บทเรียนแสนแพง จากการไม่ยอมหยุดพัก

เมื่อไรที่เราคิดว่าร่างกายเราฟิตเต็มที่ เราก็จะใช้มันอย่างเต็มที่ จนลืมที่จะฟังมันว่า มันต้องการหยุดพักหรือยัง เราก็เป็นอีกคนหนึ่ง ที่หลงลืมการฟังร่างกายเราเอง ว่าในวันนั้น ร่างกายเราต้องการทำอะไรมากกว่า ระหว่างการล้มตัวลงนอนพัก หรือการวิ่ง

หลังจากการวิ่งฮาล์ฟจบลงที่เขาใหญ่ ซึ่งเป็นทางวิ่งขึ้นลงเนินทั้งไปและกลับ เราไม่เคยฝึกวิ่งขึ้นลงเนินอย่างจริงจัง มีฝึกบ้างแต่ไม่สม่ำเสมอ ร่างกายจึงได้มาเจอกำแพงที่ไม่เคยเจอ จบงานนั้นแม้จะวิ่งได้ความเร็วเท่ากับตอนวิ่งทางราบ แต่เราก็ภูมิใจอยู่ได้ไม่นาน เพราะร่างกายเริ่มฟ้องหลังจากงานวิ่งหนึ่งวันด้วยอาการตึงน่องมากขึ้นเรื่อยๆจนขึ้นมาถึงหลังส่วนล่าง แน่นอนว่าเราหยุดวิ่งไป 3 วัน และทำการยืดกล้ามเนื้ออย่างเดียว โดยใช้เวลาหยุดพักวิ่งเหมือนกับการแข่งขันฮาล์ฟก่อนหน้าตามปกติที่สนามแข่งไม่มีเนิน เราจะใช้เวลาพักประมาณนี้ เลยคิดว่าสนามเขาใหญ่นี้ คงจะเหมือนกัน แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น

เราเริ่มซ้อมวิ่งในวันที่ 4 ระยะไม่ไกล แค่ให้ร่างกายได้ฟื้นตัวจากการพัก ปกติเราจะเป็นคนยืดกล้ามเนื้อก่อนและหลังการวิ่ง และมีการ Warm up, Cool down จนเป็นนิสัยอยู่แล้ว จึงทำให้ยังไม่มีอาการอะไร จนกระทั่งวันที่ 7 หลังงานเขาใหญ่ เราไปวิ่งในงานวิ่ง 10 กิโลเมตร เท่านั้นแหละ ได้เรื่องเลย

เรามีอาการเจ็บด้านนอกเข่าขวามาก เรียกว่าเจ็บและแสบในทุกก้าวที่ลงน้ำหนักขาขวาเลย ตอนวิ่งไม่มีอาการใดๆเลย พอหยุดวิ่งเท่านั้นแหละ มีอาการขึ้นมาทันทีจนเราต้องหาเก้าอี้นั่ง ยืดกล้ามเนื้อไปเรื่อยๆ เพราะพอจะรู้ว่าเป็นกล้ามเนื้อส่วนไหน ตอนนั้นไม่ได้ใช้สมองของการเป็นนักกายภาพบำบัดเท่าไร เพราะมันปวดมากจริงๆ แต่ยังเข้าข้างตัวเองว่าคงไม่เป็นอะไรมาก

กลับบ้านวันนั้น ประคบเย็น ยืด นวดคลาย ทำทุกอย่างที่ควรทำก็แล้ว อาการก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร ผ่านไปอีก 3 วัน อาการยังทรงๆ เดินขึ้นบันไดเจ็บน้อยกว่าลงบันได ลงบันไดนี่เรียกว่าเจ็บที่สุดแล้ว ทำให้ต้องค่อยๆลงทีละก้าวๆ

เราตัดสินใจไปหาหมอ คิดว่าต้องพึ่งยาลดอักเสบจากหมอซะแล้ว หมอที่คุ้นเคยก็น่ารักมาก จับทำเลเซอร์กำลังสูงลดปวดให้ซะเลย พร้อมให้ยามาทานระยะสั้นหากปวดทนไม่ไหว แรกๆคุณหมอก็คิดว่าหมอนรองกระดูกหัวเข่าจะเป็นอะไรหรือเปล่า ตรวจไปตรวจมาก็ไม่เจออะไร เลยสงสัยว่าจะมีการฉีกขาดของเส้นเอ็นกล้ามเนื้อด้านนอกข้อเข่าซะแล้ว หมอห้ามเด็ดขาดกับการวิ่งประมาณ 1 เดือน ตอนนั้นก็ไม่อยากวิ่งละค่ะ ใครจะวิ่งคะ แค่เดินยังเจ็บเลย

ระหว่างที่พักการวิ่ง เลยมีข้อดีค่ะ เพราะเราหันมาบริหารกล้ามเนื้อแขน กล้ามเนื้อขาในท่านอน และบริหารหน้าท้องกับหลังแทน ซึ่งเป็นการออกกำลังที่ช่วยเสริมสมรรถนะการวิ่งให้ดีขึ้นได้ แถมได้ว่ายน้ำด้วย แรกๆแม้ว่ายน้ำก็ยังเจ็บนิดๆ แต่ผ่านไปสัก 1 สัปดาห์ก็ค่อยๆดีขึ้น ระหว่างนี้ก็ยังคงยืดกล้ามเนื้อ และกายภาพบำบัดให้ตัวเองไปเรื่อยๆ

หลังจากผ่านไป 3 สัปดาห์แล้ว อาการปวดยังเหลืออยู่เล็กน้อย พร้อมกับมีอาการตึงๆเข้ามาแทนที่ จึงเริ่มคาร์ดิโอด้วยการปั่นจักรยานอยู่กับที่สลับกับการว่ายน้ำ ค่อยๆเพิ่มความหนักการบริหารเพิ่มความแข็งแรงกล้ามขามากขึ้น เมื่อไม่มีอาการปวดเพิ่มเติม จึงเริ่มการวิ่งเหยาะๆค่ะ

วันแรกที่ได้วิ่งเหยาะๆ รู้สึกดีใจมากค่ะ กลัวว่าร่างกายจะลืมท่าวิ่งไปซะแล้ว แต่มันก็ยังคงภักดีต่อการฝึกซ้อมที่ผ่านมา เราค้นพบว่ายังวิ่งได้ด้วยฟอร์มเดิม ไม่มีกะเผลก แค่รู้สึกแรงแขนขาถดถอยลงบ้างเท่านั้นเอง อาจเป็นเพราะว่าเราไม่ได้หยุดการออกกำลังไปเลย ยังคงทำอยู่ แค่เปลี่ยนรูปแบบที่ทำให้ไม่ไปกระตุ้นอาการเพิ่มเท่านั้นเอง วิ่งเหยาะๆวันแรกจบที่ 3 กิโลเมตร สังเกตอาการว่าไม่ปวดเพิ่ม ขยันยืดกล้ามเนื้อต่อไปเรื่อยๆ อีก 1 สัปดาห์ถัดมา ซึ่งครบ 1 เดือนพอดี จึงค่อยๆเพิ่มระยะทางจนถึง 5 กิโลเมตร แล้วจึงค่อยๆเพิ่มความเร็วจนเท่ากับก่อนหน้าการบาดเจ็บ ซึ่งกว่าจะได้อย่างนี้ก็ต้องใช้เวลาอีก 1 เดือนเลย ร่างกายอาจจะไปได้เร็วกว่านี้ แต่ใจกลับไม่กล้าจัดหนักมากเกินไป คิดแค่ว่าเราเองก็ไม่ใช่นักวิ่งระดับเหรียญทอง ร่างกายที่จะต้องอยู่ด้วยกันอีกนานมันจะพังไปเสียก่อน แต่ที่เจ็บปวดมากกว่าคือการไม่ได้วิ่งหากบาดเจ็บเรื้อรังยาวนานและยากเกินเยียวยา

ตอนนี้ครบ 3 เดือนแล้วค่ะ ทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติ งานนาวิกโยธินที่ลงมาราธอนไว้เป็นอันต้องขายบิบไป เพราะซ้อมไม่ทัน เลยลงงานล้านนามาราธอนที่เชียงใหม่แทน ซึ่งมีเวลาซ้อมตามหลักการเป๊ะๆคือ 6 เดือน ช่วงนี้จึงเข้าสู่โปรแกรมซ้อมในช่วงแรกๆ ไม่มีอาการเจ็บใดๆกลับมา

เวลาเกิดการบาดเจ็บ ใจจะทดท้อ ขอให้เพื่อนๆอดทนเอาไว้ ร่างกายเรามีกระบวนการหายของมัน และเป็นเวลาที่พอๆกันทุกคนสำหรับร่างกายมนุษย์ ไม่สามารถเร่งได้ แค่เรารู้ว่าเวลานั้นควรหยุดจริงๆ เวลานี้เริ่มออกกำลังเบาๆได้แล้ว และทำตามคำแนะนำของหมอ และนักกายภาพบำบัดอย่างเคร่งครัด (ในกรณีของเรา คือให้เพื่อนนักกายภาพคนอื่นช่วยดูแล เนื่องจากเวลาเจ็บเอง สมองเราจะไม่ค่อยแล่นค่ะ)  ความอดทนต่อการรอเท่านั้นนะคะที่จะให้รางวัลเราอย่างงดงาม และคงไม่มีอะไรจะดีไปกว่าสุขภาพร่างกายที่พร้อมจะออกไปทำงาน และที่แน่นอนคือ “วิ่ง” อีกครั้งหนึ่ง ความแพงของบทเรียนที่ได้รับ คือการไม่ได้ออกไปวิ่ง แต่ความคุ้มค่าจากบทเรียนที่ได้รับ คือการเรียนรู้ที่จะอดทนค่ะ ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีความอดทนกับการเรียนรู้บทเรียนอันแสนแพงกันนะคะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: