Category: นานาสาระเรื่องการวิ่ง

6 เหตุผลดีๆที่นักวิ่งควรออกกำลังท่า Plank ทุกวัน

การออกกำลังท่า Plank คือหนึ่งในท่าออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้ สามารถทำได้ทุกที่โดยที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ ถึงแม้จะดูเหมือนว่าทำได้ง่ายดาย แต่มันสามารถช่วยพัฒนาระดับสมรรถภาพร่างกายได้ เพราะเป็นท่าที่ออกกำลังกลุ่มกล้ามเนื้อได้หลากหลายกลุ่มในเวลาเดียวกัน 6 เหตุผลที่เพื่อนๆควรรวมการออกกำลังท่า Plank เข้าไปในท่าออกกำลังกายประจำวัน คือ 1. การออกกำลังท่า Plank ช่วยพัฒนาความแข็งแรงกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ประโยชน์หลักหนึ่งข้อของการออกกำลังท่า Plank คือ สามารถพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวได้ ซึ่งเป็นกลุ่มกล้ามเนื้อและข้อต่อที่เชื่อมต่อส่วนบนและส่วนล่างของร่างกายเข้าไว้ด้วยกัน เมื่อเพื่อนๆก้มตัว บิดตัว หรือยกของ เพื่อนๆกำลังใช้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวไปด้วย ดังนั้น จึงมีความสำคัญมากในการออกกำลังกลุ่มกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว เมื่อเพื่อนๆออกกำลังท่า Plank อย่างสม่ำเสมอ เพื่อนๆจะแข็งแรงขึ้น และสามารถทำกิจกรรมประจำวันให้เสร็จสมบูรณ์ได้อย่างง่ายดายมากขึ้น 2. การออกกำลังท่า Plank สามารถช่วยให้เพื่อนๆมีหน้าท้องที่แบนราบได้ การออกกำลังท่า Plank มีประสิทธิภาพในการทำให้หน้าท้องแบนราบ และปรับความตึงตัวของกล้ามเนื้อได้ดีกว่าท่า Crunch ที่ทำกันโดยทั่วไป ในความเป็นจริงแล้ว การออกกำลังท่า…

วิ่งเร็วหรือช้า มาดูค่าเฉลี่ยกัน

เห็นคำถามจากเพื่อนนักวิ่งหลายๆท่านถึงเวลาที่วิ่งได้ในระยะ 10 กิโลเมตรบ้าง ฮาล์ฟบ้าง ฟูลบ้าง ว่าดีไหม คนอื่นวิ่งได้เท่าไรบ้าง เราเลยไปหาข้อมูลมาให้ดูกันค่ะ ที่อเมริกามีการเก็บข้อมูลในนักวิ่ง 10,000 คน ในปี 2010 แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ยแต่ละระยะเอาไว้ แต่จะไม่บอกเป็นเวลาที่วิ่งได้ แต่จะบอกเป็นความเร็วที่วิ่งได้ หน่วยเป็นนาทีต่อไมล์แทนนะคะ หากเพื่อนๆต้องการทราบความเร็วเป็นเวลาต่อกิโลเมตรแบบบ้านเรา ก็สามารถคำนวณกลับมาได้นะคะ เดี๋ยวจะมีลิงค์ให้กดไปดูเลยค่ะ สำหรับค่าเฉลี่ยของคนไทย ยังหาไม่ได้นะคะ เรามาดูวิธีการดูค่าเฉลี่ยกันก่อนนะคะ ให้เพื่อนๆเข้าไปที่เวปไซท์ http://www.pace-calculator.com จะเจอหน้าตาให้เติมเวลาที่วิ่งได้ เลือกระยะทางที่ใช้ในการแข่งขัน หรือจะเติมระยะทางวิ่งก็ได้ค่ะ และถ้าเกิดเราเลือกระยะทางในการแข่งขันแล้ว ระยะทางวิ่งจะเด้งขึ้นมาเองอัตโนมัติค่ะ อย่างเราก็เติมเวลาที่ดีที่สุดที่เราเคยทำได้ในการวิ่ง 5 กิโลเมตร ก็คือ 27:05 นาทีค่ะ หลังจากนั้นให้กดตรงคำว่า Calculate Pace เพื่อคำนวณความเร็วในการวิ่งค่ะ และแล้วโปรแกรมก็จะคำนวณความเร็วการวิ่งมาให้เพื่อนๆ อย่างของเราก็จะขึ้นมาเลยว่าได้ความเร็วอยู่ที่ 8.43 นาทีต่อไมล์…

อย่าเอาปกติของเขามาเป็นปกติของเรา

หลังจากวิ่งมาได้เกือบ 5 ปี ในวันหนึ่ง Facebook ก็เด้งขึ้นในหน้า Timeline ว่า 4 ปีที่แล้ว เราได้วิ่งออกกำลังกาย และมีสถิติบันทึกไว้คือ วิ่ง 8.89 กิโลเมตร ใช้เวลาไป 1.08.57 ชั่วโมง และ Pace อยู่ที่ 7.45 นาทีต่อกิโลเมตร ในตอนนั้นเราก็ว่าเราวิ่งเร็วแล้ว เพราะความรู้สึกเหนื่อยในตอนนั้น ยังคงจดจำมาได้จนวันนี้ กว่าจะปลุกตัวเองลุกออกมาวิ่งได้ในเช้าแต่ละวันที่ต้องซ้อมได้ ก็แสนจะลำบากยากเย็น นี่ถ้าไม่ได้โปรแกรมซ้อมในแอพช่วย คงไม่มีเป้าหมายอะไรให้ทำ และคงจะไม่มีอะไรทำให้ต้องลุกขึ้นมาทำแน่นอน เราพอจะจำได้ว่า ในตอนนั้น เราอยากวิ่งให้ได้เร็วขึ้นในระยะมินิ จึงเลือกโปรแกรมซ้อมจากแอพ Runkeeper ที่ยอมจ่ายเงินเพิ่ม เพื่อให้ได้โปรแกรมสำเร็จรูปที่เค้าแถมมาให้ และเลือกทำตามโปรแกรมหนึ่ง ใช้ระยะเวลา 3 เดือน ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า ภารกิจที่เราต้องทำในแต่ละวันที่เค้าให้มานั้น…

อย่าหวังมากกว่าที่ร่างกายให้ แต่จงให้มากกว่าที่ร่างกายหวัง

ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ต่างก็ชอบการแข่งขันทั้งนั้น ชอบการเอาชนะ ชอบที่จะเป็นที่หนึ่ง หลายคนจึงวิ่งเพื่อหวังถ้วยรางวัล แต่ก็มีอีกหลายคนที่บอกว่า วิ่งไม่เอาถ้วย วิ่งเพื่อสุขภาพ แต่… ทำไมยังมีคำถามจากปากนักวิ่งทั้งหน้าใหม่ และหน้าเก่าว่า “วิ่งได้เพซเท่าไหร่?” เมื่อธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ได้สร้างให้เรากระหายที่จะเอาชนะแล้ว และเมื่อเอาชนะคนอื่นไม่ได้ อย่างน้อยเราก็อยากจะเอาชนะตัวเอง จึงไม่แปลกใจที่ในวันที่เราเริ่มต้นวิ่งใหม่ๆ เราก็อยากจะวิ่งให้เร็วกว่าเดิม เร็วกว่าเดิม และเร็วกว่าเดิม เพื่อนๆหลายๆคน จึงจดจ้องอยู่แต่กับนาฬิกา และตัวเลขที่โชว์บนหน้าปัด มากกว่าจะดื่มด่ำกับหยดเหงื่อ เสียงลมหายใจ จังหวะการเต้นของหัวใจ การหดตัวของกล้ามเนื้อขา การเหวี่ยงแขนให้สัมพันธ์กับขา และที่น่าเสียดายคือ ลืมที่จะมีความสุขกับฮอร์โมนแห่งความสุขที่กำลังหลั่งออกมาชะโลมสมองให้ชื่นใจ และทำให้เพื่อนๆมีพลังใจในการวิ่งมากขึ้น เราจึงขอถามกลับว่า เพื่อนๆที่ต้องการจะวิ่งให้เร็วขึ้นกว่าเดิมนั้น ต้องการจะเร็วขึ้นขนาดไหนคะ หากเพื่อนๆยังคงระยะทางวิ่งเอาไว้ที่ 10 กิโลเมตร แล้วเพื่อนๆเคยใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง แน่นอนค่ะว่า การวิ่งแบบไม่ต้องซ้อมเลย เวลาเท่านี้ เป็นไปได้ และถ้าเพื่อนๆวิ่งสม่ำเสมอ…

งานวิ่งดีๆมีเยอะ … รู้ได้ยังไง?

จากที่วิ่งมานานประมาณ 4 ปี ได้เข้าร่วมงานวิ่งปีละไม่ต่ำกว่า 15 งาน ได้รับทั้งประสบการณ์ทั้งดีและแย่ ดีก็เรียกได้ว่าไม่มีที่ติ แย่ก็เรียกได้ว่าแทบจะเอาชีวิตไม่รอด เราเลยลองรวบรวมหัวข้อสำคัญๆที่จะให้เพื่อนๆนักวิ่งหน้าใหม่ใช้เป็นแนวทางในการเลือกลงสมัครงานวิ่งกันนะคะ ทั้งนี้ทั้งนั้น คงต้องยืนอยู่บนพื้นฐานที่ว่า มาตรฐานในการจัดงานวิ่งบ้านเรายังไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงเป็นการยากที่จะบอกว่าสิ่งที่เราสรุปมาเล่านี้จะเป็นมาตรฐานระดับโลกหรือเปล่า อันนี้ขอบอกไว้ก่อนว่า มาจากประสบการณ์ล้วนๆนะคะ 1. ดูผู้จัดสักหน่อย ดูว่าเป็นงานที่ผู้จัดจัดกันเอง หรือจ้างทีมจัดมืออาชีพ อันนี้ค่อนข้างสำคัญค่ะ ค่อนข้างเป็นตัวบอกลักษณะงานเลยค่ะ ถ้าจัดกันเอง และมือใหม่จัดครั้งแรก เราคงไม่สามารถคาดหวังความสมบูรณ์แบบได้เลยค่ะ แต่ก็เคยเจองานที่จัดกันเอง แต่สมบูรณ์แบบมาแล้ว อาจเพราะเคยจัดมานานหลายปีแล้วนั่นเอง ดังนั้นถ้าเจอผู้จัด จัดกันเอง ครั้งแรก และเป็นอาสาสมัครล่ะก็ ให้ทำใจไว้ส่วนหนึ่งเลยค่ะ ส่วนการจ้างทีมจัดมืออาชีพ ก็เป็นอันแน่นอนว่าเราจะได้ความเป็นมืออาชีพ เช่น เส้นทางวิ่งที่ปิดอย่างเป็นระบบ คนยืนคุมทางมีมากเพียงพอ และมีประสบการณ์ในการจัดการจราจรให้กับนักวิ่ง อุปกรณ์ต่างๆ ณ จุดปล่อยตัวและเส้นชัยเชื่อถือได้ มีกรวยมากเพียงพอในการกั้นทาง และรายละเอียดอื่นๆอีกมากมายที่ผู้ที่จัดกันเอง…

บาปหนัก 7 ประการของมาราธอนแรก

และแล้ว…ก็ถึงวันที่เพื่อนๆได้สมัครลงแข่งมาราธอนครั้งแรกใช่ไหมคะ เพื่อนๆตื่นเต้นเหลือเกิน และก็ยังกลัวซะด้วย เป็นเรื่องธรรมดานะคะที่เพื่อนๆจะรู้สึกกังวลนิดหน่อย ปิศาจแห่งการวิ่งมักจะทำงานด้วยวิธีการลึกลับเสมอ และถ้าระยะทาง 42 กิโลเมตรยังไม่หนักมากพอ มันจะโยนสิ่งกีดขวางเล็กๆน้อยๆมาทำให้เพื่อนๆต้องออกจากการแข่งขันไปเลยล่ะค่ะ แต่ถ้าเพื่อนๆตั้งใจฟังดีๆ เพื่อนๆจะสามารถหลีกเลี่ยงบาปหนักเหล่านั้นได้ และสามารถจบมาราธอนแรกได้โดยไม่มีอาการบาดเจ็บแต่อย่างใดค่ะ มาลองดูกันนะคะว่า บาปหนักเหล่านี้มีอะไรบ้าง ลองคิดดูนะคะว่า เพื่อนๆเพิ่งเสียเงินหลักพันเพื่อให้ได้วิ่งในการแข่งขันที่จะทำให้เหนื่อยมากเกินกว่าจะจินตนาการได้ค่ะ และนักการตลาดก็ชอบเห็นอารมณ์เหนื่อยของเพื่อนๆซะด้วยสิคะ เพราะมันเห็นได้อย่างชัดเจนเลย และสามารถหาประโยชน์จากเพื่อนๆได้อย่างง่ายดายซะด้วย อย่าปล่อยให้เขาทำได้นะคะ เพื่อนๆไม่ได้ต้องการพลังงานสำรองที่ห้อยอยู่ที่สายรัดเอวของเพื่อนๆ หรือแม้กระทั่งนาฬิกาจับเวลา นาฬิกาจับความฟิตใดๆ หรอกค่ะ แต่สิ่งเดียวที่เพื่อนๆต้องการจริงๆก็คือ ความตั้งใจจริงและความมีวินัยในตัวเองที่จะลงมือฝึกซ้อมเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ และรองเท้าสักคู่หนึ่งที่พอดีกับเท้าของเพื่อนๆ แค่นั้นเองค่ะ เพื่อนๆไม่ต้องการแม้แต่เสื้อที่ใส่บอกคนอื่นว่า “ฉันกำลังฝึกซ้อมเพื่อมาราธอน” หรอกนะคะ ทุกๆคนรู้อยู่แล้วล่ะค่ะว่าเพื่อนๆกำลังฝึกซ้อมเพื่อวิ่งมาราธอนค่ะ เชื่อเถอะค่ะ เพื่อนๆอาจดาวน์โหลดแผนการฝึกซ้อม 16 สัปดาห์และมีความมุ่นมั่นที่จะออกไปทำให้ได้ตามที่ตั้งใจ แต่หลังจากวันอันยาวนานของการฝึกซ้อม เพื่อนๆรู้สึกว่าไม่มีพลังงานเอาซะเลย แล้วจะให้ทำอย่างนี้ไปถึง 4 เดือนน่ะเหรอ ไม่ดูเหมือนว่าบ้าไปหน่อยเหรอ กับการฝึกซ้อมอันยาวนานเพื่อการแข่งขันครั้งเดียว ดังนั้น…

การเล่นเกม (โกง) กับระบบร่างกาย

ดูเหมือนกับว่าทุกวันนี้เพื่อนๆไม่สามารถเปิดช่องรายการกีฬา หรืออ่านหนังสือเกี่ยวกับกีฬาได้โดยไม่ได้รับรู้ว่ามีกลุ่มนักกีฬากลุ่มหนึ่งถูกกล่าวหา ตรวจสอบ หรือห้ามเข้าร่วมการแข่งขัน เนื่องจากการใช้สารช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางกาย (Performance Enhancing Drug: PED) ใช่ไหมคะ ส่วนใหญ่สารเพิ่มสมรรถภาพที่ไม่ได้เป็นสารกระตุ้นผลิตมาจากฮอร์โมน และได้รับการพิสูจน์ชัดเจนในเรื่องพลังของฮอร์โมนแล้วว่า การใช้ในทางที่ผิดจะช่วยให้เป็นนักกีฬาที่มีกล้ามเนื้อใหญ่ขึ้น เคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น แข็งแรงขึ้น และในกรณีของนักวิ่งระยะไกลแล้ว จะทำให้อึด และล้ายากมากขึ้นในแบบที่โลกจะไม่เคยได้เห็นมาก่อนค่ะ เป็นเวลานานมาแล้วที่ใครๆก็สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ด้วยสารเพิ่มสมรรถภาพอย่างง่ายๆ เพื่อช่วยให้กลายเป็นนักกีฬาที่ดีและพร้อมสุดขอบ สารเพิ่มสมรรถภาพจะเปลี่ยนคนที่ไม่เป็นนักกีฬาให้เป็นนักกีฬา เปลี่ยนนักกีฬาระดับเฉลี่ยเป็นนักกีฬาดาวเด่น เปลี่ยนนักกีฬาดาวเด่นเป็นซุปเปอร์สตาร์ การศึกษาในปี 1996 ตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine พบว่า ผู้ชายที่ใช้สารสเตียรอยด์เป็นเวลา 10 สัปดาห์ สามารถสร้างกล้ามเนื้อได้ (13 ปอนด์) มากกว่าคนที่ไม่ได้ใช้สารถึงสามเท่า (4 ปอนด์) และที่น่ากลัวไปกว่านั้น พบว่าผู้ชายที่ใช้สารสเตียรอยด์ แต่ไม่ได้มีการฝึกซ้อมใดๆเป็นเวลาเท่ากันคือ…

แฟชั่นการวิ่ง

การวิ่งก็มีแฟชั่นด้วยเหรอ? แฟชั่นในที่นี้ไม่ใช่เสื้อผ้าสวยๆหรืออุปกรณ์ล้ำๆนะคะ แต่เป็นวิธีการออกกำลังกายที่มีการนำเสนอขึ้นมาใหม่ และได้รับความนิยม แต่อาจยังไม่มีข้อมูลทางวิชาการสนับสนุนอย่างเพียงพอค่ะ เป็นธรรมชาติของมนุษย์เลยนะคะที่ชอบมองหาทางลัดค่ะ ทำไมนักวิ่งแต่ละคนต้องแตกต่างกันด้วยล่ะคะ ถ้ามีคนออกมาพูดว่ามีวิธีที่ทำให้ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องฝึกหนัก พวกเราก็จะลองทำดูใช่ไหมล่ะคะ แฟชั่นของการวิ่ง 10 ข้อที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นทั้งแฟชั่น และยังคงเป็นทางลัดที่ยังได้รับความนิยมกันอยู่นะคะ และในขณะที่แฟชั่นบางข้อนั้นยังคงสามารถใช้เป็นส่วนประกอบหนึ่งของโปรแกรมการฝึกที่ดีในปัจจุบันได้ แต่หากใช้มันอย่างเดียวโดดๆ มันจะไม่สามารถพาเพื่อนๆไปในที่ที่เพื่อนๆต้องการได้นะคะ เรามาดูกันทีละข้อเลยค่ะ 1. การวิ่งระยะยาวอย่างช้าๆ (Long running distance = LSD) ในปี 1969 โจ แฮนเดอร์สัน (Joe Handerson) อดีตหัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสาร Runner’s World ได้นำเสนอคำว่า “Long slow distance” เขาได้ชักชวนให้เป็นวิธีการวิ่งสำหรับการวิ่งระยะไกลมากๆที่ความเร็วที่ยังพูดกันได้รู้เรื่องโดยไม่ลำบาก ซึ่งทำให้ลดอาการเจ็บปวดทรมานจากการวิ่งแบบดั้งเดิม แต่การวิ่งที่น่าเบื่อนี้ทำให้เข้าใจได้ว่าทำให้เพื่อนๆเป็นได้แค่นักวิ่งระยะไกลที่เชื่องช้าเท่านั้นเองค่ะ 2. การวิ่งเท้าเปล่า และการใช้รองเท้าวิ่งแบบมินิมัลลิสต์ (Barefoot…

การวิ่งเริ่มมาแต่ไหนกัน?

หัวข้อต่อไปที่จะนำเสนอคือ ประวัติศาสตร์การวิ่ง อ่านแล้วดู วิชาการเหลือเกินนะคะ แต่จริงๆแล้วไม่น่าเบื่ออย่างที่คิดนะคะ จอยขอเสนอแบบมุมมองกว้างๆเท่านั้นแหละค่ะ เพื่อให้ได้ทราบกันคร่าวๆว่า การวิ่งนั้นไปยังไงมายังไง มีพัฒนาการมาแบบไหนบ้าง และ ณ ปัจจุบันนี้ เราวิ่งมาไกลกันขนาดไหนแล้ว และเรายืนอยู่ ณ จุดใดในปัจจุบันค่ะ การวิ่งนับได้ว่าเป็นกีฬาที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีมาในมวลหมู่มนุษยชาติเลยนะคะ และการวิ่งระยะไกลเป็นหนึ่งในกิจกรรมทางกาย 2-3 อย่างที่พวกเราชาวมนุษย์สามารถทำได้ดีในระดับต้นของประเภทสัตว์ที่ต้องหากินอยู่บนผืนโลกนี้ ความจริงแล้ว ระหว่างเพื่อนๆสัตว์โลกที่ใช้ 2 ขาได้ มีแค่นกกระจอกเทศเท่านั้นที่วิ่งมาราธอนได้เร็วกว่ามนุษย์ คือ 45 นาที เมื่อเทียบกับสถิติสูงสุดของมนุษย์ที่ทำได้ที่เวลามากกว่า 2 ชั่วโมง และการแข่งขันระหว่างเพื่อนๆสัตว์ 4 เท้า จะมีแค่สุนัขลากเลื่อน อูฐ และละมั่งพรองฮอร์น (มันคืออะไรเนี่ย?!?) ที่วิ่งได้เร็วพอๆกันค่ะ นักวิจัยบางคนถึงกับบอกว่าการวิ่งระยะไกลนี้เป็นตัวขับเคลื่อนวิวัฒนาการของมนุษย์เลยทีเดียว โดยดูจากการวิ่งสองขาเท้าเปล่าของมนุษย์ยุคออสตราโลพิเธคัสที่พบในทุ่งหญ้าสะวันน่า และในป่าแอฟริกาเมื่อ 4 ล้านปีมาแล้ว…

จงวิ่งดันกำแพง แต่อย่าชนมัน

เมื่อวานได้มีโอกาสให้คำปรึกษากับพี่สาวของเพื่อนที่กำลังฝึกตัวเองเพื่อเข้าแข่งขันไตรกีฬาระยะแรก เมื่อพี่สาววิ่งมาได้ประมาณเดือนครึ่ง เริ่มเจ็บด้านข้างหน้าแข้ง จากการซักประวัติและตรวจร่างกายคร่าวๆผ่านทางโทรศัพท์ ก็พบว่า อาการเจ็บนั้นน่าจะมาจากการใช้งานกล้ามเนื้อที่มากเกินไปหากเทียบกับกำลังที่มีอยู่เดิม คำว่ามากเกินไปของแต่ละคนไม่เหมือนกัน พี่สาววิ่งได้ไม่เร็วมาก และวิ่งช้าลงพร้อมกับอาการเจ็บที่มากขึ้น นั่นแสดงว่า กล้ามเนื้อไม่คุ้นเคยกับการวิ่งที่เป็นการเคลื่อนไหวแบบใหม่ของร่างกาย การมีแรงกระแทกต่อขาที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับการเดินปกติประมาณ 3 เท่านี่คงไม่ใช่เรื่องสนุกของกล้ามเนื้อที่ไม่เคยถูกใช้งานลักษณะนี้มาก่อน ในขณะที่บางคนสามารถวิ่งได้เร็วกว่าและไม่เจ็บเลย เมื่อเริ่มวิ่งที่ระยะเวลาครึ่งเดือนเท่าๆกันด้วยว่าร่างกายอาจเคยได้เดินหรือวิ่งมาบ้างแล้ว แต่จะเจ็บหลังจากนั้นหรือเปล่า ก็ไม่อาจรู้ได้ คำตอบอยู่ที่สรีระร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน พฤติกรรมการใช้ร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนที่เริ่มออกกำลังใหม่ๆ หากยังไม่ต่อเนื่องเกิน 6 เดือน และหักโหมมากเกินไป จะมีโอกาสบาดเจ็บได้ง่าย เพราะถ้าน้อยกว่า 6 เดือน ร่างกายยังปรับตัวไม่ได้ และยังไม่ติดการออกกำลังกาย ซึ่งอาจทำให้ความสม่ำเสมอในการออกกำลังกายยังไม่มีเพียงพอ จริงๆแล้วร่างกาย “เริ่ม” ปรับตัวในช่วงเวลา 3 เดือน เริ่มในที่นี้คือ เริ่ม “จำ” การเคลื่อนไหวแบบซ้ำๆ แบบใหม่นี้ได้ เมื่อจำได้แล้ว จะเริ่มปรับมุมองศา…

สารพัดเหตุผล ของคนไม่ออกกำลังกาย

ในช่วงชีวิตที่ผ่านการพบเจอผู้คนหลากหลาย และด้วยหน้าที่การงานที่ต้องกระตุ้นให้ผู้คนที่เจอนั้นออกกำลังกาย จึงได้พบว่ามีเหตุผลมากมายจริงๆที่ถูกใช้ในการเป็นข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลังกายได้ เราจึงลองรวบรวมเหตุผลเหล่านั้นมาให้ดูพอเป็นพิธี และลองดูว่าตรงกับเพื่อนๆบ้างหรือเปล่านะคะ ไม่ชอบออกกำลังกาย: เหตุผลนี้ยากเหมือนกันนะ แต่เอ๊ะ! หรือเพราะว่าเพื่อนๆยังไม่เคยได้ลองออกกำลังหรือเปล่า หรือว่าอาจจะยังไม่เจอสไตล์การออกกำลังที่ชอบก็ได้ เช่น เพื่อนๆอาจเคยแค่ลองวิ่งบนลู่วิ่ง แต่ยังไม่เคยลองวิ่งในสวนสาธารณะ และเดี๋ยวนี้มีคลาสออกกำลังกายเยอะแยะ ลองชวนเพื่อนหรือพี่น้องไปลองเล่นด้วยกันนะคะ ไม่เคยออกมาก่อน: เหตุผลข้อนี้ออกแนวยากกว่าข้อ 1 ค่ะ นอกจากอาจยังไม่เคยลองออกกำลังแล้ว ยังไม่มีความคิดเรื่องออกกำลังในหัวเลย อืม…. อย่างนี้ต้องเริ่มลองนะคะ ก่อนอื่นให้เพื่อนๆลองหาแรงจูงใจในการออกกำลังค่ะ แล้วลองมองหาชนิดการออกกำลังกายที่เราสนใจก่อนนะคะ แล้วลองทำดู ช่วงแรกอาจจะรู้สึกถึงความยากลำบากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ขอให้อดทนอีกนิดนะคะ อย่างน้อย 1 เดือน เพื่อให้ร่างกายปรับตัวให้เคยชินกับการเคลื่อนไหวที่มากขึ้นค่ะ และอย่าออกกำลังหนักเกินไปนะคะ เพราะอาจทำให้บาดเจ็บได้ จนพาลไม่อยากออกต่อค่ะ ไม่มีเวลา: เหตุผลคลาสสิกเลยค่ะ ลองตั้งเป้าว่าจะออกกี่ครั้งต่อสัปดาห์ นานเท่าไหร่ต่อครั้ง เริ่มจากน้อยๆก่อน เช่น 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละไม่ต่ำกว่า…

ลุงคะ ลากหนูไปด้วย

เช้านี้ตื่นด้วยขนขี้เกียจเต็มตัว แต่ด้วยนัดกับคนสนิทไว้ กลัวเสียฟอร์มเลยต้องลุก คนสนิทมาเดินออกกำลังกาย ตัวข้าพเจ้าเลยต้องวิ่งเดี่ยว เหมือนขายังไม่ตื่น มันแข็งมาก วิ่งไปสักพัก ตัวเริ่มอุ่นได้ที่ ได้วิ่งแซงคุณลุงคนหนึ่ง อายุไม่น่าต่ำกว่า 65 ปี ดูจากการสับขา และเหงื่อที่โทรมตัว ก็รู้ได้ว่าคงวิ่งมาระยะหนึ่งแล้ว มองความเร็วขณะวิ่งแซง ฮะ!!! นี่มัน pace 5.41 เพิ่งวิ่งไป 10 นาทีเอง ช้าๆลงดีกว่า เดี๋ยววิ่งไม่ถึง 6.5 กิโลที่ตั้งใจไว้ สักพักคุณลุงจึงวิ่งนำ และนำห่างออกไป ขาเราเริ่มเริ่มสับยากขึ้น เมื่อเข้านาทีที่ 20 แต่ด้วยความที่เห็นคุณลุงยังอยู่ข้างหน้า เยื้องซ้ายนิดหนึ่ง ลองวิ่งตามดู เออ ก็พอไหวแฮะ เลยวิ่งตามคุณลุงไปเรื่อยๆ คุณลุงสับขาเร็วกว่า และสั้นกว่าเรา จังหวะสม่ำเสมอดังมาเดินเล่นในสวน  หยุดดื่มน้ำ 1…