มาราธอนแรกของเพื่อน ดีใจยิ่งกว่ามาราธอนแรกของตัวเอง

“อย่าเรียกความฝัน เพราะมันคือเป้าหมาย ความฝันมีไว้สำหรับคนที่ยังไม่ลงมือทำ แต่แกทำแล้ว ที่เหลือขึ้นอยู่กับการเดินทางที่จะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น ผลมันก็มีแค่สำเร็จ กับไม่สำเร็จน่ะนะ แต่ชั้นไม่เคยเห็นคนที่วางแผนไว้ แล้วทำตามแผนอย่างมีวินัย ไม่ประสบความสำเร็จนะ และอย่างน้อยระหว่างทาง แกก็มีชั้นเป็นเพื่อนด้วยไง มาราธอนจะสอนเราเอง สู้ๆ”

นี่คือคำให้กำลังใจของเรา ส่งไปให้เพื่อนปุ้ย ผ่านหน้า Facebook ในวันที่เพื่อนปุ้ยโพสข้อความกึ่งแนวตั้งความหวังอย่างท้อแท้

ใช่ค่ะ “เพื่อนปุ้ย” คือเพื่อนสนิทสมัยมอปลายที่หันมาชื่นชอบการวิ่ง จนทำให้เราหันมาวิ่งอย่างจริงจังตามไปด้วย แต่พอเราวิ่งจริงจัง ปุ้ยก็หยุดวิ่งไปเพราะงานยุ่ง จนเห็นปุ้ยเริ่มกลับมาวิ่งอีกครั้งหนึ่ง และตั้งเป้าว่าอยากจะไปมาราธอน

เป้าหมายสำคัญจึงเกิดขึ้น แรกๆเราบอกปุ้ยเล่นๆว่าไปด้วยกัน แต่เนื่องจากปุ้ยไม่มีความรู้เกี่ยวกับโปรแกรมการวิ่งมาก และเราได้ไปเรียนได้ใบประกาศของ Running Revolution มา จึงร้อนวิชา จัดตารางซ้อมเฉพาะให้ปุ้ยเลย

ปุ้ยมีเวลาให้เราถึง 8 เดือน นับจากวันที่ตัดสินใจว่าจะจบฟูลมาราธอน และปุ้ยเพิ่งกลับมาวิ่งได้เพียงไม่กี่เดือน ดังนั้น 2 เดือนแรก เราจึงเน้นให้ปุ้ยวิ่งเพื่อปรับพื้นฐานร่างกายใหม่ ให้เริ่มกลับมาคุ้นเคยกับการเคลื่อนไหวในท่าวิ่ง และปรับตารางเวลาของปุ้ยให้ลงตัวกับการวิ่ง 4 วันต่อสัปดาห์ หลังจากนั้นตารางฝึกซ้อมวิ่ง 6 เดือนจึงเริ่มต้นขึ้น เพื่อนปุ้ยขยันขันแข็ง ส่งการบ้านทุกครั้ง ผ่านไป 2 เดือนเราก็รู้แล้วว่าปุ้ย “ติดลม” แล้ว และพอเข้าช่วงเดือนที่ 3 ถ้าเป็นว่าว เราก็เรียกได้แล้วว่า “ลอยลมบน” เพราะโซนชีพจรของปุ้ยดีขึ้นเรื่อยๆ จนแม้แต่เจ้าตัวเองก็รู้สึกได้ ถึงความเหนื่อยที่น้อยลง ชีพจรที่เหวี่ยงแกว่งน้อยลงแม้จะวิ่งที่ความหนักเท่าเดิม

แต่แล้วก่อนวันแข่งเพียง 1 เดือน ปุ้ยเริ่มมีอาการปวดสะโพกซ้าย เรานัดเจอกันเพื่อตรวจดูอาการ พบว่าปุ้ยมีอาการข้อต่อกระเบนเหน็บอักเสบ และกล้ามเนื้อสะโพกอักเสบร่วมด้วย อาการปวดมากจนจำเป็นต้องให้หยุดวิ่งไป 1 สัปดาห์ พร้อมรับการรักษาทางกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง สาเหตุที่พอสรุปได้ก็คงจะเป็นระยะวิ่งที่เพิ่มมากขึ้นถึงจุดสูงสุดของตารางซ้อม บวกกับการออกกำลังเพิ่มความแข็งแรงไม่มากพอจะเสริมกล้ามเนื้อให้ทำงานได้ทันกับระยะทางวิ่งที่เพิ่มขึ้น

ปุ้ยกังวลเป็นอย่างมาก เราเองก็แอบกังวลไม่ใช่น้อย พอเข้าสัปดาห์ที่ 2 อาการปวดดีขึ้น จึงให้เริ่มวิ่งเหยาะๆ แต่ไม่เข้าโปรแกรมเดิม เราถือว่าปุ้ยได้เข้าช่วงผ่อนโปรแกรมเร็วกว่ากำหนด จึงบอกให้ปุ้ยค่อยๆวิ่งช้า แต่เพิ่มเวลาไปเรื่อยๆจนได้ 60 นาที ค่อยๆเพิ่มวันวิ่งให้ได้ 4 วันต่อสัปดาห์เหมือนเดิม เพื่อคงสภาพร่างกายที่สะสมมาให้ยังคงอยู่ได้ 

เมื่ออาการดีขึ้นเรื่อยๆ เราก็เริ่มเบาใจ แต่กลายเป็นว่า ปุ้ยไปรับการฝังเข็มมาโดยที่ไม่ได้บอกเราก่อน ผลที่ได้คือต้องหยุดวิ่งอีก 1 สัปดาห์ และเมื่อพ้นมาแล้ว จึงพบว่า อาการเก่าหายไปแล้ว แต่ได้อาการเจ็บกล้ามเนื้อบริเวณที่ฝังเข็มมาใหม่ เราก็แอบบ่นปุ้ยว่านี่ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม แพทย์ที่ฝังให้ก็เสี่ยงเกินไป ไม่รู้จักเวลาของนักกีฬา ยังดีที่ปุ้ยไปทำกายภาพบำบัดกับรุ่นน้องที่เราแนะนำสม่ำเสมอ พร้อมออกกำลังกล้ามเนื้อลำตัวและสะโพกตามที่เราแนะนำอย่างเคร่งครัด มาถึงจุดนี้เราจึงหวังว่าผลการกระทำทั้งหมดจะช่วยเสริมมาจนถึงวันแข่งได้ทัน

ปุ้ยมีดวงเรื่องเสี่ยงโชค ได้ล็อตโตตัวสำรอง ในขณะที่เราชวดทุกงาน จนต้องวิ่งเต้นหาซื้อบิบต่อมาจนได้ ในราคาที่โดนโก่งถึง 300 บาท แต่ก็ถือว่าได้ไปงานมาราธอนที่เก่าแก่ที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งประเทศไทย นั่นคือ จอมบึงมาราธอน 2019 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 20 มกราคม 2562 และขอบอกเลยว่าเราไม่เสียใจที่เลือกงานนี้เป็นงานฟูลแรกของเพื่อน และฟูลแรกของเราที่จะได้พาเพื่อนเข้าเส้นชัย

เราออกเดินทางไปก่อนวันงานหนึ่งวันเพื่อรับเบอร์วิ่ง รอบนี้มาฟูลมาราธอน มีคนข้างตัวมาเป็นกำลังใจด้วย เราเลยรู้สึกสดชื่นหน่อย บรรยากาศการรับเบอร์วิ่งของงานถือว่าคึกคัก มีจุดให้ถ่ายรูปหลายจุด เราถือโอกาสถ่ายเก็บไว้เพราะไม่คิดว่าวันรุ่งขึ้นจะมีแรงเหลือมาถ่ายอีก พบเจอเพื่อนๆในงาน ก็ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกกัน

เสื้อวิ่งที่ได้มาขนาดเล็กมาก ใส่ไม่ได้ เราเลยซื้อเสื้อที่ระลึกจากงานมาใส่แทน เผอิญได้สีและลายที่ชอบพอดี

เราแวะวัดมหาธาตุในตัวเมืองไหว้พระเล็กน้อย แล้วรีบเข้าโรงแรม นัดปุ้ยมาดูอาการ เราตรวจสอบพบว่า เหลืออาการตึงด้านข้างต้นขา ซึ่งเป็นอาการใหม่หลังฝังเข็มอีกเล็กน้อย เราจึงทำการพันเทปประคองกล้ามเนื้อให้ และรีบแยกย้ายกันไปนอน พรุ่งนี้เป็นวันยิ่งใหญ่ของทั้งเราและปุ้ย ควรจะได้นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

เวลาปล่อยตัวของฟูลคือ 4.00 น. เราพักกันในตัวเมือง เพราะตัดสินใจช้า ที่พักแถวจอมบึงจึงเต็มหมด เราจึงต้องตื่นตั้งแต่ 2.00 น. และออกเดินทางจากโรงแรมเวลา 2.30 น. ไปถึงงานก็ประมาณ 3.10 น. ที่จอดรถกว้างขวาง ไม่ต้องหานาน ไม่อึดอัด เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อม ข้อดีอีกอย่างของการวิ่งฟูลมาราธอนก็คือ มาถึงก่อนมีที่จอดรถ เสร็จทีหลังขากลับรถหายติดแล้ว 

เมื่อมาถึงก่อนเวลานาน เราจึงมีเวลาไปต่อคิวเข้าห้องน้ำ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และเมื่อใกล้เวลา จึงเดินเข้า Block D ซึ่งเป็นจุดปล่อยตัวตามเวลาที่เราคาดว่าจะวิ่งจบ คือ 5-6 ชั่วโมง แต่บอกตามตรงนะว่า น่าจะเป็น 6-7 ชั่วโมง โดยดูจากอาการของปุ้ย และความไม่มั่นใจของปุ้ยอย่างยิ่งแล้ว แต่ทำไมไม่รู้ ลึกๆแล้วเรามั่นใจว่าปุ้ยทำได้ เวลา 6-7 เดือนที่สะสมร่างกายที่แข็งแรงมา ยังไงมันต้องส่งผลช่วยปุ้ยไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแน่ๆ ความรู้สึกนี้คงได้มาจากประสบการณ์ส่วนตัวแน่ๆ

ปุ้ยถึงกับเอ่ยปากก่อนมาเลยว่า ตั้งใจมา DNF เพราะซ้อมไม่ถึง ยังมีอาการปวดเล็กน้อย แต่อย่างน้อยก็ได้มาสัมผัสกับบรรยากาศงานใหญ่ของประเทศ เราได้แต่บอกปุ้ยว่า อย่าเพิ่งนับศพทหารทั้งที่สงครามยังไม่ได้เริ่มต้นขึ้น

และแล้วสัญญาณปล่อยตัวก็เริ่มต้น ตรงเวลา แต่กว่านักวิ่ง Block D อย่างเราจะวิ่งไปถึงเส้นปล่อยตัว นาฬิกาก็เดินไป 3 นาทีนิดๆแล้ว สงครามครั้งนี้กำลังเริ่มขึ้น เป็นสงครามทางจิตวิทยาที่อยู่ในใจนักวิ่งแต่ละคน ไม่มีอาวุธอะไรที่จะดีไปกว่าสติ ที่ทำงานสัมพันธ์ได้ดีกับร่างกายที่ถูกเตรียมพร้อมมาอย่างดีแล้ว

กองเชียร์สองข้างทางคึกคักมากจนไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือตีสี่ แสดงว่ากองเชียร์ได้มาเตรียมตัวกันก่อนหน้าพอสมควรเช่นกัน ส่วนตัวเรายังไม่เคยเจองานไหนเป็นอย่างนี้มาก่อน จึงรู้สึกประทับใจมากๆในความทุ่มเทของชาวจอมบึง

แผนการวิ่งที่เราตกลงกับปุ้ยไว้ก็คือระยะทางครึ่งแรก ให้คิดซะว่าวิ่งฮาล์ฟ เราจะเป็นคนคุมเวลาให้ เรางัดวิชา Pacer ออกมาใช้ คุมเวลาให้ปุ้ย ต้องจบฮาล์ฟภายใน 3 ชั่วโมง คือเวลา 7.00น. ให้ได้ แล้วหลังจากนั้นก็ต้องวิ่งๆเดินๆรักษาเวลาให้พ้นการ Cut off ซึ่งจะมี 2 จุดคือ 24 กิโลเมตร เวลา 8.00น. และ 35 กิโลเมตร ที่เวลา 9.50 น. ถ้าหารเฉลี่ยระยะทางต่อเวลา cut off 7 ชม เราจะต้องวิ่ง Pace เฉลี่ยอยู่ที่ 9.57 หมายความว่า เรื่องที่ใครคิดว่าจะมาเดินแล้วจบ เลิกคิดได้เลย ยังไงก็ต้องวิ่งด้วย แถมถ้าจะเดินผสมวิ่ง ก็ต้องวิ่งแบบเร็วหน่อย ประมาณ Pace 8 เรียกได้ว่าเป็นความเร็วที่ปุ้ยซ้อมมานั่นแหละ แต่ปัญหาคือ ไม่รู้ว่าปุ้ยจะอึดได้ยาวนานขนาดไหน

ถนนเส้นทางตรงจากจุดปล่อยตัวมาถือว่ากว้างขวาง วิ่งกันได้สบายมาก เราต้องแวะเข้าห้องน้ำเพราะทนไม่ไหวจริงๆ เลยทำให้เสียเวลาไปเกือบ 10 นาที แต่ก็ได้เจอเพื่อนข้างทางเป็นรางวัลการแวะ

สองข้างทางคือกองเชียร์ตามหน้าสถานที่สำคัญต่างๆ เท่าที่สังเกตก็จะเป็นหน้าโรงเรียนหรือหน่วยงานราชการ พอพ้นช่วง 2-3 กิโลเมตรแรกมา กลุ่มกองเชียร์ก็เริ่มห่างกันไป เราเริ่มวิ่งเข้าถนนสู่หมู่บ้าน อากาศเย็นสบายมากจริงๆ ทำให้เรื่องอากาศไม่ใช่อุปสรรคของการวิ่งวันนี้เลย

เราสามารถคุมเวลาให้ปุ้ยได้ใน 21 กิโลเมตรแรก ได้ Pace อยู่ประมาณ 8-9 นาทีต่อกิโลเมตร เดินกันเล็กน้อย เราใช้เวลาจบฮาล์ฟไป 3:07:50 เกินจากที่ตั้งเป้ามานิดหนึ่ง

ผ่านมาครึ่งทาง ผ่านหน้าวัดหนองปรือใหญ่พลายงาม มีป้ายตั้งอยู่หน้าวัดให้กำลังใจนักวิ่ง  และหลวงพ่อในตำนานที่คอยพรมน้ำมนต์ให้นักวิ่ง ปากก็อวยพรตลอดเวลา เป็นกำลังใจให้นักวิ่งได้ดี ตอนวิ่งขากลับมา แดดร้อนส่องโดนท่านโดยตรง ท่านก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม นี่คือตัวอย่างของชาวจอมบึงจริงๆ นับถือมากๆ

เราหันไปมองปุ้ย ปุ้ยเริ่มหน้ายุ่ง เราคอยถามปุ้ยตลอดว่าจะเอายังไง ถ้าไปต่อ ต้องยอมรับความเคี่ยวเข็ญของเรา เพราะการไปต่อจะให้คุ้มก็คือต้องทันเวลา Cut off เป็นหลัก เรียกว่า ไปก็ไปให้สุด ได้ก็ได้เลย ไม่ได้ก็ไม่ได้เลย เราเอาหลักการใช้ชีวิตของเรามาใช้กับปุ้ยซะเลย All or Nothing น่ะนะเพื่อน หลักง่ายๆแต่ทำยากหน่อย ปุ้ยหยุดคิดเล็กน้อย พร้อมกับพยักหน้าแล้วบอกลองดู

ส่วนตัวเราชอบใช้กฎแห่งการย่อยเป้าหมายให้เล็กลง อย่างวิ่งมาราธอน เราก็จะย่อยว่า เรามาวิ่งหนึ่งฮาล์ฟ หนึ่งมินิ สองฟันรัน แล้วเราก็จะจินตนาการว่าเราเคยวิ่งอย่างไรในแต่ละระยะนั้น ก็จะทำให้เรามีแรงเหลือถึงตอนท้าย เพราะปกติฮาล์ฟเราจะวิ่งช้ากว่ามินิแน่นอน

เราบอกปุ้ยอย่างนี้เช่นกัน ไม่รู้ว่าปุ้ยจินตนาการอย่างนี้หรือเปล่า หรือปุ้ยอาจมีวิธีคิดที่แตกต่างไปก็ได้

ปุ้ยเริ่มเดินมากขึ้นเมื่อผ่าน 21 กิโลเมตรมา เรายังสามารถเรียกปุ้ยถ่ายรูปด้วยกันได้แบบหน้าตายังยิ้มแย้มอยู่

จุดกลับตัวไม่ได้อยู่ที่ระยะ 21 กิโลเมตร แต่คือที่ 24 กิโลเมตร เส้นทางที่มุ่งหน้าสู่จุดกลับตัวเต็มไปด้วยนักวิ่งหนาตา เป็นช่วงที่เราได้เห็นเพื่อนๆเราหลายคนกลับตัวมา ทักทันบ้างไม่ทันบ้าง ปุ้ยยังคงวิ่งต่อได้ แต่ตะคริวที่น่องขวาที่เริ่มต้นเลาๆมาช่วงแรก แล้วก็เหมือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ช่วงนี้เราบอกปุ้ยให้วิ่งสัก 500 ก้าว แล้วเดิน 100-200 ก้าว น่าจะทัน Cut off แต่เพราะตะคริวทำให้ปุ้ยวิ่งได้ไม่เต็มที่ เราจึงบอกให้ปุ้ยหยุดฉีดสเปรย์ นวดตามสถานีต่างๆที่มีบริการเกือบทุกสถานี

งานนี้ดีมากตรงที่สเปรย์และน้ำท่ามีอุดมสมบูรณ์มาก มีน้องๆนักเรียน และนักศึกษามาเป็นอาสานวดขาให้นักวิ่ง น้องบางกลุ่มมีเก้าอี้นั่ง บางกลุ่มนั่งกันบนพื้นเลย ไม่มีทีท่ารังเกียจหรือดูเหน็ดเหนื่อยสักนิด น้องๆน่ารักมาก ปุ้ยได้ใช้บริการเกือบทุกจุด บางจุดไม่มีบริการ แต่อาการตะคริวเริ่มมา เราจะบอกให้หยุดและก็เป็นเราที่นั่งลงนวดให้ปุ้ย อย่างน้อยก็ไม่ให้ตะคริวขึ้นเป็นลูกมา เพราะถ้าขึ้นลูกแล้ว มันจะยากมากขึ้นไปอีก เราเจอสถานีไหนมีน้ำแข็ง เราก็เอามาถูเลย ให้ปุ้ยยืดน่องแล้วก็ถูไป ปุ้ยบอกว่าทุกอย่างช่วยได้หมดแต่พอกลับมาวิ่งได้สักพักก็จะเริ่มเป็นใหม่ เราประคับประคองกันไปอย่างนี้โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะหนีพ้น cut off ที่ 35 กิโลเมตรหรือไม่

บางสถานีมีแต่สเปรย์ฉีดให้  บางสถานีมียาทาให้แบบว่าทาเยอะมากๆ น่องปุ้ยขาวเลย พอวิ่งไปหน่อย ปุ้ยปวดใหม่ นวดให้ใหม่ ยาก็ยังเหลืออยู่เลย

จริงๆแล้วปุ้ยใจชื้นขึ้นมาหน่อยหนึ่งแล้วเมื่อเหยียบเท้าเข้าสู่กิโลเมตรที่ 30 ปุ้ยบอกเราว่า ถ้าตัวเลข 25 คือระยะไกลสุดที่เคยวิ่งได้ เลข 30 ก็มีความหมายเหมือนถอยหลังไม่ได้แล้ว ต้องไปให้ถึงที่สุด ซึ่งเราก็เห็นด้วย แล้วเพลง “All or Nothing” ก็ดังขึ้นมาในหัว 

“Cause I want it all. Or nothing at all. There’s nowhere left to fall when you reach the bottom. It’s now or never.” 

นอกจากเราจะหันไปบอกปุ้ยว่าให้พยายามจนถึงที่สุด เพราะอย่างน้อยมาราธอนนี้ ปุ้ยก็ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจมาเต็มที่แล้ว ถ้าจะให้จบแบบ DNF ก็ขอให้มันเป็นทางเลือกสุดท้าย ส่วนในใจเรา เราตัดสินใจโดยไม่ลังเลแล้วว่าจะขอดูแลปุ้ยให้ถึงที่สุด ถ้าจะDNF ก็ DNF ด้วยกัน ให้สมกับที่เราบอกปุ้ยไว้ว่า “มาราธอนนี้เพื่อแก”

เราหนี Cut off ที่กิโลเมตรที่ 35 มาได้แบบหวุดหวิด เวลาที่ทางทีมงานจะมาโกยเราขึ้นรถคือ 9.50 น. และเราผ่านกิโลเมตรที่ 35 มาได้ที่เวลา 9.34 น. ต่างกันเพียง 16 นาที เราเห็นรถที่เตรียมมาเก็บนักวิ่งวิ่งสวนเราไป และเห็นรถที่พานักวิ่งกลับไปจุดเริ่มต้นผ่านตาเราไป

เราไม่รู้ปุ้ยใจแป้วหรือเปล่า แต่เราไม่นะ เรายังรู้สึกอยู่ลึกๆว่าปุ้ยจะทำได้ เราหันไปมองท่าวิ่งปุ้ย แม้จะดูอ่อนแรง ขาก้าวสั้นลง แต่ยังไม่เห็นอาการกระเผลกแต่อย่างใด แม้การนับก้าวของเราจะลดลงจาก วิ่ง 500 ก้าว เป็น 300 เป็น 200 และจำนวนก้าวเดินก็มากขึ้นเรื่อยๆ เรายังเห็นแววตาสู้ของปุ้ยอยู่ เราหันไปบอกปุ้ยว่า จากนี้ร่างกายมันอาจจะล้าลงเรื่อยๆ อยากให้ปุ้ยอยู่กับปัจจุบัน หาทางทำยังไงก็ได้ให้ขายังก้าวต่อไปข้างหน้าให้ได้

แดดเริ่มร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ร่มเงาเริ่มลดลง วันนี้ยังถือว่าโชคดีที่เรายังสัมผัสลมเย็นบนผิวกายได้จนถึงเวลาประมาณ 9 โมง หลังจากนั้นก็เริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ พอประมาณ 10 โมง อากาศก็ร้อนจนทำให้เราและปุ้ยเกิดอาการเหนื่อยแดด อย่างเราไม่เท่าไร แม้จะไม่ชอบแดด แต่ก็เคยวิ่งกลางแดดมาแล้ว เลยรู้วิธีจัดการกับใจตัวเอง แต่ปุ้ยนี่สิ สีหน้าเปลี่ยนไปแล้ว

เราพยายามคิดหาทางพูดให้กำลังใจ อย่างเช่นให้คิดภาพตัวเองกำลังวิ่งเข้าเส้นชัย หรือไม่ก็อย่างเช่น เหลืออีก 5 กิโล เหมือนแกวิ่งซ้อมในสวนแค่ 4 รอบนั่นแหละ

พูดไปพูดมา ปุ้ยคงเริ่มเหนื่อยมากขึ้น และแดดก็ร้อนมากขึ้นเช่นกัน ปุ้ยหันมาบอกเราว่า “แกอย่าบ่นเลยน่ะ” เราเลยเงียบ ที่เงียบไม่ได้โกรธเพื่อนนะ แต่คิดมุขไม่ออกว่าจะเอาไงต่อดี ปุ้ยเริ่มเข้าสู่สภาวะ “ชั้นไม่เอาอะไรทั้งนั้นแล้ว” ภาษาบ้านคือ เริ่มเหวี่ยง และอาจวีนได้ ซึ่งเราเข้าใจดี เพราะเคยผ่านมันมาแล้ว และเราก็รู้ว่า ถ้าปุ้ยผ่านจุดนี้ไปได้ อะไรก็ไม่น่ากลัวอีกแล้ว 

เงียบกันไปพักนึง เราเลยหันไปแยบปุ้ยแบบเบาๆว่า เอางี้ แกพร้อมวิ่งเมื่อไหร่ ให้วิ่ง แต่ขอให้นับก้าว พยายามให้ได้ถึง 100 ก้าว แล้วค่อยเดิน หายเหนื่อยก็วิ่งต่อ ปุ้ยหันมาตอบโอเค แล้วเราก็ปล่อยปุ้ยวิ่งๆเดินๆ และคอยดูเวลาเงียบๆ ในตอนนั้น เริ่มก้ำกึ่งระหว่างทันกับไม่ทันเวลา Cut off

สักพัก พอสีหน้าปุ้ยเริ่มดีขึ้นแล้ว เราได้แต่บอกปุ้ยว่า ชั้นเข้าใจนะ ว่าในหัวตอนนี้มันวุ่นวายไปหมด ชั้นเคยผ่านมาแล้ว แต่มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคิดเรื่องพวกนั้น ในเมื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราคือการไปให้ถึงเส้นชัยเท่านั้น ให้มาคิดดีกว่าว่าจะทำยังไงให้ถึงเส้นชัยดี 

ความหงุดหงิดจากแดดที่ร้อน ขาที่ไม่ยอมก้าวเดินตามใจสั่ง ผู้คนรอบตัวที่ดูจะมีแรงวิ่งกันได้ วิ่งกันดี หรือแม้แต่ระยะทางที่เคยคิดว่ามันใกล้ แต่นี่มันทำไมไกลมาก เหมือนจะไม่มีวันไปถึง ความคิดอะไรพวกนี้ มันเกิดขึ้นเองนะ ควรรู้ทันมัน มันเกิดจากการปรุงแต่งด้วยการที่ร่างกายได้รับผัสสะที่ไม่เป็นไปอย่างที่อยากให้เป็น แต่มันก็แค่นั้นล่ะ ปรุงไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร 

แดดมันก็ร้อนของมันอยู่แล้วนะ ในเวลาเกือบ 11 โมงอย่างนี้ นี่มันจะเที่ยงแล้วในไทย ไม่ร้อนได้อย่างไร ขามันก็ล้าเป็นธรรมดาอยู่แล้วนะ เดินๆวิ่งๆมาตั้งไกลแล้วนี่นา จะให้มันยังแข็งยังมีเรี่ยวแรงก็คงจะแปลก แม้จะซ้อมมาดีขนาดไหน คนซ้อมมาดี เค้าวิ่งเร็ว เค้าก็ล้าเร็วในแบบของเขานะ ขาที่ก้าวฉับๆอยู่นี่ จริงๆก็ยังไปต่อได้ทีละก้าวๆนี่นะ แล้วยังจะคนอื่นรอบตัวอีก ก็เค้าไม่หมดกำลังใจไง การที่เค้ายังวิ่งต่อได้ เค้าก็อาจจะหมดแรงเหมือนเราก็ได้ แต่เพราะเค้าเห็นจุดหมายสำคัญกว่าไง ไม่เห็นสายตาคนอื่นที่มองเราเวลาเราวิ่งบ้างเหรอ เราก็อาจเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้นะ แล้วอะไรอีกล่ะ อ่อ ระยะทางที่มันเคยใกล๊ใกล้ ไหงมันไกล๊ไกลได้ขนาดนี้ล่ะ นี่คือภาพลวงของใจล้วนๆเลย เพราะใจเราถอดออกจากร่างกายแล้วไง เลยไม่เห็นเป้าหมายที่ร่างกายต้องการ ถ้าเอาใจกลับเข้าไปในร่างกายใหม่ มันจะสั่งได้นะ เชื่อเราสิ

หลายอย่างอยู่ในหัว อยากจะบอกกล่าวเพื่อน แต่ก็รู้ว่าเพื่อนคงไม่รับอะไรแล้ว และกระบวนการต่อสู้กับความคิดของตัวเองในช่วงระยะทาง 5 กิโลเมตรสุดท้ายของระยะฟูลมาราธอนที่แหละ ที่เป็นเสน่ห์ของการวิ่งระยะทางนี้ ใครที่ชนะใจตัวเองได้ คนนั้นก็คือผู้ชนะทุกคน ไม่ว่าจะวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลาเท่าไรก็ตาม เราจึงปล่อยให้ปุ้ยได้เรียนรู้ตัวเองในช่วงเวลานี้อย่างเงียบๆ

เรานึกถึงคำพูดที่ปุ้ยบอกเราว่า แฟนปุ้ยบอกว่า ปุ้ยก็เหมือนนักเรียนที่ชอบบอกก่อนเข้าห้องสอบว่าทำข้อสอบไม่ได้หรอก นี่ก็ใกล้จะรู้แล้วนะว่าปุ้ยจะสอบผ่านหรือเปล่า ใครๆต่างก็มั่นใจในตัวปุ้ยนะ เหลือแต่ปุ้ยนั่นแหละที่ยังไม่มั่นใจในตัวเอง ส่วนตัวเราถือว่าปุ้ยอึดพอสมควร เพราะยังเห็นว่าช่วงเวลาหนึ่งปุ้ยจะวิ่งขึ้นมา เราก็จะวิ่งตาม ปุ้ยเดินเราก็เดิน เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ตากล้องเริ่มมีมากขึ้นตามรายทาง แรกๆ เราก็เรียกปุ้ยให้วิ่งหากล้อง ก็ได้ผลในระดับหนึ่ง สักพักปุ้ยบอก ไม่เอาแล้ว แกไปเลย เราก็วิ่งเล่นกล้องของเราไปเรื่อยเปื่อย ได้ยินปุ้ยพูดตามหลัง “เอาแรงที่ไหนมาวิ่งเนี่ย”

นั่นสิ เราก็ไม่เหนื่อยนะ รู้ตัวว่าหัวใจไม่เหนื่อยเลย อาจมีขาล้าบ้าง ก็เป็นธรรมดา มันไม่มีความรู้สึกว่าหมดแรง หรือชนกำแพงแต่อย่างใด คงเพราะสำหรับเราแล้ว เรียกมาราธอนนี้ว่าเรื่อยๆไปเรียงๆมากกว่า วันนี้เลยถือว่าเรามาเป็น Pacer ประจำตัวปุ้ยละกัน

บรรยากาศการปล่อยตัว เราว่าคึกคักมากแล้ว ตอนใกล้เส้นชัยนี่สิ ยิ่งคึกคักกว่า นอกจากจะเป็นกลุ่มตากล้องที่มีร่วมร้อยแล้ว ยังเป็นเสียงกองเชียร์ทั้งคนที่วิ่งเสร็จแล้ว และทีมกองเชียร์ข้างทางที่เพิ่มสีสัน ช่วง 1 กิโลเมตรสุดท้าย ปุ้ยเหนื่อยได้ที่แล้ว เป็นเส้นทางตรง และเริ่มเห็นเส้นแบ่งระหว่าง มินิ ฮาล์ฟ และฟูล ที่ 2 ระยะแรก นักวิ่งคงเข้าเส้นชัยไปหมดแล้ว เหลือแต่ทางของฟูลที่เหลือนักวิ่งเดินเป็นส่วนใหญ่เรียงแถวไปข้างหน้าเรื่อยๆ

เลี้ยวขวาสุดท้ายแล้ว เราหันไปบอกปุ้ยว่าเหลือ 500 เมตรแล้วนะ แม้นาฬิกาเราสองคนจะครบระยะ 42 กิโลเมตรไปแล้ว เพราะเราจับเวลาตั้งแต่ปล่อยตัวซึ่งเรายืนห่างจากจุดปล่อยตัวพอสมควร ปุ้ยเลยรู้สึกว่าทำไมเหลืออีกตั้ง 500 เมตร แถมบอกด้วยว่า ยังมองไม่เห็นเส้นชัยเลย ถ้าเห็นเส้นชัยอยู่ในลานสายตาสักนิดก็จะดี เราบอกว่าแค่นิดเดียวเอง ปุ้ยดูเหนื่อยมากแล้ว เราเลยบอกปุ้ยรีบเดิน 200 เมตร หลังจากนั้นให้กลั้นใจวิ่ง ปุ้ยบอกโอเค แต่จากผู้คนที่เดินสวนเราข้างนอก คนที่ยืนเชียร์อยู่ริมทางเดิน กองเชียร์ที่อยู่บนอัฒจรรย์ กองเชียร์ที่ยืนเชียร์อยู่ในเส้นชัย ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า “อีก 5 นาทีๆๆ” พร้อมเสียงพิธีกรประกาศเร่งอย่างเร้าใจ ในตอนนั้นสมองเราคำนวณไม่ทันจริงๆว่า อีก 5 นาที ถ้าเดิน 500 เมตร จะทันไหม เหลืออีก 300 เมตร กองเชียร์ข้างทางบีบเข้ามาเราหันไปมองปุ้ย ปุ้ยพยักหน้ายอมวิ่ง

เหลืออีก 100 เมตร ปุ้ยร้องโอ๊ย เพราะตะคริวขึ้นลูกแล้ว ปุ้ยต้องหยุดท่ามกลางกองเชียร์ที่เร่งเร้าเราสองคน เราหันไปมองเวลา เหลืออีกไม่ถึง 4 นาที เราควักสเปรย์เย็นออกมา ฉีดเข้าที่น่องขวาของปุ้ยจนจะหมดกระป๋อง พร้อมจับไหล่ปุ้ยแล้วบอกว่า “ลืมมันไปเถอะแก แล้วกลั้นใจวิ่งให้ถึงเส้นชัยก็พอ” ในใจอยากจะบอกปุ้ยอีกว่า มันไม่สำคัญแล้ว ที่สำคัญกว่าคือเส้นชัยที่อยู่ตรงหน้ามากกว่า เจ็บยังไงหลังเข้าเส้นค่อยว่ากัน ปุ้ยยื่นมือมาให้จับ เหมือนจะบอกว่า “แกพาชั้นไปหน่อย”

เราเลยจับมือปุ้ยแน่น แล้วตั้งใจลากไปจนเข้าเส้นชัย และแล้วเราสองคนก็วิ่งเข้าเส้นชัยได้ในเวลา 6:56:34 ชั่วโมง ห่างจากเวลา cut off 3 นาทีกว่า ปุ้ยหันมากอด และบอกขอบคุณ เห็นน้ำตาซึมๆของเพื่อนแล้วก็รู้สึกท้นในใจขึ้นมา นี่สินะความสุข ที่มันดันมากกว่าความสุขตอนที่วิ่งเข้าเส้นชัยฟูลมาราธอนครั้งแรกด้วยตัวเองคนเดียวซะอีก มันรู้สึกทั้งสบายใจและโล่งใจที่พาเพื่อนวิ่งฟูลมาราธอนได้สำเร็จเป็นครั้งแรก แม้เวลาจะไม่ได้ดีงาม แต่สำหรับเรามันคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มาก

ต้องขอบคุณผู้จัดงานที่มีความพร้อมและสมบูรณ์แบบในทุกๆด้าน ขอบคุณเด็กๆน้องๆนักเรียนที่ยอมตื่นเช้ามาเชียร์ และกองเชียร์ทุกกลุ่มที่เชียร์ได้ถึงใจมาก รวมถึงชาวบ้านสองข้างทางที่นำขนมและน้ำออกมาแจก แรงสนับสนุนแม้เพียงเล็กน้อยในแต่ละจุดช่วยส่งให้ขาของนักวิ่งก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมากมายจริงๆ นอกจากความช่วยเหลือที่มีอย่างท่วมท้นทั้งจากเจ้าหน้าที่และชาวบ้านแล้ว เรายังชอบและประทับใจบรรยากาศของงานที่ปล่อยตัวได้คึกคักที่สุดเท่าที่เคยร่วมมา และยังรักษาบรรยากาศคึกคักได้อย่างดีมากจนถึงตอนเข้าเส้นชัย ขอบคุณแฟนของเราทั้งสองคนที่มายืนลุ้นอยู่ที่เส้นชัย ทั้งสองคนยอมรับว่าลุ้นมากๆ เห็นเวลาใกล้หมดแล้ว และยังไม่เห็นวี่แววของเรา สุดท้ายสามารถวิ่งมาทันเวลาได้ เห็นแล้วก็ดีใจกับเราไปด้วย

กำลังใจนี่มันสำคัญนะ เวลาเราชนะ ไม่ใช่เพราะเราเก่งเท่านั้นหรอก แต่เพราะเรามีฝ่ายสนับสนุนที่ดีด้วยต่างหาก 

เรามาคิดย้อนถึงเรื่องตะคริวครั้งสุดท้ายของปุ้ย แล้วอดยิ้มไม่ได้ ในฐานะผู้รักษา ในภาวะปกติ เราจะไม่เคยได้พูดคำว่า “ลืมมันไปเถอะ” กับคนไข้ของเรา แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกจริงๆที่เราได้พูดคำนี้ในสถานการณ์ที่ไม่ต้องนึกถึงการบาดเจ็บแล้ว คิดได้แค่ว่าเจ็บไปก่อน ค่อยมาซ่อมทีหลัง นี่ก็อีกหนึ่งประสบการณ์ล้ำค่า บางอย่างมันก็มาผิดเวลา แต่ก็ทำให้รู้ว่า บางทีเราก็มองข้ามมันได้เช่นกัน

เหรียญสวยๆปีนี้ แม้ไม่ใช่รูปโอ่งเหมือนปีที่แล้วที่จริงๆแล้วเราอยากได้ แต่มันมีความหมายมากกว่าเหรียญครั้งไหนๆ ทุกความทรงจำ ทุกการแข่งขัน มีคุณค่าน่าจดจำเสมอ

เวลาจบอย่างเป็นทางการคือ 6:53:13 ได้ที่ 926 จากผู้หญิง 1,078 คน และได้ที่ 4,774 จากนักวิ่งฟูลมาราธอน 5,247 คน

หัวใจเราอยู่โซน 3 เป็นส่วนใหญ่เข้าโซน 4 ก็ช่วงท้ายๆที่เจอแดดร้อน

ความชันถือว่าไม่หนักหนาสาหัส ไม่ทันได้เหนื่อยน่อง เรียกได้ว่าเส้นทางวิ่งเป็นมิตรกับนักวิ่งอย่างยิ่ง

ไม่แพ้กับอากาศที่เป็นใจให้เรามากๆ อากาศเริ่มจาก 23 องศา เหมือนเปิดแอร์ให้วิ่งเลย แม้แต่อุณหภูมิตอนแดดออกก็ถือว่าไม่ร้อนมาก 34 องศาเท่านั้นเอง

เส้นทางวิ่งไม่ยาก ตรงไปตรงมา มีป้ายบอกทางชัดเจน ป้ายหลักกิโลเมตรตรงดี เนินไม่มาก ซึมๆพอไปได้

มาราธอนในครั้งนี้สอนเราเพิ่มเติมอีกมากมาย เวลาที่หัวใจผูกอยู่กับความรับผิดชอบหนึ่ง ก็จะลืมตัวเอง การวิ่งครั้งนี้ต้องขอบคุณร่างกายที่แข็งแรงมาตลอด ทำให้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการดูแลเพื่อนเลย มาราธอนยังคงทิ้งคำถามไว้ในใจเช่นเดิมว่า แท้จริงแล้วข้อจำกัดที่หัวใจเจอ มันคือข้อจำกัดจริงของร่างกายไหม หรือเป็นเพียงแค่กลลวงทางความคิดเท่านั้นเอง

และคราวนี้เราได้คำตอบ ไม่มีข้อจำกัดใดๆทั้งสิ้น เพราะมาราธอนสอนวิธีใช้ใจแทนการใช้ความคิด ขอแค่อย่าตกหลุมพรางความคิดก็พอ

ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีประสบการณ์ที่น่าจดจำให้ทุกมาราธอนของตัวเองกันนะคะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: