เรายังไม่รู้หรอกว่าเราทำอะไรได้บ้าง หากไม่เคยลงมือทำ

เวลาได้ลองทำอะไรใหม่ แล้วเราทำได้ดีกว่าที่คิดไว้ มักจะทำให้ตัวเองแปลกใจได้เสมอว่า เอ๊ะ เราก็ทำได้นี่หว่า จริงๆแล้ว คนเรามักจะประเมินตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริงเสมอ เพราะถูกตีกรอบด้วยความกลัวนั่นเอง หลายครั้งที่เราไม่สามารถมองเห็นความเป็นจริงในใจของเรา เพราะมัวแต่ปิดใจ กับคำที่ตอกย้ำตัวเองทุกวันว่าเป็นไปไม่ได้หรอก แต่เคยถามตัวเองกันหรือไม่ว่า เป็นไปไม่ได้ หรือยังไม่เคยลงมือทำ

เราเตรียมตัวไปวิ่งงาน CVT RUN 2018 มาประมาณ 3 เดือนแล้ว เพราะพี่สาวที่เรารัก “พี่แนน” อยากจะวิ่ง 10K แรก และอยากให้เราไปพาวิ่ง แน่นอนว่าเราก็อยากจะเป็นคนวิ่งเคียงข้างเป็นเพื่อนพี่แนน และเป็นคนพาพี่แนนเข้าเส้นชัยมินิแรกของพี่แนนให้ได้ หลังจากที่พาเข้าเส้น 5K มาแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน

หลังจากสมัครไปแล้ว กลับพบว่า วันที่วิ่งตรงกับวันที่จะไปเที่ยวน่านกับที่บ้านพอดี เราเลยขายบิบและเสื้อไปอย่างเสียดาย แต่ก็พอรู้ว่าพี่แนนจะยังมีพี่สาวฝาแฝดวิ่ง 10K แรกไปด้วยกันแต่ก็เหมือนฟ้ากลั่นแกล้งไม่ให้ไปเที่ยวน่าน เนื่องจากคุณพ่อแฟนต้องผ่าตัดด่วนจากอาการไส้ติ่งอักเสบ ทำให้ต้องยกเลิกการเดินทางไปโดยปริยาย และเหมือนฟ้าเป็นใจในเวลาเดียวกัน เราสามารถไปวิ่งกับพี่แนนได้แล้ว แต่เราไม่มีบิบนี่สิ และทางผู้จัดก็ปิดรับสมัครเนื่องจากเต็มแล้ว เราจึงเริ่มกระบวนการตามหาบิบ คราวนี้ขอแค่บิบไม่เอาเสื้อก็ได้

การตามหาบิบของเราในกลุ่มวิ่งไหนดี และวิ่งให้ทันทำให้เราค้นพบความใจดีของเพื่อนนักวิ่งด้วยกันอีกมาก มีคนติดต่อเรามาถึงสองคนเพื่อเสนอบิบให้ฟรีๆ ชนิดว่าค่าส่งก็ไม่ยอมรับ พี่คนที่ส่งบิบมาให้ชื่อใน FB คือ “น้องเบลล์ ปัญญาดิลกพงศ์” ส่งมาแบบ EMS ให้อย่างทันใจมาก ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย ส่วนพี่ผู้หญิงอีกคนติดต่อมาทีหลัง เพื่อจะส่งบิบให้ฟรีๆเช่นกัน เลยปฏิเสธไป เพื่อให้พี่เค้าเอาไปให้คนอื่นที่ตามหาอยู่เหมือนเราสรุปแล้วเราก็ได้เข้าร่วมงานตามที่ใจต้องการ หลายคืนวันก่อนงาน เราต้องนอนเฝ้าคุณพ่อที่โรงพยาบาล ทำให้นอนหลับไม่สนิท วันเสาร์ได้กลับบ้าน จึงนอนกลางวันยาวมาก ทำให้ตอนกลางคืนที่ควรนอนเร็วเพื่อเตรียมตัวไปวิ่ง ปกติเราจะนอนสามทุ่ม กลายเป็นว่าตาสว่างจนตีหนึ่ง ได้วูบหลับไปแค่ครึ่งชั่วโมง แล้วก็ตื่นตาสว่างจนตีสามครึ่ง ตัดสินใจลุกมาแต่งตัว เตรียมไปงานเลยดีกว่า

เราทานชิฟฟอนเค้ก 2 ชิ้นเล็ก แล้วเรียกแท๊กซี่ไปงาน จากบ้านถึงโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที แต่คุยกับแท๊กซี่เพื่อไปจุดหมายปลายทางนานกว่า เพราะแท๊กซี่ไม่รู้จัก กว่าจะคุยรู้เรื่องว่าคือโรงพยาบาลทหารเรือ ก็งงและหัวเราะกันอยู่ 2 คน เพราะรู้จักกันคนละชื่อเราไปถึงงานก่อนเพื่อน นอกจากพี่แนนแล้ว วันนี้ยังมีเพื่อนปุ้ยที่เราออกแบบโปรแกรมซ้อมวิ่งเพือไปมาราธอนมาด้วย วันนี้คือวันวิ่งทดสอบระยะ 10K ของปุ้ย เราเลยบอกปุ้ยให้เต็มที่กับมัน จะได้ดูเวลากันอีกทีว่าทำได้ขนาดไหน เพื่อนำมาเป็นข้อมูลปรับโปรแกรมซ้อมหากจำเป็น เพื่อนปุ้ยวางแผนให้ตัวเองว่าจะวิ่งตามลูกโป่ง Pacer 80 นาที และถามเราว่าลูกโป่งสีอะไร เราเองเห็นผ่านๆว่ามี Pacer ในงาน เป็นน้องทหารเรือมาวิ่งให้ น้องผูกลูกโป่งแยกสีแต่ละระยะ และพิธีกรก็ได้ประกาศหลายรอบว่าลูกโป่งแต่ละสีคือเวลาเท่าไร แต่เราไม่ได้สนใจฟัง พอปุ้ยถามเราเลยงงว่าทำไมต้องถาม ให้วิ่งตามตัวเลขที่อยู่ที่ลูกโป่ง และปุ้ยก็เฉลยมาว่าที่ลูกโป่งมันไม่มีตัวเลขบอก มีแต่คำว่า CVT Run เป็นงั้นไป เลยบอกปุ้ยให้ดูเวลา Lap time ในนาฬิกาแทน ถ้าวิ่งเพซ 8 ก็ให้จบทุกกิโลเมตรด้วย 8 นาที ถึงเวลานั้นจะเห็นกลุ่มลูกโป่งที่ต้องการเอง

หลังจากนั้นเราก็มาโฟกัสที่พี่แนน พี่แนนมาถึงงานด้วยเวลาเฉียดฉิวปล่อยตัวมาก เพราะรถติด ต้องลงวิ่งมาจากแยกมไหศวรรย์ ถือเป็นการอบอุ่นร่างกายไปในตัว เวลาปล่อยตัวคือ 5.15 น. และก็ปล่อยตรงเวลา 

เส้นทางวิ่งวันนี้จะได้วิ่งไปกลับสะพานกรุงเทพเก่า ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของงานนี้ พี่แนนเคยซ้อมถึง 6 กิโลเมตรมาแล้ว และก็ไม่ใช่พวกบ้าพลังอะไร เราเลยไม่ห่วงเรื่องการบาดเจ็บจากการพยายามวิ่งมากเกินไป แต่ห่วงตรงที่พี่แนนมีอาการเจ็บสะโพกจากการนั่งผิดท่ามาระยะหนึ่งแล้ว และไม่แน่ใจว่าจะเจ็บมากขึ้นหรือไม่ ถ้าวิ่งเกินระยะซ้อม เราเลยบอกว่าให้วิ่งไปเรื่อยๆเท่าที่รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย ถ้าหอบมากให้เดิน หลังจากหายเหนื่อยก็วิ่งต่อ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าเจ็บสะโพกก็ให้เดินด้วย

เราชวนพี่แนนคุยมาเรื่อยๆตลอดทาง คอยเชคอาการหอบ ถ้ารู้สึกหอบมาก พูดไม่ค่อยไหว ก็จะบอกให้เดิน พี่แนนทำอย่างนี้มาได้เรื่อยๆจนถึงกิโลเมตรที่ 7 กลับตัวมาเรียบร้อยแล้ว กำลังจะต้องขึ้นสะพานกรุงเทพขากลับ ด้วยความที่พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว แดดยังไม่แรงเกินไป ฟ้าสวย และยังเห็นพระจันทร์อยู่ เลยชวนพี่แนนหยุดเซลฟีสักพัก แล้วเดินขึ้นสะพาน ตรงสะพานนี้มีเพื่อนนักวิ่งหยุดถ่ายรูปวิวสะพานกันมากพอสมควร เราถามพี่แนนจะหยุดไหม พี่แนนไม่อยากหยุด เลยไปกันต่อ ช่วงสะพานนี้เองที่มีตากล้องเยอะมาก เลยบอกพี่แนนให้วิ่งเป็นช่วงๆที่มีตากล้อง จะได้ได้ภาพสวยๆมาเก็บไว้เป็นที่ระลึก มินิแรกเราก็อยากจะให้พี่แนนจดจำมันได้ดี ไม่เหมือนเรา วิ่งมินิแรกคนเดียวในงานเล็กๆช่วงยุคสมัยที่มีตากล้องน้อยมาก

วิ่งลงสะพานมาแล้ว ก็ถึงแยกมไหศวรรย์อีกรอบ ตรงนี้พี่แนนเริ่มมีอาการเจ็บสะโพกซึ่งเป็นของเดิมที่มีอยู่แล้ว จึงให้พี่แนนเดิน เก็บแรงไว้ตอนใกล้เส้นชัยไม่กี่ร้อยเมตรแล้วค่อยวิ่งเข้าเส้น จะได้มีภาพสวยๆให้ดู เพราะน่าจะมีตากล้องอยู่ช่วยถ่ายรูปให้ แรกๆเล็งว่าจะถ่ายรูปกับป้ายอีก 9 กิโลเมตร แต่ป้ายดันอยู่ตรงแยกมไหศวรรย์ ซึ่งไม่สามารถข้ามไปถ่ายได้ เลยมาถ่ายที่ป้ายอีก 200 เมตรจะถึงเส้นชัยกันแทน

หลังจากนั้นพี่แนนก็ออกวิ่งเก็บอีก 200 เมตรนี้ เพื่อเข้าเส้นชัยตามที่คาดหวังไว้ เราเจอช่างภาพเลยจับมือพี่แนนชูขึ้นสูง เย้! พี่ทำได้แล้ว

งานนี้เหรียญงาม สีสวย มีรายละเอียด เรารับเหรียญแล้วก็ไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ และเดินไปหาอะไรทาน งานนี้จัดซุ้มอาหารแยกออกจากบริเวณเส้นชัยพอสมควร ทำให้ไม่แออัดอยู่ที่เส้นชัยมากนัก อาหารมีให้เลือกหลากหลายมาก เห็นมีไม่ต่ำกว่า 6 ซุ้มที่สามารถเลือกหยิบทานได้โดยไม่จำกัด แต่เนื่องจากคนเยอะมาก และเพื่อนเรารอแล้ว เราคว้าข้าวต้มได้ คว้าปาท่องโก๋ได้ ก็ซัดไปเดินไป รับของที่แจกมาได้ในมือ คือนมโฟร์โมสต์ และถั่วโก๋แก่ เสร็จแล้วก็เดินไปหาเพื่อนปุ้ยที่รออยู่

เพื่อนปุ้ยวิ่งเสร็จนานแล้ว ทำลายสถิติเดิมของตัวเองเรียบร้อยเลยถ่ายรูปเป็นที่ระลึกสักหน่อย

หลังจากแยกย้ายกันแล้ว ตามธรรมเนียมก็ต้องมาดูสถิติกันเล็กๆน้อยๆให้สบายใจ สถิติวันนี้เพื่อพี่แนนเลยนะ วิ่งกันไป 10.28 กิโลเมตร ใช้เวลา 1:43:00 นาที ได้เพซเฉลี่ย 10:01 นาทีต่อกิโลเมตร ช่วงโซนของหัวใจเราไม่ต้องพูดถึง 1 ถึง 2 แน่ๆ ไม่มีความเหนื่อยเลย เหงื่อออกน้อยมาก มีวิ่งเร่งบ้างตอนต้องข้ามแยก

เพราะวิ่งๆเดินๆ หลังๆเดินซะเยอะ จำนวนก้าวต่อนาทีจึงหลากหลาย ส่วนเรื่องความสูง 2 ยอดแหลมๆก็น่าจะตอนขึ้นลงสะพานกรุงเทพเก่า แต่ทำไมถึงไม่เท่ากันก็ไม่อาจรู้ได้

อากาศยามเช้าไม่ต้องห่วง สบายๆ 28 ถึง 30 องศา วิ่งเสร็จแดดเพิ่งเริ่มออก ดีตรงที่ปล่อยตัวเร็ว

เส้นทางวิ่งก็เรียบง่ายตรงไปตรงมา วิ่งออกจากโรงพยาบาลมุ่งหน้าแยกมไหศวรรย์ขึ้นสะพานกรุงเทพเก่า วิ่งยาวตามทางถนนพระราม 3 ไปจนถึงใต้สะพานแขวนก็กลับตัววิ่งกลับทางเดิม จริงๆแล้ว เส้นพระราม 3 นี่ก็น่าวิ่งอยู่นะ พอปิดถนนหนึ่งเลน ก็ถือว่ากว้างขวางไปแออัดจนเกินไป ติดแต่บางตำแหน่งมีรถจอดข้างทาง ทำให้ต้องวิ่งหลบ และเสี่ยงกับรถที่สัญจรในช่องทางปกติที่ไม่ได้ปิดไว้

งานนี้โดยรวมจัดได้ดี เส้นทางจราจรปิดได้ดี วิ่งกลางเมืองอย่างนี้ เราก็ยังแอบขอโทษผู้สัญจรทางถนนตามปกติ เพราะต้องจอดรอนักวิ่งกันนานพอสมควร ที่เหลือเรื่อง อาหาร น้ำ ปล่อยตัวตรงเวลา การบริการของเจ้าหน้าที่ดี เท่านี้ก็พอแล้วเนอะ อ่อ อีกอย่าง Pacer ที่เป็นทหารก็ดีนะ มีร้องเพลงตอนวิ่งด้วย ดูฮึกเหิมดี แต่ควรติดเลขเวลาที่ลูกโป่งนะคะ

จบงานนี้ หันไปมองหน้าพี่แนน ถึงรู้ว่าเหนื่อยและปวดสะโพก แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความมั่นใจ เราเชื่อว่า บางเสียงในใจพี่แนนที่เคยพูดเกี่ยวกับการวิ่งให้พี่แนนฟังได้เปลี่ยนไปแล้วตลอดกาล ระยะทาง 10 กิโลเมตร ยาวและนานเพียงพอที่จะทำความรู้จักกับเสียงในใจตัวเอง เมื่อทำได้ตามที่ตั้งใจไว้แล้ว การมองตัวเองของพี่แนนจะเปลี่ยนไปแน่นอน 

หากเมื่อลงมือทำสำเร็จแล้ว ลองทบทวนความคิดในใจเราเองอีกครั้ง เราก็จะพบว่า คำว่าเป็นไปไม่ได้ ได้หายไปแล้ว บางที ความสำเร็จที่ได้มา เรายังคงคิดว่า เราฝันไป นั่นคือความน่ากลัวของการยึดมั่นถือมั่นกับคำว่าเป็นไปไม่ได้นั่นเอง จงยอมรับความจริง ว่าเราก็อาจจะทำบางอย่างได้ดี แค่เพียงวางแผน ฝึกซ้อม หาข้อมูล เตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกไปไขว่คว้ามัน บางครั้ง ความสำเร็จมันก็ง่ายนิดเดียว แค่เราเปิดใจ

ขอให้เพื่อนนักวิ่งเอาชนะความกลัวในใจตัวเอง แล้วออกไปคว้าฝันกันได้ทุกคนนะคะ25 พ.ย. 2561

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: