การวิ่งไม่ใช่แค่การเข้าเส้นชัย แต่คือการฝึกที่จะทำความเข้าใจร่างกายตัวเอง

หลังจากที่ต้องพักการวิ่งอย่างสงบมา 1 สัปดาห์เนื่องจากเจ็บกล้ามเนื้อขาหนีบจากการวิ่งไกลสัปดาห์ที่แล้ว ระหว่างพักก็ทำได้แค่ ประคบเย็น ลงเลเซอร์ และยืดกล้ามเนื้อรอเวลา แรกๆก็กลัวว่าจะหายไม่ทันวันนี้ แต่ก็ดีที่ไม่เป็นอะไรมาก หายทันพอดี จึงได้มาวิ่งอีกวาระหนึ่ง

ระยะซ้อมวิ่งไกลวันนี้แค่ 12.8 กิโลเมตรค่ะ เป็นช่วงเรียวโปรแกรม ก่อนจะเจอช่วงไกลจริงคือ 32 กิโลเมตรในอีก 2 สัปดาห์ จริงๆแล้วสัปดาห์ที่ผ่านมาควรวิ่งสั้น 3 วัน ระยะรวม 24 กิโลเมตร แต่ก็ต้องพักไป เลยตกลงกับตัวเองว่า วันนี้วิ่งเท่าที่ไหว ต้องคอยดูอาการเจ็บขาหนีบด้วยว่าจะเป็นกลับมาอีกหรือไม่

วันนี้ลงงานวิ่งของเมืองไทยมาราธอนไว้ ระยะแค่ 10 กิโลเมตรค่ะ เป็นงานที่จัดมาหลายปีแล้ว เพิ่งได้มาเข้าร่วมครั้งแรกค่ะ การแข่งขันมีเงินรางวัลด้วย และมีทุกระยะ ตั้งแต่ Fun run จนถึง Full marathon ค่ะ จึงไม่แปลกใจที่จะเห็นนักวิ่งแนวหน้าเก่งๆหลายคนเข้าร่วมค่ะ

ระยะมินิอย่างเรา ปล่อยตัวสายหน่อย แค่ตีห้าเองค่ะ เราตื่นตอน 3.45 ค่ะ กว่าจะออกจากบ้านก็ตี 4 นิดๆ ไปถึงงาน 4.40 ได้ ตอนที่เดินข้ามสะพานไปบริเวณงาน นักวิ่ง Full marathon ชายก็เข้าเส้นมาบ้างแล้วค่ะ เรียกว่าฟ้ายังไม่สว่างเลย หันไปดูเวลาก็ไม่ถึง 3 ชั่วโมงแน่ๆค่ะ สุดยอดมาก ชอบอีกอย่างที่งานนี้ แยกถนนวิ่งสำหรับฮาล์ฟและฟูลมาราธอนออกไปต่างหาก ทำให้นักวิ่งไม่ปนกัน อันนี้ทำให้เริ่มคิดละค่ะว่าปีหน้าอยากจะลง Full ที่นี่ซะแล้ว

เราไปฝากของ ดื่มน้ำ อบอุ่นร่างกายรอเวลาค่ะ เนื่องจากเป็นงานใหญ่ มีนักวิ่งเข้าร่วมระยะมินิ 3,000 คนได้ จึงไม่แปลกใจที่จุดปล่อยตัวบนสะพานจะแน่นเอี๊ยด เราเองไม่ได้อยากทำเวลา จึงยืนอยู่หลังๆ รอเพื่อนๆวิ่งออกไปกันก่อนแล้วค่อยวิ่งตามไป หลังจากปล่อยตัว 2 นาทีกว่า เราจึงได้ออกจากจุดปล่อยตัวค่ะ ออกจะคิดผิดนิดๆ เพราะการไปอยู่ข้างหลัง ทำให้เราต้องวิ่งหลบเพื่อนๆคนอื่นยากมาก ด้วยจำนวนคนมาก เต็มพื้นที่จริงๆ วิ่งหลบยากค่ะ คราวหลังไม่ว่าจะทำเวลาไม่ทำเวลา เราต้องไปอยู่ข้างหน้าแล้วล่ะค่ะ

วิ่งๆไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเข้าสู่ช่วงคนน้อยๆ สบายๆค่ะ น้ำท่ายังอุดม จนถึงจุดกลับตัว เข้ากิโลเมตรที่ 6 เอ๊ะ ไม่มีจุดให้น้ำ กลายเป็นว่าต้องไปใช้จุดให้น้ำเดียวกับกิโลเมตรที่ 4 ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม และยังมีนักวิ่งแนวหลังวิ่งมาไม่ขาดสาย ทำให้ไม่มีช่องที่จะวิ่งเข้าไปรับน้ำ จำใจต้องวิ่งต่อไปที่กิโลเมตร 8 ซึ่งนักวิ่งแนวหลังน้อยลงแล้ว จึงได้ดื่มน้ำค่ะ จนเข้าเส้นชัยแล้ว ยังไม่มีน้ำตรงจุดเส้นชัย ต้องเดินลงมาดื่มข้างล่าง เราเลยวิ่งต่อในสวนให้ครบ 12.8 กิโลเมตรตามระยะซ้อม แล้วค่อยเดินออกมารับอาหารเช้าทาน

อาหารเช้างานนี้ดีนะคะ มีให้เลือกหลากหลาย กระจายซุ้มใหญ่ แยกระยะมินิและฟันรัน ออกจากฮาล์ฟและฟูลค่ะ มีทั้งกะเพาะปลา ข้าวต้ม ข้าวไข่เจียว ไส้กรอก ผัดหมี่ กล้วย แตงโม แถมไม่ต้องมาให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยค่ะ เราเลยซัดเป็นอาหารเช้าเต็มท้องเลย เพราะต้องไปทำงานต่อค่ะ

เราเริ่มเจ็บกล้ามเนื้อขาหนีบเล็กน้อยที่กิโลเมตรที่ 8 แต่เผอิญได้หยุดเดินดื่มน้ำ หยุดถ่ายรูปวิว เพราะวันนี้ท้องฟ้าสีสวยตอนพระอาทิตย์ขึ้นค่ะ เลยเดินๆหยุดๆไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็หายเจ็บค่ะ อาศัยยืดเหยียดหล้ามเนื้อต่อหลังจากนั้นก็ปกติดีค่ะ

มาว่ากันด้วยเรื่องตัวเลขค่ะ วันนี้จบระยะ 10 กิโลเมตรในงานไปด้วยเวลา 1.02.33 ชั่วโมง กับความเร็ว 6.14 นาทีต่อกิโลเมตร ได้ลำดับที่ 432 จากมินิทั้งหมด 3,365 คน และได้ที่ 77 จากผู้หญิงทั้งหมด 1,513 คน และถ้าดูในช่วงอายุ 30-39 ปี ก็ได้ที่ 29 จาก 640 คนค่ะ ส่วนเวลาตอนจบจริงที่ 12.83 กิโลเมตร ใช้เวลาไป 1.20.25 ชั่วโมง กับความเร็ว 6.16 นาทีต่อกิโลเมตรค่ะ

สรุปวันนี้ก็เป็นอีกวันที่วิ่งอย่างมีความสุขกับร่างกายตัวเองค่ะ การวิ่งไม่ใช่แค่การเข้าเส้นชัยนะคะ แต่คือความสวยงามของวิวข้างทาง และการทำความรู้จักกับร่างกายตัวเองค่ะ

ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีความสุขกับการวิ่งกับร่างกายตัวเองกันนะคะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s

%d bloggers like this: