Category: ประสบการณ์วิ่งมาราธอน

วิ่งบ้านๆ @ น่านนคร

ถ้าถามว่าโปรเจคนี้บ้าไหม ก็อยากจะตอบดังๆว่า “บ้ามาก” ในหลายๆแง่มุม เราไม่เคยคิดว่าในชีวิตจะทำอะไรแบบนี้จริงๆ เราลงวิ่ง Virtual run ของวิ่งทั่วไทยไว้ เราต้องวิ่ง 5 ภาค และเราวิ่งครบไปแล้ว 4 ภาค เหลือภาคสุดท้ายคือภาคเหนือ เราวางแผนเที่ยวน่าน 6 วัน คิดฝันจะไปวิ่งที่ อ.ปัว ท่ามกลางขุนเขา และอากาศเย็นๆ กับวิวทุ่งนาสีเขียว แต่ต้องฝันสลายเพราะพ่อแฟนต้องผ่าตัดกระทันหัน จึงจำเป็นต้องยกเลิกทริปทั้งหมด เลื่อนตัวเครื่องบิน เลื่อนที่พัก ยกเลิกเช่ารถ เลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด แรกๆก็ไม่ได้คิดอะไร ยกเลิกไปเพราะจำเป็น ก็เท่านั้น แต่มาเอ๊ะ เราต้องวิ่งอีก 1 ภาคนี่นา ทำยังไงดี ลาไว้แล้วด้วย ไม่มีวันหยุดเหลืออีกต่างหาก เลยตัดสินใจเปิดหาตั๋วเครื่องบินแบบไปเช้าเย็นกลับ เราได้เที่ยวบินขาไป ราคาถูกที่สุดคือ 900 บาทของนกแอร์ แต่เวลาบินคือ 12.55น. ไปถึงเวลา 14.05น. ถ้าเวลาเช้าตรู่ก็จะแพงขึ้นไปอีก มาดูเที่ยวบินขากลับ ได้ของ Air Asia เหลือเที่ยวบินสุดท้ายไม่กี่ที่นั่ง ราคาแพงหน่อย 2,300 บาท เวลาบินคือ 16.55น.กลับถึง กทม. ประมาณ 18.00น. คำนวณเวลาที่อยู่ที่น่านประมาณ 2.30 ชั่วโมง เพียงพอกับการวิ่งเก็บระยะ 10 กิโลเมตร เที่ยวบินไปน่านของ 2 สายการบินนี้ มีเพียงวันละ 3 เวลาเท่านั้น จึงทำให้หาเที่ยวบินไปกลับใน 1 วันยาก แถมเวลากระชั้นชิดมากด้วย ราคาจึงแพงมากด้วย การได้ราคาถูกหน่อยจากนกแอร์ถือว่าโชคดี อาจเป็นเพราะเป็นเที่ยวบินระหว่างวันด้วยนั่นเอง คิดไปมา ความบ้าอันดับแรกคือการยอมจองตั๋วเครื่องบินราคาแพง เพื่อไปเก็บระยะวิ่ง 10 กิโลเมตร ความบ้าอันดับสองคือการที่ต้องไปวิ่ง 10 กิโลเมตรในเวลาช่วงบ่ายของวัน ช่วงเวลา 14.00- 16.30 น. คือช่วงเวลาที่คำนวณไว้ ดังนั้นอุปกรณ์กันแดดจึงต้องพร้อม ทั้งหมวก ทั้งแว่น ส่วนชุดเราก็เสื้อมีแขน และกางเกงขาสั้นก็พอ รวมถึงขวดน้ำดื่มที่ขาดไม่ได้ เราวางแผนขับรถไปจอดไว้ที่สนามบิน ความกดดันแรกเกิดขึ้น เมื่อที่จอดรถเต็มแน่นทุกตารางนิ้ว โชคดีที่น้องเจ้าหน้าที่หาให้ได้ เพราะแจ้งน้องว่าเรามาเช้าเย็นกลับ ไม่ได้จอดค้าง น้องจึงพอหาที่สำรองไว้ให้จอดแทน ความกดดันสองเกิดขึ้นทันทีเมื่อไปถึงสนามบิน เชคอินแล้ว เจอภาวะล่าช้าของเครื่องบิน จากเวลา 12.55 เป็นเวลา 13.10 อันมีสาเหตุมาจากการจราจรในน่านฟ้าคับคั่งเกินเหตุนั่นเอง จากเวลาที่คำนวณ เดินทาง 1 ชั่วโมงจากเวลา 13.10น. เราจะไปถึงน่านเวลา14.10 น. ก็ยังพอรับได้ แต่เมื่อถึงเวลาเรียกขึ้นเครื่องกลับเป็นเวลา 13.15น. โชคดีผู้โดยสารน้อย เครื่องจึงได้ออกเวลา 13.30น. เราจะไปถึงน่านเวลา 14.30น. เราต้องกลับมาที่สนามบินภายในเวลา 16.30น. เพื่อเชคอิน เพราะเราไม่สามารถเชคอินออนไลน์ได้เนื่องจากที่นั่งเหลือคือที่นั่งฉุกเฉิน  แล้วเราจะวิ่งทันไหม ในเวลา 2 ชั่วโมง ท่ามกลางแดดร้อน และระยะทางที่ไม่แน่นอน แม้จะเปิดแผนที่กูเกิลเอาไว้แล้ว นี่คือคำถามที่เกิดในใจตลอดเวลาที่เดินทางไป  สุดท้ายเราปัดความคิดทุกอย่างทิ้ง ไหนๆก็มาขนาดนี้แล้ว ลุยให้เต็มที่ก็พอ เราเลยหลับเอาแรงในเครื่องระหว่างเดินทาง พอตื่นมาเห็นวิวทิวเขาของจังหวัดน่านอยู่ใต้เครื่องก็ตื่นตาตื่นใจแล้ว แอบเสียดายอยู่ลึกๆว่าไม่ได้ขับรถเลาะเข้าไปในขุนเขาเหล่านั้น เอาไว้ปีหน้าละกันนะ สุดท้ายเท้าเหยียบลงสู่จังหวัดน่านเรียบร้อยในเวลา 14.30 น. จริงๆด้วย เรารีบลงมาจากเครื่องให้เร็วที่สุด ไม่มีกระเป๋าใบใหญ่ นอกจากใบเล็กๆเป็นเป้จักรยานใบเล็ก ข้างในคือชุดเปลี่ยนตอนขากลับ เพราะคาดว่าเหงื่อจะออกเยอะจนไม่สบายตัว และของจุกจิกประเภทกุญแจรถ กุญแจบ้าน ขนมปังรองท้อง เสื้อคลุมกันหนาวแบบบางเบาไว้ใส่บนเครื่องบิน น้ำหนักรวมไม่เกิน 2 กิโลกรัมแน่ๆ เรามีแค่นั้น จึงพร้อมออกวิ่งทันที เราเปิดกูเกิลแล้วออกวิ่งตาม ระยะทางจากสนามบินถึงวัดภูมินทร์ที่เราปักหมุดไว้เป็นจุดหมายคือ 3.7 กิโลเมตร ถ้าวิ่งไปกลับก็ใกล้ๆ 10 กิโลเมตร ถ้าเดินๆวิ่งๆไปตามสถานที่ท่องเที่ยวในเมือง รวมก็จะได้ประมาณ 10 กิโลเมตร เราวิ่งออกมาจากสนามบินก็ได้ระยะทาง 1 กิโลเมตรนิดๆแล้ว เราวิ่งเหยาะๆไปตามทางริมถนน แดดเปรี้ยงพอใช้ได้ แต่รู้สึกว่ามีลมเย็นพัดผ่านปิวหนังให้ไม่ร้อนจนเกินไป ช่วงบ่ายสองแก่ๆอย่างนี้ เราหาที่ร่มวิ่งหลบแดดได้ยากจริงๆ พอวิ่งผ่านกิโลเมตรที่ 2 ถึง 3 เราก็มาถึงวัดแรกที่เราได้เล็งๆไว้ในกูเกิล แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายของนักท่องเที่ยวหรือเปล่า นั่นก็คือ “วัดสวนตาล” เราแวะเข้าไปถ่ายรูปเล็กน้อย ไม่ได้เดินเข้าไปกราบ “พระเจ้าทองทิพย์” พระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่ ด้วยเนื่องจากแดดร้อนมากๆ และอยากจะรีบเข้าไปถึงตัวเมืองก่อน เพื่อความสบายใจในระดับหนึ่ง ตอนนั้นเวลาในนาฬิกาบอกว่าเราวิ่งมาได้สัก 15 นาทีแล้ว จากสี่แยกวงเวียนตรงวัสวนตาล เราวิ่งออกมาทางขวา ตรงไปหาวัดภูมินทร์ ระหว่างทางเจอกับวัดหัวข่วง จึงแวะเข้าไปกราบพระสักหน่อย พระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ลักษณะพุทธศิลป์แบบท้องถิ่นล้านนา สกุลช่างเมืองน่าน เสาภายในพระอุโบสถเป็นสีดำแดง ลวดลายสวยงาม เมื่อมาถึงจุดนี้เราก็วิ่งมาได้ 4 กิโลเมตรแล้ว การได้เข้าไปกราบพระในวัด ถือเป็นการพักหลบแดดที่ดี แต่เราก็ไม่สามารถพักได้นาน เพราะตอนนั้นเวลาล่วงเลยมาที่ 15.00น. แล้ว ตรงข้ามกับวัดหัวข่วงคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน ซึ่งภายในบริเวณนี้ สิ่งที่เป็นสัญญลักษณ์การมาถึงของนักท่องเที่ยวคือซุ้มลีลาวดีทางด้านหน้าใกล้ประตูทางเข้า บริเวณนี้มีนักท่องเที่ยวมาเดินเล่นประปรายแล้ว เราจึงวานให้พี่ผู้หญิงคนหนึ่งช่วยถ่ายรูปให้หน่อย ภาพออกมาสวยงามจริงๆ นี่เรามาถึงน่านจริงๆแล้วนะเนี่ย ส่วนอาคารที่เป็นพิพิธภัณฑสถานสีเหลืองมีลวดลายสวยงามก็ถูกปิดอย่างเรียบร้อยเนื่องจากวันนี้เป็นวันจันทร์วันหยุดของพิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศนั่นเอง ซึ่งถือเป็นข้อดี เพราะเราเป็นคนชอบเดินพิพิธภัณฑ์มาก กลัวจะอดใจไม่ไหวเข้าไปเดินจนหมดเวลาจริงๆ เราไม่ได้เดินไปทางด้านวัดน้อย ซึ่งเป็นวัดเล็กๆในบริเวณนั้น เพราะหันมาเห็นอีกวัดหนึ่งที่เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางวันนี้นั่นคือวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ที่อยู่ตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์นั่นเอง วันนี้ฟ้าสวยมากๆ เล็งกล้องถ่ายตามแสงไปตรงไหนก็สวย พอเห็นวัดไกลๆแล้ว เราก็ทั้งเดินทั้งวิ่งเข้าไปหา วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เดิมชื่อ วัดหลวงกลางเวียง สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.1949 ที่โดดเด่นคือเจดีย์ช้างค้ำ ซึ่งเป็นศิลปสมัยสุโขทัย อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 20 รอบเจดีย์ มีรูปปั้นช้างปูนปั้น เพียงครึ่งตัวประดับอยู่โดยรอบ ภายในพระธาตุเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีลิกธาตุไว้ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปทองคำปางลีลา คือ พระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนี ซึ่งเป็นทองคำ 65% สูง 145 เซนติเมตร ส่วนตัววิหารเป็นสถาปัตยกรรมล้านนาไทย ซึ่งทำให้วัดที่น่านมีความโดดเด่นไม่เหมือนที่อื่น ตอนไปถึงวัด มีการประดับโคมหลากสี อดใจไม่ไหวที่จะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก เป้าหมายต่อไปคือวัดภูมินทร์ ซึ่งเดินเลยขึ้นมาจากวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหารอีกเล็กน้อย วัดภูมินทร์ เดิมชื่อ “วัดพรหมมินทร์” เป็นวัดที่แปลกกว่าวัดอื่น ๆ คือ โบสถ์และวิหารสร้างเป็นอาคารหลังเดียวกัน มีประตูไม้ทั้งสี่ทิศ แกะสลักลวดลายโดยช่างฝีมือล้านนาสวยงามมาก นอกจากนี้ฝาผนังยังมีภาพวาดแสดงถึงชีวิตและ วัฒนธรรมของยุคสมัยที่ผ่านมาตามพงศาวดารของเมืองน่าน วัดภูมินทร์สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2139 วัดภูมินทร์มีความแตกต่างที่ไม่เหมือนใครที่เห็นเด่นชัดคือ พระอุโบสถเป็นทรงจตุรมุข พระประธานจตุรพักตร์ คือพระพุทธรูปขนาดใหญ่ 4 องค์ หันพระพักตร์ออก ด้านประตูทั้งสี่ทิศ หันเบื้องพระปฤษฏางค์ ชนกันประทับนั่งบนฐานชุกชี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยด้านนอกทั้งสี่ทิศมีนาคสะดุ้งขนาดใหญ่แห่แหนพระอุโบสถเทินไว้กลางลำตัวนาค อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจ และทำให้เราอยากกลับมาดูแล้วดูอีกนั่นก็คือ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง หรือ “ฮูบแต้ม” ในวัดภูมินทร์เป็นชาดกในพุทธศาสนา แต่ถ้าพิจารณารายละเอียดของวิถีชีวิตของคนเมืองในสมัยนั้น มีภาพที่น่าสนใจอยู่หลายภาพ ภาพเด่น คือ ภาพปู่ม่านย่าม่าน ซึ่งเป็นคำเรียกผู้ชายผู้หญิงชาวไทลื้อในสมัยโบราณกระซิบสนทนากัน ผู้ชายสักหมึก ผู้หญิงแต่งกายไทลื้ออย่างเต็มยศ ภาพวาดของหนุ่มสาวคู่นี้มีความประณีตมาก ภาพนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่งามเป็นเยี่ยมของวัดภูมินทร์ นี่ขนาดเรามีเวลาแค่ไม่นานที่จะอยู่ชมความสวยงามของที่นี่ ภาพที่ถ่ายมาได้ก็มีมากมายเลยทีเดียว ตั้งใจว่าจะกลับไปเยี่ยมชมแบบไม่ต้องรีบจริงๆให้ได้อีกครั้งหนึ่ง ออกมาทางด้านนอกพระอุโบสท ก็เห็นรูปปั้นนี้ที่เมื่อ 8 ปีก่อน เรามาเที่ยวน่านถึง 2 ครั้งยังไม่มี และครั้งนั้นจะมีน้องนักเรียนมานำอธิบายภาพวาดแต่ละภาพ แต่ครั้งนี้ไม่พบเห็น การมาเยี่ยมชมน่านนครระยะสั้นมากๆนี้ เรายังสัมผัสได้ถึงความพยายามของเมืองน่านที่สนับสนุนการท่องเที่ยว แต่ก็ยังคงพยายามอนุรักษ์ความเป็นเมืองน่านดั้งเดิมเอาไว้ได้เป็นอย่างดี ที่บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวตรงข้ามกับวัดภูมินทร์ก็มีมุมจัดให้ถ่ายรูป และเป็นจุดขึ้นรถรางชมเมือง เราได้เห็นกลุ่มนักท่องเที่ยววัยกลางคนมาเที่ยวประมาณ 10 กว่าคน รอรถรางออกและถ่ายรูปกันอย่างคึกคักเราแวะซื้อถุงผ้ากลับมาเป็นที่ระลึก ฝากญาติที่ไม่ได้มาด้วยกันคราวนี้คนละถุง ราคาไม่แพง ถุงละ 10 บาทเท่านั้นเอง มองนาฬิกา เวลาล่วงเลยมา 1 ชั่วโมงแล้ว เรามีเวลาอีกเต็มที่ 30 นาที โดยไม่กดดัน แต่ระยะทางที่เหลืออีก 5 กิโลเมตรกดดันเรามากกว่า เราจึงออกวิ่ง มุ่งหน้าไปทางสนามบิน โดยที่ลืมแวะวัดมิ่งเมืองที่อยู่ด้านหลังวัดภูมินทร์ไปเสียสนิท วัดมิ่งเมืองเป็นที่ตั้งของเสาหลักเมืองน่านเสียด้วย พลาดไปอย่างน่าเสียดาย เราวิ่งเลาะมาอีกเส้นหนึ่งเพื่อจะได้แวะวัดหัวเวียงใต้เป็นวัดสุดท้ายก่อนกลับ ได้วิ่งผ่านร้านค้าต่างๆมากมาย ยังได้เห็นป้ายต่างๆข้างทางบอกกับนักท่องเที่ยวให้กลับมาเที่ยวอีก และแล้วก็มาถึงวัดหัวเวียงใต้ เป็นวัดเก่าแก่  มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าในปี พ.ศ. 2278 หรือ 2279 ท้าวสุทธะและแม่เจ้าใจได้อุทิศที่ดินและสร้างวัดหัวเวียงใต้ขึ้นเพื่อเป็นวัดประจำหมู่บ้าน  เป็นวัดที่สร้างด้วยอิฐถือปูน สำหรับพระประธานภายในโบสถ์ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลปะแบบพม่านั้น หม่องส่าหรือนายหม่อง วงศ์เครื่อง พ่อค้าไม้ชาวพม่าเป็นผู้สร้างถวาย กำแพงวัดมีอายุกว่า 160 ปี เป็นรูปพญานาค 2 ตัว เลื้อยอยู่บนกำแพง เสียดายอีกแล้วที่ไม่ได้เข้าไปไหว้พระประธานซึ่งเป็นศิลปะพม่าที่ทำให้วัดนี้ไม่เหมือนวัดอื่นเช่นกัน ข้างๆวัดหัวเวียงใต้มีศาลเจ้าจีนสวยเสียด้วย ครั้งหน้าถ้าได้มา ไม่พลาดแน่ๆ เราวิ่งกลับมาบรรจบกับวัดสวนตาลอีกครั้งที่แยกสวนสาธารณะบ้านช้างเผือก เพื่อวิ่งกลับสู่สนามบินน่านเส้นทางเดิมอีกประมาณ 3 กิโลเมตร ช่วงนี้แม้แดดจะยังออกอยู่ แต่เป็นช่วงบ่ายสี่โมง เราสามารถใช้เงาตึกเป็นร่มเงาขณะวิ่งได้ และลมที่พัดมาก็ยังเย็นสบายอีกต่างหาก แล้วแดดก็อยู่ข้างหลังเราแล้ว ทำให้การวิ่งกลับสนามบิน แม้ขาจะล้าไปบ้าง แต่ก็ยังถือว่าสบาย เราวิ่งสลับเดิน เพราะเริ่มหมดแรง เพื่อเข้าสู่อาคารผู้โดยสาร ไปเชคอินที่เคาน์เตอร์ Air Asia ได้ตั๋วมาเรียบร้อยแล้วก็เข้าห้องน้ำเปลี่ยนชุด ซื้อซาลาเปาทานรองท้อง กะว่าจะหิ้วท้องกลับไปหาอะไรทานที่สนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯบ้านเราแทน ระหว่างรอขึ้นเครื่องเราก็เดินเล่นในอาคารผู้โดยสาร เห็นภาพแขวนผนังขนาดใหญ่ เป็นสถานที่ที่เราวางแผนจะมาเที่ยวครั้งนี้ล่วงหน้าเป็นปีทั้งนั้นเลย เรากดหยุดนาฬิกาเมื่อครบระยะ 10 กิโลเมตรในอาคารผู้โดยสาร ถือว่าภารกิจหลักได้เสร็จสิ้นลงแล้ว แม้ว่าเราจะอดเที่ยวอย่างที่เราตั้งใจเอาไว้ แต่การอดเที่ยวครั้งนี้ก็ทำให้เราได้มาทำอะไรที่เราไม่เคยคิดว่าจะทำในชีวิต นั่นคือ “การบินมาเพื่อวิ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น” โอกาสนี้ ถ้าไม่ได้ยกเลิกทริปเดิมก็คงจะไม่ได้ทำอะไรแบบนี้จริงๆ เครื่องบินมาจอดรอเราแล้ว เจ้าหน้าที่เรียกเราขึ้นเครื่องแล้ว การมาวิ่งที่เมืองน่านครั้งนี้ รู้สึกถึงความใกล้ชิดของสถานที่ท่องเที่ยวระหว่างเส้นทางการวิ่ง วิ่งไม่ลำบาก ถนนไม่ใหญ่ รถไม่เยอะ สุนัขไม่มี วิ่งสบายๆกับลมเย็นๆ เราเชื่อว่าครั้งต่อไปที่มาเที่ยว เราจะไม่พลาดการออกวิ่งเช่นนี้อีกแน่ๆ…

เรายังไม่รู้หรอกว่าเราทำอะไรได้บ้าง หากไม่เคยลงมือทำ

เวลาได้ลองทำอะไรใหม่ แล้วเราทำได้ดีกว่าที่คิดไว้ มักจะทำให้ตัวเองแปลกใจได้เสมอว่า เอ๊ะ เราก็ทำได้นี่หว่า จริงๆแล้ว คนเรามักจะประเมินตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริงเสมอ เพราะถูกตีกรอบด้วยความกลัวนั่นเอง หลายครั้งที่เราไม่สามารถมองเห็นความเป็นจริงในใจของเรา เพราะมัวแต่ปิดใจ กับคำที่ตอกย้ำตัวเองทุกวันว่าเป็นไปไม่ได้หรอก แต่เคยถามตัวเองกันหรือไม่ว่า เป็นไปไม่ได้ หรือยังไม่เคยลงมือทำ เราเตรียมตัวไปวิ่งงาน CVT RUN 2018 มาประมาณ 3 เดือนแล้ว เพราะพี่สาวที่เรารัก “พี่แนน” อยากจะวิ่ง 10K แรก และอยากให้เราไปพาวิ่ง แน่นอนว่าเราก็อยากจะเป็นคนวิ่งเคียงข้างเป็นเพื่อนพี่แนน และเป็นคนพาพี่แนนเข้าเส้นชัยมินิแรกของพี่แนนให้ได้ หลังจากที่พาเข้าเส้น 5K มาแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน หลังจากสมัครไปแล้ว กลับพบว่า วันที่วิ่งตรงกับวันที่จะไปเที่ยวน่านกับที่บ้านพอดี เราเลยขายบิบและเสื้อไปอย่างเสียดาย แต่ก็พอรู้ว่าพี่แนนจะยังมีพี่สาวฝาแฝดวิ่ง 10K แรกไปด้วยกันแต่ก็เหมือนฟ้ากลั่นแกล้งไม่ให้ไปเที่ยวน่าน เนื่องจากคุณพ่อแฟนต้องผ่าตัดด่วนจากอาการไส้ติ่งอักเสบ ทำให้ต้องยกเลิกการเดินทางไปโดยปริยาย และเหมือนฟ้าเป็นใจในเวลาเดียวกัน เราสามารถไปวิ่งกับพี่แนนได้แล้ว แต่เราไม่มีบิบนี่สิ และทางผู้จัดก็ปิดรับสมัครเนื่องจากเต็มแล้ว เราจึงเริ่มกระบวนการตามหาบิบ คราวนี้ขอแค่บิบไม่เอาเสื้อก็ได้ การตามหาบิบของเราในกลุ่มวิ่งไหนดี และวิ่งให้ทันทำให้เราค้นพบความใจดีของเพื่อนนักวิ่งด้วยกันอีกมาก มีคนติดต่อเรามาถึงสองคนเพื่อเสนอบิบให้ฟรีๆ ชนิดว่าค่าส่งก็ไม่ยอมรับ พี่คนที่ส่งบิบมาให้ชื่อใน FB คือ “น้องเบลล์ ปัญญาดิลกพงศ์” ส่งมาแบบ EMS ให้อย่างทันใจมาก ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย ส่วนพี่ผู้หญิงอีกคนติดต่อมาทีหลัง เพื่อจะส่งบิบให้ฟรีๆเช่นกัน เลยปฏิเสธไป เพื่อให้พี่เค้าเอาไปให้คนอื่นที่ตามหาอยู่เหมือนเราสรุปแล้วเราก็ได้เข้าร่วมงานตามที่ใจต้องการ หลายคืนวันก่อนงาน เราต้องนอนเฝ้าคุณพ่อที่โรงพยาบาล ทำให้นอนหลับไม่สนิท วันเสาร์ได้กลับบ้าน จึงนอนกลางวันยาวมาก ทำให้ตอนกลางคืนที่ควรนอนเร็วเพื่อเตรียมตัวไปวิ่ง ปกติเราจะนอนสามทุ่ม กลายเป็นว่าตาสว่างจนตีหนึ่ง ได้วูบหลับไปแค่ครึ่งชั่วโมง แล้วก็ตื่นตาสว่างจนตีสามครึ่ง ตัดสินใจลุกมาแต่งตัว เตรียมไปงานเลยดีกว่า เราทานชิฟฟอนเค้ก 2 ชิ้นเล็ก แล้วเรียกแท๊กซี่ไปงาน จากบ้านถึงโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที แต่คุยกับแท๊กซี่เพื่อไปจุดหมายปลายทางนานกว่า เพราะแท๊กซี่ไม่รู้จัก กว่าจะคุยรู้เรื่องว่าคือโรงพยาบาลทหารเรือ ก็งงและหัวเราะกันอยู่ 2 คน เพราะรู้จักกันคนละชื่อเราไปถึงงานก่อนเพื่อน นอกจากพี่แนนแล้ว วันนี้ยังมีเพื่อนปุ้ยที่เราออกแบบโปรแกรมซ้อมวิ่งเพือไปมาราธอนมาด้วย วันนี้คือวันวิ่งทดสอบระยะ 10K ของปุ้ย เราเลยบอกปุ้ยให้เต็มที่กับมัน จะได้ดูเวลากันอีกทีว่าทำได้ขนาดไหน เพื่อนำมาเป็นข้อมูลปรับโปรแกรมซ้อมหากจำเป็น เพื่อนปุ้ยวางแผนให้ตัวเองว่าจะวิ่งตามลูกโป่ง Pacer 80 นาที และถามเราว่าลูกโป่งสีอะไร เราเองเห็นผ่านๆว่ามี Pacer ในงาน เป็นน้องทหารเรือมาวิ่งให้ น้องผูกลูกโป่งแยกสีแต่ละระยะ และพิธีกรก็ได้ประกาศหลายรอบว่าลูกโป่งแต่ละสีคือเวลาเท่าไร แต่เราไม่ได้สนใจฟัง พอปุ้ยถามเราเลยงงว่าทำไมต้องถาม ให้วิ่งตามตัวเลขที่อยู่ที่ลูกโป่ง และปุ้ยก็เฉลยมาว่าที่ลูกโป่งมันไม่มีตัวเลขบอก มีแต่คำว่า CVT Run เป็นงั้นไป เลยบอกปุ้ยให้ดูเวลา Lap time ในนาฬิกาแทน ถ้าวิ่งเพซ 8 ก็ให้จบทุกกิโลเมตรด้วย 8 นาที ถึงเวลานั้นจะเห็นกลุ่มลูกโป่งที่ต้องการเอง หลังจากนั้นเราก็มาโฟกัสที่พี่แนน พี่แนนมาถึงงานด้วยเวลาเฉียดฉิวปล่อยตัวมาก เพราะรถติด ต้องลงวิ่งมาจากแยกมไหศวรรย์ ถือเป็นการอบอุ่นร่างกายไปในตัว เวลาปล่อยตัวคือ 5.15 น. และก็ปล่อยตรงเวลา  เส้นทางวิ่งวันนี้จะได้วิ่งไปกลับสะพานกรุงเทพเก่า ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของงานนี้ พี่แนนเคยซ้อมถึง 6 กิโลเมตรมาแล้ว และก็ไม่ใช่พวกบ้าพลังอะไร เราเลยไม่ห่วงเรื่องการบาดเจ็บจากการพยายามวิ่งมากเกินไป แต่ห่วงตรงที่พี่แนนมีอาการเจ็บสะโพกจากการนั่งผิดท่ามาระยะหนึ่งแล้ว และไม่แน่ใจว่าจะเจ็บมากขึ้นหรือไม่ ถ้าวิ่งเกินระยะซ้อม เราเลยบอกว่าให้วิ่งไปเรื่อยๆเท่าที่รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย ถ้าหอบมากให้เดิน หลังจากหายเหนื่อยก็วิ่งต่อ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าเจ็บสะโพกก็ให้เดินด้วย เราชวนพี่แนนคุยมาเรื่อยๆตลอดทาง คอยเชคอาการหอบ ถ้ารู้สึกหอบมาก พูดไม่ค่อยไหว ก็จะบอกให้เดิน พี่แนนทำอย่างนี้มาได้เรื่อยๆจนถึงกิโลเมตรที่ 7 กลับตัวมาเรียบร้อยแล้ว กำลังจะต้องขึ้นสะพานกรุงเทพขากลับ ด้วยความที่พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว แดดยังไม่แรงเกินไป ฟ้าสวย และยังเห็นพระจันทร์อยู่ เลยชวนพี่แนนหยุดเซลฟีสักพัก แล้วเดินขึ้นสะพาน ตรงสะพานนี้มีเพื่อนนักวิ่งหยุดถ่ายรูปวิวสะพานกันมากพอสมควร เราถามพี่แนนจะหยุดไหม พี่แนนไม่อยากหยุด เลยไปกันต่อ ช่วงสะพานนี้เองที่มีตากล้องเยอะมาก เลยบอกพี่แนนให้วิ่งเป็นช่วงๆที่มีตากล้อง จะได้ได้ภาพสวยๆมาเก็บไว้เป็นที่ระลึก มินิแรกเราก็อยากจะให้พี่แนนจดจำมันได้ดี ไม่เหมือนเรา วิ่งมินิแรกคนเดียวในงานเล็กๆช่วงยุคสมัยที่มีตากล้องน้อยมาก วิ่งลงสะพานมาแล้ว ก็ถึงแยกมไหศวรรย์อีกรอบ ตรงนี้พี่แนนเริ่มมีอาการเจ็บสะโพกซึ่งเป็นของเดิมที่มีอยู่แล้ว จึงให้พี่แนนเดิน เก็บแรงไว้ตอนใกล้เส้นชัยไม่กี่ร้อยเมตรแล้วค่อยวิ่งเข้าเส้น จะได้มีภาพสวยๆให้ดู เพราะน่าจะมีตากล้องอยู่ช่วยถ่ายรูปให้ แรกๆเล็งว่าจะถ่ายรูปกับป้ายอีก 9 กิโลเมตร แต่ป้ายดันอยู่ตรงแยกมไหศวรรย์ ซึ่งไม่สามารถข้ามไปถ่ายได้ เลยมาถ่ายที่ป้ายอีก 200 เมตรจะถึงเส้นชัยกันแทน หลังจากนั้นพี่แนนก็ออกวิ่งเก็บอีก 200 เมตรนี้ เพื่อเข้าเส้นชัยตามที่คาดหวังไว้ เราเจอช่างภาพเลยจับมือพี่แนนชูขึ้นสูง เย้! พี่ทำได้แล้ว งานนี้เหรียญงาม สีสวย มีรายละเอียด เรารับเหรียญแล้วก็ไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ และเดินไปหาอะไรทาน งานนี้จัดซุ้มอาหารแยกออกจากบริเวณเส้นชัยพอสมควร ทำให้ไม่แออัดอยู่ที่เส้นชัยมากนัก อาหารมีให้เลือกหลากหลายมาก เห็นมีไม่ต่ำกว่า 6 ซุ้มที่สามารถเลือกหยิบทานได้โดยไม่จำกัด แต่เนื่องจากคนเยอะมาก และเพื่อนเรารอแล้ว เราคว้าข้าวต้มได้ คว้าปาท่องโก๋ได้ ก็ซัดไปเดินไป รับของที่แจกมาได้ในมือ คือนมโฟร์โมสต์ และถั่วโก๋แก่ เสร็จแล้วก็เดินไปหาเพื่อนปุ้ยที่รออยู่ เพื่อนปุ้ยวิ่งเสร็จนานแล้ว ทำลายสถิติเดิมของตัวเองเรียบร้อยเลยถ่ายรูปเป็นที่ระลึกสักหน่อย หลังจากแยกย้ายกันแล้ว ตามธรรมเนียมก็ต้องมาดูสถิติกันเล็กๆน้อยๆให้สบายใจ สถิติวันนี้เพื่อพี่แนนเลยนะ วิ่งกันไป 10.28 กิโลเมตร ใช้เวลา 1:43:00 นาที ได้เพซเฉลี่ย 10:01 นาทีต่อกิโลเมตร ช่วงโซนของหัวใจเราไม่ต้องพูดถึง 1 ถึง 2 แน่ๆ ไม่มีความเหนื่อยเลย เหงื่อออกน้อยมาก มีวิ่งเร่งบ้างตอนต้องข้ามแยก เพราะวิ่งๆเดินๆ หลังๆเดินซะเยอะ จำนวนก้าวต่อนาทีจึงหลากหลาย ส่วนเรื่องความสูง 2 ยอดแหลมๆก็น่าจะตอนขึ้นลงสะพานกรุงเทพเก่า แต่ทำไมถึงไม่เท่ากันก็ไม่อาจรู้ได้ อากาศยามเช้าไม่ต้องห่วง สบายๆ 28 ถึง 30 องศา วิ่งเสร็จแดดเพิ่งเริ่มออก ดีตรงที่ปล่อยตัวเร็ว เส้นทางวิ่งก็เรียบง่ายตรงไปตรงมา วิ่งออกจากโรงพยาบาลมุ่งหน้าแยกมไหศวรรย์ขึ้นสะพานกรุงเทพเก่า วิ่งยาวตามทางถนนพระราม 3 ไปจนถึงใต้สะพานแขวนก็กลับตัววิ่งกลับทางเดิม จริงๆแล้ว เส้นพระราม 3 นี่ก็น่าวิ่งอยู่นะ พอปิดถนนหนึ่งเลน ก็ถือว่ากว้างขวางไปแออัดจนเกินไป ติดแต่บางตำแหน่งมีรถจอดข้างทาง ทำให้ต้องวิ่งหลบ และเสี่ยงกับรถที่สัญจรในช่องทางปกติที่ไม่ได้ปิดไว้ งานนี้โดยรวมจัดได้ดี เส้นทางจราจรปิดได้ดี วิ่งกลางเมืองอย่างนี้ เราก็ยังแอบขอโทษผู้สัญจรทางถนนตามปกติ เพราะต้องจอดรอนักวิ่งกันนานพอสมควร ที่เหลือเรื่อง อาหาร น้ำ ปล่อยตัวตรงเวลา การบริการของเจ้าหน้าที่ดี เท่านี้ก็พอแล้วเนอะ อ่อ อีกอย่าง Pacer ที่เป็นทหารก็ดีนะ มีร้องเพลงตอนวิ่งด้วย ดูฮึกเหิมดี แต่ควรติดเลขเวลาที่ลูกโป่งนะคะ จบงานนี้ หันไปมองหน้าพี่แนน ถึงรู้ว่าเหนื่อยและปวดสะโพก แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความมั่นใจ เราเชื่อว่า บางเสียงในใจพี่แนนที่เคยพูดเกี่ยวกับการวิ่งให้พี่แนนฟังได้เปลี่ยนไปแล้วตลอดกาล ระยะทาง 10 กิโลเมตร ยาวและนานเพียงพอที่จะทำความรู้จักกับเสียงในใจตัวเอง เมื่อทำได้ตามที่ตั้งใจไว้แล้ว การมองตัวเองของพี่แนนจะเปลี่ยนไปแน่นอน  หากเมื่อลงมือทำสำเร็จแล้ว ลองทบทวนความคิดในใจเราเองอีกครั้ง เราก็จะพบว่า คำว่าเป็นไปไม่ได้ ได้หายไปแล้ว บางที ความสำเร็จที่ได้มา เรายังคงคิดว่า เราฝันไป นั่นคือความน่ากลัวของการยึดมั่นถือมั่นกับคำว่าเป็นไปไม่ได้นั่นเอง จงยอมรับความจริง ว่าเราก็อาจจะทำบางอย่างได้ดี แค่เพียงวางแผน ฝึกซ้อม หาข้อมูล เตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกไปไขว่คว้ามัน บางครั้ง ความสำเร็จมันก็ง่ายนิดเดียว แค่เราเปิดใจ ขอให้เพื่อนนักวิ่งเอาชนะความกลัวในใจตัวเอง แล้วออกไปคว้าฝันกันได้ทุกคนนะคะ25 พ.ย. 2561

กล้าที่จะวิ่ง กล้าที่จะให้

ในช่วงเวลาที่เรากำลังบ้าวิ่ง Virtual run จนเริ่มจะเบื่อ เพราะลักษณะงานเดิมๆคือ กำหนดระยะทางให้วิ่งให้ครบ แล้วก็จะได้รางวัลไป เป็นรางวัลที่เราออกเงินสมัคร และได้มาเป็นของตัวเอง อาจจะเป็นงานที่มีหรือไม่มีการบริจาคให้ใคร และส่วนใหญ่จะพบว่าไม่มีการกุศล จนมาเจอกับงาน Virtual run งานนี้ ทำให้เราควักเงินจ่ายเพื่อเข้าร่วมได้อย่างสบายใจมากขึ้น งานนี้ไม่มีตัวเลขระยะทางกำหนดให้เก็บ เพราะเราสามารถวิ่งมากเท่าไรก็ได้ เพียงแต่ทุกระยะทาง 1 กิโลเมตรที่วิ่งได้ จะกลายเป็นเงินบริจาค 1 บาท มอบให้กับมูลนิธิคนพิการไทย (สูงสุด 500,000 บาท) เพื่อนำไปทำวีลแชร์มูลค่า 6,000 บาทต่อคัน ชื่องานนี้คือ “Allianz Ayudhya World Run Thailand Series 2018 – Virtual Run” เริ่มเก็บระยะกันตั้งแต่ 26 กรกฎาคม – 25 ตุลาคม 2561 จัดโดยบริษัทประกันภัย Allianz Ayudhya ตามชื่องานเลยค่ะ นอกจากจะได้เงินบริจาคแล้ว ทุก 1 กิโลเมตรที่วิ่งได้ จะกลายเป็น 10 แต้มในแอพพลิเคชัน Healthy Living ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ และสามารถนำคะแนนที่ได้ไปแลกของรางวัลมากมาย การเข้าร่วมวิ่งมี 2 ประเภท ประเภทแรกคือทีมร่วมด้วยช่วยวิ่ง (Free Runner) ไม่ต้องเสียค่าสมัคร และประเภทที่สองคือ ทีมร่วมด้วยช่วยบริจาคและช่วยวิ่ง (Donator) มีค่าสมัครและบริจาค 450 บาท แบ่งเป็นเงินสมทบทุนบริจาค 100 บาท ให้กับมูลนิธิเพื่อคนพิการไทย โดยนักวิ่งที่ร่วมบริจาคเงินจะได้รับเสื้อและเหรียญที่ระลึก พร้อมประกันอุบัติเหตุจากอลิอันซ์ ประกันภัย ซึ่งให้ความคุ้มครองนานกว่า 90 วัน เริ่มตั้งแต่ 26 กรกฎาคม – 31 ตุลาคม 2561 เนื่องจากเราสมัครหลังวันที่ 20 ก.ค. 61 จึงไม่สามารถเลือกให้ส่งเสื้อทางไปรษณีย์ได้ เราจึงต้องไปรับเสื้อและเหรียญที่กิจกรรม Kick off ซึ่งจัดที่สวนลุมพินี วันที่ 26 กรกฎาคม 61 เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งในเวปไซท์ได้บอกไว้แค่ว่า รับเสื้อและเหรียญ ส่วนกิจกรรม Kick off เราเข้าใจเอาเองว่า คงมีการจัดซุ้มอะไรบางอย่างให้ร่วมสนุกสนาน เราก็แค่ไปรับเสื้อและเหรียญกลับบ้านไปเป็นที่ระลึกก็พอ แต่เราก็คิดว่าไหนๆก็ไปสวนลุมแล้ว เตรียมชุดไปวิ่งต่อเลยก็น่าจะดี กลายเป็นว่าพอไปถึง เจ้าหน้าที่แจกแต่เสื้อ ไม่แจกเหรียญ บอกว่าต้องร่วมวิ่ง 5 กิโลเมตรก่อน ถึงค่อยได้รับเหรียญ เราก็แอบเคืองๆนิดหนึ่งว่า ในเวปไซท์ ไม่เห็นบอกว่าต้องเข้าร่วม บอกแค่ให้มารับเสื้อและเหรียญเท่านั้น ว่ากันตามจริงแล้ว เราจะขอรับไปเลยก็ได้ แต่ก็เห็นว่าเราเองก็เตรียมชุดมาแล้ว จึงยอมเข้าร่วม ไปเปลี่ยนเสื้อมา เสื้อก็ตัวใหญ่กว่าที่ลงทะเบียนไว้พอสมควร แต่ชอบคำพูดข้างหลังเสื้อที่สกรีนคำว่า “Dare to move” ใหญ่ๆเอาไว้มากกว่า เป็นพลังให้ใจได้ดี ก่อนการปล่อยตัวทางผู้จัดได้แจ้งว่าจะปล่อยตัวตามสีบิบที่ได้รับ ดูลักษณะงานเหมือนทางผู้จัดเกณฑ์พนักงานมาเข้าร่วมเยอะพอสมควร และเป็นการจัดกิจกรรมภายในบริษัทด้วย จึงมีการแยกสีเหมือนกีฬาสี ปล่อยตัวตามสี เพื่อป้องกันคนไปวิ่งออหรือเบียดกัน พนักงานเองก็ดูตื่นเต้น ทำให้คึกคักกันน่าดู ซึ่งก็เป็นบรรยากาศงานที่น่ารักดีนะคะ นอกจากนี้ทางผู้จัดยังแจ้งว่า นักวิ่งที่วิ่งเข้าเส้นชัยก่อน อันดับที่ 1 – 20 แยกชายหญิง (จำอันดับไม่ได้ว่ามีแจกกี่อันดับ แต่คุ้นๆว่าประมาณนี้) จะได้รับผ้าขนหนูเพิ่มอีกคนละหนึ่งผืน อันนี้ก็แอบน่าสนใจ เราก็ประเมินคนมาร่วมวิ่ง ดูเป็นพนักงานในบริษัทซะเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่นักวิ่งขาวิ่งแบบเรามากนัก เลยคิดว่าน่าจะมีโอกาสคว้าผ้าขนหนูมาเล่นๆ จริงๆก็แค่เพิ่มกำลังใจในการวิ่งให้มีมากขึ้นกว่าเดิมอีกเล็กน้อย พอปล่อยตัวเราก็สับขาเลย แค่ 5 กิโลเมตร วิ่ง 2 รอบสวนลุมเอง สำหรับเราสบายมาก และก็เป็นไปตามคาด เราเข้าเป็น 1 ใน 20 คนที่ได้รับผ้าขนหนูไปตามระเบียบ หลังจากเข้าเส้นชัย ได้รับเหรียญแล้วก็รู้สึกร้อนมาก เดินหาน้ำมาดื่มแล้วก็เหลือบไปเห็นมีไอสกรีมแท่งรสชาเย็นที่เราโปรดปรานด้วย เลยคว้ามาทานสองแท่ง ส่วนของกินเป็นอะไรเราก็จำไม่ได้แล้ว จำได้แค่ว่าได้ทานจนอิ่ม แล้วค่อยกลับบ้านอย่างสบายท้อง การวิ่งระยะทาง 5.32 กิโลเมตรวันนี้ ใช้เวลาไปเพียง 31.06 นาที ความเร็วเฉลี่ย 5.51 นาทีต่อกิโลเมตร ความเร็วนี้เพราะผ้าขนหนูเลยนะเนี่ย การเก็บระยะทางของงานนี้ทำได้ง่าย เพียงแค่ไปทำการเชื่อมต่อระหว่างแอพพลิเคชัน Healthy Living กับแอพพลิเคชันที่เพื่อนๆใช้วิ่งเก็บระยะที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ซึ่งเราใช้ Endomondo เชื่อมกับนาฬิกา Garmin อยู่แล้ว และเพียงเข้าไปกดร่วม Challenge ใน Endomondo เมื่อเราทำการซิงค์ข้อมูลจากนาฬิกาลง Endomondo ระยะทางรวมไม่ว่าจะเป็นวิ่ง Outdoor หรือ Indoor ก็จะไปอัพเดทใน Challenge อัตโนมัติ สบายมากๆเลยค่ะ จากวันที่ 26 กรกฎาคม 61 มาจนถึงวันนี้ที่จบโครงการคือวันที่ 25 ตุลาคม 61 เราวิ่งได้ระยะทาง 627 กิโลเมตร และมันจะกลายเป็นเงิน 627 บาทที่มูลนิธิคนพิการไทยจะได้รับไป รวมกับเงินอีก 100 บาท ค่าสมัคร ก็จะเป็น…

การออกกำลังก็เหมือนการดูแลความรัก ไม่ต้องจัดหนักแต่ต้องสม่ำเสมอ

มาอีกแล้วกับงานวิ่งที่ลงวิ่งเพราะอยากได้เหรียญ ไม่มีเหตุผลใดๆทั้งสิ้น นอกจากวันอาทิตย์ได้หยุด และควรจะหางานวิ่งสักงานเข้าร่วม และก็พอดีที่งานนี้มีเหรียญรูปทรงเก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร งานวิ่งนี้มีชื่อว่า “CUCA Run” จัดโดยสมาคมศิษย์เก่าคอมพิวเตอร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีออแกไนซ์เซอร์ Fabmotion มาช่วยจัดงาน แรกๆงานนี้จะจัดที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ แต่มาแจ้งเปลี่ยนสถานที่จัดงานช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันงาน เพราะทางจุฬาฯต้องใช้พื้นที่คณะจัดงานอื่น เราเลยได้เริ่มต้นวิ่งจาก Stadium One แทน จุดประสงค์ของงานนี้ก็เหมือนกับงานอื่นทั่วไปคือ ส่งเสริมให้คนมาออกกำลังกายแทนที่จะนั่งหน้าจอคอม รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะใช้เป็นทุนในการส่งเสริมกิจกรรมและการวิจัยด้านคอมพิวเตอร์ เราต้องไปรับเสื้อวิ่งก่อนวันงาน 1 วัน แรกๆไม่รู้จัก Stadium One ว่าอยู่ตรงไหน รู้แต่เดินจากรถไฟฟ้าสนามกีฬาได้ แต่ไม่รู้ว่าไกลขนาดไหน จริงๆแล้วก็ไม่กี่ร้อยเมตรเองค่ะ เมื่อเสื้อพร้อม บิบพร้อม ก็เตรียมตัวนอนให้พอ ถึงวันงานตื่นมาทำกิจวัตรเช่นทุกที เนื่องจากตื่นเวลาใกล้กับจะปล่อยตัวมากๆ เลยต้องรีบออกมาเรียกแท๊กซี่ จากบ้านไปถึงสถานที่จัดงานก็แค่ 10 นาที แต่ตอนจะหยิบเงินจ่ายค่าแท๊กซี่ถึงเพิ่งรู้ตัวว่า ลืมเอากระเป๋าเงินมา ล้วงๆควักๆหาเหรียญในกระเป๋าอยู่นานรวบรวมมาได้ 45 บาท แต่มิเตอร์โชว์ 50 บาท พี่แท๊กซี่ใจดีบอกไม่เป็นไร เราก็เลยขอบคุณยกใหญ่ ก่อนวิ่งหน้าตั้งไปฝากกระเป๋า แล้วอบอุ่นร่างกาย จริงๆเราขอเบอร์บัญชีพี่เค้าเพื่อโอนเงินให้ ขอยังไงก็ไม่ยอมให้แถมบอกอีกว่า สามร้อยก็เคยเจอมาแล้ว เราก็บอกไม่ได้สิ ของมันต้องจ่าย พี่เค้าก็ไม่ยอม สุดท้ายได้ให้เงินบ้างก็ยังดี ขอบคุณพี่แท๊กซี่ใจดีมากๆนะคะ เมื่อถึงเวลาปล่อยตัวก็วิ่งไปตามที่ใจคิด มาวิ่งครั้งนี้กะว่าไปเรื่อยๆไม่มีแผน อยากเร็วก็เร่ง เหนื่อยก็ผ่อน ก็แค่นั้น ทำเหมือน Speed play หรือ Fartlek นั่นเอง พอไม่หวังผลใดๆ อะไรมันก็ผ่อนคลาย วิ่งมีความสุขมากๆจริงๆ พอเข้าเส้นก็รับเหรียญตามระเบียบ เหรียญรูปแผ่นฟล็อปปี้ดิสก์ที่เด็กๆสมัยนี้คงไม่เคยเห็นของจริงแล้ว นอกจากรูปไอคอนตอนจะเซฟในการใช้งานไมโครซอฟท์ เราเดินหาของกินอยู่พักใหญ่กว่าจะเจอเต๊นท์อาหารซึ่งหลบไปอยู่ข้างหลังบริเวณที่เค้าจัดงาน ได้รับปูอัดมาชิ้นใหญ่ นอกนั้นเห็นเป็นขนมปังชิ้นเล็กๆ และดูจะถือทานยากเพราะเราต้องไปพาเพื่อนวิ่งต่อ เลยไม่รับแล้วไปหาเอาข้างหน้าดีกว่า…

การเดินไม่น่าอาย หากร่างกายเรายังไม่พร้อม

หลังจากไปเป็น Pacer ให้กับงานธัญญรักษ์มินิมาราธอนช่วงเช้า ช่วงบ่ายแม้จะมีสมัครงานวิ่งไว้ก่อนหน้างาน Pacer แต่เราก็ขอมาร่วมงานช่วงบ่าย ไม่ว่าร่างกายจะเป็นอย่างไร เพราะสาเหตุของการร่วมงานนี้ก็คือเสื้อและเหรียญที่สวยงาม เสื้อวิ่งนี่ไม่เท่าไหร่ แต่การจะได้เหรียญสวยๆมา ก็ต้องเข้าร่วมเท่านั้น แต่เพื่อความชัวร์ว่าจะมีคนสานต่อระยะทางของเรา ในกรณีที่เราไปต่อไม่ไหวจริงๆ ก็เลยชวนเพื่อนปุ้ย ผู้ซึ่งยอมเป็นลูกศิษย์ให้เราจัดโปรแกรมซ้อมให้มาวิ่งด้วยกัน เพื่อนปุ้ยรับคำอย่างว่าง่าย หรือเลี่ยงไม่ได้ก็ไม่รู้ ไม่ถามซ้ำ รีบนัดเลย งานที่กล่าวถึงนี้คืองาน Coffee Run ซึ่งจัดโดยทีมงานรันลา ที่ชอบเพราะออกแบบธีมงานได้น่ารัก เสื้อสีน้ำตาลกาแฟ ให้แก้วกาแฟคนละใบ เหรียญสีกาแฟ รับสมัคร 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะอเมริกาโน่ (10K) ระยะมอคค่า (5K) และระยะลาเต้ (2.5K) แค่ตั้งชื่อก็แนวแล้ว รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้โรงพยาบาลแม่สะเรียง สถานที่จัดงานใกล้ๆบ้านคือสวนลุมพินี เวลาปล่อยตัวคือบ่ายสี่โมงเย็น เราวิ่งจบจากงานตอนเช้า กลับบ้านไปนอนพักได้ไม่นาน ก็ต้องออกมาทำธุระ แล้วค่อยไปเจอกับปุ้ยที่งานเลย ช่วงบ่ายสี่ แดดยังส่องแสงเปรี้ยงสร้างความอบอ้าวอยู่เลยแต่ก็คิดว่า เอาน่า วันนี้ต้องวิ่งให้ได้อย่างน้อย 15 กิโลเมตรตามที่ตั้งใจไว้ เพราะกะจะส่งผลวิ่งให้งาน Virtal run อีกงานด้วย แต่เพื่อความชัวร์ เผื่อว่าวิ่งไม่จบ เลยให้บิบกับปุ้ยไว้ ให้ปุ้ยวิ่งเป็นหลัก เราจะหยุดเมื่อไรก็เมื่อนั้น เมื่อถึงเวลาปล่อยตัว เราก็ออกวิ่งไปพร้อมๆกับปุ้ย ใช้ความเร็วของปุ้ยเป็นหลัก เนื่องจากเป็นวันซ้อมโซน 2 ของปุ้ย ความเร็วจึงอยู่ในช่วงที่ช้ามากๆ แต่เราก็บอกปุ้ยแล้ว ไม่ไหวให้เดิน เริ่มต้นเราจึงไปด้วยกัน วิ่งเหยาะๆไปเรื่อยๆ ชวนปุ้ยคุยเรื่อยเปื่อย พอเสียงเพื่อนเริ่มหอบถี่ ก็ถามว่าจะเดินไหม คำตอบคือเดิน เพราะมองนาฬิกาแล้ว หัวใจพุ่งไปโซน 4 เรียบร้อย ด้วยเพื่อนปุ้ย ไม่ค่อยได้ออกมาวิ่ง Outdoor จึงทำให้ไม่ค่อยได้เจออากาศร้อนเช่นนี้ซึ่งมีผลในการกระตุ้นหัวใจมากขึ้น เราจึงบอกปุ้ยว่าให้จับความรู้สึกเป็นหลัก ให้ใช้ความรู้สึกเหนื่อยน้อยๆเป็นสำคัญ วิ่งไปๆเรื่อยๆเจอพี่พงษ์แห่ง Papa Colorful เรียก เลยได้ภาพสวยๆกันมาอีกชุด เราวิ่งๆไปได้ครบ 4 กิโลเมตร ก็ปล่อยปุ้ยวิ่งต่อไปให้จบงาน ส่วนเราก็เดินๆคลานๆไปตามประสาจนกว่าจะครบ 5 กิโลเมตร ปุ้ยวิ่งเข้าเส้นแล้วก็เลยไปรับเหรียญมาให้ สวยงามตามประสางานเล็กๆ เหรียญมีด้านเดียวค่ะ เสร็จแล้วก็เลยไปรับอาหารมานั่งทานกัน เรารับข้าวเหนียวหมูมา กลายเป็นว่ามีกลิ่นออกจะเสียแล้วเลยไม่ได้ทาน ดื่มแต่น้ำเอา จะเอาของที่ฝากไว้ก็แถวยาวมาก ด้วยระบบวางของที่ไม่ดี น่าผิดหวังกับผู้จัดที่มีประสบการณ์ พี่พงษ์เดินเลยผ่านมาเลยเก็บรูปให้เพิ่มเติม เป็นรูปได้เหรียญมาเพราะเพื่อนช่วยซะด้วยนะ กิจกรรมทั้งยามเช้าและบ่ายวันนี้ได้สอนให้รู้ว่า การเดินไม่น่าอาย หากร่างกายเรายังไม่พร้อม วิ่งตอนร่างกายไม่ยอม คือความพร้อมต่อการบาดเจ็บ สุขสันต์วันร่างกายเพลียแต่ไม่เจ็บละกันนะคะ ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีร่างกายที่พร้อมในวันหนักๆกันนะคะ 24 มิ.ย. 61

ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย

หลังจากการรอคอยอันยาวนาน 3 ปี ในที่สุดเราก็สามารถทำตามความฝันอีกหนึ่งอย่างได้แล้ว นั่นก็คือได้วิ่งเป็นเพื่อนกับคนตาบอด เราลงสมัครงานวิ่ง Run for the Blind ปีนี้เป็นปีที่ 3 แล้ว แต่เพิ่งจะมีโอกาสวิ่งครั้งแรก เพราะ 2 ปีก่อนหน้าเราป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล ไม่สามารถเข้าร่วมงานได้ ปีนี้จึงเฝ้าระวังตัวเอง ไม่ให้เป็นอะไรอีก แต่ก็เหมือนฟ้าแกล้งที่ 5 วันก่อนวันวิ่งเริ่มมีอาการหวัด แต่ก็หายได้ทัน โชคดีไป งาน Run for the Blind จัดขึ้นมาครั้งที่ 6 แต่ปีที่ 3 แล้ว จัดโดยกลุ่มอาสา Fokon ล้วนๆ และจัดกันเองด้วย ไม่พึ่งออแกไนซ์แต่อย่างใด รายได้จากการจัดงาน จะนำไปจัดซื้ออุปกรณ์กีฬาให้กับผู้พิการทางสายตา โดยจัดให้มีการวิ่ง 2 ระยะ คือ 5 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร โดยแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ Group A Guide Runner จูงคนตาบอดวิ่ง5 กม. Group B Guide Runner จูงคนตาบอดวิ่ง10 กม. Group C วิ่งเดี่ยวหรือ จับคู่ปิดตาวิ่ง 5 กม. Group D วิ่งเดี่ยวหรือ จับคู่ปิดตาวิ่ง 10 กม. รางวัลมีให้เฉพาะคู่ปิดตาวิ่งเท่านั้น เราเลือกสมัครประเภทที่ 2 คือ 10 กิโลเมตรจูงคนตาบอดวิ่ง จึงต้องจ่ายเงินเผื่อคู่ตัวเองด้วย เนื่องจากงานนี้ผู้พิการทางสายตาวิ่งฟรี โดยที่คู่วิ่งจะได้รับเสื้อวิ่ง และเหรียญเหมือนกับเรา ส่วนคนที่ลงสมัครแบบธรรมดา ราคา 500 บาท และสามารถจับคู่ปิดตาวิ่งได้ เพื่อจะได้ลิ้มลองการวิ่งในโลกมืด ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง ใครวิ่งจบได้เวลาดีก็คู่ควรกับรางวัลค่ะ เราได้รับเสื้อก่อนหน้าวันจริง 2 วัน เราโทรถามวันจันทร์ พบว่าเจ้าหน้าที่กำลังจะส่งให้วันอังคาร  ท่าทางจะยุ่ง พอได้เสื้อมาแล้วก็ชอบมาก ลักษณะเสื้อของงานนี้จะมีเชือกอยู่ทางด้านหน้าเพื่อใส่บิบสองรูบน และมีคลิปมาให้ แถมด้านข้างมีกระเป๋าให้ด้วย      เรามีนัดกับกลุ่ม Runway ที่หน้างานตีห้า เริ่มมาจากคุณออยแห่งเพจ Oily’s story ไปช่วยถือป้าย Pacer แล้วเลยขออาสาสมัครไปช่วยงาน หลังจากนั้นก็มีหลายเสียงขอตามมาว่าจะไปช่วยงานด้วย พอเจอหน้ากัน คุณออยก็ช่วยแบ่งงาน ไปถือป้าย Pacer 5 และ10 กิโลเมตร เพซ 7:00 จำนวน…

ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง

เมื่อมีงาน Pacer มาเสนออีกวาระหนึ่ง เราผู้ซึ่งติดใจการเป็น Pacer จากงานแรกจึงขอมีงานที่ 2 อีกสักครั้ง แต่ตอนแรกที่พี่ๆมาถามว่าใครไปบ้าง ก็ตอบว่าไปซะแล้วโดยที่ไม่ได้ดูเลยว่าสนามวิ่งจะเป็นอย่างไร จนเมื่อน้องๆในกลุ่มที่เคยไปวิ่งสนามนี้แล้วเข้ามาบอกทีละคนสองคนว่า ต้องวิ่งขึ้นลงตึกจอดรถสองตึกนะ จากที่กำลังจะพิมพ์ชื่อตัวเองลงไปที่เวลา 70 นาทีเช่นเดิมก็ต้องลังเล ก่อนตัดสินใจลงชื่อไปว่าขอเป็น Pacer 90 นาที ดูจะเป็นไปได้มากกว่า งานที่มีสัญลักษณ์การวิ่งขึ้นตึกจอดรถสองตึกก็คืองาน EGAT Charity Green Run 2018 ที่จัดมาเป็นครั้งที่ 22 แล้ว งานนี้ได้ยินมานาน แต่ไม่เคยคิดไป เพราะรู้สึกว่าไกลบ้าน แต่เมื่อจะได้เป็น Pacer แล้ว ไกลแค่ไหนก็ไป ใจง่ายนะเนี่ยเรา งานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยค่อนข้างมีชื่อในเรื่องความแปลกแหวกแนวของการจัดงาน เพราะเป็นงานที่ไม่มีการแจกเหรียญ แต่จะแจกเป็นของอย่างอื่นแทน อย่างในปีนี้แจกเป็นข้าวกล้อง ถามจากคนที่เคยมาหลายปีก่อนที่ไม่มีเสื้อวิ่งให้ ก็จะแจกเป็นกระเป๋าบ้าง เป็นหมวกบ้าง นอกจากนี้ กฟผ. ยังมีแนวคิดการจัดงานแบบเรียบง่ายสำหรับปีนี้คือ “ผสานวิถีชุมชน เพื่อการแบ่งปันที่ยั่งยืน” วัตถุประสงค์ของการจัดงานนี้ นอกจากจะทำให้ กฟผ. เป็นที่รู้จัก สร้างความต่อเนื่องของการจัดงาน และสนับสนุนการออกกำลังกายของพนักงานและประชาชนทั่วไปแล้ว ยังถือเป็นโอกาสนำรายได้ที่เหลือจากการจัดงานช่วยเหลือนักเรียนโดยรอบ กฟผ. ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือเพื่อการกุศลอื่นๆ ซึ่งเราได้ยินทางพิธีกรแจ้งว่าวันนี้จะขอมอบเงินไว้ก่อนจำนวน 200,000 บาทถ้วนที่หน้างาน ส่วนอื่นๆจะตามมาทีหลัง เราก็ได้อนุโมทนาบุญกันไป การเตรียมตัวซ้อมสำหรับงานนี้คือการวิ่งขึ้นเนินเพื่อเตรียมวิ่งขึ้นตึกจอดรถ 7 ชั้น ในกลุ่มไม่มีใครบอกได้ว่าชันขนาดไหน น้องที่เคยไปงานถ่ายรูปกราฟความชันมาให้ดู เราเลยลองมาคำนวณว่าจะต้องวิ่งขึ้นเนินที่ความชันเท่าไหร่ เราไม่สามารถหาเนินวิ่งได้ จึงคิดจะใช้ลู่วิ่งเป็นสนามซ้อม คำนวณความชันของลู่วิ่งออกมาแล้วประมาณ 3% เมื่อรวมกับความชันที่ต้องเพิ่มสร้างแรงเสียดทานอีก 2% ก็สมควรที่จะซ้อมความชันบนลู่วิ่งไม่ต่ำกว่า 5% เมื่อได้ตัวเลขแล้ว ก็มาวางแผนการซ้อม เรายังมีเวลาอีกประมาณ 5-6 สัปดาห์ก่อนวันวิ่งจริง เราจึงเพิ่มการวิ่งขึ้นเนินเข้าไปแทนวันวิ่ง Interval หรือ Tempo วันใดวันหนึ่ง คำนวณเวลาวิ่ง 90 นาที ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร เราจะต้องวิ่งด้วยความเร็ว 8.34 นาทีต่อกิโลเมตร จะต้องวิ่งขึ้นตึกที่ประมาณกิโลเมตรที่ 8 ดังนั้นเวลาที่จะใช้วิ่งขึ้นตึกโดยประมาณก็อยู่ที่ 20 นาทีสุดท้าย แผนการซ้อมคือ วิ่งให้ได้ครบ 60 นาที แล้วเพิ่มความชันเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก 10 นาที ปรับลงมาพัก 5 นาที แล้วเพิ่มความชันอีก 10 นาที แล้วเข้าสู่ช่วง Recovery เลย พอถึงวันซ้อมจริง เราอาจมีข้อจำกัดเรื่องเวลาที่ไม่สามารถวิ่งครบ 90 นาทีอยู่บ้าง แต่จะพยายามให้ถึง 60 นาทีเป็นอย่างน้อยทุกครั้ง ส่วนวันวิ่งอื่นๆในสัปดาห์ก็ยังคงไว้เหมือนเดิม วันวิ่งยาวยังไงเราจะวิ่งข้างนอกและไม่ต่ำกว่า 90 นาทีอยู่แล้ว เมื่อวางแผนการซ้อมเรียบร้อย ก็จัดไปตามนั้น แล้วก็คอยส่งการบ้านให้กับทางลูกโป่งรันเนอร์ตามเกณฑ์กันต่อไปค่ะ เมื่อภาพโปรโมท Pacer ปล่อยออกมา เราก็ต้องขอเซฟเก็บไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อย ในกลุ่ม 90 นาที กลุ่มเราประกอบไปด้วยเรา น้องณัชที่ยังไม่เคยร่วมวิ่งกันมาก่อน น้องแครอทที่เคยเจอกันจากงานที่แล้ว และน้องนนท์ผู้ซึ่งเคยผูกลูกโป่งแรกในชีวิตให้ คราวนี้เลยขอเป็นคนผูกให้น้องบ้าง แต่ด้วยความที่เป็นมือใหม่หัดผูก ดันผูกไม่แน่น ลูกโป่งน้องนนท์เลยลอยขึ้นฟ้าไปสองใบ เราเลยไปแบ่งมาจากคนที่เหลือคนละใบ เลยได้ลูกโป่งผูกหลังกันคนละ 2 ใบกำลังดี เมื่อถึงวันงาน ทุกคนนัดกัน 4.30 น. เราเองบ้านค่อนข้างไกล ดู Google map แล้วพบว่าใช้เวลาประมาณ 30 นาทีจะไปถึงงาน เลยตื่นประมาณ 3.45 น. แต่งตัวอย่างรวดเร็ว ออกจากบ้านเวลา 4.00 น. กว่าจะเรียกแท๊กซี่ได้ก็คันที่ 7 ที่เหลือก่อนหน้าต้องไปส่งรถกันหมด จริงๆถ้าไม่พร้อมรับผู้โดยสารก็ไม่น่าจะหยุดรับเนอะ เสียความรู้สึกจังค่ะ สุดท้ายดีใจได้เจอแท๊กซี่ใจดี ยินดีไปส่ง แถมรู้จักทางด้วย เราเลยสบายไป เพราะแถวบางกรวยเราก็ไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่ เราขอคนขับซัดแซนวิชที่คว้ามาจากบ้านไป 1 ชิ้น ดื่มน้ำ 1ขวด ไม่นานก็ถึงสถานที่จัดงาน ทางเจ้าหน้าที่ให้ลงรถทางด้านหน้า และเราก็เดินเข้าไปด้านในไม่ไกลกันค่ะ เดินเข้ามาถึงบริเวณที่จัดงาน จุดปล่อยตัวและเส้นชัยก็จัดไว้เรียบร้อยแล้ว เต็นท์ที่เรานัดกันก็มีลูกโป่งมาผูกรอพร้อมแล้ว ลูกโป่งสีส้มคือ 60 นาที สีเหลืองคือ 70 นาที สีเขียวคือ 80 นาที และสีชมพูสุดท้ายคือ 90 นาที เนื่องจากไม่มี Sweeper ในงานนี้ เราเลยคล้ายๆจะเป็น Sweeper ในงานไปซะเอง พอไปถึงก็ไปรับบิบที่จ่ายเงินซื้อกันเอาไว้ค่ะ เราได้เลขท้ายสองตัวเท่าอายุพอดี ชอบบิบงานนี้ตรงที่ทำด้วยผ้า แบบว่าได้อารมณ์บ้านๆมาก ชอบมากเลยค่ะ ส่วนบิบสำหรับ Pacer ของเราก็ห่อด้วยพลาสติกอย่างดีจากลูกโป่งรันเนอร์เช่นเคย เมื่อได้รับลูกโป่งและบิบแล้ว ก็ช่วยกันติดกันไป เราเจอน้องณัช และน้องนนท์เรียบร้อย แต่น้องแครอทหาที่จอดรถอยู่ เลยปรึกษากันถึงแผนการวิ่ง ทางเจ้าหน้าที่ประกาศว่าระยะทางคือ 10.1 กิโลเมตร แต่ด้วยความที่ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดระยะทาง จึงใส่เวลาในการคำนวณสูตรเผื่อเวลาไว้ 2 นาที ความเร็วที่ใช้วิ่งจึงได้เท่ากับ 8.42 นาทีต่อกิโลเมตร เราเองตกลงกันว่าจะวิ่งไม่ให้ขาดให้เกิน 1 นาทีของเวลา 90 นาที เรายืดเหยียดวอร์มอัพพอให้เหงื่อซึม รอเวลาปล่อยตัวตอน 6.00 น. สักพักก็ถูกพี่ๆเรียกตัวไปหน้าจุดปล่อยตัวเพื่อเตรียมสรุปงาน พี่ๆได้แจ้งไว้แล้วว่า ถ้าจำเป็นต้องเข้าห้องน้ำให้ฝากโป่งกับเพื่อน หรือถ้ามีเหตุฉุกเฉินที่ทำให้ต้องหยุดวิ่ง ให้ปล่อยโป่ง ให้รักษาเวลาตามที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด และก็แตะมือกันก่อนส่งเสียงเฮ้เพื่อปลุกใจให้ตื่นกัน ระหว่างรอพิธีเปิด เราก็ยืนทำสมาธิ น่าแปลกที่งานที่ 2 ในฐานะ Pacer เราไม่ตื่นเต้นสักนิด คงเพราะได้ฝึกฝนมาเป็นอย่างดีที่ความเร็วตามที่กำหนด แต่อาจจะมีความกังวลใจนิดๆตอนวิ่งในตึกซึ่งจะเป็นจุดอับ GPS อาจทำให้การวัดระยะจากนาฬิกาหรือมือถือไม่แม่นยำ และอาจทำให้การคำนวณเวลาการวิ่งผิดเพี้ยนไป เราจึงตกลงกันว่าจะคอยเชคกันเองในกลุ่ม และคอยเชคระยะทางจากป้ายระยะทางของผู้จัดอีกทีหนึ่ง และแล้วก็ถึงเวลาปล่อยตัว เรากดเวลาทันทีที่ได้รับสัญญาณปล่อยตัว แต่เรายืนรอให้ลูกโป่งกลุ่มอื่นวิ่งออกไปก่อน ก่อนที่จะวิ่งเรียงเดี่ยวหลบทางให้กับนักวิ่งท่านอื่นวิ่งตามออกไป ทางวิ่งช่วงแรก เราจะวิ่งไปทางสะพานพระราม 7 แล้วค่อยวนกลับตัวมาใหม่ระหว่างทางวิ่งก็มีเสียงตะโกนเรียกนักวิ่งให้วิ่งไปด้วยกันทั้งจากน้องนนท์และน้องแครอท นอกจากนี้ยังมีน้องป๊อปซึ่งเป็นเพื่อนแครอทมาวิ่งด้วยกัน สร้างความครื้นเครงมาก เพราะปล่อยมุข เล่นมุขกันสนุกสนาน เรากับน้องณัชได้แต่หัวเราะ ยิ้มตาม เราเล่นมุขสมทบบ้างเล็กน้อยไปเรื่อยๆ ต้องขอบอกเลยว่าเราไม่เคยวิ่ง 10 กิโลเมตรแล้วหัวเราะตลอดทางได้อย่างนี้มาก่อน ต้องขอบคุณน้องๆกลุ่มนี้มากๆที่ทำให้ไม่เหนื่อยเลย การวิ่งขึ้นลงสะพานไปกลับผ่านไปอย่างรวดเร็ว แม้แดดจะเริ่มส่องแสงสร้างความร้อนระอุบ้างแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด และการวิ่งก็ยังคงเป็นไปตามความเร็วที่คำนวณกันเอาไว้ เมื่อวิ่งลงสะพานมา วนกลับเข้าสู่เขตการไฟฟ้า ก็เริ่มเตรียมขาให้พร้อมกับการวิ่งขึ้นตึกจอดรถกัน เส้นทางขึ้นตึกจอดรถตึกแรก ไม่ยากเย็นนัก เพราะความชันน้อยกว่าที่เราซ้อมมาพอสมควร ทำให้ชีพจรเปลี่ยนระดับจากโซน 2 เข้าสู่โซน 3 ในเวลานั้น GPS ที่จับกันได้ในนาฬิกาแต่ละคนเริ่มไม่ตรงกัน ต่างกันตั้งแต่ 500-800 เมตรกันเลย พอวิ่งลงจากตึกแรกมา จำได้ว่าเห็นป้าย 8 กิโลเมตร และจุดให้น้ำ ตอนนั้นนาฬิกาเรายังเป็น 7 กิโลเมตรกว่าๆ แต่พอดูเวลารวมกับป้ายระยะทางของผู้จัดก็พบว่า เรายังวิ่งมาเร็วกว่าเวลาที่คำนวณไว้ 1 นาที ซึ่งก็ยังเป็นไปตามที่คาด เมื่อวิ่งขึ้นตึกที่สอง พบว่าทางชันกว่าตึกแรกเกือบเท่าหนึ่ง ทำให้เสียงให้กำลังใจนักวิ่งเงียบลงไป ต่างคนต่างตั้งใจวิ่ง และเนื่องจากไม่สามารถกะระยะทางของการวิ่งได้จึงทำให้วิ่งเร็วกว่าเวลาที่ควรวิ่งไปมากพอสมควร พอมาช่วยกันวัดระยะใหม่โดยเทียบกัน 4…

บางครั้งความสุขจากการวิ่ง ก็มาจากการได้เห็นคนอื่นวิ่ง

เผอิญเพิ่งรู้ตัวว่าได้หยุดวันอาทิตย์ แรกๆว่าจะไปเที่ยววัด แต่เกิดเปลี่ยนใจ เลยเปิดหาดูว่ามีงานอะไรในวันอาทิตย์ที่อยู่ในกรุงเทพฯ และใกล้บ้าน ก็มาพบกับงาน Bangkok Post International Mini Marathon 2018 จัดที่เซ็นทรัลเวิลด์เข้า จึงเริ่มขั้นตอนตามล่าหาบิบ ซึ่งก็ได้ต่อมาแบบไม่ยากเย็น เราได้บิบระยะ 5 กิโลเมตรมาในราคาเท่าทุนคือ 350 บาท ถือว่าเป็นงานที่ค่าร่วมงานราคาถูกใช้ได้ ทราบมาว่ามีสปอนเซอร์จำนวนมากจนรายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายและนำเข้ามูลนิธิบางกอกโพสต์ ซึ่งเป็นมูลนิธิที่จัดตั้งมานานกว่า 30 ปี โดยมีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนด้านการศึกษาแก่นักเรียนที่ยากจน ขาดแคลนผู้อุปการะ และมีความประสงค์ที่จะศึกษาจนถึงระดับสูง ความช่วยเหลือของมูลนิธิ รวมไปถึงการส่งเสริมกิจกรรมเกี่ยวกับการศึกษา การค้นคว้าวิจัย และการร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ทำให้เราสบายใจที่ได้เข้าร่วมวิ่งมากเพราะวัตถุประสงค์ชัดเจนตอบโจทย์ดีค่ะ ก่อนวันงานเราเตรียมของเสร็จก็รีบนอน เพราะหลังจากวิ่ง 5 กิโลเมตรตามทางในงานแล้ว เรากะว่าจะวิ่งจากเซ็นทรัลเวิลด์ไปสวนเบญจกิติ เพื่อพบกับคนไข้ที่จะออกมาวิ่งที่สวนครั้งแรก จึงได้เตรียมเป้น้ำด้วย และเตรียมเสื้อผ้าไปเปลี่ยนด้วย กะว่าจะฝากของที่งานก่อน เสร็จแล้วค่อยใส่เป้น้ำวิ่งไปสวน แล้วค่อยหาฟิตเนสเข้าไปอาบน้ำ เพราะต้องไปทำธุระต่อค่ะ เวลาปล่อยตัวคือ 5.15 น. เราตื่น 4.00 เศษ ทานกล้วยหอม 1 ลูก น้ำ 1 ขวด ออกจากบ้าน 4.30 ไปถึงงานก็ 5.00 พอดี ฝากของ แล้ววอร์มร่างกายเตรียมวิ่ง งานนี้ดีตรงที่สถานที่จัดงานกว้างขวาง ซุ้มของสปอนเซอร์วางเรียงตามยาว เต๊นท์ฝากของมีขนาดใหญ่ ทางผู้จัดเตรียมถุงไว้ใส่กระเป๋าให้ ซึ่งก็เบาใจเพราะตอนนั้นฝนตกพรำๆหยุดๆ จะได้แน่ใจว่าเสื้อที่เตรียมมาเปลี่ยนจะไม่เปียก เราฝากของแล้วเดินหาจุดปล่อยตัวซึ่งอยู่ที่ประตูทางออกจากลานจอดรถไปทางประตูน้ำ เมื่อถึงเวลาปล่อยตัวเราก็ออกวิ่งจากทางออก เลี้ยวขวามุ่งหน้าแยกราชประสงค์ เลี้ยวขวาอีกรอบ แล้วไปเลี้ยวซ้ายเข้าถนนอังรีดูนังต์ วิ่งตรงไปออกถนนพระราม 4 เลี้ยวซ้ายไปแยกศาลาแดง เลี้ยวซ้ายอีกที แล้วตรงอย่างเดียวจนกลับมาที่แยกราชประสงค์ ตรงมาเข้าเส้นชัยที่จุดปล่อยตัว ระยะทางรวมได้ 5.06 กิโลเมตรเป๊ะ แผนการวิ่งวันนี้ไม่มีอะไรเลย แรกๆกะว่าจะซ้อมวิ่งให้ได้ 45 นาที ตามความเร็ว Pacer ที่รับมาและต้องวิ่งในงานต่อไป แต่กลัวไปหาคนไข้ไม่ทัน จึงวิ่งเร็วขึ้นอีกนิดหนึ่ง ผลที่ได้เลยจบไปในเวลา 31:04 นาที ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 6.08 นาทีต่อกิโลเมตร ระหว่างวิ่งก็คอยสังเกตอัตราการเต้นของหัวใจไปด้วย พยายามไม่ให้เข้าโซน 5 มีหลุดขึ้นไปครั้งหนึ่ง แต่ก็กลับลงมาได้ การวิ่งวันนี้ แม้จะอยู่ในโซน 4 ตลอด แต่ไม่เหนื่อยมาก เพราะอากาศค่อนข้างดี 27-31 องศาเซลเซียส มีฝนพรำเป็นระยะ พอไม่ให้ตัวเปียก เหรียญที่ระลึกของงานนี้ก็ออกจะเรียบง่ายเป็นสีฟ้าเงินมีมิติเล็กน้อย ได้เหรียญไปเก็บสะสมเพิ่มอีกหนึ่งเหรียญในห้องสมุดเหรียญวิ่งของเรา พอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางต่อด้วยสองขาแบบง่ายๆค่ะ หลังจากเข้าเส้นชัยแล้ว ต้องเสียเวลาเดินหาจุดแจกอาหารซึ่งหลบไปอยู่ด้านหลังซุ้มสปอนเซอร์ เราได้ข้าวเหนียวหมูทอดแข็งห่อเล็กมาหนึ่งห่อ เดินไปเอาไมโลสแน็คมาหนึ่งแท่ง ยัดใส่เป้น้ำเผื่อหิวระหว่างทาง แล้วออกวิ่งไปสวนเบญจกิติ อีก 5 กิโลเมตร ระยะทางจากเซ็นทรัลเวิลด์ไปสวนเบญจกิติคือ 4 กิโลเมตรกว่าๆ เราไปพาคนไข้วอร์ม วิ่ง และคูลดาวน์ ก่อนแยกย้าย เก็บระยะรอบที่สองได้อีก 5.64 กิโลเมตร จบวันไปด้วยระยะทาง 10.7 กิโลเมตร กลับบ้านอย่างอิ่มอกอิ่มใจมากกว่าการวิ่งจบในงานด้วยเวลาดีๆซะอีกค่ะ ความสุขเล็กๆเบ่งบานน้อยๆในใจ ดีใจที่เห็นคนไข้วิ่งได้อย่างไม่เจ็บไม่ปวด ดีใจที่เห็นคนมาวิ่งที่สวนสาธารณะกันมากขึ้น ดีใจที่พบเจอเพื่อนนักวิ่งจำนวนมากในงานวิ่ง ดีใจที่มีจำนวนงานวิ่งมากขึ้นในประเทศไทยหลังจากการวิ่งของตัวเองที่ผ่านมา 5 ปี บางครั้งความสุขง่ายๆจากการวิ่ง ก็มาจากการได้เห็นคนอื่นได้วิ่งนั่นเองค่ะ ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีความสุขจากการได้วิ่งกันนะคะ 26 ส.ค. 61

วันวิ่งช้า คือวันวิ่งเพื่อมิตรภาพ

เราเคยเป็นคนชอบวิ่งเร็ว ไปงานวิ่งเพื่อไปให้ถึงเส้นชัย รับของที่ควรได้แล้วกลับบ้าน เราไม่เคยได้เพื่อนจากงานวิ่ง เรียกว่าแทบไม่ได้คุยกับใครเลยจะดีกว่า การไปงานวิ่งคือการแข่งขันกับตัวเอง แต่เมื่อเพื่อนรุ่นพี่ที่เรารักคนหนึ่ง นามว่าพี่แนน ส่งข้อความมาทาง Facebook ว่า “อยากวิ่งงานนี้ พาไปวิ่งหน่อย” พร้อมส่งภาพงานวิ่งมาเสร็จสรรพ การนัดหมายจึงเริ่มต้นขึ้น งานนั้นมีชื่อว่า “จดหมายรันนิ่ง” เป็นงานที่ออกแบบเสื้อและเหรียญได้น่ารักมากตามสไตล์ของ Organizer นามมดยักษ์ใหญ่แห่ง Run Rhythm ซึ่งเราเคยร่วมวิ่งหลายครั้งเพราะชอบการออกแบบ Theme ของงาน รวมไปถึงเสื้อและเหรียญ เมื่อพี่ชวนไปงานที่เสื้อและเหรียญพร้อมเช่นนี้ เราจะไม่พร้อมได้อย่างไร เราจัดการลงมือสมัครเข้าร่วมงานให้เราและพี่แนนอย่างรวดเร็ว เสื้อและบิบส่งมาให้ที่บ้าน 2 สัปดาห์ก่อนวันงาน เสื้อเป็นรูปกระดาษเขียนจดหมาย น่ารักน่าใส่มากๆ นอกจากนั้น ยังมีถุงผ้าให้ด้วย พี่แนนได้ส่งข้อความมาเป็นระยะก่อนวันงานว่า ได้ไปซ้อมวิ่งมาด้วย วิ่งแถวๆบ้านระยะรวมๆได้ 3 กิโลเมตร ซึ่งเราว่าเก่งมากแล้ว จากคนที่ไม่เคยวิ่งมาก่อน ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี…

ซิตี้รัน ไม่มันส์ แต่เพลิดเพลิน

ครั้งแรกกับการวิ่ง 11 กิโลเมตรด้วยเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง! ครั้งแรกกับการวิ่งรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ครั้งแรกกับการวิ่งไปถ่ายรูปไปเหมือนมาทัวร์ ทุกอย่างต้องมีครั้งแรกเสมอ วันที่ 11 สิงหาคม 2561 คือวันที่เรามีนัดกับกลุ่ม Runway ซึ่งเป็นกลุ่ม Pacer ที่เราไปเจอกันมาเมื่องาน กฟผ. และถูกใจถูกชะตากัน คุยกันต่อจนตั้งกลุ่มใหม่ขึ้นมา เมื่อพี่เบิร์ดมาชวนไปวิ่ง City Run หลายคนจึงตกปากรับคำอย่างว่าง่าย เราเองไม่เคยวิ่ง City Run กับกลุ่มใหญ่ๆมาก่อน และพอเป็นเพื่อนกลุ่มนี้ชวนจึงอยากจะไปด้วย จึงลงชื่อไปด้วยอย่างไม่ลังเล พี่เบิร์ดนัดเจอกันที่หน้าพระรูป สวนลุม เวลาประมาณ 5.00 เราก็ไปถึงก่อนเวลา เพื่อนๆในกลุ่มยังมาไม่ถึงกัน เดินไปเดินมา เจออีกกลุ่มเป็นกลุ่มใหญ่ๆกว่า มีประมาณ 10 คนแล้ว คิดว่าคงมานัดเจอกันที่เดียวกัน เราเลยไม่คิดอะไร จนเราเดินมาเจอน้องบูมที่เรารู้จักกัน และเพื่อนๆคนอื่นในกลุ่มเริ่มทยอยกันมาเกือบหมดแล้ว ถึงได้รู้ว่า ต้องไปวิ่งรวมกับพี่ๆเพื่อนๆกลุ่มที่เราเห็นเมื่อตอนแรก และตอนนี้จำนวนคนก็เพิ่มขึ้นมาอีกมาก ดูจำนวนคร่าวๆแล้วก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 50 คน เรายิ่งตื่นเต้นเลยเพราะว่าไม่เคยวิ่งกลุ่มใหญ่ขนาดนี้มาก่อน แต่ด้วยความที่พี่ๆในกลุ่มใหญ่มีอัธยาศัยที่ดี ส่วนใหญ่จะสูงวัยกว่าเรา เราเลยรู้สึกว่าเป็นเด็กน้อยไปเลย แรกๆกลุ่มเรามีความตั้งใจว่าจะไปเป็น Sweeper ช่วยกวาดต้อนขบวน แต่กับคนกลุ่มใหญ่อย่างนี้เลยไม่รู้ว่าจะทำหน้าที่ได้ดีหรือไม่อย่างไร เวลาประมาณ 6.00 น. เราก็เริ่มออกวิ่งกันจากหน้าพระรูปมุ่งหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ไปตามเส้นราชดำริ แวะถ่ายรูปกันสั้นๆที่จุดแรก แล้ววิ่งไปทางประตูน้ำ มุ่งหน้าสู่ดินแดง แล้วเลี้ยวซ้ายวิ่งไปทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นจุดที่สองที่หยุดถ่ายรูปกับป้ายกันอย่างจริงจัง แรกๆเราไม่ได้เข้าไปถ่ายกับกลุ่มใหญ่ด้วย เพราะยังไม่คุ้นเคย เลยถ่ายกันเองในกลุ่มก่อน หลังจากหยุดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิกันไม่ต่ำกว่า 10 นาทีก็ออกวิ่งต่อไปทางโรงพยาบาลประสาทตามเส้นราชวิถีตรงไปจนถึงสวนสัตว์ดุสิต ระหว่างทางก็มีการหยุดบรรยายความสำคัญของสถานที่ต่างๆเป็นระยะๆ เส้นทางวิ่งตรงนี้ วิ่งง่ายและสบายมาก เพราะเป็นทางวิ่งโดยเฉพาะ ไม่ต้องกลัวสะดุดเหมือนฟุตบาทถนนอื่น วิ่งในเมืองบ้านเราค่อนข้างลำบาก นอกจากต้องหลบคน หลบรถแล้ว ยังต้องหลบพื้นฟุตบาทที่ไม่ค่อยจะมั่นคงอีก ก้าวพลาดก็ถึงกับข้อเท้าพลิกได้เลย วิ่งในเมืองนี่อย่างกับวิ่งเทรล และตรงนี้เองก็เป็นอีกจุดที่เราหยุดถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึก และเราก็เพิ่งจะได้รู้ว่า สวนสัตว์ดุสิตจะปิดในอีกสองเดือนข้างหน้านี้แล้ว แอบใจหายเหมือนกัน เลยยิ่งต้องถ่ายรูปเก็บเอาไว้ซะหน่อย หลังจากนั้นเราก็วิ่งอ้อมซ้ายสวนสัตว์ดุสิต มาหยุดถ่ายรูปกันอีกสักครึ่งชั่วโมงที่หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ณ จุดนี้ พี่พงษ์จาก Papa Colorful ก็ตามมาสมทบแล้ว พวกเราเลยได้รูปสวยๆกันอีกมากมาย และเมื่อวนมาที่แถวนี้ ภาพที่ขาดไม่ได้เลยคือภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 เห็นแล้วก็คิดถึงพระองค์ท่านจริงๆ อีกภาพที่ต้องเก็บคือหน้าพระบรมรูปทรงม้า หลังจากใช้เวลาถ่ายรูปกันนานมากที่นี่ ก็ถึงเวลาไปต่อ เรามองนาฬิกามาตั้งแต่หยุดที่จุดแรก เราก็รู้ได้เลยว่า ทริปนี้ยังอีกยาวไกล ด้วยความที่นักวิ่งแต่ละท่าน มีความเพลิดเพลินกับการหยุดถ่ายรูปกันเป็นอันมาก รวมทั้งเราด้วย และยังต้องถ่ายเป็นกลุ่มใหญ่ ถ่ายรูปกับป้ายที่พกกันมาด้วย เลยยิ่งทำให้ต้องใช้เวลามากขึ้นในแต่ละจุด แค่ถ่ายรูปที่นี่ก็เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมงแล้ว เราวิ่งยาวไปทางถนนศรีอยุธยา มุ่งหน้าเทเวศน์ ระหว่างทางตามตึกรามบ้านช่องก็มีมุมที่หยุดถ่ายรูปกันได้เรื่อยๆ หลังจากจุดนี้เราก็วิ่งนำเพื่อนๆกลุ่มเราที่หยุดถ่ายรูปออกไปก่อน เราวิ่งเลาะตามถนนสามเสนมุ่งหน้าไปที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แวะถ่ายรูปที่ถนนพระอาทิตย์กับกลุ่มใหญ่ ทริปนี้เรามีชื่อทริปว่า “หนุ่มเหน้าสาวสวย” ค่ะ เสน่ห์ของถนนพระอาทิตย์ คือสวนสันติชัยปราการ ที่มีภาพสะพานพระราม 8 เป็น Background อยู่ข้างหลัง และความขลังของป้อมพระสุเมรุ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 พี่ๆพาวิ่งเลาะจากถนนพระอาทิตย์ไปตามทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านท่าเรือพระอาทิตย์ทางนี้เราไม่เคยมา เลยตื่นตาตื่นใจกับวิวแม่น้ำสุดลูกหูลูกตา เราวิ่งไปตามทางจนถึงทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฝั่งข้างๆโรงละครแห่งชาติ และไปพบกับเพื่อนๆกลุ่ม We run you run ที่สนามฟุตบอลที่เราวิ่งแยกกันมา ทำให้ไม่ได้รูปสวยๆอย่างเพื่อนๆในกลุ่ม แต่พี่พงษ์ก็มาช่วยถ่ายซ่อมให้ในเวลาที่เราอดใจไม่ไหวขอวิ่งรอบสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์สักหน่อย หน้าตึกโดมเป็นอีกจุดที่ต้องเก็บภาพ ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์อย่างเราจะพลาดได้อย่างไร จบทริปนี้ไปด้วยเวลาที่ยาวนานคือ 1:46:51 ชั่วโมง ได้ระยะทางมาเพียง 11.83 กิโลเมตร เรื่องความเร็วไม่ต้องสนใจ เพราะไม่ใช่ประเด็นสำคัญในการมาวิ่งวันนี้ อากาศวันนี้ค่อนข้างเป็นใจ ฟ้าสว่างแล้ว แต่ยังมีเมฆบังแสงพระอาทิตย์อยู่ไม่ให้ร้อนเกินไป อุณหภูมิจึงอยู่ที่ 29-30 องศา และในเมื่อการวิ่ง กลายเป็นการเดิน และบางครั้งการเดิน กลายเป็นการหยุดถ่ายรูป (เรากดหยุดเวลาเป็นบางครั้งเมื่อเห็นว่าหยุดนานจริงๆ) นาฬิกาไม่ได้จับระยะทางจากจุดเริ่มต้นที่สวนลุม มาจับอีกทีที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เวลาจริงๆที่ใช้ไปอาจมากมายกว่านั้น แต่คงไม่สำคัญเท่าการได้มิตรภาพใหม่ๆ ได้พบปะพูดคุยกับคนที่ชอบวิ่งเหมือนกัน ได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศของเมืองใหญ่ในยามเช้า ตั้งแต่เวลาที่ผู้คนยังไม่ตื่นนอนจนตื่นนอน ได้เห็นวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในแต่ละพื้นที่ที่วิ่งผ่านไป การวิ่งลัดเลาะในเมืองอย่างนี้ทำให้เราเห็นเมืองกรุงละเอียดขึ้น หลายมุมไม่เคยเห็น เพราะมีแต่นั่งรถผ่าน ไม่เคยได้ลงมาเดินดู ทำให้ได้เห็นกรุงเทพฯในมุมมองใหม่ที่ไม่เคยเห็น มีความสุขกับการหยุดถ่ายภาพเก็บความประทับใจแบบที่ไม่เคยได้ทำมาก่อน รู้สึกว่ารักกรุงเทพฯขึ้นมาทันที กลุ่มพี่ๆที่มาวิ่งด้วยกัน แต่ละคนดูมีความชำนาญในการวิ่ง City run แต่ละคนดูชิวๆ เดินก็ได้ วิ่งก็ได้ แต่ที่สังเกตได้คือ การพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน พี่ๆหลายคนมีความชำนาญในการดูแลความปลอดภัยน้องๆ ทั้งคอยกั้นรถให้ วิ่งนำไปยืนดูแลในจุดที่ไม่ปลอดภัย ทำให้เราอบอุ่นใจ และสบายใจกับการวิ่งมากขึ้น นั่นคือความชำนาญของคนที่วิ่งในเมืองมานาน เราอาจมีความชำนาญในการวิ่งมาราธอนตามที่เขาจัดงาน ตามเส้นทางที่มีคนจัดให้วิ่ง มากกว่าการวิ่งในเมืองที่ลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ แต่เมื่อปล่อยความถนัดของตัวเองลง แล้วลองทำสิ่งใหม่ๆ เราก็มักจะพบว่า เราได้ค้นพบอีกมุมหนึ่งของตัวเองเสมอ City run สอนให้เราใจเย็นลงอีก บางทีความรีบร้อนวิ่งผ่านสถานที่ต่างๆไปเพื่อให้จบได้เร็วมันก็ทำให้เราพลาดรายละเอียดบางอย่างของสถานที่นั้นไป และทำให้เราพลาดเสน่ห์ของสถานที่นั้นๆไปอย่างน่าเสียดาย และหลายครั้งเราอาจไม่สามารถกลับไปเก็บภาพเหล่านั้นได้อีกแล้ว แม้จะนั่งรถผ่านไปผ่านมา ยังไงมันก็ไม่เหมือนกับการได้ลงไปเดินไปวิ่งดูรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ดังนั้น เราควรจะปล่อยใจให้สบายดื่มด่ำกับความเนิ่นช้า แต่สามารถเพิ่มความสุขให้เราได้อย่างไม่อาจจะลืมเลือน การวิ่ง City…

ฝึกไปเรื่อยๆทั้งกายและใจ สุดท้ายไม่มีใครได้ประโยชน์นอกจากคนลงมือทำ

เพิ่งผ่านพ้นไปฟูลมาราธอน 1 สัปดาห์เต็ม ถามว่ารู้สึกว่าร่างกายฟื้นตัวดีหรือยัง ก็สามารถตอบได้ว่าดีกว่าฟูลแรกมากมาย คงเพราะปีนี้เริ่มวิ่งระยะทางรวมมากขึ้น วิ่งช้าลงกว่าแต่ก่อนมาก ดูแลร่างกายตัวเองมากขึ้น วิ่งในสนามอย่างค่อยเป็นค่อยไป คราวนี้จึงมีอาการเมื่อยล้าเพียงแค่ 2 วัน หลังจากนั้นก็เริ่มวิ่งเหยาะๆคลายกรดลดแน่นตัวในระยะสั้นๆ 5-7 กิโลเมตร ด้วยความเร็วแบบน้องเต่าได้สบายๆ 2 วัน มาวันนี้มีอาการปวดเมื่อยตามตัวก็เนื่องจากว่า เมื่อวานซืนดันไปเข้าคลาสต่อยมวยลูกผสม HIIT นี่ก็บ้าพลังตามครูฝึกไป สุดท้ายด้วยการเคลื่อนไหวที่แปลกแหวกแนวไปจากการวิ่ง เลยทำให้ร่างกายล้าระบมยิ่งกว่าวิ่งฟูลมาซะอีก แรกๆก็เลยยังไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง แต่ที่แน่ๆเราลงวิ่งงานนี้ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใด แค่อยากมีส่วนร่วมช่วยเหลือองค์กรรักษาสิ่งแวดล้อมดีๆอย่างมูลนิธิสืบนาคะเสถียรตามแนวคิดคนรักป่าและธรรมชาติแบบเราเท่านั้นเอง จริงๆแล้วมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้จัดงานวิ่งมาแล้ว แต่ไม่ได้ไปเพราะเหตุผลหลากหลาย มาปีนี้เลยตั้งใจว่าจะมาให้ได้ ยิ่งเห็นเสื้อแล้วยิ่งชอบ ยิ่งอ่าน Concept งานแล้วยิ่งชื่นชม โดยเฉพาะแก้วน้ำพกพานี่ ชื่นชอบเป็นพิเศษ มาดูกันว่าในงานจะเป็นอย่างไร แต่ก่อนอื่นขอพาไปรู้จักมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเพิ่มขึ้นอีกนิด โดยที่เราจะขออนุญาตนำพันธกิจของมูลนิธิมาแจกแจงเพื่อให้เพื่อนๆได้รู้จักองค์กรนี้มากขึ้น และหากใครสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถตามไปดูที่เวปไซท์ของมูลนิธิ http://www.seub.or.th ได้เลยค่ะ พันธกิจของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร…

ไม่มีน้ำตา ไม่มีดราม่า เพราะรู้ว่าผลที่ได้มันสมควร

หลังจากชวดฟูลมาราธอนงานนี้ปีที่แล้วเพราะเจ็บหนักจนต้องลดระยะลงเหลือฮาล์ฟและซ้อมไม่ทัน มาปีนี้จึงตั้งใจเป็นมั่นเหมาะว่าจะคว้าเหรียญ Finisher สวยๆมาครองให้ได้ แต่ก็เหมือนฟ้าลงโทษ อาการเจ็บเท้าแบบที่เลี่ยงไม่ได้เพราะโครงสร้างเท้ามีปัญหามาแต่เกิดทำให้หมองดให้วิ่งยาวระยะหนึ่งและต้องหลุดจากโปรแกรมซ้อมกลางทาง แต่เมื่อความฝันเรียกหา จึงทำให้ต้องมายอมรับความจริง และหาทางว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง เพื่อไปให้ถึงจุดนั้น ฟูลที่ 2 กับการต่อสู้กับอาการเจ็บเท้าที่ทำให้ซ้อมยาวไม่ได้ ระยะไกลสุดที่วิ่งถึงคือ 22 กิโลเมตร ซ้อมด้วยการถนอมตัวเอง แต่ยังคงวิ่ง 4 วันต่อสัปดาห์ ไม่ต่ำกว่า 40 กิโลเมตรต่อสัปดาห์มานาน 6 เดือน เอาเวลาที่เหลือไปเล่นกล้ามท้อง สะโพก เข่าและเท้ามากขึ้น สลับกับคาร์ดิโออื่นๆวนไป แล้วมารอดูว่า ร่างกายให้รางวัลอะไรบ้าง และแล้ววันที่เฝ้ารอก็มาถึง เราขับรถออกจากกรุงเทพเวลา 11.30 แต่เจอรถติดหนาแน่นที่ด่านเก็บเงินด่านหนึ่งจนต้องระเห็ดระเหินหาทางอื่นไป ไปๆมาๆก็ถึงจุดรับบิบเวลา 16.00 และกลุ่มน้องๆที่ขับรถตามมาสมทบเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนรถเจ้าถิ่น ไอ้ที่วางแผนว่าจะไปกินบุฟเฟ่ต์ก็เป็นอันต้องล้มเลิกไป ไปนั่งปัดยุงที่โรงพักแทน กว่าจะได้กลับบ้าน จัดข้าวของเสร็จ ก็ปาเข้าไป 23.00…

ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง คือมิตรภาพที่เก็บเกี่ยวได้จริงจากเพื่อนร่วมทาง

กว่าจะได้มีเวลามารีวิวประสบการณ์ Pacer ครั้งแรก ก็เมื่อกำลังจะต้องไปเป็น Pacer งานต่อไป งาน Pacer ครั้งแรกเรียกได้ว่าเป็นที่น่าประทับใจยิ่งนัก เป็นอย่างไร ไปดูกันเลยค่ะ แม้จะได้ลงสมัครวิ่งมินิมาราธอนช่วงบ่ายในงานงานหนึ่งไว้แล้ว สมัครไว้นานจนเกือบลืมไปแล้ว เพราะอยากได้เสื้อกับเหรียญ แต่เมื่อพี่พงษ์ เจ้าของเพจ Papa colorful ไลน์มาชวนไปเป็น Pacer ซึ่งเป็นหนึ่งในความฝันที่นักวิ่งคนหนึ่งอยากทำให้สำเร็จ จึงรับปากอย่างรวดเร็วจนเรียกว่าไม่ได้คิดอะไรเลยจะดีกว่า แค่ตอนรับปากและโดนชวนเข้าไปในกลุ่ม Pacer ที่จะไปงานเดียวกันแล้ว ยังตื่นเต้นจะแย่ กว่าจะมาตั้งสติทบทวนดูว่าอะไรเป็นอะไร แล้วเราต้องเตรียมตัวอย่างไร ก็ผ่านมาได้ 2-3 วันแล้ว คำว่า Pacer ที่เรารู้จัก มีหน้าที่หลักๆคือ ช่วยเพื่อนนักวิ่งที่เข้าร่วมงานแข่งขันให้ถึงเส้นชัยด้วยเวลาที่กำหนดไว้ เป็นผู้ควบคุมความเร็วของการวิ่งอย่างสม่ำเสมอให้ได้ตามที่กำหนดไว้ตลอดเส้นทาง เช่น ถ้าเพื่อนๆต้องการวิ่ง 10.5 กิโลเมตรให้จบที่เวลา 70 นาที หรือ1:10…

เลิกคิดเรื่องที่ว่าจะทำไม่ได้ ให้คิดใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้ได้ดีกว่า

หลังจากที่เริ่มเจ็บเท้ามาไม่นาน พยายามรักษาตัวเองแล้วก็ดีขึ้นในระดับหนึ่ง หยุดการร่วมงานวิ่งเพื่อแข่งขันมาระยะหนึ่ง จนมาถึงวันนี้ (20 พ.ค. 61) วันที่ในตารางซ้อมไปฟูลมาราธอนบอกว่าให้ไปแข่งฮาล์ฟเพื่อดูเวลาสักหน่อย เราจึงลงงานวิ่งที่มีชื่อว่า “Singha Bangkok Park Run 2018” เอาไว้ และอีกเหตุผลที่ลงงานนี้ เพราะจะได้เข้าไปวิ่งในบึงหนองบอน ที่ได้ยินว่าสวย และใหญ่ เป็นที่ปั่นจักรยานของนักปั่นหลายคน จึงอยากได้ไปวิ่งสักครั้ง จะให้เราขับรถไปเพื่อวิ่งเอง ทั้งสวนหลวง ร.9 และบึงหนองบอนก็ไกลบ้านมากโขอยู่ ขนาดจะมาวิ่งยังต้องมานอนบ้านเพื่อนเลย ไหนๆจะต้องวิ่งแข่งฮาล์ฟแล้ว ก็เลือกเส้นทางวิ่งที่มาแล้วคุ้มเลยจะดีกว่า เราทำงานวันเสาร์เลิก 5 โมง ต้องรีบออกเดินทางไปซีคอนสแควร์เพื่อรับเสื้อและบิบสำหรับวิ่ง ไปถึงประมาณ 6 โมงครึ่ง ทันเวลาพอดี งานนี้มีรับเสื้อหน้างาน แต่เวลาที่ให้รับเป็นเวลาปล่อยตัวนักวิ่งฮาล์ฟไปแล้ว เลยมารับให้เรียบร้อยก่อนดีกว่า เสื้อวิ่งงานนี้สีสวย แต่ไม่สามารถเลือกทรงผู้ชายได้ ปกติเราไม่ชอบเสื้อทรงผู้หญิงเพราะมักติดสะโพก แต่ก็จำใจใส่ไปค่ะ เพราะชอบแบบและสีจริงๆ เวลาปล่อยตัวนักวิ่งฮาล์ฟคือ 5.15 น. เราตื่นประมาณ 4.00 ทานแซนวิช 1 ชิ้น ดื่มน้ำ 1 ขวด แล้วออกเดินทางไปที่บริเวณงาน ถึงงานก่อนเวลาปล่อยตัว 15 นาที ในงานมีการจัดพื้นที่ให้มีมุมถ่ายรูปบ้าง ก็น่ารักกรุบกริบดี เราไปฝากของแล้ววอร์มอัพ ยืดกล้ามเนื้อ ตัวพออุ่นและเหงื่อออกเล็กน้อย ก็ได้เวลาปล่อยตัวพอดีค่ะ นักวิ่งฮาล์ฟค่อนข้างเยอะ ออกจะเบียดเสียดกันนิดหน่อยที่จุดปล่อยตัว และเส้นทางวิ่งในสวนหลวง ร.9 แต่เมื่อวิ่งออกไปที่ถนนซึ่งปิดถนน 1 เลน และวิ่งเข้าบึงหนองบอนแล้วก็วิ่งสบายขึ้นค่ะ งานนี้ตั้งใจว่าวิ่งรักษาความเร็วให้คงที่ ตั้งแต่ 6:00 – 6.30 ค่ะ ซึ่งเป็นความเร็วที่อยากจะทำได้ในฟูลมาราธอนที่นาวิกโยธินมาราธอนที่จะมาถึง นักวิ่งในงานวันนี้ถือว่าคับคั่ง แต่ก็ไม่ถึงกับแออัดยัดเยียดจนต้องวิ่งหลบซ้ายขวาเหมือนบางงาน เวลาปล่อยตัวฟ้ายังมืดอยู่เราชอบการวิ่งที่ค่อยๆตื่นพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่ค่อยๆทาทับขอบฟ้า จนสว่างคาตา วันนี้แสงอาทิตย์มาอย่างรวดเร็ว ตอนที่วิ่งไปถึงบึงหนองบอนก็สว่างเต็มที่แล้ว สองข้างทางในสวนมีน้องๆที่แต่งตัวเป็นซอมบี้มายืนหลอกหลอน ดีนะที่ตอนวิ่งขาไป ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว ทำให้ไม่ตกใจมาก เพราะน้องๆเล่นส่งเสียงได้น่าเขย่าขวัญมาก ตอนวิ่งกลับมา ยังคิดอยู่เลยว่าน้องๆจะเหนื่อยกันไหม ก็เห็นว่าดูเสียงอ่อยลงไปบ้าง แต่ยังสู้ตาย ส่งเสียง ทำท่าหลอกหลอนได้อยู่ เราได้ยินเสียงคุณลุงที่วิ่งตามมาข้างหลังส่งเสียงทักน้องๆว่า “นี่ๆ ได้กินข้าวกันบ้างหรือเปล่าเนี่ย?” เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มทั้งจากน้องๆซอมบี้และนักวิ่งด้วยกัน นอกจากกลุ่มซอมบี้แล้ว ก็ยังมีกลุ่มซูเปอร์ฮีโร่ เราไม่ได้หยุดถ่ายรูปด้วย มองผ่านๆเหมือนมีสไปเดอร์แมน ฮัลค์ แบทแมน อะไรทำนองนี้ 4-5 คน เราตั้งใจมองคนที่แต่งเป็นฮัลค์ เพราะมีกล้ามจริงๆที่โตมากๆ เห็นเพื่อนนักวิ่งหยุดถ่ายรูปด้วยอย่างสนุกสนาน ดีนะคะ เป็นสีสันของงานค่ะ ตอนวิ่งเข้าบึงหนองบอน ช่วงเข้าโค้งแรก หันไปเห็นวิวน้ำกับพระอาทิตย์ที่กำลังขึ้น ทำให้รู้สึกสดชื่น แต่ความสดชื่นก็หายไปเมื่อเจอกับเนินแรก แม้ไม่ชันแต่สำหรับคนที่ไม่ได้เตรียมใจมาก็เล่นเอาหวั่นใจค่ะ เนินในนี้ไม่ชันและไม่ยาว ขึ้นๆลงๆพอให้กล้ามเนื้อขาได้ปรับการออกแรงดี เราวิ่งไปถึงจุดกลับตัว ดีใจมากที่ทีมงานแจกผ้าเย็น ช่วยได้มากค่ะ เพราะวันนี้อากาศอบอ้าวมาก เราเอามาเช็ดหน้า พันคอ แวะราดน้ำใส่ผ้าเย็นที่โต๊ะให้น้ำหลังจากนั้น แต่ท้ายๆแล้วเราเอาน้ำเย็นราดหัวแทนค่ะ รู้สึกร้อนอบอ้าวมากจริงๆ พอเจอโต๊ะแตงโม เลยหยิบทานไป 2 ชิ้น ค่อยชื่นใจค่ะ เมื่อกลับตัวแล้ววิ่งกลับทางเดิม ต้องออกมาวิ่งข้างถนน รถค่อนข้างติด และชะลอหน้าสวน กลิ่นควันรถเลยตลบอบอวลพอสมควร แต่ระยะทางแค่ประมาณกิโลเดียว เลยไม่ทรมานมาก กลับเข้าสวนมาก็เจอเพื่อนนักวิ่งมินิกับฟันรันเริ่มมารวมตัวกัน แต่ถึงจะอย่างนั้นก็ไม่แออัดมากนัก คงเพราะจำกัดจำนวนคน ทำให้ยังวิ่งรักษาความเร็วได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เหมือนงานวิ่งของยูนิเซฟไลน์ อันนั้นต้องเดินกับวิ่งเหยาะๆเกือบตลอดงาน เหรียญงานนี้เป็นทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งสามารถนำไปต่อกับงานอื่นที่จัดโดยสิงห์ได้อีก 3 งาน จริงๆก็อยากจะไปให้ครบทุกงานเพราะว่าเหรียญสวย แต่เนื่องจากเป็นงานที่จัดต่างจังหวัดทั้งหมด เลยทำให้เราไม่สามารถไปร่วมได้ง่ายๆ จึงเหลืองานที่กรุงเทพฯเท่านั้นที่ไปร่วมด้วยได้    มาดูผลงานกันดีกว่าค่ะ สรุปแล้วจบฮาล์ฟไปได้ในเวลา 2:14:08 ชั่วโมง ความเร็วเฉลี่ยเป็นไปตามที่คิดไว้คือ 6:28 นาทีต่อกิโลเมตร เท้าไม่ออกอาการเจ็บแต่อย่างใด ความเร็วจะมากหน่อยช่วงแรกที่ปล่อยตัว อยากฉีกออกจากฝูงชนเล็กน้อย แล้วค่อยมาชะลอรักษาความเร็วทีหลัง หยุดวิ่งแล้วเดินช่วงพักดื่มน้ำ แล้วจึงค่อยไปต่อ เส้นทางวิ่งในงานนี้เราว่าดีนะคะ ไม่แออัดเกินไป ได้วิ่งออกมานอกสวน และปิดถนนให้หนึ่งเลน เส้นทางในบึงหนองบอนก็สวย แม้จะเป็นระยะฮาล์ฟ หากวิ่งในสวนอาจมีความเสี่ยงงงกับเส้นทางได้ แต่ผู้จัดงานนี้ได้เตรียมเส้นทางได้ดี ไม่วกวน ไม่งง มีป้ายบอกทิศทางที่ดูง่าย มีป้ายบอกระยะทางชัดเจน ไม่สับสน แถมทำเส้นทางทั้ง 3 ระยะแยกกันได้ดี ไม่งงกลับตัวผิดถูก อันนี้ต้องขอชื่นชมค่ะ เนื่องจากวันนี้ตั้งใจแข่งกับตัวเอง จึงปล่อยชีพจรไปตามที่ควรจะเป็น ตามสภาพการแข่งขัน หัวใจจึงเข้าไปอยู่โซน 4 และ 5 ซะมาก ได้ผลทั้งต่อระบบพลังงานทั้งที่ใช้และไม่ใช้ออกซิเจน จำนวนก้าวอยู่ในช่วงกว้างตั้งแต่ 166 ถึง 239 ก้าวต่อนาที เส้นทางวิ่งมีขึ้นเนินลงเนินบ้างให้ได้ท้าทายความสามารถ อากาศพอรับได้ จะมีช่วงที่พระอาทิตย์ขึ้นแล้วเริ่มร้อนอบอ้าว จนกระหายน้ำได้ง่ายมากขึ้น การวิ่งวันนี้ค่อนข้างพอใจผลการวิ่งของตัวเอง แม้ระยะหลังที่เริ่มเจ็บเท้า เราจะพยายามปรับท่าวิ่ง เน้นใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ซึ่งต้องใช้พลังงานมากขึ้น ทำให้ความทนทานที่เคยมีน้อยลง ขาล้าง่ายขึ้น แต่ก็ถือว่าต้องปรับตัวใหม่ เดี๋ยวร่างกายก็ชิน คิดซะว่าเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บที่อาจมากขึ้น จนไม่สามารถวิ่งได้ในอนาคต ความฝันที่จะวิ่งให้ได้จนถึงอายุ 80 ปี อาจต้องพังทลายลง การไม่ยอมรับอะไร มีแต่จะทำให้แย่ลง ให้เลิกคิดเรื่องที่ว่าจะทำไม่ได้ ให้คิดใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้ได้ดีกว่า เมื่อเงื่อนไขชีวิตเปลี่ยน เราก็ต้องปรับตัวกันไป ถ้าวิ่งอัลตร้าไม่ได้ ก็ลดเหลือฟูล ถ้าวิ่งฟูลไม่ได้ก็ลดเหลือฮาล์ฟ ถ้าฮาล์ฟไม่ได้ก็เหลือมินิ ถ้ามินิไม่ได้ก็เหลือฟันรัน ถ้าวิ่งไม่ได้ก็เหลือเดิน อย่างน้อยชีวิตก็ยังก้าวไปข้างหน้าแค่เพียงเรายกขาก้าวไป แค่นั้นเอง เมื่อประตูบานหนึ่งปิด จะมีอีกบานหนึ่งเปิดเสมอแค่เราหาให้เจอ แล้วเดินไปเปิดมัน ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีประตูบานใหม่ให้เปิดไปค้นหากันเสมอนะคะ

ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้

วันที่ 6 พ.ค. 2561 มีโอกาสได้เข้าร่วมงานวิ่งในตำนานที่มีชื่อว่า Bumrungrad 10-Hour Ultramarathon แห่งชมรมวิ่งสวนพฤกษ์ 99 ณ สวนนวมินทร์ภิรมย์ เนื่องจากเป็นงานที่ได้ชื่อว่าอัลตร้า และเราก็ไม่เคยคิดลงวิ่งอัลตร้า เลยไม่ได้สนใจอ่านรายละเอียด เพิ่งมารู้ว่ามีการวิ่งแบบทีมด้วย ทุกอย่างจึงใหม่หมดค่ะ ทั้งสถานที่ กติกา การเตรียมตัว เราไม่เคยร่วมงานลักษณะนี้เลยออกจะงงๆ เตรียมตัวไม่ค่อยถูก เนื่องจากทางโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ที่เรากำลังทำงานอยู่เป็นผู้สนับสนุนหลักของงาน จึงได้รับโควต้านักวิ่งผ่านมาทางชมรม Bumrungrad Running Club แรกๆเราคิดว่าจะขอไปเป็นอาสาสมัครบูธปฐมพยาบาลของโรงพยาบาล จึงไม่แจ้งความจำนงลงร่วมวิ่ง แต่ไปๆมาๆ ก็ได้รับการชักชวนมาวิ่งทีมจากทันตแพทย์ที่เป็นคนไข้ของเราเอง ด้วยความที่ทีมยังขาด 1 คน เลยยอมรับปากและคิดว่าขอวิ่งผลัดแรก แล้วค่อยไปช่วยที่บูธเอาละกัน เรามาดูโปรแกรมซ้อมมาราธอน ก็เป็นจังหวะดีที่วันนั้นจะต้องซ้อมวิ่งเวลา 2:15 ชั่วโมง และการวิ่งแข่ง 1 ผลัดก็ใช้เวลา 2:30…

เมื่อเรามีเงื่อนไขที่น้อยลง เราก็จะเปิดใจมากขึ้น

กว่าจะได้รีวิวงานวิ่ง เสมือนจริงอีกหนึ่งงาน ก็จนกว่าจะหาเสื้อวิ่งที่ได้รับครบทุกตัว เนื่องจากเสื้อวิ่งทั้ง 5 ตัวถูกส่งมาต่างวาระกัน เลยทำให้หยิบไปใช้ ส่งไปซัก กลับมาเร็วบ้าง ช้าบ้าง ต่างเวลากันไป เสื้อสวย เลยชอบใช้น่ะค่ะ กว่าจะครบเอามาถ่ายรูปได้ เวลาก็ล่วงเลยไปไกลหลังจากวันจบงานจริงพอสมควร ข้อดีของงานวิ่งเสมือนจริงคือ เราจะได้เป็นผู้กำหนดเส้นทาง วัน เวลา และสถานที่ในการวิ่งของตัวเองได้ โดยที่กิจกรรม “วิ่งทั่วไทยไปทุกภาค – Thailand Virtual Run Series 2017” เป็นอีกหนึ่งคำตอบของนักวิ่งอิสระที่ไม่ต้องการสนามแข่ง พอใจวิ่งที่ไหนก็วิ่ง ไปเที่ยวไหนก็แค่พกเสื้อกางเกงรองเท้าไปด้วย ใจครึ้มๆ ใจร่มๆเมื่อไรก็แค่เปลี่ยนชุด ใส่รองเท้าแล้วออกวิ่งเลย กิจกรรมประกอบด้วย 5 รายการวิ่งที่แบ่งตามภูมิภาคของประเทศไทย ได้แก่ วิ่งทั่วไทยไปแอ่วเหนือ(Run North) วิ่งทั่วไทยไปแซ่บอีสาน(Run E-San) วิ่งทั่วไทยสุขที่กลางใจ(Run Central) วิ่งทั่วไทยไปตะวันออก(Run East) วิ่งทั่วไทยไปปักษ์ใต้(Run South) โดยวันที่จัดกิจกรรมนับตั้งแต่ 25 กันยายน 2560 – 25 เมษายน 2561 และให้วิ่งแต่ละครั้งระยะทางเท่ากับ 10 กิโลเมตรหรือจะวิ่งมากกว่าก็ได้ สถานที่วิ่งคือวิ่งในจังหวัดที่กำหนดตามภูมิภาคต่างๆ ดังนี้ ภาคเหนือ  17 จังหวัด – กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี เชียงราย เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด – กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บึงกาฬ บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี เลย ภาคกลาง 19 จังหวัด – กรุงเทพมหานคร กาญจนบุรี ชัยนาถ นครนายก นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง เพชรบุรี ภาคตะวันออก 7 จังหวัด – จันทบุรี ชลบุรี ตราด ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ภาคใต้ 14 จังหวัด – กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ยะลาระนอง สงขลา สตูล สุราษฏร์ธานี และเมื่อเพื่อนๆวิ่งเสร็จในจังหวัดที่เพื่อนๆเลือกแล้ว ก็จะต้องส่งผลการวิ่งให้กับทางผู้จัด จึงจะได้รับเสื้อที่ระลึก และเหรียญรางวัล แอบเสียดาย น่าจะให้เสื้อก่อนไปวิ่ง จะได้ใส่วิ่งและถ่ายรูปด้วย ส่วนใครที่ไม่ได้ส่งผล ก็จะได้รับแค่เสื้อ แต่จะไม่ได้เหรียญ ซึ่งจะเป็นที่น่าเสียดายมาก เพราะงานนี้เหรียญมีความเก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร ตรงที่เหรียญแต่ละภาค เมื่อนำมาต่อรวมกันจะได้เป็นรูปประเทศไทย และเหรียญแต่ละภาคนั้นมีความใหญ่และหนา พร้อมสลักชื่อจังหวัดในภาคนั้นพร้อมภาพการ์ตูนน่ารักๆประกอบ ธีมของแต่ละภาคคือโทนสี 5 สี ภาคเหนือสีม่วง ภาคอีสานสีแดง ภาคตะวันออกสีส้ม ภาคกลางสีเขียว และภาคใต้สีน้ำเงิน เสื้อก็จะออกแบบตามโทนสี และมีรูปกราฟฟิกเป็นสัญลักษณ์ของภาคนั้นๆประกอบด้วย วัตถุประสงค์ของผู้จัดกิจกรรมนี้ก็คือส่งเสริมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ส่งเสริมการท่องเที่ยวทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย และเป็นกิจกรรมการกุศลเพื่อโอกาสทางการศึกษาของน้องๆ นักเรียนในโรงเรียนที่ยังขาดโอกาส โดยรายชื่อโรงเรียนที่ได้รับเงินช่วยเหลือคือ ภาคเหนือ มอบให้ โรงเรียนบ้านน้ำปูน ต.น้ำพาง อ.แม่จริม จ.น่าน ภาคอีสาน มอบให้ โรงเรียนบ้านโคกสหกรณ์เทพรักษา อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น ภาคกลาง มอบให้ โรงเรียนวัดเขาแก้วมุขดาราม ต.คลองเรือ อ.วิหารแดง จ.สระบุรี ภาคตะวันออก มอบให้ โรงเรียนบ้านน้ำกร่อย ต.ห้วยทับมอญ อ.เขาชะเมา จ.ระยอง ภาคใต้ มอบให้ โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ ต.กาหลง อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส วัตถุประสงค์ชัดเจน มีธีมงานชัดเจน เหรียญสวย เสื้อสวย เมื่อทุกอย่างพร้อม ลงตัว ก็จัดการสมัคร ทั้งที่เราก็ไม่รู้หรอกว่า จะสามารถวิ่งได้ครบทุกภาคไหม และจะได้เหรียญมาประกอบเป็นรูปประเทศไทยครบไหม ว่าแล้ว ก็ลงมือวางแผนเที่ยว เอ้ย วางแผนวิ่งกันดีกว่า เราเองเป็นคนกรุงเทพ เรื่องวิ่งภาคกลางคงไม่เท่าไหร่ สบายมาก แค่ลงวิ่งงานไหนสักงานที่เป็นมินิมาราธอนก็เรียบร้อย ส่วนเดือนพฤศจิกายนก็ลงงานวิ่งฟูลมาราธอนไว้ที่เชียงใหม่ ดังนั้นก็จะได้ภาคเหนือแล้ว และปี 2560 ก็มีลงงานวิ่งที่เขาใหญ่ไว้ แน่นอนว่าจะเก็บภาคอีสานได้อีกภาค ทีนี้เหลือภาคตะวันออก กับภาคใต้ ภาคตะวันออกไม่ยาก ไปใกล้ๆแค่พัทยา บางแสน ก็ได้แล้ว เลยลงมือจัดเที่ยวพักร้อนกับแฟนที่บางแสนซะเลย ได้วิ่งด้วย ได้ไปเติมความหวานด้วย ส่วนภาคใต้นี่เอาไงดี ต้องตั้งใจไปมากๆ ถ้าหัวหิน ปราณบุรีก็ยังไม่ใต้พอ สุดท้ายเลยพาครอบครัวไปเที่ยวที่นครศรีธรรมราชซะเลย อยากพาพี่ๆไปเที่ยวนานแล้ว เลยเคาะซื้อตั๋วเครื่องบินไว้ตั้งแต่ยังไม่จบปี 2017 ช่วงเวลาไปได้ก็คือช่วงต้นเดือนเมษายน เดือนสุดท้ายของกิจกรรมพอดี เสื้อภาคกลางคือสีเขียวบอกถึงที่ราบลุ่ม สัญลักษณ์ของภาคกลางจริงๆค่ะ เราลงวิ่งงานสหเวชจุฬาเอาไว้ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2017 เป็นระยะมินิ 10.45 กิโลเมตร จบด้วยเวลา 1:00:39 ชั่วโมง ความเร็ว 5:48 นาทีต่อกิโลเมตร สถานที่วิ่งก็คือ อุทยาน 100 ปี และบริเวณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยค่ะ  …

จงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และเอาตัวเองออกมาจากการไม่สามารถยอมรับอะไรได้

หลังจากงานวิ่งงานล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มี.ค. เราวิ่ง 10.5 กิโลเมตรไปด้วยเวลา 59.33 นาที แต่มาจบด้วยเวลาประมาณ 1:20 ชั่วโมง ในงานวันที่ 29 เม.ย. นี้ เรียกได้ว่า ไปเรื่อยๆ ไม่คิดเร็วมากกว่า เหตุที่วิ่งช้าลงเพราะความกลัวล้วนๆ ด้วยว่า 1 เดือนที่ผ่านมาต้องผจญกับอาการเจ็บเส้นเอ็นพยุงฝ่าเท้า และปุ่มกระดูกเท้าที่ยื่นมาแต่เกิดนั้นเกิดอักเสบขึ้นมา จนโค้งเท้าล้มลงกว่าปกติ จากเดิมโค้งเท้าแบนเล็กน้อย ทำให้ต้องลดระยะทางซ้อมวิ่งรวมลง เราต้องหยุดวิ่งไป 1 สัปดาห์ พักรักษาตัวด้วยการทำทั้งเลเซอร์ และอัลตราซาวน์ ยืดกล้ามเนื้อ ออกกำลังเสริมกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน แล้วค่อยๆกลับมาวิ่ง เรากำลังอยู่ในโปรแกรมซ้อมไปฟูลมาราธอนที่นาวิกโยธิน เลยจำเป็นต้องปรับโปรแกรมซ้อมใหม่ทั้งหมด ให้จำนวนวันวิ่งน้อยลงแต่ระยะทางรวมยังคงเสริมการวิ่งฟูลมาราธอน สาเหตุของอาการเจ็บคงมาจากหลายสาเหตุรวมกัน ทั้งเพิ่มระยะวิ่งรวมมากกว่าเดิมค่อนข้างมาก แม้จะค่อยๆเพิ่มก็ตาม ไปวิ่งบนพื้นทรายมาเมื่อไปเที่ยวต้นเดือน ก่อนหน้านั้นก็ City run แบบทางไกล ซึ่งล้วนแต่ใช้กล้ามเนื้อฝ่าเท้ามาก และมีแรงกระแทกรวมต่อเท้ามาก นอกจากนั้นด้วยความที่งานค่อนข้างยุ่ง เลยละเลยการออกกำลังเสริมกล้ามเนื้อรวมทั้งตัว ไม่ได้ออกกำลังชนิดอื่นสลับกับวิ่ง ยืดกล้ามเนื้อน้อยลง เลยทำให้ค่อยๆมีอาการสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ เราสามารถวิ่งได้ 10 กิโลเมตรสบายๆ โดยไม่มีอาการเจ็บ แต่หลังวิ่งจะรู้สึกระบมเล็กน้อย และถ้าวิ่งเกิน 13 กิโลเมตรขึ้นไป จะมีอาการล้าเท้า และช้ำที่ปุ่มกระดูก เวลาวิ่งทุกวันนี้เลยรู้สึกเหมือนแขยง ไม่กล้าวางเท้าลงเต็มที่ และยังปรับท่าวิ่งใหม่ ให้ใช้กล้ามเนื้อสะโพกและเข่ารองรับแรงกระแทกมากขึ้น แม้จะได้ผลดี แต่เนื่องจากเพิ่งเริ่มฝึกไม่นาน จึงทำให้กล้ามเนื้อล้าง่าย จนทำให้ต้องวิ่งช้าลง งานวิ่งวันนี้ชื่องานว่า “นกขมิ้นวิ่งในสวน ครั้งที่ 3” จัดที่สวนรถไฟ เราเคยเข้าร่วมแล้วในครั้งที่ 2 ด้วยเพราะเหรียญน่ารัก แต่ปีนี้เข้าร่วมเพราะอยากร่วมทำบุญ และใกล้บ้าน แค่นั้นค่ะ และวันนี้การซ้อมคือการวิ่งให้ได้ 1:30 ชั่วโมง เราเลยวิ่งแบบระมัดระวัง วิ่งคุมกล้ามเนื้อ คุมท่าให้ถูก เรียกว่าต้องทำสมาธิตลอดเส้นทาง เรื่องความเร็วเลยไม่ได้สนใจ สนใจแค่เราคุมท่าได้ถูกต้องเป็นพอค่ะ ก่อนวิ่งก็ต้องเตรียมของให้พร้อม เพราะตื่นมาก็จะได้ไม่ลืมโน่นลืมนี่ จบงานวิ่งนี้ด้วยเวลารวมทั้งหมดทั้งตอนวิ่งก่อน และหลังช่วงการแข่งขัน ใช้เวลาไป 1:37:11 ชั่วโมง ได้ระยะทางรวม 13.78 กิโลเมตร ด้วยความเร็วเฉลี่ย 7:03 นาทีต่อกิโลเมตร มีหยุดเดินตรงจุดให้น้ำเป็นช่วงๆ ชีพจรโดยรวมอยู่ในโซน 4 และ 5 ทั้งๆที่ไม่รู้สึกเหนื่อยขนาดนั้น แม้อากาศจะไม่ได้ร้อนมาก แต่สำหรับเรามันคือความชื้นต่างหากที่รู้สึกทำให้หนึบหนับตัว วิ่งแล้วไม่สบายตัว และคงเพราะกังวลกับอาการที่เท้า เลยทำให้ชีพจรสูงกว่าปกติก็เป็นได้ ส่วนจำนวนก้าวต่อนาทีก็ค่อนข้างมากกว่าปกติที่เคยวิ่งประมาณ 160-180 ก้าวต่อนาที กลับมีช่วงที่ขึ้นถึง 247 ก้าวต่อนาที น่าจะช่วงหลังที่เริ่มล้าขาแล้วนั่นเอง ส่วนความสูงของเส้นทางวิ่งก็เป็นไปตามเนินของเส้นทาง ไม่ชันมากค่ะ เส้นทางวิ่งวันนี้วนเวียนอยู่ที่สวนรถไฟเป็นส่วนใหญ่ เรานั่งรถแท๊กซี่ออกจากคอนโดไปลงตรงตึก ปตท แล้ววิ่งวอร์มเข้าไปที่จุดปล่อยตัว ยืดกล้ามเนื้อ อบอุ่นร่างกาย ปล่อยตัว วิ่งจนครบระยะ รับเหรียญแล้วก็วิ่งออกมาสวนจตุจักรเลย แล้วก็นั่งมอเตอร์ไซค์กลับเข้าคอนโด เราลืมกดหยุดนาฬิกาค่ะ เลยทำให้เหมือนมีเส้นเกินออกมา เหรียญงานวันนี้ก็น่ารักตามงาน เป็นรูปนกบินค่ะ เมื่อร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางแย่ลง สิ่งที่จะทำได้ดีที่สุดคือการตั้งสติ และคิดหาสาเหตุตามความเป็นจริง เพื่อที่จะหาทางแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดและเร็วที่สุด ป้องกันปัญหาที่เกิดเลวร้ายลงไปกว่าเดิมโดยไม่จำเป็น ไม่ตื่นตูม ไม่โวยวาย และไม่หลอกตัวเองว่าอะไรๆมันจะดีขึ้นเอง เมื่อพฤติกรรมเดิมๆของตัวเอง คือสาเหตุของปัญหา การหลอกตัวเองว่าไม่น่ามีอะไร และยังคงทำพฤติกรรมเดิมอยู่ ยิ่งมีแต่จะทำให้ปัญหาแย่ลง ดังที่เคยมีเพื่อนนักวิ่งท่านหนึ่งโพสลงในกลุ่มว่า “จงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และเอาตัวเองออกมาจากการไม่สามารถยอมรับอะไรได้” สิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ คือ ตารางซ้อม ระยะทาง ความเร็ว เวลา การออกกำลังเสริมกล้ามเนื้อ การคุมท่าวิ่ง สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ คือปุ่มกระดูกที่เรามีมาแต่กำเนิด แถมยังเป็นจุดเกาะให้กับเส้นเอ็นกล้ามเนื้อที่พยุงโค้งเท้าเป็นหลักซะอีก และสิ่งสำคัญที่สุดคือ การยอมรับความจริงให้เร็วที่สุด เพื่อให้เกิดปัญหาสั้นที่สุด และลงมือแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ได้ผลที่วัดได้จริง และมีประโยชน์จริงค่ะ ขอให้เพื่อนนักวิ่งไม่มีปัญหากับร่างกายกันนะคะ  

ไม่มีการลองทำ มีแต่ลงมือทำ หรือไม่ทำเท่านั้น

ในที่สุดก็ได้รับกล่องพัสดุส่งมาที่บ้าน ภายในกล่องบรรจุเหรียญรางวัล 1 เหรียญ เสื้อที่มีชื่อเราอยู่ด้านหลังเสื้อ 1 ตัว และแผ่นกระดาษโปสการ์ดไว้บันทึกความสำเร็จ จบไปอีก 1 งาน กับงานวิ่งเสมือนจริง งานนี้หน้ามืดสมัครเพราะผู้จัดจะทำเสื้อที่มีชื่อเราให้ ทำให้เป็นเสื้อที่มีตัวเดียวในโลก และเหรียญก็น่ารักธีมญึ่ปุ่นแบบไม่ผิดหวังเมื่อแกะดู งานวิ่งนี้มีชื่อว่า Make a wish virtual run จัดโดย VR Run ที่เราเคยใช้บริการมาแล้ว มีระยะทางวิ่งให้เก็บ 3 ระยะ คือ Make a Goal 118 km, Make a Wish 218 กิโลเมตร และ Make a Promise 318…

การวิ่งไม่เคยทรยศคนขยันและมีวินัย

ช่วงนี้การงานทำให้ไม่สามารถไปร่วมงานวิ่งได้อย่างสบายใจ แถมวันวิ่งซ้อมยาวในโปรแกรมฟูลมาราธอนช่วงนี้ก็เกินกว่า 16 กิโลเมตรขึ้นไป จะให้ลงงานฮาล์ฟมาราธอน ก็ไม่ค่อยมีงาน และเวลาก็ไม่ตรงกับวันทำงาน เลยต้องวิ่งเองตอนเย็นหลังเลิกงาน วันนี้เลิกงานตอนบ่ายสี่โมง ต้องวิ่ง 16 กิโลเมตร กลับถึงบ้านแล้ว เลยสะพายเป้น้ำ ออกวิ่ง กะว่าจะ City run วิ่งจากบ้านที่ถนนจันทน์ ไปสวนลุม ต่อทางวิ่งลอยฟ้า ไปสวนเบญจกิตติ วิ่งวนรอบสวน 1 รอบ แล้ววิ่งกลับ เลยถือโอกาสรีวิวทางเท้าที่วิ่งมาให้เพื่อนๆดูค่ะ เราตั้งต้นจากถนนจันทน์แถวที่เค้าเรียกกันว่า สะพาน 3 คือแยกถนนจันทน์ตัดกับเซ็นต์หลุยส์ แล้วออกวิ่งไปทางถนนนราธิวาส มุ่งหน้าสาทร ตอนแรกไม่ได้กะจะรีวิวเลยไม่ได้ถ่ายรูปมา แต่พอนึกได้ว่าจะรีวิวให้เพื่อนๆดู ก็เลยเริ่มถ่ายรูปตรงทางเดินรถไฟฟ้าช่องนนทรีเป็น checkpoint แรก ทางเท้าบริเวณถนนนราธิวาสเป็นกระเบื้องที่พะเยิบพะยาบ ต้องเลือกวางเท้าดีๆ การวิ่งบนพื้นผิวแบบนี้ต้องมีสมาธิมากๆค่ะ ไม่งั้นอาจเหยียบพลาดและข้อเท้าพลิกได้ง่าย โผล่มาสาทร แล้วก็วิ่งเลาะถนนไปทางสวนลุม…

ไม่ถึงต้องเขย่ง ไม่เก่งต้องขยัน

คำพูดที่จั่วหัวข้อนี้มาจากพี่เอียด ส.อ.สุพิศ จันทรัตน์ นักวิ่งขาเก๋าและขาแรงในวงการวิ่งที่นักวิ่งหลายท่านรู้จักกันดี แถมเป็นนักวิ่งบอดี้การ์ดให้กับพี่ตูน บอดี้สแลม ในงานวิ่งก้าวคนละก้าวซะด้วย พี่เอียดเป็นนักวิ่งที่เริ่มวิ่งตั้งแต่เด็กๆ เป็นนักวิ่งของโรงเรียน และสามารถพูดได้เต็มปากว่าพี่เอียดวิ่งเพื่อปากท้องโดยแท้ พีเอียดวิ่งเก่งถึงขนาดได้รับทุนเรียนฟรีตั้งแต่โรงเรียนยันมหาวิทยาลัย แต่ละงานที่ลงวิ่ง หวังรางวัลที่เป็นจำนวนเงินมากกว่าถ้วย เพราะหมายถึงเงินค่าข้าวที่พี่เอียดจะสามารถเลี้ยงปากท้องตัวเองให้รอดไปได้อีกหลายมื้อ แทนที่จะต้องรบกวนเงินทองจากทางบ้าน พี่เอียดมีความขยันในการฝึกซ้อมมาก นอกจากใจรักแล้ว ยังมีเหตุผลดังที่กล่าวมาสนับสนุน จนทำให้พี่เอียดกลายเป็นนักวิ่งแนวหน้า ไปสนามไหนก็กวาดรางวัลมาได้หมด พี่เอียดเคยทำชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมามากมาย พี่เอียดเคยคว้ารางวัลชนะเลิศรองอันดับ 1 ประเภททีมชาติ ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาครองด้วยสถิติ 02:40:13 ในการแข่งขันวิ่งมาราธอน “เดอะ เกรทเทส เรส ออน เอิร์ธ” ณ สนามที่ 3 เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย พี่เอียดมีคติประจำใจ นั่นคือ “ไม่ถึงต้องเขย่ง ไม่เก่งต้องขยัน” นั่นหมายความว่า พี่เอียดไม่ใช่คนที่นั่งรอรับผลประโยชน์จากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว…