูปตรงทางเดินรถไฟฟ้าช่องนนทรีเป็น checkpoint แรก ทางเท้าบริเวณถนนนราธิวาสเป็นกระเบื้องที่พะเยิบพะยาบ ต้องเลือกวางเท้าดีๆ การวิ่งบนพื้นผิวแบบนี้ต้องมีสมาธิมากๆค่ะ ไม่งั้นอาจเหยียบพลาดและข้อเท้าพลิกได้ง่าย

โผล่มาสาทร แล้วก็วิ่งเลาะถนนไปทางสวนลุม ทางเท้าถนนสาทรนี่ถือว่าวิ่งสบาย แม้แผ่นกระเบื้องจะพะเยิบพะยาบให้ลุ้นใจระทึกบ้าง แต่ก็วิ่งสบายกว่าถนนนราธิวาสเพราะกว้างกว่านั่นเอง ยังมีที่ให้วิ่งหลบซ้ายหลบขวาได้ ถ้าวิ่งถนนสาทรวันอาทิตย์เย็นอย่างนี้ค่อนข้างสบาย เพราะคนทำงานน้อย ถ้าเป็นวันธรรมดาที่เราเคยวิ่งนี่ จะมีคนทำงานเยอะต้องคอยวิ่งหลบ และรถก็เยอะ ฝุ่นควันจะมากกว่านี้ค่ะ

และแล้วก็มาถึงสวนลุม ระยะทางจากสะพาน 3 มาถึงตรงนี้ 4 กิโลเมตรกว่าๆเอง

เราวิ่งเข้าไปเลาะในสวนลุม จากประตูฝั่งสาทร วิ่งไปออกประตูฝั่งหลังสวน หรือประตูโรงเรียนสวนลุมพินี วิ่งเลี้ยวซ้ายออกไปจะเจอคอร์ทแบด และทางวิ่งขึ้นสะพานลอยฟ้า พอได้วิ่งในสวนลุมรู้สึกสบายเท้ามาก เพราะไม่ต้องคอยระวังว่าจะเหยียบกับระเบิดที่กระเบื้องแผ่นไหน และพอวิ่งมาที่สะพานวิ่งลอยฟ้าก็เช่นกัน สามารถวิ่งได้สบายเท้า และทางก็กว้างขวาง เรามาตอนเย็นๆแบบนี้ อากาศยังดี และยังไม่มืด ไม่เปลี่ยวจนน่าวังเวงค่ะ

ทางวิ่งบนสะพานนี้ผ่านเข้ากลางชุมชนคลองเตย เลยมีชาวบ้านพาลูกๆออกมาเดินเล่น ขี่จักรยานเล่น มีกลุ่มเด็กมาเล่นโรลเลอร์เบรด มีกลุ่มนักศึกษามาเดินถ่ายรูป และยังมีเพื่อนวิ่งประปรายค่ะ

ทางวิ่งมีขึ้นบันไดบ้าง ลงบันไดบ้าง เพราะต้องผ่านประตูโรงงานยาสูบทางออกสุขุมวิทซอย 4 ผ่านทางด่วน แล้วก็มาจบที่ประตูโรงงานยาสูบทางออกสุขุมวิทซอย 10 เป็นอันถึงสวนเบญจกิตติค่ะ

ทางวิ่งยาวๆข้างบนก็ออกจะสนุก แต่พอวิ่งลงมาข้างล่างช่วงท้ายนี่ เป็นทางเลียบคลอง มีท่อน้ำเสียไหลออกมานอง และไหลลงไปรวมกันในคลอง ทางวิ่งตรงนี้ถือว่าไม่ผ่าน เพราะว่ากลิ่นค่อนข้างเหม็นนี่แหละค่ะ

วิ่งไปเรื่อยๆจนจบกับทางออกจากโรงงานยาสูบไปสุขุมวิทซอย 10 ก็มีทางวิ่งเลียบเข้าสวนเบญจกิตติ

วิ่งผ่านทางเลียบโรงงานยาสูบมาก็จะเข้าประตูสวนเบญจกิตติ ทางด้านหลังของสวน ทางโรงงานยาสูบใจดี เปิดประตูให้เข้าไปใช้ลานจอดรถฝั่งตรงข้ามได้ เป็นเรื่องที่ดีค่ะ เพราะที่จอดรถของสวนเองนั้นเล็กและค่อนข้างจำกัด

บรรยากาศในสวนเบญจกิตติช่วงเย็นวันอาทิตย์ มีคนมาวิ่งกระจายฟ ไม่คึกคักมากเท่าวันธรรมดาที่คนทำงานแถวนี้จะออกมาวิ่งด้วย

วิ่งมาถึงสวนนี้ ระยะทางก็โชว์ว่า 7 กิโลเมตรเข้าไปแล้ว เราเริ่มลังเลว่าจะเอายังไงต่อ

เราวิ่งเลาะสวนเบญจกิตติ ไปออกประตูฝั่งศูนย์สิริกิตติ์ซึ่งตอนนี้มีจัดงาน Commart อยากจะเดินเข้าไปดู แต่กลัวกลับถึงบ้านค่ำเกินไปจนคนที่บ้านต้องมองบน เลยวิ่งผ่านเลยไป แรกๆเรากะจะวิ่งวนกลับทางเดิม แต่กลัวฟ้าเริ่มมืดตอนที่วิ่งอยู่ที่สะพานลอยฟ้า เลยตัดสินใจวิ่งออกถนนมุ่งหน้าพระราม 4 ค่ะ

เราวิ่งผ่านมาทางรถไฟฟ้า MRT สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติติ์ ตอนนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ไฟถนนเริ่มเปิด ถนนพระราม 4 ออกแนวร้างไร้ผู้คน กระเบื้องก็เรียบๆพอใช้ได้ แต่คงเพราะมีการก่อสร้างอยู่แถวนี้ เลยทำให้ฝุ่นค่อนข้างเยอะ เราเป็นภูมิแพ้ วิ่งมาถึงตรงนี้ก็มีน้ำมูกฟึดฟัดขึ้นมา

เราวิ่งเลาะถนนต่อไป วิ่งข้ามถนนใต้ทางด่วน ซึ่งค่อนข้างกว้างและอันตราย เพราะรถมาค่อนข้างเร็ว แล้ววิ่งข้ามสะพานลอยไปฝั่งตึกลุมพินี เพื่อวิ่งกลับไปสาทร

วิ่งกลับมาที่แยกสาทรตัดพระราม 4 แล้ววิ่งเข้าเส้นสาทรใหม่ค่ะ

วิ่งเข้าสาทร ก็ลังเลว่าจะไปทางเดิมคือเส้นนราธิวาส หรือจะไปทางเซ็นต์หลุยส์ดี เพราะออกจะคุกคักหน่อย เส้นนราธิวาสตอนกลางคืนก็ค่อนข้างเปลี่ยว จึงตัดสินใจวิ่งตรงไปเซ็นต์หลุยส์ค่ะ

วิ่งผ่านจุดเดิมอีกที ฟ้าเปลี่ยนสีแล้ว ก็สวยไปอีกแบบค่ะ

เจอซอยสาทร 11 ซึ่งก็คือซอยเซ็นต์หลุยส์นั่นเอง ก็เลี้ยวซ้ายเข้าไปเลยค่ะ

ลืมไปว่าวันนี้วันอาทิตย์ โรงเรียนอัสสัมชันประถมปิด ซอยนี้เลยเงียบเหงาค่ะ ปกติวันธรรมดาจะมีของขายกันคึกคักค่ะ

ฟุตบาทในซอยเซ็นต์หลุยส์ ออกจะเล็ก และงอกแงกมาก เลยต้องระมัดระวังมากขึ้นเป็นพิเศษ ตอนนี้เราเริ่มเหนื่อยแล้ว ระยะทางบนนาฬิกาโชว์ว่า 14 กิโลเมตร

ความเหนื่อยยอมแพ้น้ำเก๊กฮวยสุดโปรดของเราที่รออยู่ที่ตลาดสะพาน 3 ดูดน้ำจากเป้น้ำที่อุ่นแล้วเพราะตัวเราเอง แล้ววิ่งต่อไป อีกนิดเดียวก็จะถึงที่หมายแล้ว

และแล้วก็มาถึงซักที สะพาน 3 กับน้ำเก๊กฮวยเกล็ดน้ำแข็ง ได้ดื่มตอนร้อนๆอย่างนี้ ชื่นใจมากค่ะ เราซื้อน้ำแล้วเดินดื่มจนครบระยะ แล้วค่อยกลับบ้าน ใครจะมาทานอาหารอร่อยแถวนี้ แนะนำให้จอดรถตรงสยามโฟรเซ่นนะคะ ขับเลยแยกไปทางสาธุประดิษฐ์นิดเดียว จะมีทางเข้าไปจอดข้างหลังตึกค่ะ

ส่วนร้านก๋วยเตี๋ยวสุดโปรดอยู่ที่หัวมุมแยกฝั่งตรงข้ามเลยค่ะ

ใครอยากทานของหวาน ก็เดินมุ่งหน้ามาทางซอยเย็นจิต ยังไม่ถึงซอยก็จะเห็นร้านโจ๊กสยามกับร้านเช็งซิมอี๊อยู่ติดกัน

เอาล่ะค่ะ นำเที่ยวแต่เพียงเท่านี้ มาดูเรื่องการวิ่งดีกว่าค่ะ จบระยะ 16 กิโลเมตรไปด้วยเวลา 2:05:57 กับเพซเฉลี่ย 7:52 นาทีต่อกิโลเมตร

โซนหัวใจส่วนใหญ่เข้าโซน 4 ทั้งที่เราเหนื่อยเล็กน้อยถึงปานกลางเท่านั้น คงเพราะอุณหภูมิอากาศค่อนข้างร้อนอบอ้าว 31-32 องศา และโซนรองลงมาก็เป็นโซน 3 วันนี้เลยเหมือนจะได้ฝึกทั้งแอโรบิคและแอนแอโรบิคครบ ได้ฝึกสมาธิด้วย เพราะต้องดูทางตลอด การก้าวขาเลยแกว่งไปแกว่งมา บางช่วงติดคนก็ต้องเดิน หยุดถ่ายรูปบ้างบางครั้ง

กลับถึงบ้านด้วยความภาคภูมิใจในตัวเอง ไม่ใช่เพราะวิ่งได้ดี ไม่ใช่เพราะทำสำเร็จ แต่เพราะสามารถฝืนใจตัวเองออกไปวิ่งได้ต่างหาก วันนี้ทำงานมาเหนื่อย ตอนกลับถึงบ้านอยากจะนอนพักซะให้ได้ เหตุผลสารพัดตีขึ้นมาในหัว ไหนจะร้อน ไหนจะตัวเหนียวหนึบหนับจากเหงื่อ ไหนจะฝุ่นควัน ไหนจะเพลีย ยืนคิดอยู่พักหนึ่ง ถามหาความสุขจากการวิ่ง มันก็จะได้มาหลังจากที่วิ่งเสร็จนั่นแหละ คิดได้อย่างนั้นแล้วก็รีบเปลี่ยนชุด รีบออกมาวิ่งก่อนฟ้ามืดค่ะ

นี่ล่ะนะความมีระเบียบวินัย ก็คือการฝืนใจทำในเวลาที่ไม่อยากทำ แต่รู้ว่าจะต้องทำ เพราะมันมีประโยชน์ เคยมีเพื่อนนักวิ่งโพสไว้ในกลุ่ม วิ่งไหนดี:พูดคุยภาษาวิ่ง ว่า “ไม่มีใครซ้อมแล้วไม่ดีขึ้น การวิ่งไม่เคยทรยศคนขยันและมีวินัย“ การวิ่งวันนี้เพื่อฟูลมาราธอนในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ แล้วความสำเร็จในวันนั้น จะได้มาจากพื้นฐานในวันนี้

และที่ทำสำเร็จแล้ววันนี้ นอกจากระยะ 16 กิโลเมตรที่ได้มา ก็คือบทความรีวิวเส้นทางวิ่งมาฝากเพื่อนๆค่ะ

ขอให้เพื่อนๆมีเรื่องให้ตัวเองภูมิใจคนละเรื่องสองเรื่องกันนะคะ

6 เหตุผลดีๆที่นักวิ่งควรออกกำลังท่า Plank ทุกวัน

การออกกำลังท่า Plank คือหนึ่งในท่าออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้ สามารถทำได้ทุกที่โดยที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ

ถึงแม้จะดูเหมือนว่าทำได้ง่ายดาย แต่มันสามารถช่วยพัฒนาระดับสมรรถภาพร่างกายได้ เพราะเป็นท่าที่ออกกำลังกลุ่มกล้ามเนื้อได้หลากหลายกลุ่มในเวลาเดียวกัน

6 เหตุผลที่เพื่อนๆควรรวมการออกกำลังท่า Plank เข้าไปในท่าออกกำลังกายประจำวัน คือ

1. การออกกำลังท่า Plank ช่วยพัฒนาความแข็งแรงกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว

ประโยชน์หลักหนึ่งข้อของการออกกำลังท่า Plank คือ สามารถพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวได้ ซึ่งเป็นกลุ่มกล้ามเนื้อและข้อต่อที่เชื่อมต่อส่วนบนและส่วนล่างของร่างกายเข้าไว้ด้วยกัน เมื่อเพื่อนๆก้มตัว บิดตัว หรือยกของ เพื่อนๆกำลังใช้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวไปด้วย ดังนั้น จึงมีความสำคัญมากในการออกกำลังกลุ่มกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว เมื่อเพื่อนๆออกกำลังท่า Plank อย่างสม่ำเสมอ เพื่อนๆจะแข็งแรงขึ้น และสามารถทำกิจกรรมประจำวันให้เสร็จสมบูรณ์ได้อย่างง่ายดายมากขึ้น

2. การออกกำลังท่า Plank สามารถช่วยให้เพื่อนๆมีหน้าท้องที่แบนราบได้

การออกกำลังท่า Plank มีประสิทธิภาพในการทำให้หน้าท้องแบนราบ และปรับความตึงตัวของกล้ามเนื้อได้ดีกว่าท่า Crunch ที่ทำกันโดยทั่วไป ในความเป็นจริงแล้ว การออกกำลังท่า Crunch มีโอกาสเกิดการบาดเจ็บที่หลังส่วนล่างได้ มากไปกว่านั้น จากวารสารต่างๆ การออกกำลังท่า Plank สามารถดึงให้กล้ามเนื้อท้องทำงานได้ 100% ในขณะที่ท่า Crunch สามารถเรียกกล้ามเนื้อทำงานได้เพียง 64%

3. การออกกำลังท่า Plank สามารถทำให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรงขึ้น

ปัญหาของการออกกำลังเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวอื่นๆ เช่น ท่า Sit up หรือท่า Crunch คืออาจทำให้หลังส่วนล่างบาดเจ็บได้ ในทางกลับกัน การออกกำลังท่า Plank สามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังได้ โดยเฉพาะหลังส่วนบน มากไปกว่านั้น การออกกำลังท่า Plank เป็นท่าที่เพื่อนๆต้องทรงท่าไว้ในท่าที่กระดูกสันหลังอยู่ในแนวตรงตามธรรมชาติ ทำให้มีโอกาสที่กระดูกสันหลังบาดเจ็บน้อย ซึ่งตรงข้ามกับท่าอื่นที่ต้องมีการงอตัว

4. การออกกำลังท่า Plank สามารถพัฒนาการทรงท่า และการทรงตัวให้ดีขึ้น

เมื่อเพื่อนๆออกกำลังท่า Plank เป็นประจำ เพื่อนๆจะมีการทรงท่าและการทรงตัวที่ดีขึ้น ซึ่งหมายความว่า เพื่อนๆสามารถยืนและนั่งตัวตรงได้มากขึ้นโดยไม่ยากเย็น จงจำไว้ในใจว่า กลุ่มกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวมีผลอย่างชัดเจนต่อกล้ามเนื้อกลุ่มอื่นในร่างกาย และสามารถป้องกันหรือบรรเทาการบาดเจ็บทีเกิดจากการทรงท่าได้

5. การออกกำลังท่า Plank สามารถพัฒนาความยืดหยุ่นของร่างกายได้

การออกกำลังท่า Plank สามารถยืดกล้ามเนื้อที่อยู่รอบๆหัวไหล่ กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง กล้ามเนื้อบริเวณไหปลาร้า ไปจนถึงเท้าและนิ้วเท้าได้ ท่าการออกกำลังกายแบบ Plank นี้สามารถชดเชยการสูญเสียความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อเมื่ออายุมากขึ้นได้

6. การออกกำลังท่า Plank สามารถกระตุ้นการเผาผลาญของร่างกาย และนำไปสู่การเผาผลาญไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ถึงแม้ว่าการออกกำลังท่า Plank ไม่ใช่การออกกำลังที่กระตุ้นการเต้นของหัวใจจนทำให้เกิดการเผาผลาญไขมัน แต่การออกกำลังเพิ่มความแข็งแรงด้วยท่า Plank นี้มีประสิทธิภาพปรับลดปริมาณไขมันที่มากได้ และสามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานหลังจากที่ทำท่าออกกำลังไปแล้ว จากงานวิจัย กล้ามเนื้อทุกปอนด์ที่ได้ออกกำลังด้วยท่า Plank สามารถเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น 50 แคลอรี่ต่อวัน

ในโลกของการออกกำลังกาย การออกกำลังโดยใช้น้ำหนักตัวเป็นแรงต้านได้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางมากขึ้น เพราะใช้แค่น้ำหนักตัวก็สามารถทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นได้แล้ว ความจริงแล้วการออกกำลังด้วยท่า Plank เป็นหนึ่งในการออกกำลังด้วยน้ำหนักตัวที่จะไม่มีวันล้าสมัย นอกจากนั้น ยังไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ และใช้เวลาในปริมาณที่ชัดเจน ท่าออกกำลังในหมวดหมู่ Plank สามารถช่วยเพิ่มผลการออกกำลังกายได้อย่างเห็นผลเมื่อทำอย่างถูกต้องค่ะ

แปลจากคลิป Youtube ของ WaysAndHow

เรื่อง “This Happens to Your Stomach Fat When You Plank – 6 Good Reasons Why You Should Do Plank Daily”

Page: Joylyrunning

Website: Joylyrunning.com