จงลืมความเจ็บปวดไปซะ แต่จงจำว่ามันสอนอะไรเราบ้าง

วันนี้ (6 พ.ค. 2560) มีนัดกับงานวิ่งที่รอคอยมานาน นั่นก็คืองาน Run for Dek Doi เป็นงานที่แสดงเจตจำนงชัดเจนว่า จะนำเงินไปสร้างโรงเรียนให้เด็กดอยในพื้นที่ตามโครงการพระราชดำริ โดยนำไปสร้างอาคารเอนกประสงค์ให้กับเด็กนักเรียนที่ศูนย์การศึกษาชุมชนชาวไทยภูเขาบ้านโอโลคีล่าง ต.สบโขง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แค่วัตถุประสงค์งานก็ได้ใจไปเลย งานนี้นอกจากอยากมีส่วนร่วมในการบริจาคเงินแล้ว ยังมีความอยากได้เหรียญด้วยค่ะ เพราะเหรียญแปลกไม่เหมือนใคร แถมน่ารักอีกต่างหาก แต่…สมัครงานนี้ไม่ทันแต่แรก และเผอิญมีคนปล่อยบิบพอดี เลยติดต่อขอซื้อต่อ และสุดท้ายก็ได้บิบมาค่ะ

คืนก่อนหน้างานวิ่งนอนดึก แถมตื่นมาแม้ได้ตื่นช้าหน่อย เพราะงานจัดใกล้บ้าน แต่ก็ยังเพลียๆค่ะ สุดท้ายนึกถึงเหรียญและความยากลำบากในการหาบิบมาได้ เลยลุกมาเปลี่ยนชุด นั่งรถแท๊กซี่ไปสวนรถไฟ รถติดตรงทางเข้าที่จอดรถ จึงลงเดินจากประตูด้านหลังที่ติดสวนจตุจักร เมื่อเดินถึงบริเวณงานก็ทำการยืดกล้ามเนื้อตามระเบียบ ยืดไปยืดมา เริ่มปวดมวนท้องขึ้นมา สงสัยกล้วยใบเมื่อกี๊ที่ทานก่อนออกจากบ้านจะทำพิษซะแล้ว ยังคิดเลยว่า รอให้ปล่อยตัวก่อน วิ่งไปเจอห้องน้ำกลางทางแล้วค่อยเข้า แต่กลายเป็นว่า ปล่อยตัวปุ๊บก็ไม่ไหวแล้ว มองหาห้องน้ำ เจอรถห้องน้ำจอดอยู่ ปกติจะไม่ชอบเข้าเลย กลัวไม่สะอาด แต่กลายเป็นว่ารถบริการห้องน้ำที่มางานนี้สะอาดมาก นั่งได้สบาย มีกระดาษทิชชูพร้อมและพอเพียง มีเพลง Blossom เปิดให้ฟังฟินๆด้วย เลยคิดว่า ไหนๆก็ไหนๆแล้ว นั่งปล่อยไปเลยให้หมดและสุด ดีกว่าค้างคาระหว่างทางวิ่ง พอออกมาจากห้องน้ำ เวลาก็ผ่านไปแล้ว 10 กว่านาที เข้าขบวนนักวิ่งแล้วก็พอดีเห็นนักวิ่งชายคนหนึ่งวิ่งมาครบรอบพอดี โอ้โห ฟิตมาก เก่งมากเลย งานนี้เลยคิดว่า ค่อยๆวิ่งไปละกัน 

วิ่งไปได้ไม่นาน ท้องก็ยังไม่หายปวด แถมปวดบิดมากขึ้นกว่าเดิมซะด้วย ทำเอาก้าวขาไม่ออก รู้สึกจุกทุกก้าวที่วิ่งและมีแรงกระแทก สุดท้ายต้องวิ่งสลับเดิน คิดว่าอีกสักพักอาการปวดท้องคงหายไป ถ้าหายไปก็จะวิ่งให้ครบ 10 กิโลเมตรตามระยะที่สมัครไว้ แต่พอวิ่งไปถึงกิโลเมตรที่ 4 แล้ว อาการก็ยังไม่หาย ปวดมวนท้องจะอาเจียนต่ออีก เลยต้องยอมแพ้ให้กับท้อง เดินเข้าเส้นชัยในลู่วิ่ง 5 กิโลเมตร พี่เจ้าหน้าที่รีบวิ่งเข้ามาหา เห็นบิบเราสิบกิโลเมตร คงเข้าเส้นเร็วเกิน เลยรีบบอกเค้าว่าขอวิ่งแค่ 5 กิโลเมตร วันนี้ปวดท้อง พี่เค้าเลยขีด 10 กิโลทิ้ง เขียนเป็น 5 กิโลแทน

เป็นอันว่าวันนี้จบการวิ่งไปที่ 5.91 กิโลเมตร ด้วยเวลา 40.44 นาที ความเร็ว 6.54 นาทีต่อกิโลเมตร แม้วันนี้อากาศจะไม่ร้อนมาก 27 องศาเซลเซียส และความชื้นอยู่ที่ 83% ทำให้เหงื่อออกได้ดีพอควรอยู่แล้ว แต่อาการปวดท้องที่มาก่อกวนนี่ ทำให้หมดสนุกไปเลย

เข้าเส้นแล้วเจอเพื่อน เลยชวนกันไปถ่ายรูป ได้เหรียญสมใจอยากแล้ว เลยขอตัวกลับบ้านไปนอนพักผ่อนดีกว่า

งานนี้โดยรวมจัดได้น่ารัก มีนักวิ่งใส่ชุดชาวเขามาวิ่งเยอะมาก รู้ว่าไม่ตั้งใจจะประกวดแฟนซี แค่อยากมีส่วนร่วมประมาณนั้น แต่ก็ช่วยทำให้งานมีสีสัน นอกจากนี้ยังมีน้องๆชาวดอยมาร่วมวิ่งจริงๆซะด้วย น้องๆน่ารักมาก เจ้าหน้าที่ก็น่ารัก พยายามเดินหาคนเชคอิน เข้าเส้นก็เรียกดื่มน้ำ เรียกรับอาหาร เปิดเพลงชาวเหนือให้ฟังเพลินๆ รู้สึกเหมือนมาร่วมงานพื้นบ้านมากกว่ามางานวิ่ง

สรุปว่างานนี้มีตัวกวนแบบไม่ได้คาดคิด ทั้งที่ตั้งใจจะวิ่ง 10 กิโลเมตรให้ได้ในวันนี้ หลังจากต้องหยุดพักมานาน แต่ก็ต้องเป็นอันล้มเหลวไปซะก่อน แต่ก็นั่นแหละนะคะ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ความเจ็บปวดมันมาก็ชั่วคราว ลืมๆมันไปเถอะนะ แต่ก็ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าเราจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม สิ่งที่เราจะทำได้คือประเมินร่างกายตนเอง ฟังคำเรียกร้องของมัน หากมันต้องการให้พัก ก็จงพักซะเถิด ก่อนที่จะดังได้เพราะเป็นลมกลางงานวิ่ง พักสั้นยังไงก็ดีกว่าพักยาวค่ะ

ขอให้เพื่อนนักวิ่งไม่มีตัวกวนที่ไม่คาดคิดในงานวิ่งที่สำคัญของเพื่อนๆกันนะคะ

7 May 17

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: