ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย

หลังจากการรอคอยอันยาวนาน 3 ปี ในที่สุดเราก็สามารถทำตามความฝันอีกหนึ่งอย่างได้แล้ว นั่นก็คือได้วิ่งเป็นเพื่อนกับคนตาบอด เราลงสมัครงานวิ่ง Run for the Blind ปีนี้เป็นปีที่ 3 แล้ว แต่เพิ่งจะมีโอกาสวิ่งครั้งแรก เพราะ 2 ปีก่อนหน้าเราป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล ไม่สามารถเข้าร่วมงานได้ ปีนี้จึงเฝ้าระวังตัวเอง ไม่ให้เป็นอะไรอีก แต่ก็เหมือนฟ้าแกล้งที่ 5 วันก่อนวันวิ่งเริ่มมีอาการหวัด แต่ก็หายได้ทัน โชคดีไป

งาน Run for the Blind จัดขึ้นมาครั้งที่ 6 แต่ปีที่ 3 แล้ว จัดโดยกลุ่มอาสา Fokon ล้วนๆ และจัดกันเองด้วย ไม่พึ่งออแกไนซ์แต่อย่างใด รายได้จากการจัดงาน จะนำไปจัดซื้ออุปกรณ์กีฬาให้กับผู้พิการทางสายตา โดยจัดให้มีการวิ่ง 2 ระยะ คือ 5 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร โดยแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ

  1. Group A Guide Runner จูงคนตาบอดวิ่ง5 กม.
  2. Group B Guide Runner จูงคนตาบอดวิ่ง10 กม.
  3. Group C วิ่งเดี่ยวหรือ จับคู่ปิดตาวิ่ง 5 กม.
  4. Group D วิ่งเดี่ยวหรือ จับคู่ปิดตาวิ่ง 10 กม.

รางวัลมีให้เฉพาะคู่ปิดตาวิ่งเท่านั้น เราเลือกสมัครประเภทที่ 2 คือ 10 กิโลเมตรจูงคนตาบอดวิ่ง จึงต้องจ่ายเงินเผื่อคู่ตัวเองด้วย เนื่องจากงานนี้ผู้พิการทางสายตาวิ่งฟรี โดยที่คู่วิ่งจะได้รับเสื้อวิ่ง และเหรียญเหมือนกับเรา ส่วนคนที่ลงสมัครแบบธรรมดา ราคา 500 บาท และสามารถจับคู่ปิดตาวิ่งได้ เพื่อจะได้ลิ้มลองการวิ่งในโลกมืด ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง ใครวิ่งจบได้เวลาดีก็คู่ควรกับรางวัลค่ะ

เราได้รับเสื้อก่อนหน้าวันจริง 2 วัน เราโทรถามวันจันทร์ พบว่าเจ้าหน้าที่กำลังจะส่งให้วันอังคาร  ท่าทางจะยุ่ง พอได้เสื้อมาแล้วก็ชอบมาก ลักษณะเสื้อของงานนี้จะมีเชือกอยู่ทางด้านหน้าเพื่อใส่บิบสองรูบน และมีคลิปมาให้ แถมด้านข้างมีกระเป๋าให้ด้วย

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 2    99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 3

เรามีนัดกับกลุ่ม Runway ที่หน้างานตีห้า เริ่มมาจากคุณออยแห่งเพจ Oily’s story ไปช่วยถือป้าย Pacer แล้วเลยขออาสาสมัครไปช่วยงาน หลังจากนั้นก็มีหลายเสียงขอตามมาว่าจะไปช่วยงานด้วย พอเจอหน้ากัน คุณออยก็ช่วยแบ่งงาน ไปถือป้าย Pacer 5 และ10 กิโลเมตร เพซ 7:00 จำนวน 3 คน และอีก 5 คน ไปช่วยแจกเหรียญนักวิ่ง และงานนี้ยังมีพี่พงษ์แห่งเพจ Papa Colorful ขวัญใจสาวๆ Runway มาด้วย เพราะพวกเราจะได้รูปสวยๆกัน วันนี้เลยกลายเป็นวันนัดพบของกลุ่ม Runway อีกวาระหนึ่ง

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 4

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 5

งานวิ่งนี้มีวัฒนธรรมประจำงานอย่างหนึ่งคือ ก่อนปล่อยตัว จะให้นักวิ่งตั้งแถว 2 แถว หันหน้าเข้าหากัน และเอื้อมมือแตะกันด้านบนให้เป็นซุ้ม เพื่อให้เพื่อนๆนักวิ่งตาบอดได้เดินรอดซุ้มกันเป็นแถวเดี่ยวเป็นการต้อนรับ เราก็ไปยืนด้วย และรู้สึกดีใจที่ได้เห็นเพื่อนนักวิ่งตาบอดทุกคน

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 6

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 7

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 8

พอเวลาตีห้าครึ่งทางพิธีกรก็เรียกนักวิ่งตาดีให้มาจับคู่กับนักวิ่งตาบอด เราเองก็เดินงงๆอยู่พักหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะจับคู่ตรงไหน จนเดินมาเจอน้องๆติดบิบสีแดง กลุ่ม B ยืนอยู่ด้วยกัน หลายคนมีคู่แล้ว เราไปเจอน้องคนหนึ่งยืนท้ายแถวอยู่คนเดียว เลยเข้าไปทักทาย ถามชื่อน้อง น้องตอบมา “ชื่อสองครับ” อายุ 17 วิ่งมาได้ 3

ปี เป็นนักวิ่ง 100-400 เมตร สถิติ 100 เมตรคือ 14 วินาที เราก็คิด เอาแล้วไง เราจะคู่ควรน้องไหมนะ แต่น้องก็ตอบมาอย่างสุภาพว่า แต่ผมเพิ่งหายไข้ เป็นไข้มา 5 วัน ไม่ได้ซ้อมวิ่งมา 4 เดือน ไม่เคยวิ่ง 10K มาก่อน ไกลสุดน่าจะ 5K ตอนซ้อมวิ่ง และไม่เคยร่วมงานวิ่งมาก่อน ไม่เคยมี Guide runner มาก่อน ปกติวิ่งเองได้ เพราะตาบอดข้างเดียว อีกข้างมองเห็นประมาณ 60% น้องจึงไม่ได้ใช้ Guide runner จากข้อมูลที่ได้มา เราไม่แน่ใจว่าเราจะใช่คู่ที่ควรค่าน้องหรือเปล่า แต่มองซ้ายมองขวาก็ไม่มีใครแล้ว เลยถามน้องเค้าว่า เอางี้ ตั้งใจแข่งหรือทำเวลาหรือเปล่า เพราะถ้าอย่างนั้นน่าจะต้องหาคู่ให้ใหม่ที่วิ่งได้เร็ว เพราะเราวิ่งได้เร็วสุดก็ 60 นาที จากสภาพร่างกายในปัจจุบัน แต่น้องก็ตอบมาว่าไม่แข่งครับ ผมไม่รู้ว่าจะวิ่งไหวไหม ก็เลยโอเค มาลองดูละกัน

พอตอนปล่อยตัว 6 โมงเช้า ก็เลยออกวิ่งไปพร้อมกัน เราต้องคอยบอกน้องว่าช้าๆหน่อย ให้พยายามเกลี่ยแรง ที่เคยชินกับการวิ่งเร็ว ให้ช้าลงครึ่งหนึ่ง แต่คงด้วยความเป็นวัยรุ่น และเป็นนักวิ่งระยะสั้น น้องก็อัดไปเลยช่วงแรกเพซ 6:30 ผ่านไป 1 กิโลเมตรแรกเสียงหอบน้องเริ่มมา จึงบอกน้องว่าเพิ่งโลแรกนะ ช้าลงหน่อยดีไหม น้องเป็นเด็กที่น่ารักมากตรงที่รู้จักร่างกายตัวเองดี น้องเห็นด้วย แถมบอกว่า วิ่งไกลนี่มันยากเหมือนกันนะครับ น้องวิ่งช้าลงมาที่เพซ 7:00 ตั้งแต่กิโลที่ 1-8 สำหรับเราเรียกได้ว่า เก่งมากแล้วสำหรับการวิ่งไกลสุดของน้องครั้งแรก เราเองก็จะคอยบอกความเร็วแต่ละกิโลให้น้องได้รู้ด้วย พร้อมกับบอกระยะทางให้ทุกกิโลเมตร พอบอกกิโลเมตรที่ 4 แล้วนะ น้องบอก “โห อีกตั้งไกล” เราก็ได้แต่บอกให้ค่อยๆเฉลี่ยแรงไปนะ

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 9

น้องขอปล่อยเชือกในช่วง 500 เมตรแรกเพราะบอกว่าไม่ถนัด เราสังเกตท่าวิ่งน้องคือ เอามือไว้ที่หน้าอก วิ่งลงปลายเท้า ตามลักษณะคนวิ่งเร็ว เลยถามน้องให้แน่ใจว่าเห็นทางหรือเปล่า น้องบอกเห็นทาง แต่ลานตาไม่กว้าง ทางขวาที่เป็นข้างตาบอดจะมองเห็นไม่หมด เราเลยวิ่งประกบขวา และปล่อยน้องวิ่งไป คอยบอกน้องเป็นระยะว่า มีคนเดินข้างหน้า ให้ช้าลง หลบมาทางขวา วิ่งตรง ซึ่งน้องก็ทำตามตลอด มีเหมือนเกือบจะวิ่งชนคนบ้าง เพราะกะความเร็วไม่ถูก แต่เราก็ดึงหลบได้ทัน ถือว่าน้องเก่งมากที่สามารถวิ่งได้ในเส้นทางข้างนอก ที่มีคนเยอะแยะ เราคิดว่าน้องคงเห็นทางชัด แต่พอขอ Facebook น้อง และหาชื่อน้องไม่เจอ น้องขอเอาไปดูให้ กลายเป็นว่าน้องต้องเอามือถือไปจ่อใกล้ตามาก จนเราห่วงว่าจะวิ่งสะดุด เลยยิ่งทึ่งกับน้องมากขึ้นอีก

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 10

เจ้าหน้าที่ที่จุด Checkpoint พอเห็นเราไม่จับเชือกกัน เลยแจ้งว่าตอนเข้าเส้นชัยให้จับเชือกด้วย เท่าที่สังเกต เจ้าหน้าที่จะคอยเชคเบอร์วิ่งของน้องเวลาวิ่งวนครบหนึ่งรอบ น้องคอยถามเราเกี่ยวกับเรื่องงานวิ่ง เช่น จุด Checkpoint คืออะไร ในงานนี้ทำไมให้ยางต่างสีกันตามรอบ เหลือง เขียว แดง น้ำเงิน ทำไมแถวนี้คนเดินเยอะ วิ่งไกลๆต้องวางกลางเท้าใช่ไหม ที่นี่รอบหนึ่งกี่กิโล ทำไมมีจุดให้น้ำหลายจุด เพราะน้องไม่ดื่มน้ำถ้าไม่รู้สึกว่าเหนื่อยสุด เราก็คอยบอกคอยเล่าเท่าที่รู้

เราเองก็ถามเรื่องราวเกี่ยวกับน้องไปด้วย น้องเป็นคนร้อยเอ็ด มาอยู่โรงเรียนที่ปากเกร็ด ชอบเล่นกีฬาอันดับหนึ่ง อันดับสองยกให้เรื่องเครื่องเสียง อันดับสามยกให้กับดนตรี น้องศึกษาเรื่องเครื่องเสียงเพิ่มเติมเองจากยูทูบ ส่วนดนตรีก็สามารถตีกลองได้ จริงๆก็เล่นเครื่องดนตรีได้เกือบหมด เพราะฝึกมาแต่เด็ก กีฬานอกจากวิ่งแล้วก็เล่นยูโดได้ด้วย น้องลองเล่นกีฬาทุกอย่าง เรียนรู้ทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิต เช่น การนวด น้องบอกว่า ลองเรียนหมดครับ มีอะไรก็เรียนไปให้รู้หมด อย่างเรื่องเครื่องเสียงเนี่ย ตอนวิ่งเข้าใกล้เส้นชัยน้องสามารถบอกได้ว่าลำโพงที่ทางงานใช้อยู่นั้น มีขนาดกี่ดอกกี่นิ้ว (ภาษาเครื่องเสียง) นี่ไง คู่วิ่งเราวันนี้ ไม่ธรรมดานะ ใช้เวลาชีวิตคุ้มค่า และเก่งรอบด้านจริงๆ

พอวิ่งมารอบสุดท้าย น้องก็ขอเดิน เพราะรู้สึกว่าเหนื่อย และเหมือนน่องจะเป็นตะคริว น้องต้องไปตีกลองในงานต่อ และต้องกลับไปซ้อมยูโดด้วย เราก็โอเค เดินเป็นเพื่อนน้อง แล้วก็คุยกันไปเรื่อยๆ น้องถามถึงเส้นชัยว่าเลยสะพานไปใช่ไหม แต่เราบอกว่าก่อนถึงสะพาน แล้วตกลงกันว่าจะวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยกัน ระหว่างนั้น น้องก็หยุดยืดกล้ามเนื้อเป็นระยะๆ

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 11

พอถึงทางวิ่งที่ตรงสู่เส้นชัย เราก็พากันวิ่งเข้าเส้นอย่างรวดเร็ว หรือน้องพาเราวิ่งก็ไม่รู้ ตรงบริเวณเส้นชัยจะวางกระดาษฟลอยด์ไว้ใต้พรม เพื่อให้มีเสียงเวลานักวิ่งตาบอดเข้าเส้นชัย จะได้รู้ว่าถึงแล้วนั่นเอง มีเจ้าหน้าที่นำเหรียญเข้ามาให้เราสองคน และแจกถุงผ้าคนละใบ เรายื่นให้น้องแล้วบอกให้ใส่เหรียญเข้าไป จะได้ไม่หาย ยืนเก้ๆกังๆกันสักพักก็มีพี่ผู้ชายท่านหนึ่งเดินเข้ามาแนะนำตัวและแจ้งว่าเป็นครูของน้อง ขอพาตัวน้องไปพัก เราเลยร่ำลากันตรงนั้น และกำชับน้องว่าให้รับเป็นเพื่อนใน Facebook ด้วยนะ ในใจตั้งใจว่าจะหารูปวิ่งของน้องและซื้อให้น้องเป็นของขวัญสักรูปสองรูป
99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 12

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 13

เราคิดว่าทางงานแจกถุงผ้านักวิ่งทุกคนที่เข้าเส้นชัย แต่เห็นน้องๆบอกว่าให้สำหรับคนที่วิ่งเจ้ากลุ่มแรกๆ กระเป๋าผ้าเนื้อดี มีซิปด้านข้างด้วย ชอบมากค่ะ

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 14

ส่วนเหรียญเป็นสีดำขาว ขอบภาพคมชัดเจน สวยงาม น่าเก็บสะสมอีกเช่นเคย

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 15    99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 16

มาสรุปการวิ่งของเราสองคนวันนี้ดีกว่า จบระยะ 10.65 กิโลเมตรไปได้ด้วยเวลา 1:31:20 ชั่วโมง ความเร็วเฉลี่ย 8:34 นาทีต่อกิโลเมตร เส้นทางวิ่งรอบสวนรถไฟ 4 รอบ ความเร็วต่อกิโลเมตรช่วง 1-8 กิโลเมตรแรกๆอยู่ที่ 7:00 นาที ถือว่าน้องทำได้ดีเลย ส่วนหลังๆวิ่งๆเดินๆกันแล้ว นี่ถ้าน้องได้ฝึกอีกเล็กน้อย น่าจะจบเวลาได้สวยกว่านี้อีกมากค่ะ

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 17   99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 18

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 19

วันนี้เราวิ่งอยู่โซน 4 แบบสบายๆ ไม่เหนื่อยมาก อากาศดี อุณหภูทิอยู่ที่ 28-30 องศาเซลเซียส ไม่อบอ้าว ไม่ชื้น มีเนินขึ้นลงเล็กน้อยตามประสาสวนรถไฟค่ะ

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 20

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 21

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 22

จบการวิ่งวันนี้ด้วยความประทับใจน้องสองตรงที่เป็นคนใจเย็น ไม่ดูเลือดร้อนแบบวัยรุ่นทั่วไป เป็นผู้ใหญ่ อดทน เพราะคงผ่านอะไรในชีวิตมามากมาย แม้น้องจะมีความบกพร่องทางการมองเห็นมาแต่กำเนิด และแม้จะอยู่ในครอบครัวที่เลี้ยงดูเอาใจใส่ดี แต่ก็คงจะไม่ง่ายถ้าออกมาดำเนินชีวิตตามลำพังในโลกใบใหญ่ที่มองเห็นได้ไม่หมด นอกจากนี้ น้องสองยังรู้จักประมาณตัวเอง โดยสังเกตจากการพูดของน้องในแต่ละรอบว่า “โห ตอนนี้เหนื่อยแล้ว ขอช้าก่อน” หรือ “ไปต่อได้ครับ” และสุดท้ายที่ขอเดิน เพราะน้องอยากเก็บแรงขาไว้ทำอย่างอื่น ไม่มุทะลุ บ้าพลัง หรืออยากโชว์ความแรงใดๆ ซึ่งเราต้องขอเคารพน้องในเรื่องนี้อย่างยิ่ง น้องอายุแค่ 17 แต่ความคิด และการตัดสินใจโตเกินอายุไปแล้ว เรากลับมาบ้านกำลังโหลดรูปให้น้องอยู่ น้องสองก็มารับเป็นเพื่อนใน Facebook เราเลยได้โอกาสส่งรูปไปให้น้อง และถามอาการน่องตึง น้องบอกว่าไม่เป็นอะไรมากแล้ว เรายังแอบเข้าไปดู Live สดน้องเล่นกลองด้วย เล่นเก่งมากๆเลยค่ะ รู้สึกดีใจที่ได้รู้จักน้อง น้องทำให้เรารู้ว่า ไม่มีอะไรที่จะมาจำกัดความสามารถของเราได้ นอกจากความคิดของเราเองค่ะ

99 ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย 23

โดยทั่วไป คนที่สามารถมองเห็นได้ตามปกติอย่างเราๆ อาจจะนึกว่าผู้พิการทางสายตาคงต้องใช้ชีวิตลำบากมาก เพราะมองไม่เห็น คงทำอะไรไม่สะดวก แต่พอได้มาคุยด้วยแล้วจะรู้เลยว่า ไม่มีคำว่าผิดปกติอยู่ในชีวิตของพวกเขา เพราะเขาสามารถดำเนินชีวิตประจำวันมาได้ด้วยความปกติ การมองเห็นได้ไม่ชัด 100% คือความปกติของพวกเขา แต่เราต่างหากที่ไปมองว่าการมองเห็นไม่ชัดคือความผิดปกติ เพราะเราเอาตัวเราเป็นมาตรวัดความสามารถของการมองเห็น การวิ่งวันนี้ทำให้เรารู้ว่า ไม่มีมาตรวัดใดในโลก ที่จะวัดความปกติของร่างกาย แต่คือจิตใจต่างหาก ที่จะอยู่ได้อย่างปกติสุขไหม ความปกติจึงอยู่ที่ใจ ใช่ที่กายค่ะ
ขอยกย่องความปกติของใจในร่างกายที่บกพร่องทางการมองเห็นของนักวิ่งทุกคนนะคะ
8 ก.ย. 61
ขอบคุณรูปส่วนหนึ่งจาก Thairun ค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: