Category: ประสบการณ์วิ่งมาราธอน

ถ้าไม่เจออุปสรรค เราคงไม่รู้จักกันมากขึ้น

ทฤษฎีว่าด้วยการทำความรู้จักร่างกายตัวเองนั่นก็คือ ต้องเจอจุดที่แย่ของมันก่อน เราจะได้เรียนรู้มันในมุมแย่ๆ จะได้รู้จักอยากลึกซึ้ง วันนี้ได้เจออาการงอแงเหมือนเด็กที่อยากเล่นของเล่นแต่ไม่ได้เล่น อยากออกไปเที่ยวแต่ไม่ได้ไป เราก็ได้แต่ค้นหาคำตอบว่า จะเอาไงดีหว่า มีทางเลือกใหญ่ๆอยู่สองทางคือ หยุดกับไปต่อ ทายซิว่า เราเลือกทางไหน วันนี้เป็นวันวิ่งแข่งทดสอบความสามารถระหว่างตารางซ้อมฟูลมาราธอน ภารกิจเราคือวิ่งฮาล์ฟด้วยเวลาที่ดีที่สุดที่ร่างกายเราจะทำได้ เราลงงานวิ่ง Thailand International Half Marathon 2018 ที่จัดโดยสมาคมธรรมศาสตร์โดยออแกไนเซอร์คือ Jog and Joy ผู้ซึ่งเป็นผู้จัดรายเก่าแก่ในประเทศไทย เราเคยร่วมงานนี้ 2 ปีแล้ว เพราะอยากสนับสนุนมหาวิทยาลัยที่จบปริญญาตรีมา ซึ่งเป็นงานที่จัดอย่างง่ายๆ มีมาตรฐานดี ไม่เคยเจอปัญหา เลยลงสมัครใหม่ เป็นสนามที่วิ่งที่สะพานพระราม 8 เรียบๆรื่นๆ เนินเล็กๆน้อยๆขำๆ ปิดการจาจรได้ดี 100% เวลาวิ่งอยู่ข้างบน วัตถุประสงค์ของการจัดงานนี้ค่อนข้างเรียบง่าย ชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่ใช่เพื่อการกุศลเป็นหลัก ทั้งส่งเสริมให้ประชาชนมาออกกำลัง สนับสนุนการท่องเที่ยว เพราะเป็นงานแข่งขันระดับอินเตอร์ เห็นว่ามีการเชิญนักวิ่งต่างชาติมาเข้าร่วมมากมาย เป็นการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ มีที่ระบุว่า นำรายได้สนับสนุนการพัฒนาสังคมในด้านการศึกษา กีฬา และอื่นๆ อันเป็นประโยชน์ ต่อสังคมและประเทศชาติ งานนี้มีผู้สนับสนุนเป็น ANOC, Thailand Olympic Academy, กรุงเทพมหานคร และสมาคมกรีฑาแห่งประเทศไทย ด้วยเวลาที่ทาง Jog and Joy แจ้งรับเสื้อค่อนข้างจำกัด สถานที่เราไปได้ แต่ปัญหาคือเวลา รับได้ถึง 18.00น. ซึ่งเราเป็นคนทำงานวันเสาร์อาทิตย์ กว่าจะเลิกงานก็ 17.30น. ไม่มีทางไปทันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะที่สมาคมธรรมศาสตร์ หรือสะพานพระราม 8 ซ้ำร้ายไม่มีบริการจัดส่งเสื้อทางไปรษณีย์ซึ่งถือว่าแย่มาก แต่ยังดีว่าให้รับเสื้อหน้างานได้ แต่คนที่ต้องซักเสื้อก่อนใส่อย่างเรา คงไม่สามารถใส่เสื้อร่วมงานได้แน่ๆ ว่าด้วยเรื่องเสื้ออีกเรื่อง Jog and Joy มีแบบเสื้อที่ค่อนข้างล้าสมัย เราเป็นผู้หญิงที่ไม่ชอบใส่เสื้อผู้หญิง เสื้อกล้ามที่ทาง Jog and Joy ทำมา จะใส่ให้สวยก็ต้องเข้ารูป ซึ่งเราไม่ชอบใส่ เพราะรู้สึกอึดอัด จะเลือกให้เป็นแบบมีแขน ก็เลือกไม่ได้ ไม่รู้ทำไมถึงไม่ให้เลือก พอเราได้รับเสื้อมา ไม่ต้องเปิดดูเลย ไม่ใส่แน่นอน ทั้งแบบก็ใส่ไม่ได้ แถมไม่ได้ซักอีกต่างหาก เอาเป็นว่า เสียดายเงิน น่าจะมีราคาที่ไม่มีเสื้อมาให้เลือกด้วย คงจะดี เราเคยพยายามใส่แล้ว (Jog and Joy จะทำเสื้อสำหรับผู้หญิงเป็นเสื้อกล้ามเว้าหลัง) ถ่ายรูปออกมาไม่สวยเลย นอกจากนั้น หลายๆอย่างยังล้าสมัยทั้งระบบสมัครและแจ้งชำระเงิน รูปแบบงาน และลายเสื้อ บ่น Jog and Joy ไปซะเยอะ หลายคนคงคิดว่าแล้วจะไปทำไม พูดตรงๆเลยนะ เป็นงานฮาล์ฟเดียวของช่วงนี้ในกรุงเทพพอดี แถมเป็นสนามสะพานพระราม 8 ที่วิ่งสบายด้วย เอาเป็นว่า ตัดสินใจมาวิ่งแล้ว ก็มาวิ่งให้เสร็จภารกิจไป เราไปถึงงานตีสามครึ่งเพื่อรับบิบ ติดบิบ แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ก่อนออกจากบ้านแวะ 7-11 ซื้อข้าวห่อสาหร่ายกับไข่ต้มทานบนรถแท๊กซี่ ยืดๆเหยียดๆได้ไม่นานก็ถึงเวลาปล่อยตัว เจ้าหน้าปล่อยให้เชคอินก่อนเวลาปล่อยตัว 10 นาที เราเดินเข้าไปอยู่ค่อนไปทางด้านหน้า ปล่อยขาแรงชาวต่างชาติและชาวไทยให้ขึ้นไปข้างหน้าก่อน และแล้วก็เดจาวู เจอทุกงาน พวกที่ชอบเดินแทรกเข้ามาในตอนหลัง ที่รู้สึกแย่จริงๆ คือเป็นผู้ชายเหงื่อท่วมตัว ออกกลิ่นตุแล้ว เดินแทรกมากับเพื่อนคนหนึ่ง และหยุดข้างๆเรา เพราะบอกตรงๆว่ามันแน่นมากจนไม่น่าจะสามารถเบียดได้อีกแล้ว ก็ยังพยานามยึกยักจะไปต่อ ปกติเราจะยืนเฉยๆ แต่นี่ทนไม่ไหวก็เลยหันไปมองหน้า หลังจากที่โดนชน บอกตรงๆว่ารังเกียจนะ ตัวเปียกเหงื่อโซม มาโดนตัวนี่ ใครก็ไม่รู้ไม่รู้จัก คือมันรู้สึกขยะแขยงมากเลย นี่ยังดีพอมองหน้า ยังก้มหน้าเชิงขอโทษ ปล่อยตัวออกไปแล้ว แผนเราวันนี้คือ 1 กิโลเมตรแรกวิ่งเร่งออกไปก่อน แล้วค่อยผ่อนลงเป็นเพซเร็วนิดนึงประมาณ 6:00 พอพ้น 5 กิโลเมตรแรก ค่อยผ่อนลงเป็น 6:30 – 6:40 แล้วให้คงความเร็วนี้ไปเรื่อยๆ จน 5 กิโลเมตรสุดท้ายให้เร่งเท่าที่ได้ อาจจะ 6:00-6:30  เราทำได้ดีมาโดยตลอดใน 4 กิโลแรก แม้จะมีอาการง่วงนอน ร่างกายไม่ยอมตื่น โยเยเหมือนเด็ก ใจก็ร่ำๆอยากกลับไปนอน “จะกลับไปได้ยังไง อายเค้าตายเลย” คิดในใจบอกร่างกายไป เราเหมือนวิ่งหลับใน ไม่ค่อยมีสติ ได้แต่บอกตัวเอง คอยยกขาขึ้นวางลงไปเรื่อยๆก็พอ เดี๋ยวก็ถึง ออกจะงงกับตัวเองว่าทำไมวันนี้งอแงจัง อาจจะด้วยเหมือนมีอาการแพ้อากาศ จมูกฟึดฟัดมาตั้งแต่สองวันก่อนด้วยก็ได้ พอเข้ากิโลเมตรที่ 5 เราก็เริ่มมีอาการจุกแน่นที่กระเพาะ ก็คิดแล้วว่าเริ่มเป็นอีกแล้ว เราเคยมีอาการเดียวกันที่สนามนี้ ก็ออกแนวหลอนๆขึ้นมา เราสังเกตแล้วว่าไม่หนักหนามาก อาการไม่เท่าที่เคยเป็น ยังไม่มีอาการปวด มีแค่ลมตีขึ้น แต่ต้องลดความเร็วลง เพราะวิ่งเร็วจะมีแรงกระแทกเยอะ จะจุกจนอึดอัด เราประคับประคองตัวเองไปเรื่อยๆ ระหว่างกิโลเมตรที่ 5-10 ถึงแม้ว่าอาการจะค่อยๆเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เพซก็ยังเป็นไปตามที่วางแผนไว้ ตอนนั้นบอกตัวเองว่า อย่างน้อยให้กลับตัวก่อน กำลังใจจะได้ตามมาอีกเพียบ ตอนกิโลที่10 ท้ายๆ เริ่มมีอาการปวดด้วย และผะอืดผะอม อาการอย่างนี้ล่ะที่กลัว เพราะสามารถทำให้ขาล้าได้ง่ายมาก เราเลยสะกดจิตตัวเองให้คอยดูคนที่กลับตัวมาดีกว่าว่าเค้าจะกลับตัวมาตอนไหน เหมือนพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของร่างกายที่งอแงของเรา นักวิ่งชายคนแรกที่กลับตัวมา ไม่แปลกใจที่เป็นชาวต่างชาติ น่าจะเคนยานั่นแหละ กลับตัวมาตอนที่เราอยู่ที่กิโลเมตรที่ 7 ใช้เวลาไป 45 นาที ส่วนนักวิ่งหญิงกลับตัวมาตอนที่เราอยู่ที่กิโลเมตรที่ 7.5 ในเวลา 48 นาที  เรากลับตัวมาได้แล้ว ถึงกับต้องยอมเดินเพื่อพักแรงกระแทกที่มีต่อกระเพาะ และลดอาการปวดที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นจนเริ่มออกอาการกับทั้งตัว เหงื่อออกมากกว่าปกติ ปวดขึ้นไปถึงคอ สถานี้น้ำแถวนี้มีแตงโมให้ทาน เราเลยทานไปเดินย่อยไป จนอาการค่อยๆดีขึ้น จึงบอกตัวเองให้วิ่ง 1000 ก้าว สลับเดิน 100 ก้าว ไม่กำหนดความเร็วแล้ว แต่เอาอาการที่กระเพาะเป็นหลัก ร่างกายเราเหมือนจะขาดน้ำตาล พอเจอเกลือแร่เลยรับมาดื่ม สถานีหนึ่งน้ำเกลือแร่เย็นก็ยังพอดื่มได้ แต่พอเจอที่ไม่เย็นนี่อยากจะบ้วนทิ้ง เพราะมันหวานมากชนิดว่าหวานนำเลยดีกว่า นี่ไม่ใช่น้ำเกลือแร่ แต่คือน้ำหวานนั่นเอง ไม่แปลกใจทำไมคนไทยน้ำตาลเกินกันเยอะ ดื่มอะไรเกินๆอย่างนี้ตลอด คนวิ่งมินิก็ยังหยุดดื่ม ซึ่งพูดตรงๆเลยว่ามันไม่จำเป็น เอาล่ะประคับประคองต่อมาเรื่อยๆ วิ่งสลับเดินกันไป จนถึงกิโลเมตรที่ 17 อยู่ดีๆอาการจุกแน่นและปวดก็หายไป แรงขาก็มาเลย เราค่อยๆเพิ่มความเร็วมากขึ้นจนกลับเข้าสู่เพซ 6:30 ใน 2 กิโลเมตรสุดท้าย และก็สามารถวิ่งเข้าเส้นชัยได้โดยปลอดภัย งานนี้มาตรฐานการจัดการของงานค่อนข้างดี เราหมายถึงปริมาณน้ำ ซุ้มฝากของ จุดรับบิบ ซุ้มอาหารคิวยาวตามประสา เราไม่คิดต่อคิวอยู่แล้ว ดูจากสปอนเซอร์แล้วก็ไม่ใช่อาหารน่ากินสักเท่าไร เราเลยทำใจซะว่าไปทานข้าวที่บ้านน่าจะดีกว่า วันนี้ไม่ประทับใจเพื่อนร่วมวิ่งเท่าไร เจอคนแย่ๆไม่มีมารยาทเยอะมาก เรื่องวิ่งแซงเนี่ย มันบอกได้เลยนะว่าเรามีกึ๋นหรือเปล่า ถ้าวิ่งแซงแบบคนเก่งจริงๆ ก็ต้องออกข้าง นำไปด้วยควาทเร็วที่มากกว่า แล้วจะตัดเข้ามาวิ่งข้างหน้าเรา เราก็ไม่ว่าอะไร นี่เจอวิ่งแล้วตัดแบบไหล่มาชนเราเลย เจอไม่ต่ำกว่า 2 คน คือแบบไม่เก่งจริงก็อย่ามาแซง บอกตรงๆ มันน่าเหนื่อยใจมาก และมีโยนขวดน้ำตัดหน้าเราด้วย นี่ก็อายุมากแล้ว ยังทำพฤติกรรมอย่างนี้ ก็ไม่รู้ว่ามีลูกจะสอนลูกสอนหลานกันยังไง จะสอนไหมว่า “เฮ้!! ลูกเอ๊ย นี่มันไม่ดีนะลูก อย่าทำตามพ่อเล้ย” อย่างนั้นไหม กล่าวไว้ให้คิด มันบั่นทอนสังคมโดยรวมจริงๆ บ่นเสร็จในใจแล้ว เราก็เดินมาถ่ายรูปเหรียญเป็นที่ระลึก ถ่ายรูปหน้าเส้นเป็นที่ระลึกก่อนจะเดินข้ามสะพานพระราม 8 กลับบ้านแบบง่วงๆงุนๆ วันนี้ลมพัดแรงทั้งตอนวิ่งไปและกลับตัวมาแล้ว ลมมาทางด้านข้าง มีบางช่วงที่แรงมากจนตัวโยกเลย เป็นลมหนาวซึ่งน่าจะทำให้อาการแพ้อากาศกำเริบขึ้นมาอีก ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียกว่าที่คิด สรุปตัวเลขกันสักนิดเช่นเคย…

มาราธอนแรกของเพื่อน ดีใจยิ่งกว่ามาราธอนแรกของตัวเอง

“อย่าเรียกความฝัน เพราะมันคือเป้าหมาย ความฝันมีไว้สำหรับคนที่ยังไม่ลงมือทำ แต่แกทำแล้ว ที่เหลือขึ้นอยู่กับการเดินทางที่จะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น ผลมันก็มีแค่สำเร็จ กับไม่สำเร็จน่ะนะ แต่ชั้นไม่เคยเห็นคนที่วางแผนไว้ แล้วทำตามแผนอย่างมีวินัย ไม่ประสบความสำเร็จนะ และอย่างน้อยระหว่างทาง แกก็มีชั้นเป็นเพื่อนด้วยไง มาราธอนจะสอนเราเอง สู้ๆ” นี่คือคำให้กำลังใจของเรา ส่งไปให้เพื่อนปุ้ย ผ่านหน้า Facebook ในวันที่เพื่อนปุ้ยโพสข้อความกึ่งแนวตั้งความหวังอย่างท้อแท้ ใช่ค่ะ “เพื่อนปุ้ย” คือเพื่อนสนิทสมัยมอปลายที่หันมาชื่นชอบการวิ่ง จนทำให้เราหันมาวิ่งอย่างจริงจังตามไปด้วย แต่พอเราวิ่งจริงจัง ปุ้ยก็หยุดวิ่งไปเพราะงานยุ่ง จนเห็นปุ้ยเริ่มกลับมาวิ่งอีกครั้งหนึ่ง และตั้งเป้าว่าอยากจะไปมาราธอน เป้าหมายสำคัญจึงเกิดขึ้น แรกๆเราบอกปุ้ยเล่นๆว่าไปด้วยกัน แต่เนื่องจากปุ้ยไม่มีความรู้เกี่ยวกับโปรแกรมการวิ่งมาก และเราได้ไปเรียนได้ใบประกาศของ Running Revolution มา จึงร้อนวิชา จัดตารางซ้อมเฉพาะให้ปุ้ยเลย ปุ้ยมีเวลาให้เราถึง 8 เดือน นับจากวันที่ตัดสินใจว่าจะจบฟูลมาราธอน และปุ้ยเพิ่งกลับมาวิ่งได้เพียงไม่กี่เดือน ดังนั้น 2 เดือนแรก เราจึงเน้นให้ปุ้ยวิ่งเพื่อปรับพื้นฐานร่างกายใหม่ ให้เริ่มกลับมาคุ้นเคยกับการเคลื่อนไหวในท่าวิ่ง และปรับตารางเวลาของปุ้ยให้ลงตัวกับการวิ่ง 4 วันต่อสัปดาห์ หลังจากนั้นตารางฝึกซ้อมวิ่ง 6 เดือนจึงเริ่มต้นขึ้น เพื่อนปุ้ยขยันขันแข็ง ส่งการบ้านทุกครั้ง ผ่านไป 2 เดือนเราก็รู้แล้วว่าปุ้ย “ติดลม” แล้ว และพอเข้าช่วงเดือนที่ 3 ถ้าเป็นว่าว เราก็เรียกได้แล้วว่า “ลอยลมบน” เพราะโซนชีพจรของปุ้ยดีขึ้นเรื่อยๆ จนแม้แต่เจ้าตัวเองก็รู้สึกได้ ถึงความเหนื่อยที่น้อยลง ชีพจรที่เหวี่ยงแกว่งน้อยลงแม้จะวิ่งที่ความหนักเท่าเดิม แต่แล้วก่อนวันแข่งเพียง 1 เดือน ปุ้ยเริ่มมีอาการปวดสะโพกซ้าย เรานัดเจอกันเพื่อตรวจดูอาการ พบว่าปุ้ยมีอาการข้อต่อกระเบนเหน็บอักเสบ และกล้ามเนื้อสะโพกอักเสบร่วมด้วย อาการปวดมากจนจำเป็นต้องให้หยุดวิ่งไป 1 สัปดาห์ พร้อมรับการรักษาทางกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง สาเหตุที่พอสรุปได้ก็คงจะเป็นระยะวิ่งที่เพิ่มมากขึ้นถึงจุดสูงสุดของตารางซ้อม บวกกับการออกกำลังเพิ่มความแข็งแรงไม่มากพอจะเสริมกล้ามเนื้อให้ทำงานได้ทันกับระยะทางวิ่งที่เพิ่มขึ้น ปุ้ยกังวลเป็นอย่างมาก เราเองก็แอบกังวลไม่ใช่น้อย พอเข้าสัปดาห์ที่ 2 อาการปวดดีขึ้น จึงให้เริ่มวิ่งเหยาะๆ แต่ไม่เข้าโปรแกรมเดิม เราถือว่าปุ้ยได้เข้าช่วงผ่อนโปรแกรมเร็วกว่ากำหนด จึงบอกให้ปุ้ยค่อยๆวิ่งช้า แต่เพิ่มเวลาไปเรื่อยๆจนได้ 60 นาที ค่อยๆเพิ่มวันวิ่งให้ได้ 4 วันต่อสัปดาห์เหมือนเดิม เพื่อคงสภาพร่างกายที่สะสมมาให้ยังคงอยู่ได้  เมื่ออาการดีขึ้นเรื่อยๆ เราก็เริ่มเบาใจ แต่กลายเป็นว่า ปุ้ยไปรับการฝังเข็มมาโดยที่ไม่ได้บอกเราก่อน ผลที่ได้คือต้องหยุดวิ่งอีก 1 สัปดาห์ และเมื่อพ้นมาแล้ว จึงพบว่า อาการเก่าหายไปแล้ว แต่ได้อาการเจ็บกล้ามเนื้อบริเวณที่ฝังเข็มมาใหม่ เราก็แอบบ่นปุ้ยว่านี่ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม แพทย์ที่ฝังให้ก็เสี่ยงเกินไป ไม่รู้จักเวลาของนักกีฬา ยังดีที่ปุ้ยไปทำกายภาพบำบัดกับรุ่นน้องที่เราแนะนำสม่ำเสมอ พร้อมออกกำลังกล้ามเนื้อลำตัวและสะโพกตามที่เราแนะนำอย่างเคร่งครัด มาถึงจุดนี้เราจึงหวังว่าผลการกระทำทั้งหมดจะช่วยเสริมมาจนถึงวันแข่งได้ทัน ปุ้ยมีดวงเรื่องเสี่ยงโชค ได้ล็อตโตตัวสำรอง ในขณะที่เราชวดทุกงาน จนต้องวิ่งเต้นหาซื้อบิบต่อมาจนได้ ในราคาที่โดนโก่งถึง 300 บาท แต่ก็ถือว่าได้ไปงานมาราธอนที่เก่าแก่ที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งประเทศไทย นั่นคือ จอมบึงมาราธอน 2019 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 20 มกราคม 2562 และขอบอกเลยว่าเราไม่เสียใจที่เลือกงานนี้เป็นงานฟูลแรกของเพื่อน และฟูลแรกของเราที่จะได้พาเพื่อนเข้าเส้นชัย เราออกเดินทางไปก่อนวันงานหนึ่งวันเพื่อรับเบอร์วิ่ง รอบนี้มาฟูลมาราธอน มีคนข้างตัวมาเป็นกำลังใจด้วย เราเลยรู้สึกสดชื่นหน่อย บรรยากาศการรับเบอร์วิ่งของงานถือว่าคึกคัก มีจุดให้ถ่ายรูปหลายจุด เราถือโอกาสถ่ายเก็บไว้เพราะไม่คิดว่าวันรุ่งขึ้นจะมีแรงเหลือมาถ่ายอีก พบเจอเพื่อนๆในงาน ก็ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกกัน เสื้อวิ่งที่ได้มาขนาดเล็กมาก ใส่ไม่ได้ เราเลยซื้อเสื้อที่ระลึกจากงานมาใส่แทน เผอิญได้สีและลายที่ชอบพอดี เราแวะวัดมหาธาตุในตัวเมืองไหว้พระเล็กน้อย แล้วรีบเข้าโรงแรม นัดปุ้ยมาดูอาการ เราตรวจสอบพบว่า เหลืออาการตึงด้านข้างต้นขา ซึ่งเป็นอาการใหม่หลังฝังเข็มอีกเล็กน้อย เราจึงทำการพันเทปประคองกล้ามเนื้อให้ และรีบแยกย้ายกันไปนอน พรุ่งนี้เป็นวันยิ่งใหญ่ของทั้งเราและปุ้ย ควรจะได้นอนพักผ่อนให้เพียงพอ เวลาปล่อยตัวของฟูลคือ 4.00 น. เราพักกันในตัวเมือง เพราะตัดสินใจช้า ที่พักแถวจอมบึงจึงเต็มหมด เราจึงต้องตื่นตั้งแต่ 2.00 น. และออกเดินทางจากโรงแรมเวลา 2.30 น. ไปถึงงานก็ประมาณ 3.10 น. ที่จอดรถกว้างขวาง ไม่ต้องหานาน ไม่อึดอัด เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อม ข้อดีอีกอย่างของการวิ่งฟูลมาราธอนก็คือ มาถึงก่อนมีที่จอดรถ เสร็จทีหลังขากลับรถหายติดแล้ว  เมื่อมาถึงก่อนเวลานาน เราจึงมีเวลาไปต่อคิวเข้าห้องน้ำ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และเมื่อใกล้เวลา จึงเดินเข้า Block D ซึ่งเป็นจุดปล่อยตัวตามเวลาที่เราคาดว่าจะวิ่งจบ คือ 5-6 ชั่วโมง แต่บอกตามตรงนะว่า น่าจะเป็น 6-7 ชั่วโมง โดยดูจากอาการของปุ้ย และความไม่มั่นใจของปุ้ยอย่างยิ่งแล้ว แต่ทำไมไม่รู้ ลึกๆแล้วเรามั่นใจว่าปุ้ยทำได้ เวลา 6-7 เดือนที่สะสมร่างกายที่แข็งแรงมา ยังไงมันต้องส่งผลช่วยปุ้ยไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแน่ๆ ความรู้สึกนี้คงได้มาจากประสบการณ์ส่วนตัวแน่ๆ ปุ้ยถึงกับเอ่ยปากก่อนมาเลยว่า ตั้งใจมา DNF เพราะซ้อมไม่ถึง ยังมีอาการปวดเล็กน้อย แต่อย่างน้อยก็ได้มาสัมผัสกับบรรยากาศงานใหญ่ของประเทศ เราได้แต่บอกปุ้ยว่า อย่าเพิ่งนับศพทหารทั้งที่สงครามยังไม่ได้เริ่มต้นขึ้น และแล้วสัญญาณปล่อยตัวก็เริ่มต้น ตรงเวลา แต่กว่านักวิ่ง Block D อย่างเราจะวิ่งไปถึงเส้นปล่อยตัว นาฬิกาก็เดินไป 3 นาทีนิดๆแล้ว สงครามครั้งนี้กำลังเริ่มขึ้น เป็นสงครามทางจิตวิทยาที่อยู่ในใจนักวิ่งแต่ละคน ไม่มีอาวุธอะไรที่จะดีไปกว่าสติ ที่ทำงานสัมพันธ์ได้ดีกับร่างกายที่ถูกเตรียมพร้อมมาอย่างดีแล้ว กองเชียร์สองข้างทางคึกคักมากจนไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือตีสี่ แสดงว่ากองเชียร์ได้มาเตรียมตัวกันก่อนหน้าพอสมควรเช่นกัน ส่วนตัวเรายังไม่เคยเจองานไหนเป็นอย่างนี้มาก่อน จึงรู้สึกประทับใจมากๆในความทุ่มเทของชาวจอมบึง แผนการวิ่งที่เราตกลงกับปุ้ยไว้ก็คือระยะทางครึ่งแรก ให้คิดซะว่าวิ่งฮาล์ฟ เราจะเป็นคนคุมเวลาให้ เรางัดวิชา Pacer ออกมาใช้ คุมเวลาให้ปุ้ย ต้องจบฮาล์ฟภายใน 3 ชั่วโมง คือเวลา 7.00น. ให้ได้ แล้วหลังจากนั้นก็ต้องวิ่งๆเดินๆรักษาเวลาให้พ้นการ Cut off ซึ่งจะมี 2 จุดคือ 24 กิโลเมตร เวลา 8.00น. และ 35 กิโลเมตร ที่เวลา 9.50 น. ถ้าหารเฉลี่ยระยะทางต่อเวลา cut off 7 ชม เราจะต้องวิ่ง Pace เฉลี่ยอยู่ที่ 9.57 หมายความว่า เรื่องที่ใครคิดว่าจะมาเดินแล้วจบ เลิกคิดได้เลย ยังไงก็ต้องวิ่งด้วย แถมถ้าจะเดินผสมวิ่ง ก็ต้องวิ่งแบบเร็วหน่อย ประมาณ Pace 8 เรียกได้ว่าเป็นความเร็วที่ปุ้ยซ้อมมานั่นแหละ แต่ปัญหาคือ ไม่รู้ว่าปุ้ยจะอึดได้ยาวนานขนาดไหน ถนนเส้นทางตรงจากจุดปล่อยตัวมาถือว่ากว้างขวาง วิ่งกันได้สบายมาก เราต้องแวะเข้าห้องน้ำเพราะทนไม่ไหวจริงๆ เลยทำให้เสียเวลาไปเกือบ 10 นาที แต่ก็ได้เจอเพื่อนข้างทางเป็นรางวัลการแวะ สองข้างทางคือกองเชียร์ตามหน้าสถานที่สำคัญต่างๆ เท่าที่สังเกตก็จะเป็นหน้าโรงเรียนหรือหน่วยงานราชการ พอพ้นช่วง 2-3 กิโลเมตรแรกมา กลุ่มกองเชียร์ก็เริ่มห่างกันไป เราเริ่มวิ่งเข้าถนนสู่หมู่บ้าน อากาศเย็นสบายมากจริงๆ ทำให้เรื่องอากาศไม่ใช่อุปสรรคของการวิ่งวันนี้เลย เราสามารถคุมเวลาให้ปุ้ยได้ใน 21 กิโลเมตรแรก ได้ Pace อยู่ประมาณ 8-9 นาทีต่อกิโลเมตร เดินกันเล็กน้อย เราใช้เวลาจบฮาล์ฟไป 3:07:50 เกินจากที่ตั้งเป้ามานิดหนึ่ง ผ่านมาครึ่งทาง ผ่านหน้าวัดหนองปรือใหญ่พลายงาม มีป้ายตั้งอยู่หน้าวัดให้กำลังใจนักวิ่ง  และหลวงพ่อในตำนานที่คอยพรมน้ำมนต์ให้นักวิ่ง ปากก็อวยพรตลอดเวลา เป็นกำลังใจให้นักวิ่งได้ดี ตอนวิ่งขากลับมา แดดร้อนส่องโดนท่านโดยตรง ท่านก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม นี่คือตัวอย่างของชาวจอมบึงจริงๆ นับถือมากๆ เราหันไปมองปุ้ย ปุ้ยเริ่มหน้ายุ่ง เราคอยถามปุ้ยตลอดว่าจะเอายังไง ถ้าไปต่อ ต้องยอมรับความเคี่ยวเข็ญของเรา เพราะการไปต่อจะให้คุ้มก็คือต้องทันเวลา Cut off เป็นหลัก เรียกว่า ไปก็ไปให้สุด ได้ก็ได้เลย ไม่ได้ก็ไม่ได้เลย เราเอาหลักการใช้ชีวิตของเรามาใช้กับปุ้ยซะเลย All or Nothing น่ะนะเพื่อน หลักง่ายๆแต่ทำยากหน่อย ปุ้ยหยุดคิดเล็กน้อย พร้อมกับพยักหน้าแล้วบอกลองดู ส่วนตัวเราชอบใช้กฎแห่งการย่อยเป้าหมายให้เล็กลง อย่างวิ่งมาราธอน เราก็จะย่อยว่า เรามาวิ่งหนึ่งฮาล์ฟ หนึ่งมินิ สองฟันรัน แล้วเราก็จะจินตนาการว่าเราเคยวิ่งอย่างไรในแต่ละระยะนั้น ก็จะทำให้เรามีแรงเหลือถึงตอนท้าย เพราะปกติฮาล์ฟเราจะวิ่งช้ากว่ามินิแน่นอน เราบอกปุ้ยอย่างนี้เช่นกัน ไม่รู้ว่าปุ้ยจินตนาการอย่างนี้หรือเปล่า หรือปุ้ยอาจมีวิธีคิดที่แตกต่างไปก็ได้ ปุ้ยเริ่มเดินมากขึ้นเมื่อผ่าน 21 กิโลเมตรมา เรายังสามารถเรียกปุ้ยถ่ายรูปด้วยกันได้แบบหน้าตายังยิ้มแย้มอยู่…

เมื่อเส้นทางของเรา มีเขามาร่วมด้วย

การวิ่งทุกหนึ่งก้าวบนเส้นทางที่เราเคยคิดว่าอยู่คนเดียว กลับกลายเป็นอีกหนึ่งก้าวที่เราวิ่งอยู่ทุกวันนี้ เราไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไป แต่เรายังมีเพื่อนวิ่งไปด้วยกัน และสามารถนำพาพวกเขาเหล่านั้น เข้าสู่เส้นชัยไปด้วยกันได้  ความรู้สึกที่เห็นเพื่อนที่เราวิ่งมาด้วยกันวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นความรู้สึกที่ดีมากจริงๆ มันมากกว่าความสำเร็จของเราเองเสียอีก การได้มาวิ่งเป็น Pacer ทำให้เราได้มีประสบการณ์เหล่านี้ โดยเฉพาะในวันนี้ ซึ่งเป็นงานแรกที่เรามีเพื่อนวิ่งตั้งแต่ต้นจนจบนอกจาก Pacer ด้วยกันเอง หลังจากได้รับทราบการประกาศรับ Pacer งาน Hero Run เราก็ต้องตัดใจ เพราะเป็นการวิ่งต่างจังหวัด นอกจากเวลาที่จัดสรรยากแล้ว ยังมีค่าเดินทาง และค่าที่พัก ซึ่งไม่คุ้มเท่าไรหากต้องไปคนเดียว แต่เมื่อทราบเพิ่มเติมว่า ทางผู้จัดได้เตรียมรถรับส่งจากกรุงเทพฯไปถึงสถานที่จัดงาน รวมทั้งใจดีมากๆที่หาที่พักให้เราด้วย มากไปกว่านั้นอีก ถึงขนาดออกแบบเสื้อสีชมพูสดใสให้เฉพาะ Pacer ซะด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีเหรียญมอบให้ด้วย แสดงให้เห็นว่าผู้จัดอยากให้เราไปร่วมมากขนาดไหน เชิญชวนขนาดนี้ ไม่ไปไม่ได้แล้ว เราจึงตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ที่เหลือก็เพียงแค่จัดสรรเวลาให้ได้ แรกๆเราลงสมัครระยะ 10 กิโลเมตรเอาไว้ให้จบที่เวลา 80 นาที แต่พอใกล้ๆงานแล้ว มีคนถอนตัวกันไปตามความจำเป็นส่วนตัว ทำให้ Pacer ระยะฮาล์ฟยังคงขาดคน เราดูตารางซ้อมวิ่งก็เห็นแล้วว่า วันนี้เราต้องวิ่งไกล 160 นาที และเวลาที่ขาดของฮาล์ฟคือ 3 ชั่วโมง เท่ากับ 180 นาที ซึ่งหมายความว่าเราต้องวิ่งเกินกว่าเวลาซ้อมมา 20 นาที แต่ก็คิดว่า ช่วยกันดีกว่า ไม่งั้นคนขาดแล้วเพื่อน Pacer ด้วยกัน คงลำบากเหมือนกัน ถ้าคนวิ่งน้อย และหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ก็จะไม่มีคนสำรอง เลยอาสาวิ่งฮาล์ฟที่เวลา 3 ชั่วโมงแทน เพราะระยะมินิน่าจะหาคนมาวิ่งได้ง่ายกว่า หลังจากนั้นรูปภาพประชาสัมพันธ์งานนี้ของ Pacer ก็ออกมา เป็นรูปเครื่องบินน่ารักมากๆ เข้ากับไฮไลท์ของงานนี้ตรงที่เราจะได้วิ่งบนรันเวย์ของทหารอากาศ ในกองบิน 5 อ่าวมะนาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีผู้จัดคือ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  กองบิน 5 ประจวบคีรีขันธ์  และ มูลนิธิโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ ร่วมกับ กลุ่มคนรักเมืองประจวบ รายได้จะนำไปสมทบกับกองทุนหลายกอง โดยมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อรำลึกสดุดี วีรกรรม ของ เหล่าวีรชน ผู้กล้า กองบิน 5 ในอดีต เพื่อหารายได้ สมทบ กองบิน 5 นำไปปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบอนุสาวรีย์วีรชน พิพิธภัณฑ์อุทยานประวัติศาสตร์ กองบิน5 เพื่อหารายได้สมทบกองทุนมูลนิธิโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ ใช้ในการศึกษาและ สาธารณกุศล เพื่อหารายได้สมทบมูลนิธิศาลเจ้าปุงเท้ากง นำไปบูรณะการก่อสร้าง ศาลเจ้าปุงเท้ากง เพื่อหารายได้สมทบ วัดเกาะหลัก นำไปร่วมสร้างรูปหล่อหลวงพ่อเปี่ยมองค์ใหญ่พร้อมฐาน เพื่อหารายได้สมทบกองทุนมูลนิธิโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ นำไปมอบให้เพื่อการศึกษากับโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อหารายได้ตั้งกองทุนคนรักเมืองประจวบเพื่อสัตว์ธรรมชาติสำหรับดูแลสัตว์ตามแหล่งธรรมชาติ อาทิ ลิงเขาช่องกระจก เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อรณรงค์ให้ประชาชน ตระหนักถึงความสำคัญ ของการออกกำลังกาย เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง ป้องกันโรคภัย เมื่อถึงกำหนดวันออกเดินทาง พวกเราเหล่า Pacer จำนวน 20 กว่าชีวิต จากลูกโป่งรันเนอร์ ก็นัดมาเจอกันตามตำแหน่งที่รถตู้จะจอดรับ มีทั้งที่สวนลุม พระราม 2 และหมอชิต ออกเดินทางกัน 10 โมงเช้าวันเสาร์ที่ 8 ธ.ค. 61 จากที่เคยแต่คุยกันในกลุ่มไลน์ และส่งการบ้านกระตุ้นกัน ก็ได้มาเจอหน้ากันจริงๆ เราจึงสามารถคุยกันต่อได้อย่างสนิทใจ เราไปเรื่อยๆตามทาง แวะปั๊มทานข้าวกันตามประสา เจอรถติดกันตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯจนพ้นเพชรบุรีนั่นแหละ รถจึงจะโล่ง เราออกจะสดชื่นรื่นเริง เพราะชอบการนั่งรถ ออกเดินทางไกล แม้จะเป็นช่วงสั้นๆก็ตาม สิ่งหนึ่งที่แตกต่างออกไปกับการเดินทางครั้งนี้ก็คือ ฝนตกตลอดทาง หนักบ้าง หยุมหยิมบ้าง เพราะ 1 วันก่อนหน้า พายุเข้าไทย ที่กรุงเทพฝนตกอย่างหนัก ข่าวแว่วมาจากเพื่อนที่ไปถึงก่อนหน้าว่า เต็นท์ที่ตั้งบริเวณงานถึงกับปลิว เราไปถึงหอประชุมเวลาประมาณบ่ายสี่นิดๆ เมื่อรถตู้สามคันมารวมกัน ก็เกิดความครึกครื้น ยูซึ่งเป็นคนรับผิดชอบทริปนี้ ได้นำเสื้อมาแจก และเชคชื่อกัน พวกเรารีบไปเปลี่ยนเสื้อ เพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึก พอถ่ายรูปกันเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็วิ่งหนีฝนขึ้นรถตู้เข้าที่พักทันที ที่พักชื่อว่า ศินารี บ้านสวนรีสอร์ท อยู่ไกลจากสถานที่จัดงานวิ่ง ประมาณ 2 กิโลเมตร มีสระว่ายน้ำน่าว่ายมาก แต่เราไม่ได้เตรียมอะไรไป และฝนก็ตกอย่างหนักตลอดเวลา เลยไม่ได้ลงสระ เราเข้าที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย ทางที่พักแจ้งเวลาทานข้าวคือหนึ่งทุ่ม ประมาณ 6 โมง เพื่อนกลุ่มนึงก็ชวนออกไป 7-11 ซื้อของกินไว้ทานก่อนวิ่งพรุ่งนี้ เราเลยจัดการซื้อก๋วยเตี๋ยวเข้ามาทานเรียบร้อย เพราะทนหิวไม่ไหว พอถึงเวลาอาหารเย็น เราก็แค่ไปแจมเล็กน้อย มีหอยแครงและหอยแมลงภู่ที่สดมากเป็นไฮไลท์ แต่พวกเราไม่กล้าทานมาก กลัวท้องเสียจนเป็นอุปสรรคต่อการวิ่งพรุ่งนี้ เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว พวกเราก็รีบเข้านอน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนและพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้ ภาวนาให้ฝนตกให้หมดฟ้าภายในคืนนี้ และขอให้พรุ่งนี้ตื่นมาแล้วฟ้าสดใส ไม่มีฝนสักเม็ด เรายอมวิ่งกลางแดดมากกว่าฝนแน่นอน พวกเรานัดกันว่าจะออกจากที่พักเวลาตีสี่ เราจึงตื่นตั้งแต่ตีสามครึ่ง เพื่อนร่วมห้องตื่นก่อนเราเรียบร้อยแล้ว เราทานข้าวปั้นกับไข่ต้ม เปลี่ยนชุด ล้างหน้าแปรงฟัน เตรียมพร้อมแล้ว เวลาตีสี่ ฝนยังพรำๆเล็กน้อย และเมื่อไปถึงบริเวณงานก็หยุดสนิท อากาศออกเย็นสบาย ลมทะเลพัดมาให้ชุ่มชื่นหัวใจ ยูทำการแจกบิบ สอนวิธี CPR เบื้องต้น มีหุ่นมาให้ลองปั๊มซะด้วย เราเองมีอบรมที่โรงพยาบาลที่ทำงานอยู่แล้ว เลยให้เพื่อนๆที่ยังไม่เคยได้ปั๊ม ลองปั๊มดู เดินไปเดินมา เห็นถ้วยรางวัล สวยมากจนอยากได้เอง แอบคิดไว้ว่าปีหน้าจะมาคว้าถ้วยบ้าง เมื่อติดบิบเรียบร้อย เราก็รวบรวมเงินเพื่อบริจาคให้กับงานตามวัฒนธรรมกลุ่ม รวบรวมกันได้ 5,600 บาท รอลูกโป่งจากทางผู้จัดที่เตรียมมาให้ ติดลูกโป่ง และเข้าห้องน้ำกันเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาออกปฏิบัติงาน คุณยูแจกกระป๋องสเปรย์เย็น Perskindol มาให้กับทีมระยะ 3 ชั่วโมงของฮาล์ฟ และ 90 นาทีของมินิ ถือกันคนละขวด เพื่อให้ความช่วยเหลือสำหรับเพื่อนนักวิ่งที่ต้องการ ทางผู้จัดให้เราไปยืนกันด้านหน้านักวิ่งเพื่อไม่ให้ยืนเกินออกมาจากจุดปล่อยตัว และรอเวลาก่อนปล่อยตัว 1 นาที เราค่อยเปิดทางให้นักวิ่ง เวลาปล่อยตัวสำหรับฮาล์ฟคือ 5:15 นอกจากเสียงแตรแล้ว ยังมีการจุดพลุปล่อยตัวด้วย และแล้วการเดินทางก็เริ่มต้นขึ้น ทีมเรามี 4 คน คือ เรา เป็น Pacer มาแล้วงานนี้งานที่ 4 น้องหนิงงานแรก แตกับเบญจี้ 2-3 งานแล้ว แต่ละคนจริงๆแล้ววิ่งค่อนข้างเร็ว ยกเว้นน้องหนิงที่วิ่งกลางๆ แต่ก็ยังถือว่าเร็วกว่าเพซที่เราต้องรับผิดชอบกันวันนี้ นั่นคือ 8:33 นาทีต่อกิโลเมตร เราเลยต้องคอยบอกเตือนกันให้วิ่งช้าๆหน่อย หลังๆมีรหัสย่อว่า “ย่อง” พูดย่องเมื่อไหร่ ต้องชะลอฝีเท้าเมื่อนั้น เราวิ่งกันตั้งแต่ยังไม่สว่าง ตอนที่วิ่งมาแล้วประมาณ 2 กิโลเมตร เราก็เริ่มมีเพื่อนร่วมทางคือพี่หนู พี่หนูเป็นผู้ชายวัย 50 บวกๆ ที่มาขอวิ่งร่วมทางไปด้วย จริงๆพี่หนูสามารถจบได้เร็วกว่าเวลา 3 ชั่วโมง แต่เนื่องจากซ้อมมาไม่ค่อยพอ เลยไม่มั่นใจ อยากให้เราช่วยลากไปด้วย ซึ่งพวกเราก็ยินดี พี่หนูเป็นผู้ชายอารมณ์ดี ปล่อยมุขให้ตลกมาเรื่อยๆ ทำให้การวิ่งยาวนาน 3 ชั่วโมงนี้มีสีสันและไม่น่าเบื่อเกินไปนัก เราวิ่งกันมาถึงกิโลเมตรที่ 4 โดยประมาณ นักวิ่งมินิก็ถูกแยกไปวิ่งตรงสะพานปลา ซึ่งเสียดายแทนเพราะค่อนข้างมืด ทำให้ไม่เห็นวิวสวยๆ นักวิ่งฮาล์ฟยังคงวิ่งไปตรงต่อไปตามทางถนนเลียบทะเล ได้ยินเสียงคลื่นซัดกระทบฝั่งค่อนข้างแรง บางลูกชนกำแพงถนนกระฉอกพุ่งสูงขึ้นมาบนถนน ลมพัดโชยมาเย็นๆ เรารู้สึกสบายมากเหมือนยังนอนอยู่เลย เราวิ่งไปเงียบๆ ฟังน้องๆคุยกับพี่หนูไปพลาง เอ๊ะ นี่เราหลับในอยู่นี่หว่า หลังจากกิโลเมตรที่ 4 ปรากฏว่าป้ายกิโลเมตรที่แจ้งจากผู้จัด ระยะทางขาด 350 เมตรในทุกระยะ เราเชคกับนาฬิกาของทุกคนก็ได้ผลตรงกัน เวลารวมตั้งแต่เริ่มวิ่งมาจนถึงกิโลเมตรที่ 10 คือเกินมา 1 นาที นั่นหมายถึงเราวิ่งเร็วกว่าเวลาจริง 1 นาที ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เผื่อเหลือเผื่อขาดไว้ แต่พอรวมกับระยะที่ขาดไป 350 เมตร ก็ทำให้เราเร็วเกินไปนาทีกว่า พอวิ่งมาที่กิโลเมตรที่ 10 ก็เลยตกลงกันว่า จะปรับความเร็วลงมาให้เท่ากับป้ายระยะทาง รวมกับข้อมูลของเพื่อนๆที่วิ่งเข้าเส้นชัยก่อนหน้าแล้วพบว่าระยะขาดไป 300เมตร ก็เลยเห็นด้วยกันตามนั้น พอฟ้าเริ่มสว่าง เราก็เริ่มเห็นวิวทิวทัศน์ข้างทาง วิ่งมาจะครบ 10 กิโลเมตรแล้ว พวกเราก็คอยปรบมือให้กำลังใจนักวิ่งที่กลับตัวกันมาแล้ว เราเห็นว่ามีนักวิ่งฮาล์ฟน้อยมาก บางช่วงอายุนี่นับคนได้ นักวิ่งหญิงยิ่งน้อยเข้าไปอีก ทำให้ถนนที่วิ่งไม่แออัด แถมฟ้าสว่างแล้ว พระอาทิตย์ก็ไม่สามารถแทรกแสงผ่านม่านเมฆลงมาถึงเราด้วย พร้อมกับลมทะเลยังคงพัดอย่างต่อเนื่อง ทำให้วันนี้เราไม่เหนื่อยเกินไปนัก นอกจากพี่หนูแล้วเรายังมีพี่ผู้หญิงและผู้ชายคู่หนึ่งมาฮาล์ฟแรกด้วยกัน แรกๆก็ตามกันได้อยู่ แต่สักพักพี่ผู้หญิงเริ่มล้า ก็เลยค่อยๆห่างออกไป แต่สุดท้ายก็เห็นพี่สองคนเข้าเส้นชัยด้วยกันจนได้ และเราก็ได้ยืนปรบมือให้ด้วย เรามีเพื่อนนักวิ่งที่ต้องใช้สเปรย์ของเราบ้างประปราย บางทีอยู่ข้างหลัง เราก็หยุดฉีดให้ และวิ่งตามคนที่ต้องรักษาความเร็วให้ทัน บางทีก็อยู่ข้างหน้า เราต้องวิ่งเร่งขึ้นไปหา แล้วชะลอรอทีม เราวิ่งผ่านตรงสะพานปลาอีกครั้งและคราวนี้ก็ถึงกิโลเมตรที่ 18 แล้ว เรากำลังจะวิ่งเข้าลานบินซึ่งเป็นไฮไลท์ของงานนี้ ทางผู้จัดได้นำเครื่องบินมาจอด ให้หยุดถ่ายรูปด้วย เป็นเพราะวิวทะเลที่สวย ลานบินที่กว้าง ฟ้าที่ครึ้ม และลมที่พัดสบาย ทำให้อยากหยุดถ่ายรูปมากๆ เราไม่ได้หยุดถ่ายรูปกับเครื่องบิน เพราะอยากจะรักษาเวลา แต่สุดท้ายห้ามใจไม่ไหวก็ต้องหยุดนั่งลงกับพื้นลานบิน และก็คือพี่หนูนั่นเองที่ช่วยถ่ายรูปให้ เราวิ่งคู่กันมากับน้องหนิง ส่วนเบญจี้กับแตยังง่วนกับการถ่ายรูปอยู่ เรากับหนิงเลยเป็นคนรักษาเวลาให้ เราวิ่งไปๆ เริ่ม เอ๊ะ ทำไมป้ายกิโลเมตรที่ 19 ยังมาไม่ถึงสักที ทั้งที่ผ่านระยะที่ควรวางไปแล้ว ตอนนั้นยังคิดว่าระยะขาดไป 350 เมตรอยู่ แต่เมื่อเจอป้ายกิโลเมตรที่ 19 ตรงกับระยะในนาฬิกาพอดี เลยเข้าใจว่าผู้จัดมาตั้งป้ายถูกต้องแล้วในตอนหลัง ทีนี้ทำไงล่ะ อุตส่าห์วิ่งมาเวลาตรงๆดีแล้ว เลยบอกน้องหนิง เราน่าจะต้องเป็นตัวแทนวิ่งเร่งขึ้นไปก่อนท่าจะดี ว่าแล้วก็สับขาเข้าเพซ 6 ครึ่งกันไป จนป้าย 20 กิโลเมตรก็ไกลเกินกิโล ระหว่างนั้นน้องคนใดคนหนึ่งที่เข้าเส้นมาแล้ววิ่งสวนมาบอกว่า ระยะหายไป 300 เมตรนะคะ เราก็อ่าว สรุปแล้วยังไงหว่าเนี่ย วิ่งไม่ถูกเลย กลายเป็นพอพ้นโค้งสุดท้าย เราก็เห็นเส้นชัยแล้ว เลยหยุดรอน้องสองคน และพี่หนูที่กำลังตามมา พร้อมกระตุ้นพี่หนูให้วิ่งเข้าเส้นไปก่อน เรารอเวลาประมาณ 30 วินาทีแล้วค่อยออกวิ่งเข้าเส้นชัย เรานับวินาทีกันเลยทีเดียว เพราะอยากจะเข้าเส้นชัยให้ได้ตรงเวลามากที่สุด และก็ทำได้อย่างงดงาม ระยะทางรวมเกือบ 21 กิโลเมตร จากนาฬิกาของเราขาดไปประมาณ 100 เมตร แม้จะจบลงด้วยเวลาที่ดีอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่ก็แอบหืดขึ้นคอเล็กน้อย เพราะงานนี้วิ่งเร่งเพซ 6 ไปดูนักวิ่งที่เจ็บอยู่ 2 คน และต้องมาวิ่งช่วงท้ายอีก บทเรียนจากการเป็น Pacer งานที่ 4 ของเราในครั้งนี้สอนให้รู้ว่า  ควรเชื่อระยะทางนาฬิกาในข้อมือ โดยเฉพาะเมื่อของทุกคนระยะเท่ากัน แต่ป้ายไม่ใช่ ใช้ข้อมูลจากข้อ 1 ประกอบกับข้อมูลของเพื่อน Pacer ที่เข้าเส้นชัยก่อน เพราะนั่นคือระยะทางจริงของสนามนั้น จะทำอะไรต้องตกลงกับทีมก่อน ต้องให้ได้ความเห็นตรงกัน และต้องเชื่อและฟังคนในทีมด้วย เราถือว่าทีมที่เราวิ่งด้วย ทั้งน้องแต ร้องเบญจี้ และน้องหนิง เป็นนักวิ่งมืออาชีพ มีความพร้อมของร่างกายสูง มีใจที่กว้างพร้อมรับทุกสถานการณ์ อารมณ์ดี และมีความรับผิดชอบต่องานที่ทำ ไม่ว่าคนใดคนหนึ่งจะขอหยุดถ่ายรูป คนที่เหลือก็พร้อมคุมเวลาและเป็นฝ่ายสนับสนุนให้ เราโชคดีมากที่ได้ร่วมงานกับน้องทุกคน พอวิ่งเข้าเส้นเรียบร้อยแล้ว พี่หนูก็เดินมาขอถ่ายรูปด้วย รวมกับภรรยาพี่หนูที่เห็นพวกเราแล้ว เพราะพี่หนูบอกให้ช่วยตบมือเชียร์ภรรยาที่วิ่งกลับตัวมาก่อนให้หน่อย เราต่างล่ำลากันอย่างมีความสุข เราเดินไปถ่ายรูปเหรียญสวยๆที่ได้รับกับจุดปล่อยตัวตามธรรมเนียมส่วนตัว เราได้คูปองอาหารมาคู่กัน แต่ยังไม่ทันได้เดินไปเอา พี่คนหนึ่งก็มาตามไปถ่ายรูปที่ลานบินตามคำเชิญของผู้จัด เราเลยไม่กล้าเดินไปไหน โชคดีที่น้องอีกคน จำไม่ได้แน่ว่าใครบอกว่ามีข้าวเหนียวหมูที่ยังไม่ได้ทาน เราสามารถทานได้ พร้อมแจกน้ำมาให้อีก 1 ขวด เราก็ยืนจัดการตรงนั้นเลย…

วิ่งบ้านๆ @ น่านนคร

ถ้าถามว่าโปรเจคนี้บ้าไหม ก็อยากจะตอบดังๆว่า “บ้ามาก” ในหลายๆแง่มุม เราไม่เคยคิดว่าในชีวิตจะทำอะไรแบบนี้จริงๆ เราลงวิ่ง Virtual run ของวิ่งทั่วไทยไว้ เราต้องวิ่ง 5 ภาค และเราวิ่งครบไปแล้ว 4 ภาค เหลือภาคสุดท้ายคือภาคเหนือ เราวางแผนเที่ยวน่าน 6 วัน คิดฝันจะไปวิ่งที่ อ.ปัว ท่ามกลางขุนเขา และอากาศเย็นๆ กับวิวทุ่งนาสีเขียว แต่ต้องฝันสลายเพราะพ่อแฟนต้องผ่าตัดกระทันหัน จึงจำเป็นต้องยกเลิกทริปทั้งหมด เลื่อนตัวเครื่องบิน เลื่อนที่พัก ยกเลิกเช่ารถ เลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด แรกๆก็ไม่ได้คิดอะไร ยกเลิกไปเพราะจำเป็น ก็เท่านั้น แต่มาเอ๊ะ เราต้องวิ่งอีก 1 ภาคนี่นา ทำยังไงดี ลาไว้แล้วด้วย ไม่มีวันหยุดเหลืออีกต่างหาก เลยตัดสินใจเปิดหาตั๋วเครื่องบินแบบไปเช้าเย็นกลับ เราได้เที่ยวบินขาไป ราคาถูกที่สุดคือ 900 บาทของนกแอร์ แต่เวลาบินคือ 12.55น. ไปถึงเวลา 14.05น. ถ้าเวลาเช้าตรู่ก็จะแพงขึ้นไปอีก มาดูเที่ยวบินขากลับ ได้ของ Air Asia เหลือเที่ยวบินสุดท้ายไม่กี่ที่นั่ง ราคาแพงหน่อย 2,300 บาท เวลาบินคือ 16.55น.กลับถึง กทม. ประมาณ 18.00น. คำนวณเวลาที่อยู่ที่น่านประมาณ 2.30 ชั่วโมง เพียงพอกับการวิ่งเก็บระยะ 10 กิโลเมตร เที่ยวบินไปน่านของ 2 สายการบินนี้ มีเพียงวันละ 3 เวลาเท่านั้น จึงทำให้หาเที่ยวบินไปกลับใน 1 วันยาก แถมเวลากระชั้นชิดมากด้วย ราคาจึงแพงมากด้วย การได้ราคาถูกหน่อยจากนกแอร์ถือว่าโชคดี อาจเป็นเพราะเป็นเที่ยวบินระหว่างวันด้วยนั่นเอง คิดไปมา ความบ้าอันดับแรกคือการยอมจองตั๋วเครื่องบินราคาแพง เพื่อไปเก็บระยะวิ่ง 10 กิโลเมตร ความบ้าอันดับสองคือการที่ต้องไปวิ่ง 10 กิโลเมตรในเวลาช่วงบ่ายของวัน ช่วงเวลา 14.00- 16.30 น. คือช่วงเวลาที่คำนวณไว้ ดังนั้นอุปกรณ์กันแดดจึงต้องพร้อม ทั้งหมวก ทั้งแว่น ส่วนชุดเราก็เสื้อมีแขน และกางเกงขาสั้นก็พอ รวมถึงขวดน้ำดื่มที่ขาดไม่ได้ เราวางแผนขับรถไปจอดไว้ที่สนามบิน ความกดดันแรกเกิดขึ้น เมื่อที่จอดรถเต็มแน่นทุกตารางนิ้ว โชคดีที่น้องเจ้าหน้าที่หาให้ได้ เพราะแจ้งน้องว่าเรามาเช้าเย็นกลับ ไม่ได้จอดค้าง น้องจึงพอหาที่สำรองไว้ให้จอดแทน ความกดดันสองเกิดขึ้นทันทีเมื่อไปถึงสนามบิน เชคอินแล้ว เจอภาวะล่าช้าของเครื่องบิน จากเวลา 12.55 เป็นเวลา 13.10 อันมีสาเหตุมาจากการจราจรในน่านฟ้าคับคั่งเกินเหตุนั่นเอง จากเวลาที่คำนวณ เดินทาง 1 ชั่วโมงจากเวลา 13.10น. เราจะไปถึงน่านเวลา14.10 น. ก็ยังพอรับได้ แต่เมื่อถึงเวลาเรียกขึ้นเครื่องกลับเป็นเวลา 13.15น. โชคดีผู้โดยสารน้อย เครื่องจึงได้ออกเวลา 13.30น. เราจะไปถึงน่านเวลา 14.30น. เราต้องกลับมาที่สนามบินภายในเวลา 16.30น. เพื่อเชคอิน เพราะเราไม่สามารถเชคอินออนไลน์ได้เนื่องจากที่นั่งเหลือคือที่นั่งฉุกเฉิน  แล้วเราจะวิ่งทันไหม ในเวลา 2 ชั่วโมง ท่ามกลางแดดร้อน และระยะทางที่ไม่แน่นอน แม้จะเปิดแผนที่กูเกิลเอาไว้แล้ว นี่คือคำถามที่เกิดในใจตลอดเวลาที่เดินทางไป  สุดท้ายเราปัดความคิดทุกอย่างทิ้ง ไหนๆก็มาขนาดนี้แล้ว ลุยให้เต็มที่ก็พอ เราเลยหลับเอาแรงในเครื่องระหว่างเดินทาง พอตื่นมาเห็นวิวทิวเขาของจังหวัดน่านอยู่ใต้เครื่องก็ตื่นตาตื่นใจแล้ว แอบเสียดายอยู่ลึกๆว่าไม่ได้ขับรถเลาะเข้าไปในขุนเขาเหล่านั้น เอาไว้ปีหน้าละกันนะ สุดท้ายเท้าเหยียบลงสู่จังหวัดน่านเรียบร้อยในเวลา 14.30 น. จริงๆด้วย เรารีบลงมาจากเครื่องให้เร็วที่สุด ไม่มีกระเป๋าใบใหญ่ นอกจากใบเล็กๆเป็นเป้จักรยานใบเล็ก ข้างในคือชุดเปลี่ยนตอนขากลับ เพราะคาดว่าเหงื่อจะออกเยอะจนไม่สบายตัว และของจุกจิกประเภทกุญแจรถ กุญแจบ้าน ขนมปังรองท้อง เสื้อคลุมกันหนาวแบบบางเบาไว้ใส่บนเครื่องบิน น้ำหนักรวมไม่เกิน 2 กิโลกรัมแน่ๆ เรามีแค่นั้น จึงพร้อมออกวิ่งทันที เราเปิดกูเกิลแล้วออกวิ่งตาม ระยะทางจากสนามบินถึงวัดภูมินทร์ที่เราปักหมุดไว้เป็นจุดหมายคือ 3.7 กิโลเมตร ถ้าวิ่งไปกลับก็ใกล้ๆ 10 กิโลเมตร ถ้าเดินๆวิ่งๆไปตามสถานที่ท่องเที่ยวในเมือง รวมก็จะได้ประมาณ 10 กิโลเมตร เราวิ่งออกมาจากสนามบินก็ได้ระยะทาง 1 กิโลเมตรนิดๆแล้ว เราวิ่งเหยาะๆไปตามทางริมถนน แดดเปรี้ยงพอใช้ได้ แต่รู้สึกว่ามีลมเย็นพัดผ่านปิวหนังให้ไม่ร้อนจนเกินไป ช่วงบ่ายสองแก่ๆอย่างนี้ เราหาที่ร่มวิ่งหลบแดดได้ยากจริงๆ พอวิ่งผ่านกิโลเมตรที่ 2 ถึง 3 เราก็มาถึงวัดแรกที่เราได้เล็งๆไว้ในกูเกิล แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายของนักท่องเที่ยวหรือเปล่า นั่นก็คือ “วัดสวนตาล” เราแวะเข้าไปถ่ายรูปเล็กน้อย ไม่ได้เดินเข้าไปกราบ “พระเจ้าทองทิพย์” พระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่ ด้วยเนื่องจากแดดร้อนมากๆ และอยากจะรีบเข้าไปถึงตัวเมืองก่อน เพื่อความสบายใจในระดับหนึ่ง ตอนนั้นเวลาในนาฬิกาบอกว่าเราวิ่งมาได้สัก 15 นาทีแล้ว จากสี่แยกวงเวียนตรงวัสวนตาล เราวิ่งออกมาทางขวา ตรงไปหาวัดภูมินทร์ ระหว่างทางเจอกับวัดหัวข่วง จึงแวะเข้าไปกราบพระสักหน่อย พระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ลักษณะพุทธศิลป์แบบท้องถิ่นล้านนา สกุลช่างเมืองน่าน เสาภายในพระอุโบสถเป็นสีดำแดง ลวดลายสวยงาม เมื่อมาถึงจุดนี้เราก็วิ่งมาได้ 4 กิโลเมตรแล้ว การได้เข้าไปกราบพระในวัด ถือเป็นการพักหลบแดดที่ดี แต่เราก็ไม่สามารถพักได้นาน เพราะตอนนั้นเวลาล่วงเลยมาที่ 15.00น. แล้ว ตรงข้ามกับวัดหัวข่วงคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน ซึ่งภายในบริเวณนี้ สิ่งที่เป็นสัญญลักษณ์การมาถึงของนักท่องเที่ยวคือซุ้มลีลาวดีทางด้านหน้าใกล้ประตูทางเข้า บริเวณนี้มีนักท่องเที่ยวมาเดินเล่นประปรายแล้ว เราจึงวานให้พี่ผู้หญิงคนหนึ่งช่วยถ่ายรูปให้หน่อย ภาพออกมาสวยงามจริงๆ นี่เรามาถึงน่านจริงๆแล้วนะเนี่ย ส่วนอาคารที่เป็นพิพิธภัณฑสถานสีเหลืองมีลวดลายสวยงามก็ถูกปิดอย่างเรียบร้อยเนื่องจากวันนี้เป็นวันจันทร์วันหยุดของพิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศนั่นเอง ซึ่งถือเป็นข้อดี เพราะเราเป็นคนชอบเดินพิพิธภัณฑ์มาก กลัวจะอดใจไม่ไหวเข้าไปเดินจนหมดเวลาจริงๆ เราไม่ได้เดินไปทางด้านวัดน้อย ซึ่งเป็นวัดเล็กๆในบริเวณนั้น เพราะหันมาเห็นอีกวัดหนึ่งที่เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางวันนี้นั่นคือวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ที่อยู่ตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์นั่นเอง วันนี้ฟ้าสวยมากๆ เล็งกล้องถ่ายตามแสงไปตรงไหนก็สวย พอเห็นวัดไกลๆแล้ว เราก็ทั้งเดินทั้งวิ่งเข้าไปหา วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เดิมชื่อ วัดหลวงกลางเวียง สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.1949 ที่โดดเด่นคือเจดีย์ช้างค้ำ ซึ่งเป็นศิลปสมัยสุโขทัย อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 20 รอบเจดีย์ มีรูปปั้นช้างปูนปั้น เพียงครึ่งตัวประดับอยู่โดยรอบ ภายในพระธาตุเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีลิกธาตุไว้ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปทองคำปางลีลา คือ พระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนี ซึ่งเป็นทองคำ 65% สูง 145 เซนติเมตร ส่วนตัววิหารเป็นสถาปัตยกรรมล้านนาไทย ซึ่งทำให้วัดที่น่านมีความโดดเด่นไม่เหมือนที่อื่น ตอนไปถึงวัด มีการประดับโคมหลากสี อดใจไม่ไหวที่จะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก เป้าหมายต่อไปคือวัดภูมินทร์ ซึ่งเดินเลยขึ้นมาจากวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหารอีกเล็กน้อย วัดภูมินทร์ เดิมชื่อ “วัดพรหมมินทร์” เป็นวัดที่แปลกกว่าวัดอื่น ๆ คือ โบสถ์และวิหารสร้างเป็นอาคารหลังเดียวกัน มีประตูไม้ทั้งสี่ทิศ แกะสลักลวดลายโดยช่างฝีมือล้านนาสวยงามมาก นอกจากนี้ฝาผนังยังมีภาพวาดแสดงถึงชีวิตและ วัฒนธรรมของยุคสมัยที่ผ่านมาตามพงศาวดารของเมืองน่าน วัดภูมินทร์สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2139 วัดภูมินทร์มีความแตกต่างที่ไม่เหมือนใครที่เห็นเด่นชัดคือ พระอุโบสถเป็นทรงจตุรมุข พระประธานจตุรพักตร์ คือพระพุทธรูปขนาดใหญ่ 4 องค์ หันพระพักตร์ออก ด้านประตูทั้งสี่ทิศ หันเบื้องพระปฤษฏางค์ ชนกันประทับนั่งบนฐานชุกชี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยด้านนอกทั้งสี่ทิศมีนาคสะดุ้งขนาดใหญ่แห่แหนพระอุโบสถเทินไว้กลางลำตัวนาค อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจ และทำให้เราอยากกลับมาดูแล้วดูอีกนั่นก็คือ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง หรือ “ฮูบแต้ม” ในวัดภูมินทร์เป็นชาดกในพุทธศาสนา แต่ถ้าพิจารณารายละเอียดของวิถีชีวิตของคนเมืองในสมัยนั้น มีภาพที่น่าสนใจอยู่หลายภาพ ภาพเด่น คือ ภาพปู่ม่านย่าม่าน ซึ่งเป็นคำเรียกผู้ชายผู้หญิงชาวไทลื้อในสมัยโบราณกระซิบสนทนากัน ผู้ชายสักหมึก ผู้หญิงแต่งกายไทลื้ออย่างเต็มยศ ภาพวาดของหนุ่มสาวคู่นี้มีความประณีตมาก ภาพนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่งามเป็นเยี่ยมของวัดภูมินทร์ นี่ขนาดเรามีเวลาแค่ไม่นานที่จะอยู่ชมความสวยงามของที่นี่ ภาพที่ถ่ายมาได้ก็มีมากมายเลยทีเดียว ตั้งใจว่าจะกลับไปเยี่ยมชมแบบไม่ต้องรีบจริงๆให้ได้อีกครั้งหนึ่ง ออกมาทางด้านนอกพระอุโบสท ก็เห็นรูปปั้นนี้ที่เมื่อ 8 ปีก่อน เรามาเที่ยวน่านถึง 2 ครั้งยังไม่มี และครั้งนั้นจะมีน้องนักเรียนมานำอธิบายภาพวาดแต่ละภาพ แต่ครั้งนี้ไม่พบเห็น การมาเยี่ยมชมน่านนครระยะสั้นมากๆนี้ เรายังสัมผัสได้ถึงความพยายามของเมืองน่านที่สนับสนุนการท่องเที่ยว แต่ก็ยังคงพยายามอนุรักษ์ความเป็นเมืองน่านดั้งเดิมเอาไว้ได้เป็นอย่างดี ที่บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวตรงข้ามกับวัดภูมินทร์ก็มีมุมจัดให้ถ่ายรูป และเป็นจุดขึ้นรถรางชมเมือง เราได้เห็นกลุ่มนักท่องเที่ยววัยกลางคนมาเที่ยวประมาณ 10 กว่าคน รอรถรางออกและถ่ายรูปกันอย่างคึกคักเราแวะซื้อถุงผ้ากลับมาเป็นที่ระลึก ฝากญาติที่ไม่ได้มาด้วยกันคราวนี้คนละถุง ราคาไม่แพง ถุงละ 10 บาทเท่านั้นเอง มองนาฬิกา เวลาล่วงเลยมา 1 ชั่วโมงแล้ว เรามีเวลาอีกเต็มที่ 30 นาที โดยไม่กดดัน แต่ระยะทางที่เหลืออีก 5 กิโลเมตรกดดันเรามากกว่า เราจึงออกวิ่ง มุ่งหน้าไปทางสนามบิน โดยที่ลืมแวะวัดมิ่งเมืองที่อยู่ด้านหลังวัดภูมินทร์ไปเสียสนิท วัดมิ่งเมืองเป็นที่ตั้งของเสาหลักเมืองน่านเสียด้วย พลาดไปอย่างน่าเสียดาย เราวิ่งเลาะมาอีกเส้นหนึ่งเพื่อจะได้แวะวัดหัวเวียงใต้เป็นวัดสุดท้ายก่อนกลับ ได้วิ่งผ่านร้านค้าต่างๆมากมาย ยังได้เห็นป้ายต่างๆข้างทางบอกกับนักท่องเที่ยวให้กลับมาเที่ยวอีก และแล้วก็มาถึงวัดหัวเวียงใต้ เป็นวัดเก่าแก่  มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าในปี พ.ศ. 2278 หรือ 2279 ท้าวสุทธะและแม่เจ้าใจได้อุทิศที่ดินและสร้างวัดหัวเวียงใต้ขึ้นเพื่อเป็นวัดประจำหมู่บ้าน  เป็นวัดที่สร้างด้วยอิฐถือปูน สำหรับพระประธานภายในโบสถ์ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลปะแบบพม่านั้น หม่องส่าหรือนายหม่อง วงศ์เครื่อง พ่อค้าไม้ชาวพม่าเป็นผู้สร้างถวาย กำแพงวัดมีอายุกว่า 160 ปี เป็นรูปพญานาค 2 ตัว เลื้อยอยู่บนกำแพง เสียดายอีกแล้วที่ไม่ได้เข้าไปไหว้พระประธานซึ่งเป็นศิลปะพม่าที่ทำให้วัดนี้ไม่เหมือนวัดอื่นเช่นกัน ข้างๆวัดหัวเวียงใต้มีศาลเจ้าจีนสวยเสียด้วย ครั้งหน้าถ้าได้มา ไม่พลาดแน่ๆ เราวิ่งกลับมาบรรจบกับวัดสวนตาลอีกครั้งที่แยกสวนสาธารณะบ้านช้างเผือก เพื่อวิ่งกลับสู่สนามบินน่านเส้นทางเดิมอีกประมาณ 3 กิโลเมตร ช่วงนี้แม้แดดจะยังออกอยู่ แต่เป็นช่วงบ่ายสี่โมง เราสามารถใช้เงาตึกเป็นร่มเงาขณะวิ่งได้ และลมที่พัดมาก็ยังเย็นสบายอีกต่างหาก แล้วแดดก็อยู่ข้างหลังเราแล้ว ทำให้การวิ่งกลับสนามบิน แม้ขาจะล้าไปบ้าง แต่ก็ยังถือว่าสบาย เราวิ่งสลับเดิน เพราะเริ่มหมดแรง เพื่อเข้าสู่อาคารผู้โดยสาร ไปเชคอินที่เคาน์เตอร์ Air Asia ได้ตั๋วมาเรียบร้อยแล้วก็เข้าห้องน้ำเปลี่ยนชุด ซื้อซาลาเปาทานรองท้อง กะว่าจะหิ้วท้องกลับไปหาอะไรทานที่สนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯบ้านเราแทน ระหว่างรอขึ้นเครื่องเราก็เดินเล่นในอาคารผู้โดยสาร เห็นภาพแขวนผนังขนาดใหญ่ เป็นสถานที่ที่เราวางแผนจะมาเที่ยวครั้งนี้ล่วงหน้าเป็นปีทั้งนั้นเลย เรากดหยุดนาฬิกาเมื่อครบระยะ 10 กิโลเมตรในอาคารผู้โดยสาร ถือว่าภารกิจหลักได้เสร็จสิ้นลงแล้ว แม้ว่าเราจะอดเที่ยวอย่างที่เราตั้งใจเอาไว้ แต่การอดเที่ยวครั้งนี้ก็ทำให้เราได้มาทำอะไรที่เราไม่เคยคิดว่าจะทำในชีวิต นั่นคือ “การบินมาเพื่อวิ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น” โอกาสนี้ ถ้าไม่ได้ยกเลิกทริปเดิมก็คงจะไม่ได้ทำอะไรแบบนี้จริงๆ เครื่องบินมาจอดรอเราแล้ว เจ้าหน้าที่เรียกเราขึ้นเครื่องแล้ว การมาวิ่งที่เมืองน่านครั้งนี้ รู้สึกถึงความใกล้ชิดของสถานที่ท่องเที่ยวระหว่างเส้นทางการวิ่ง วิ่งไม่ลำบาก ถนนไม่ใหญ่ รถไม่เยอะ สุนัขไม่มี วิ่งสบายๆกับลมเย็นๆ เราเชื่อว่าครั้งต่อไปที่มาเที่ยว เราจะไม่พลาดการออกวิ่งเช่นนี้อีกแน่ๆ…

เรายังไม่รู้หรอกว่าเราทำอะไรได้บ้าง หากไม่เคยลงมือทำ

เวลาได้ลองทำอะไรใหม่ แล้วเราทำได้ดีกว่าที่คิดไว้ มักจะทำให้ตัวเองแปลกใจได้เสมอว่า เอ๊ะ เราก็ทำได้นี่หว่า จริงๆแล้ว คนเรามักจะประเมินตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริงเสมอ เพราะถูกตีกรอบด้วยความกลัวนั่นเอง หลายครั้งที่เราไม่สามารถมองเห็นความเป็นจริงในใจของเรา เพราะมัวแต่ปิดใจ กับคำที่ตอกย้ำตัวเองทุกวันว่าเป็นไปไม่ได้หรอก แต่เคยถามตัวเองกันหรือไม่ว่า เป็นไปไม่ได้ หรือยังไม่เคยลงมือทำ เราเตรียมตัวไปวิ่งงาน CVT RUN 2018 มาประมาณ 3 เดือนแล้ว เพราะพี่สาวที่เรารัก “พี่แนน” อยากจะวิ่ง 10K แรก และอยากให้เราไปพาวิ่ง แน่นอนว่าเราก็อยากจะเป็นคนวิ่งเคียงข้างเป็นเพื่อนพี่แนน และเป็นคนพาพี่แนนเข้าเส้นชัยมินิแรกของพี่แนนให้ได้ หลังจากที่พาเข้าเส้น 5K มาแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน หลังจากสมัครไปแล้ว กลับพบว่า วันที่วิ่งตรงกับวันที่จะไปเที่ยวน่านกับที่บ้านพอดี เราเลยขายบิบและเสื้อไปอย่างเสียดาย แต่ก็พอรู้ว่าพี่แนนจะยังมีพี่สาวฝาแฝดวิ่ง 10K แรกไปด้วยกันแต่ก็เหมือนฟ้ากลั่นแกล้งไม่ให้ไปเที่ยวน่าน เนื่องจากคุณพ่อแฟนต้องผ่าตัดด่วนจากอาการไส้ติ่งอักเสบ ทำให้ต้องยกเลิกการเดินทางไปโดยปริยาย และเหมือนฟ้าเป็นใจในเวลาเดียวกัน เราสามารถไปวิ่งกับพี่แนนได้แล้ว แต่เราไม่มีบิบนี่สิ และทางผู้จัดก็ปิดรับสมัครเนื่องจากเต็มแล้ว เราจึงเริ่มกระบวนการตามหาบิบ คราวนี้ขอแค่บิบไม่เอาเสื้อก็ได้ การตามหาบิบของเราในกลุ่มวิ่งไหนดี และวิ่งให้ทันทำให้เราค้นพบความใจดีของเพื่อนนักวิ่งด้วยกันอีกมาก มีคนติดต่อเรามาถึงสองคนเพื่อเสนอบิบให้ฟรีๆ ชนิดว่าค่าส่งก็ไม่ยอมรับ พี่คนที่ส่งบิบมาให้ชื่อใน FB คือ “น้องเบลล์ ปัญญาดิลกพงศ์” ส่งมาแบบ EMS ให้อย่างทันใจมาก ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย ส่วนพี่ผู้หญิงอีกคนติดต่อมาทีหลัง เพื่อจะส่งบิบให้ฟรีๆเช่นกัน เลยปฏิเสธไป เพื่อให้พี่เค้าเอาไปให้คนอื่นที่ตามหาอยู่เหมือนเราสรุปแล้วเราก็ได้เข้าร่วมงานตามที่ใจต้องการ หลายคืนวันก่อนงาน เราต้องนอนเฝ้าคุณพ่อที่โรงพยาบาล ทำให้นอนหลับไม่สนิท วันเสาร์ได้กลับบ้าน จึงนอนกลางวันยาวมาก ทำให้ตอนกลางคืนที่ควรนอนเร็วเพื่อเตรียมตัวไปวิ่ง ปกติเราจะนอนสามทุ่ม กลายเป็นว่าตาสว่างจนตีหนึ่ง ได้วูบหลับไปแค่ครึ่งชั่วโมง แล้วก็ตื่นตาสว่างจนตีสามครึ่ง ตัดสินใจลุกมาแต่งตัว เตรียมไปงานเลยดีกว่า เราทานชิฟฟอนเค้ก 2 ชิ้นเล็ก แล้วเรียกแท๊กซี่ไปงาน จากบ้านถึงโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที แต่คุยกับแท๊กซี่เพื่อไปจุดหมายปลายทางนานกว่า เพราะแท๊กซี่ไม่รู้จัก กว่าจะคุยรู้เรื่องว่าคือโรงพยาบาลทหารเรือ ก็งงและหัวเราะกันอยู่ 2 คน เพราะรู้จักกันคนละชื่อเราไปถึงงานก่อนเพื่อน นอกจากพี่แนนแล้ว วันนี้ยังมีเพื่อนปุ้ยที่เราออกแบบโปรแกรมซ้อมวิ่งเพือไปมาราธอนมาด้วย วันนี้คือวันวิ่งทดสอบระยะ 10K ของปุ้ย เราเลยบอกปุ้ยให้เต็มที่กับมัน จะได้ดูเวลากันอีกทีว่าทำได้ขนาดไหน เพื่อนำมาเป็นข้อมูลปรับโปรแกรมซ้อมหากจำเป็น เพื่อนปุ้ยวางแผนให้ตัวเองว่าจะวิ่งตามลูกโป่ง Pacer 80 นาที และถามเราว่าลูกโป่งสีอะไร เราเองเห็นผ่านๆว่ามี Pacer ในงาน เป็นน้องทหารเรือมาวิ่งให้ น้องผูกลูกโป่งแยกสีแต่ละระยะ และพิธีกรก็ได้ประกาศหลายรอบว่าลูกโป่งแต่ละสีคือเวลาเท่าไร แต่เราไม่ได้สนใจฟัง พอปุ้ยถามเราเลยงงว่าทำไมต้องถาม ให้วิ่งตามตัวเลขที่อยู่ที่ลูกโป่ง และปุ้ยก็เฉลยมาว่าที่ลูกโป่งมันไม่มีตัวเลขบอก มีแต่คำว่า CVT Run เป็นงั้นไป เลยบอกปุ้ยให้ดูเวลา Lap time ในนาฬิกาแทน ถ้าวิ่งเพซ 8 ก็ให้จบทุกกิโลเมตรด้วย 8 นาที ถึงเวลานั้นจะเห็นกลุ่มลูกโป่งที่ต้องการเอง หลังจากนั้นเราก็มาโฟกัสที่พี่แนน พี่แนนมาถึงงานด้วยเวลาเฉียดฉิวปล่อยตัวมาก เพราะรถติด ต้องลงวิ่งมาจากแยกมไหศวรรย์ ถือเป็นการอบอุ่นร่างกายไปในตัว เวลาปล่อยตัวคือ 5.15 น. และก็ปล่อยตรงเวลา  เส้นทางวิ่งวันนี้จะได้วิ่งไปกลับสะพานกรุงเทพเก่า ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของงานนี้ พี่แนนเคยซ้อมถึง 6 กิโลเมตรมาแล้ว และก็ไม่ใช่พวกบ้าพลังอะไร เราเลยไม่ห่วงเรื่องการบาดเจ็บจากการพยายามวิ่งมากเกินไป แต่ห่วงตรงที่พี่แนนมีอาการเจ็บสะโพกจากการนั่งผิดท่ามาระยะหนึ่งแล้ว และไม่แน่ใจว่าจะเจ็บมากขึ้นหรือไม่ ถ้าวิ่งเกินระยะซ้อม เราเลยบอกว่าให้วิ่งไปเรื่อยๆเท่าที่รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย ถ้าหอบมากให้เดิน หลังจากหายเหนื่อยก็วิ่งต่อ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าเจ็บสะโพกก็ให้เดินด้วย เราชวนพี่แนนคุยมาเรื่อยๆตลอดทาง คอยเชคอาการหอบ ถ้ารู้สึกหอบมาก พูดไม่ค่อยไหว ก็จะบอกให้เดิน พี่แนนทำอย่างนี้มาได้เรื่อยๆจนถึงกิโลเมตรที่ 7 กลับตัวมาเรียบร้อยแล้ว กำลังจะต้องขึ้นสะพานกรุงเทพขากลับ ด้วยความที่พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว แดดยังไม่แรงเกินไป ฟ้าสวย และยังเห็นพระจันทร์อยู่ เลยชวนพี่แนนหยุดเซลฟีสักพัก แล้วเดินขึ้นสะพาน ตรงสะพานนี้มีเพื่อนนักวิ่งหยุดถ่ายรูปวิวสะพานกันมากพอสมควร เราถามพี่แนนจะหยุดไหม พี่แนนไม่อยากหยุด เลยไปกันต่อ ช่วงสะพานนี้เองที่มีตากล้องเยอะมาก เลยบอกพี่แนนให้วิ่งเป็นช่วงๆที่มีตากล้อง จะได้ได้ภาพสวยๆมาเก็บไว้เป็นที่ระลึก มินิแรกเราก็อยากจะให้พี่แนนจดจำมันได้ดี ไม่เหมือนเรา วิ่งมินิแรกคนเดียวในงานเล็กๆช่วงยุคสมัยที่มีตากล้องน้อยมาก วิ่งลงสะพานมาแล้ว ก็ถึงแยกมไหศวรรย์อีกรอบ ตรงนี้พี่แนนเริ่มมีอาการเจ็บสะโพกซึ่งเป็นของเดิมที่มีอยู่แล้ว จึงให้พี่แนนเดิน เก็บแรงไว้ตอนใกล้เส้นชัยไม่กี่ร้อยเมตรแล้วค่อยวิ่งเข้าเส้น จะได้มีภาพสวยๆให้ดู เพราะน่าจะมีตากล้องอยู่ช่วยถ่ายรูปให้ แรกๆเล็งว่าจะถ่ายรูปกับป้ายอีก 9 กิโลเมตร แต่ป้ายดันอยู่ตรงแยกมไหศวรรย์ ซึ่งไม่สามารถข้ามไปถ่ายได้ เลยมาถ่ายที่ป้ายอีก 200 เมตรจะถึงเส้นชัยกันแทน หลังจากนั้นพี่แนนก็ออกวิ่งเก็บอีก 200 เมตรนี้ เพื่อเข้าเส้นชัยตามที่คาดหวังไว้ เราเจอช่างภาพเลยจับมือพี่แนนชูขึ้นสูง เย้! พี่ทำได้แล้ว งานนี้เหรียญงาม สีสวย มีรายละเอียด เรารับเหรียญแล้วก็ไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ และเดินไปหาอะไรทาน งานนี้จัดซุ้มอาหารแยกออกจากบริเวณเส้นชัยพอสมควร ทำให้ไม่แออัดอยู่ที่เส้นชัยมากนัก อาหารมีให้เลือกหลากหลายมาก เห็นมีไม่ต่ำกว่า 6 ซุ้มที่สามารถเลือกหยิบทานได้โดยไม่จำกัด แต่เนื่องจากคนเยอะมาก และเพื่อนเรารอแล้ว เราคว้าข้าวต้มได้ คว้าปาท่องโก๋ได้ ก็ซัดไปเดินไป รับของที่แจกมาได้ในมือ คือนมโฟร์โมสต์ และถั่วโก๋แก่ เสร็จแล้วก็เดินไปหาเพื่อนปุ้ยที่รออยู่ เพื่อนปุ้ยวิ่งเสร็จนานแล้ว ทำลายสถิติเดิมของตัวเองเรียบร้อยเลยถ่ายรูปเป็นที่ระลึกสักหน่อย หลังจากแยกย้ายกันแล้ว ตามธรรมเนียมก็ต้องมาดูสถิติกันเล็กๆน้อยๆให้สบายใจ สถิติวันนี้เพื่อพี่แนนเลยนะ วิ่งกันไป 10.28 กิโลเมตร ใช้เวลา 1:43:00 นาที ได้เพซเฉลี่ย 10:01 นาทีต่อกิโลเมตร ช่วงโซนของหัวใจเราไม่ต้องพูดถึง 1 ถึง 2 แน่ๆ ไม่มีความเหนื่อยเลย เหงื่อออกน้อยมาก มีวิ่งเร่งบ้างตอนต้องข้ามแยก เพราะวิ่งๆเดินๆ หลังๆเดินซะเยอะ จำนวนก้าวต่อนาทีจึงหลากหลาย ส่วนเรื่องความสูง 2 ยอดแหลมๆก็น่าจะตอนขึ้นลงสะพานกรุงเทพเก่า แต่ทำไมถึงไม่เท่ากันก็ไม่อาจรู้ได้ อากาศยามเช้าไม่ต้องห่วง สบายๆ 28 ถึง 30 องศา วิ่งเสร็จแดดเพิ่งเริ่มออก ดีตรงที่ปล่อยตัวเร็ว เส้นทางวิ่งก็เรียบง่ายตรงไปตรงมา วิ่งออกจากโรงพยาบาลมุ่งหน้าแยกมไหศวรรย์ขึ้นสะพานกรุงเทพเก่า วิ่งยาวตามทางถนนพระราม 3 ไปจนถึงใต้สะพานแขวนก็กลับตัววิ่งกลับทางเดิม จริงๆแล้ว เส้นพระราม 3 นี่ก็น่าวิ่งอยู่นะ พอปิดถนนหนึ่งเลน ก็ถือว่ากว้างขวางไปแออัดจนเกินไป ติดแต่บางตำแหน่งมีรถจอดข้างทาง ทำให้ต้องวิ่งหลบ และเสี่ยงกับรถที่สัญจรในช่องทางปกติที่ไม่ได้ปิดไว้ งานนี้โดยรวมจัดได้ดี เส้นทางจราจรปิดได้ดี วิ่งกลางเมืองอย่างนี้ เราก็ยังแอบขอโทษผู้สัญจรทางถนนตามปกติ เพราะต้องจอดรอนักวิ่งกันนานพอสมควร ที่เหลือเรื่อง อาหาร น้ำ ปล่อยตัวตรงเวลา การบริการของเจ้าหน้าที่ดี เท่านี้ก็พอแล้วเนอะ อ่อ อีกอย่าง Pacer ที่เป็นทหารก็ดีนะ มีร้องเพลงตอนวิ่งด้วย ดูฮึกเหิมดี แต่ควรติดเลขเวลาที่ลูกโป่งนะคะ จบงานนี้ หันไปมองหน้าพี่แนน ถึงรู้ว่าเหนื่อยและปวดสะโพก แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความมั่นใจ เราเชื่อว่า บางเสียงในใจพี่แนนที่เคยพูดเกี่ยวกับการวิ่งให้พี่แนนฟังได้เปลี่ยนไปแล้วตลอดกาล ระยะทาง 10 กิโลเมตร ยาวและนานเพียงพอที่จะทำความรู้จักกับเสียงในใจตัวเอง เมื่อทำได้ตามที่ตั้งใจไว้แล้ว การมองตัวเองของพี่แนนจะเปลี่ยนไปแน่นอน  หากเมื่อลงมือทำสำเร็จแล้ว ลองทบทวนความคิดในใจเราเองอีกครั้ง เราก็จะพบว่า คำว่าเป็นไปไม่ได้ ได้หายไปแล้ว บางที ความสำเร็จที่ได้มา เรายังคงคิดว่า เราฝันไป นั่นคือความน่ากลัวของการยึดมั่นถือมั่นกับคำว่าเป็นไปไม่ได้นั่นเอง จงยอมรับความจริง ว่าเราก็อาจจะทำบางอย่างได้ดี แค่เพียงวางแผน ฝึกซ้อม หาข้อมูล เตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกไปไขว่คว้ามัน บางครั้ง ความสำเร็จมันก็ง่ายนิดเดียว แค่เราเปิดใจ ขอให้เพื่อนนักวิ่งเอาชนะความกลัวในใจตัวเอง แล้วออกไปคว้าฝันกันได้ทุกคนนะคะ25 พ.ย. 2561

อย่าเพียงวิ่งด้วยขา แต่จงวิ่งด้วยใจ

ถึงเวลาที่จะต้องวิ่งวัดใจระหว่างทางซ้อมวิ่งฟูลมาราธอนอีกวาระหนึ่ง คราวนี้คืองานวิ่ง 10 กิโลเมตร ใช้ฝีเท้าเท่าที่มันจะพาเราไปไหว เราไม่ได้คาดหวังอะไรมากไปกว่าไม่เกินเพซ 6 แต่ก็จะดูร่างกายของตัวเองเป็นหลักเอาไว้ก่อนนั่นแหละ วันนี้อยากจะขอวิ่งตามใจของตัวเองไปเรื่อยๆ มาดูกันซิว่าเราจะทำได้แค่ไหน เสื้อวิ่งและบิบถูกส่งมาทางไปรษณีย์ เราก็เตรียมตัวไว้ให้พร้อมเท่านั้นเอง เลือกงานนี้เพราะออกแบบเสื้อและเหรียญได้น่ารักน่าสนใจดีแท้ งานนี้เป็นงานวิ่งประจำปีของบริษัท อเมซิ่ง ฟิลด์ จำกัด ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 29 และรายได้ก็จะนำไปทำบุญให้กับ UNAIDS และองค์กรการกุศลต่างๆ และยังมีการวิ่งของเด็กจิ๋วเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร ส่วนของผู้ใหญ่มีระยะฟันรันและระยะมินิมาราธอน บริเวณจัดงานคือบริเวณสำนักงานสหประชาชาติ งานนี้ปล่อยตัวระยะมินิเวลา 5.00 น. การปล่อยตัวมีแยกสองฝั่งคือฝั่งชายและฝั่งหญิงซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะไม่ต้องไปเบียดเสียดกัน แต่พอปล่อยออกมาแล้วก็ต้องวิ่งรวมกันไปบนถนนราชดำเนินนอกอยู่ดี โชคดีที่ถนนราชดำเนินนอกค่อนข้างกว้างขวาง แต่ที่น่าแปลกใจคือ พอวิ่งเข้าสู่ถนนศรีอยุธยาอ้อมสวนจิตรลดาเข้าถนนสวรรคโลก กลับลดทางวิ่งลงเหลือถนน 1 เลน ซ้ำยังบังคับให้วิ่งโดยใช้เสียงเบาและไม่ออกนอกเลน เราบอกได้เลย ว่าเราเป็นคนหนึ่งที่วิ่งออกนอกเลน จะให้ทำอย่างไรได้ ทางวิ่งมันไม่พอจริงๆ…

วิ่งในเมืองเป็นเรื่องสนุกกับ Oily’s Story

หลังจากทราบข่าวจากคุณออยแห่งเพจ Oily’s Story ผ่านทางไลน์กลุ่ม We Run You Run ว่าทางเพจคุณออยจะจัดวิ่งซิตี้รันขึ้น ความคิดแรกในหัวคือ “ไปด้วย!!” กลิ่นไอซิตี้รันรอบที่แล้วยังตลบอบอวลอยู่ในความรู้สึก เลยทำให้อยากไปวิ่งอีกรอบ ครั้นจะไปวิ่งเองคนเดียวไกลๆ มันก็จะแอบเปลี่ยวหัวใจนิดนึง เลยลงชื่อเข้าร่วมอย่างไม่ลังเล คุณออยเลือกเส้นทางวิ่งจากสวนจตุจักรไปถึงท่ามหาราช ซึ่งระยะทางโดยรวมคือ 20 กิโลเมตร ใครจะเริ่มวิ่งจากสวนจตุจักรก็ได้ หรือจะมาเริ่มวิ่งตรงจุดนัดพบพระที่นั่งอนันตสมาคมก็ได้ เพราะถ้าเริ่มจากพระที่นั่งไปถึงท่ามหาราช ก็จะรวมระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร เราเลยคิดว่าจะขอวิ่งแค่ 10 กิโลเมตรก็พอ แรกๆเราก็กะจะแค่ไปวิ่งด้วยสนุกๆ แต่ไปๆมาๆคุณออยแจ้งว่าคนลงชื่อมาร่วมวิ่งค่อนข้างเยอะจนคิดว่าแค่คุณออยคนเดียว และเพื่อนไม่กี่คนคงจะดูแลไม่ไหว เราเลยอาสาสมัครไปช่วยดูแลด้วย โดยต้องเปลี่ยนความตั้งใจไปวิ่งตั้งแต่แรกเลย และนอกจากเราแล้วยังมีเพื่อนในกลุ่ม We Run You Run มาช่วยด้วย งานนี้เลยน่าสนุกขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง คุณออยเลยแบ่งกลุ่มพวกเราออกเป็น 5 กลุ่ม เพื่อดูแลเพื่อนนักวิ่งที่เป็นแฟนคลับคุณออยประมาณ 70 คน เราได้อยู่กลุ่มที่ 4 รวมกับน้องลัญและน้องเติ้ล เราเริ่มต้นการวิ่งจากสวนจตุจักร และจะไปจบที่ท่ามหาราช ระยะทางที่คุณออยไปเซอร์เวย์มารวมๆแล้วประมาณ 21 กิโลเมตร พวกเราเหล่า Staff นัดเจอกันเวลา 4.00 น. แต่คุณออยนัดเพื่อนนักวิ่งตอน 4.30 น. และจะเริ่มวิ่งเวลา 5.00น. เมื่อถึงเวลา 4.00น. พวกเราก็ได้เจอกัน และเพื่อนๆก็ทยอยกันมาเรื่อยๆ จนเราได้แนะนำตัวกัน แบ่งกลุ่มกันเรียบร้อย เวลา 5.00น. ตรงก็เริ่มออกวิ่งกัน โดยเราจะวิ่งรอบสวนจตุจักรก่อน 1 รอบ เป็นระยะทาง 3 กิโลเมตร แล้วค่อยออกวิ่งไปตามถนนพหลโยธิน มุ่งหน้าสะพานควาย สนามเป้า และอนุสาวรีย์ ตอนคุณออยทักทายกับแฟนคลับ เราก็ได้รับการแนะนำว่า เราเป็นนักกายภาพบำบัด ถ้าใครมีปัญหาบาดเจ็บอะไร ให้มาหาได้ ดังนั้น พอจบการวิ่งรอบสวนแล้ว ก็มีพี่นักวิ่งท่านหนึ่งเข้ามาปรึกษาเรื่องเท้า พี่เจ็บเอ็นฝ่าเท้ามาไม่นาน แต่วันนี้อยากจะวิ่งให้จบมากๆ เราเลยทำการปฐมพยาบาลให้ก่อน ด้วยการฉีดสเปรย์เย็น และเทปล็อคฝ่าเท้าและข้อเท้าไว้ งานนี้เราตั้งใจนำเทปทางกีฬามาด้วย เผื่อมีคนเจ็บ และก็ได้ใช้จริงๆซะด้วย เมื่อเทปให้เรียบร้อยแล้ว เราก็ออกวิ่งกันต่อ เราอยู่รั้งท้ายแถวแล้ว กลุ่ม 4 ที่เราคุม วิ่งไปไกลแล้ว เราเลยรวมอยู่กับกลุ่มสุดท้ายซึ่งเป็นกลุ่ม Sweeper นำโดยพี่เปิ้ล ซึ่งไปกันเรื่อยๆไม่รีบร้อน หยุดถ่ายรูปกันเป็นพักๆ แรกๆคุณออยได้ตกลงกันว่าจะวิ่งที่เพซ 7-8 แต่ถึงเวลาก็เห็นแล้วว่ามีคนที่วิ่งหลุดมาเพซ 9 จนถึงเดิน แต่เราก็เห็นความพยายามของคนที่อยู่กลุ่มรั้งท้ายที่อยากจะตามกลุ่มใหญ่ให้ทัน กลุ่มที่วิ่งนำก็มีการหยุดรอเป็นพักๆ จุดที่หยุดถ่ายรูปแต่ละจุดก็คือจุดที่หยุดรอนั่นเอง จุดแรกคืออนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ งานนี้มีตากล้องจากหลายเพจมาช่วยถ่ายรูปกิจกรรมน่ารักๆให้ด้วย ประกอบไปด้วยพี่พงษ์ จาก Papa Colorful, พี่เอ็ม จาก mPhotosport และพี่เอ จาก ตนมือสั่น จากอนุสาวรีย์ก็ออกวิ่งมาทางโรงพยาบาลรามาตรงไปถนนสวรรคโลกก็จะเจอกับสวนจิตร เราหยุดถ่ายรูปหัวมุมที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 9 และพระราชินี และรัชกาลที่ 10 ขนาบข้างเพื่อเป็นที่ระลึก จากหัวมุมนี้ เราออกวิ่งตามทางวิ่งไปทางซ้ายอ้อมสวนจิตรไปเข้าถนนศรีอยุธยาทางพระที่นั่งอนันตสมาคม ระหว่างทางก็มีหยุดยืดกล้ามเนื้อรอรวมกลุ่มกันเป็นพักๆ แล้วเราก็มาถึงจุดนัดพบสำหรับเพื่อนนักวิ่งที่ต้องการวิ่งเพียงแค่ 10 กิโลเมตร นี่เราวิ่งกันมาได้แค่ครึ่งทางเท่านั้นเอง ความครึกครื้นเริ่มมากขึ้นตามจำนวนคนที่เพิ่มขึ้น เราพบกับเพื่อนในกลุ่มรันเวย์อีกชุดหนึ่ง พี่พงษ์แห่ง Papa colorful มารอถ่ายรูปให้พวกเราตรงนี้ และเรียกถ่ายรูปโปรโมทงาน Hero Run 2018 ที่เราจะไปเป็น Pacer อีกไม่นานนี้ด้วย จากพระที่นั่งอนันตสมาคม เราออกวิ่งกันไปทางถนนราชดำเนินนอก มุ่งหน้าสู่ถนนราชดำเนินกลาง เพื่อไปที่จุดถ่ายรูปอีกจุดนั่นก็คืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เก็บภาพกันได้แล้วก็ออกวิ่งต่อไปทางถนนดินสอ แวะซื้อน้ำและของกินที่ 7-11 แถวศาลาว่าการกรุงเทพฯ เราจัดขนมจีบไปเต็มๆ 5 ลูก ต่อด้วยน้ำหวานอีก 1 ขวดเล็กเพื่อเติมพลังงาน ตอนนี้ท้องเริ่มร้องโครกแล้ว ถ้าจะให้รอถึงท่าพระจันทร์ก็น่าจะไม่รอด แล้วก็มาถึงอีกจุดหนึ่งเพื่อการถ่ายรูปนั่นก็คือเสาชิงช้า ต่างคนต่างตื่นเต้นยืนถ่ายรูปกันเอง กว่าจะเรียกรวมตัวถ่ายได้ก็ใช้เวลาไปพักหนึ่ง แดดที่ออกมาเปรี้ยงๆแล้วไม่สามารถทำอะไรพวกเราได้ ในช่วงเวลาของการถ่ายภาพเช่นนี้ แต่จะว่าไปแล้วยิ่งแดดเปรี้ยงๆนี่สิยิ่งดี เพราะภาพจะสวยสดใสมาก ตาก็จะหยีๆหน่อย ถ่ายรูปหนำใจแล้ว ก็ไปกันต่อ เราวิ่งกันมาที่ถนนตีทอง มีปั๊มเลยแวะเข้าปั๊มนิดนึง แล้ววิ่งยาวไปเข้าถนนตรีเพชร ผ่านดิโอลด์สยาม ยาวไปถึงโรงเรียนสวนกุหลาบเพื่อมุ่งหน้าสู่สะพานพุทธ มาถึง ณ จุดนี้ ก็ออกแนวอ่อนแรงแล้วเรา เพราะแสงแดดที่มันเปรี้ยง และท้องที่ออกจะโล่งๆโหยๆ ดื่มน้ำเข้าไปเรื่อยๆก็พอช่วยได้ ยังไงก็ไม่ถอยอยู่แล้ว มาถึงขนาดนี้แล้ว คุณออยก็คอยบอกตลอดว่าโรตีมะตะบะท่าพระจันทร์กำลังรอเราอยู่ เราขึ้นไปถ่ายรูปที่จุดไฮไลท์กลางสะพาน  แล้วก็วิ่งกลับลงมา อ้อมใต้สะพานพุทธมุ่งหน้าถนนจักรเพชร หรือก็คือปากคลองตลาดนั่นเอง เราวิ่งลัดเลาะร้านขายดอกไม้ และคนเข็นรถเข็นไปมา จนข้ามคลองรอบกรุงเข้าสู่ถนนสนามชัย ผ่าน มิวเซียมสยาม ผ่านสวนสราญรมย์ และก็ถึงอีกจุดของการถ่ายภาพ นั่นก็คือกำแพงกระทรวงกลาโหม ฝั่งถนนกัลยาณมิตร ที่ใครมาแล้วก็มักจะไม่พลาดกัน เราเองก็ได้ภาพจากตรงนี้หลายรูปเลย และเมื่อถ่ายกันเสร็จแล้วก็ได้เวลาวิ่งลัดเลาะต่อไปทางถนนหน้าพระลาน ผ่านเสาหลักเมือง วิ่งเลียบไปตามกำแพงวัดพระแก้ว เก็บภาพสวยๆกันกลางแดดเปรี้ยงอีกรอบ ใกล้ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว เราไม่ได้มาแถวนี้นานได้พบว่ามีการจัดแถวให้นักท่องเที่ยวรอเข้าวัดพระแก้วทางถนนหน้าพระธาตุ ซึ่งทำให้รถไม่ติดให้หงุดหงิดใจแถวหน้าพระลาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก และแล้วจากวัดพระแก้วเราวิ่งตรงมา เลี้ยวขวาเข้าถนนมหาราช เข้าสู่ท่ามหาราชซึ่งเป็นจุดถ่ายรูปจุดสุดท้าย กว่าจะได้ภาพรวมสวยๆ ก็ต้องยอมนั่งตากแดดกันอยู่พักหนึ่ง พี่พงษ์ถึงกับวิ่งไปบนชั้น 2 ของตึกเพื่อเก็บภาพสวยๆนี้มา หลังจากนั้นก็คือช่วงเวลาแห่งความสุขคือการ “กิน” นั่นเอง คุณออยได้จองชั้น 2 ทั้งหมดของร้านโรตีมะตะบะที่ท่าพระจันทร์ไว้ พร้อมกับเลี้ยงโรตีและหมูสะเต๊ะ ซึ่งทางร้านเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว พร้อมเสิร์ฟให้กับนักวิ่งผู้หิวโหย และหมดลงอย่างรวดเร็ว คงทั้งเพราะอร่อยและหิวนั่นเอง หลังจากนั้นก็สั่งอาหารและน้ำเพิ่มเองตามอัธยาศัย โต๊ะเราก็ขอหมูสะเต๊ะเพิ่มอีกสักจานตามดีกรีความอร่อย จบงานไปด้วยรอยยิ้มและมิตรภาพดีๆที่เพิ่มขึ้นมาอีกมากมาย แม้จะวิ่งกันมานานถึง 5 ชั่วโมง พร้อมกับแดดร้อนแรงครึ่งทางหลัง นี่คือความอดทนของนักวิ่งอย่างพวกเรา อดทนต่อความเหนื่อย ความหิว และความร้อน แต่เราก็ยังพูดคุยยิ้มแย้มกันได้ตลอดทาง ซึ่งนี่คือข้อดีของการมาทำสิ่งที่ชอบร่วมกัน แม้เราจะมีจำนวนรวมกันร่วมร้อยคน แต่ไม่มีคนงอแงเลยสักคน ถือเป็นกลุ่มคนที่น่ารักมากๆ แฟนเพจคุณออยนี่น่ารักกันทุกคน คงต้องขอบคุณคุณออยที่ให้โอกาสในการดูแลเพื่อนนักวิ่งกลุ่มนี้ เป็นประสบการณ์ที่ดีมากจริงๆ ระยะทางที่วิ่งทั้งหมดคือ 20.8 กิโลเมตร ซึ่งเราลืมกดนาฬิกาของเราไปช่วงหนึ่งทำให้ระยะทางหายไป เลยต้องเอาสถิติของคุณออยมาใช้ ใช้เวลารวม 5:01:54 ซึ่งคุณออยไม่ได้กดหยุดเวลาเลย เส้นทางรวมทั้งหมดถือเป็นเส้นทางใหม่สำหรับเรา อย่างน้อยก็ตั้งแต่สวนจตุจักรมาจนถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ส่วนเส้นทางอื่นอาจจะผ่านๆมาบ้างแล้วแต่ก็ไม่เป๊ะ การวิ่ง City run ในกรุงเทพ ฟุตบาทอาจไม่เหมาะกับการวิ่งอย่างสบาย เพรามีหลุมมีตะปุ่มตะป่ำพร้อมทำให้ข้อเท้าพลิกได้ทุกเมื่อ จึงต้องคิดซะว่ามาวิ่งฝึกสติและฝึกเอ็นข้อเท้าและกล้ามเท้าให้แข็งแรง บางจุดไม่สามารถวิ่งได้ก็ต้องเดิน ทำให้จำนวนก้าวต่อนาทีจึงหลากหลายมาก ตั้งแต่ 131-234 ก้าวต่อนาทีเลย ส่วนเรื่องความสูง ดูๆแล้วเหมือนพื้นที่ของสวนจตุจักรจะสูงกว่าใจกลางเมืองพอสมควร สองหยักสุดท้ายก็น่าจะเป็นสะพานพุทธและบันไดที่ท่ามหาราชนั่นเอง อุณหภูมิก็หลากหลายเช่นกันเพราะเริ่มตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างไปจนถึงแดดเปรี้ยงจึงไม่แปลกใจที่จะเป็นตัวเลขตั้งแต่ 27…

กล้าที่จะวิ่ง กล้าที่จะให้

ในช่วงเวลาที่เรากำลังบ้าวิ่ง Virtual run จนเริ่มจะเบื่อ เพราะลักษณะงานเดิมๆคือ กำหนดระยะทางให้วิ่งให้ครบ แล้วก็จะได้รางวัลไป เป็นรางวัลที่เราออกเงินสมัคร และได้มาเป็นของตัวเอง อาจจะเป็นงานที่มีหรือไม่มีการบริจาคให้ใคร และส่วนใหญ่จะพบว่าไม่มีการกุศล จนมาเจอกับงาน Virtual run งานนี้ ทำให้เราควักเงินจ่ายเพื่อเข้าร่วมได้อย่างสบายใจมากขึ้น งานนี้ไม่มีตัวเลขระยะทางกำหนดให้เก็บ เพราะเราสามารถวิ่งมากเท่าไรก็ได้ เพียงแต่ทุกระยะทาง 1 กิโลเมตรที่วิ่งได้ จะกลายเป็นเงินบริจาค 1 บาท มอบให้กับมูลนิธิคนพิการไทย (สูงสุด 500,000 บาท) เพื่อนำไปทำวีลแชร์มูลค่า 6,000 บาทต่อคัน ชื่องานนี้คือ “Allianz Ayudhya World Run Thailand Series 2018 – Virtual Run” เริ่มเก็บระยะกันตั้งแต่ 26 กรกฎาคม – 25 ตุลาคม 2561 จัดโดยบริษัทประกันภัย Allianz Ayudhya ตามชื่องานเลยค่ะ นอกจากจะได้เงินบริจาคแล้ว ทุก 1 กิโลเมตรที่วิ่งได้ จะกลายเป็น 10 แต้มในแอพพลิเคชัน Healthy Living ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ และสามารถนำคะแนนที่ได้ไปแลกของรางวัลมากมาย การเข้าร่วมวิ่งมี 2 ประเภท ประเภทแรกคือทีมร่วมด้วยช่วยวิ่ง (Free Runner) ไม่ต้องเสียค่าสมัคร และประเภทที่สองคือ ทีมร่วมด้วยช่วยบริจาคและช่วยวิ่ง (Donator) มีค่าสมัครและบริจาค 450 บาท แบ่งเป็นเงินสมทบทุนบริจาค 100 บาท ให้กับมูลนิธิเพื่อคนพิการไทย โดยนักวิ่งที่ร่วมบริจาคเงินจะได้รับเสื้อและเหรียญที่ระลึก พร้อมประกันอุบัติเหตุจากอลิอันซ์ ประกันภัย ซึ่งให้ความคุ้มครองนานกว่า 90 วัน เริ่มตั้งแต่ 26 กรกฎาคม – 31 ตุลาคม 2561 เนื่องจากเราสมัครหลังวันที่ 20 ก.ค. 61 จึงไม่สามารถเลือกให้ส่งเสื้อทางไปรษณีย์ได้ เราจึงต้องไปรับเสื้อและเหรียญที่กิจกรรม Kick off ซึ่งจัดที่สวนลุมพินี วันที่ 26 กรกฎาคม 61 เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งในเวปไซท์ได้บอกไว้แค่ว่า รับเสื้อและเหรียญ ส่วนกิจกรรม Kick off เราเข้าใจเอาเองว่า คงมีการจัดซุ้มอะไรบางอย่างให้ร่วมสนุกสนาน เราก็แค่ไปรับเสื้อและเหรียญกลับบ้านไปเป็นที่ระลึกก็พอ แต่เราก็คิดว่าไหนๆก็ไปสวนลุมแล้ว เตรียมชุดไปวิ่งต่อเลยก็น่าจะดี กลายเป็นว่าพอไปถึง เจ้าหน้าที่แจกแต่เสื้อ ไม่แจกเหรียญ บอกว่าต้องร่วมวิ่ง 5 กิโลเมตรก่อน ถึงค่อยได้รับเหรียญ เราก็แอบเคืองๆนิดหนึ่งว่า ในเวปไซท์ ไม่เห็นบอกว่าต้องเข้าร่วม บอกแค่ให้มารับเสื้อและเหรียญเท่านั้น ว่ากันตามจริงแล้ว เราจะขอรับไปเลยก็ได้ แต่ก็เห็นว่าเราเองก็เตรียมชุดมาแล้ว จึงยอมเข้าร่วม ไปเปลี่ยนเสื้อมา เสื้อก็ตัวใหญ่กว่าที่ลงทะเบียนไว้พอสมควร แต่ชอบคำพูดข้างหลังเสื้อที่สกรีนคำว่า “Dare to move” ใหญ่ๆเอาไว้มากกว่า เป็นพลังให้ใจได้ดี ก่อนการปล่อยตัวทางผู้จัดได้แจ้งว่าจะปล่อยตัวตามสีบิบที่ได้รับ ดูลักษณะงานเหมือนทางผู้จัดเกณฑ์พนักงานมาเข้าร่วมเยอะพอสมควร และเป็นการจัดกิจกรรมภายในบริษัทด้วย จึงมีการแยกสีเหมือนกีฬาสี ปล่อยตัวตามสี เพื่อป้องกันคนไปวิ่งออหรือเบียดกัน พนักงานเองก็ดูตื่นเต้น ทำให้คึกคักกันน่าดู ซึ่งก็เป็นบรรยากาศงานที่น่ารักดีนะคะ นอกจากนี้ทางผู้จัดยังแจ้งว่า นักวิ่งที่วิ่งเข้าเส้นชัยก่อน อันดับที่ 1 – 20 แยกชายหญิง (จำอันดับไม่ได้ว่ามีแจกกี่อันดับ แต่คุ้นๆว่าประมาณนี้) จะได้รับผ้าขนหนูเพิ่มอีกคนละหนึ่งผืน อันนี้ก็แอบน่าสนใจ เราก็ประเมินคนมาร่วมวิ่ง ดูเป็นพนักงานในบริษัทซะเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่นักวิ่งขาวิ่งแบบเรามากนัก เลยคิดว่าน่าจะมีโอกาสคว้าผ้าขนหนูมาเล่นๆ จริงๆก็แค่เพิ่มกำลังใจในการวิ่งให้มีมากขึ้นกว่าเดิมอีกเล็กน้อย พอปล่อยตัวเราก็สับขาเลย แค่ 5 กิโลเมตร วิ่ง 2 รอบสวนลุมเอง สำหรับเราสบายมาก และก็เป็นไปตามคาด เราเข้าเป็น 1 ใน 20 คนที่ได้รับผ้าขนหนูไปตามระเบียบ หลังจากเข้าเส้นชัย ได้รับเหรียญแล้วก็รู้สึกร้อนมาก เดินหาน้ำมาดื่มแล้วก็เหลือบไปเห็นมีไอสกรีมแท่งรสชาเย็นที่เราโปรดปรานด้วย เลยคว้ามาทานสองแท่ง ส่วนของกินเป็นอะไรเราก็จำไม่ได้แล้ว จำได้แค่ว่าได้ทานจนอิ่ม แล้วค่อยกลับบ้านอย่างสบายท้อง การวิ่งระยะทาง 5.32 กิโลเมตรวันนี้ ใช้เวลาไปเพียง 31.06 นาที ความเร็วเฉลี่ย 5.51 นาทีต่อกิโลเมตร ความเร็วนี้เพราะผ้าขนหนูเลยนะเนี่ย การเก็บระยะทางของงานนี้ทำได้ง่าย เพียงแค่ไปทำการเชื่อมต่อระหว่างแอพพลิเคชัน Healthy Living กับแอพพลิเคชันที่เพื่อนๆใช้วิ่งเก็บระยะที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ซึ่งเราใช้ Endomondo เชื่อมกับนาฬิกา Garmin อยู่แล้ว และเพียงเข้าไปกดร่วม Challenge ใน Endomondo เมื่อเราทำการซิงค์ข้อมูลจากนาฬิกาลง Endomondo ระยะทางรวมไม่ว่าจะเป็นวิ่ง Outdoor หรือ Indoor ก็จะไปอัพเดทใน Challenge อัตโนมัติ สบายมากๆเลยค่ะ จากวันที่ 26 กรกฎาคม 61 มาจนถึงวันนี้ที่จบโครงการคือวันที่ 25 ตุลาคม 61 เราวิ่งได้ระยะทาง 627 กิโลเมตร และมันจะกลายเป็นเงิน 627 บาทที่มูลนิธิคนพิการไทยจะได้รับไป รวมกับเงินอีก 100 บาท ค่าสมัคร ก็จะเป็น…

การออกกำลังก็เหมือนการดูแลความรัก ไม่ต้องจัดหนักแต่ต้องสม่ำเสมอ

มาอีกแล้วกับงานวิ่งที่ลงวิ่งเพราะอยากได้เหรียญ ไม่มีเหตุผลใดๆทั้งสิ้น นอกจากวันอาทิตย์ได้หยุด และควรจะหางานวิ่งสักงานเข้าร่วม และก็พอดีที่งานนี้มีเหรียญรูปทรงเก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร งานวิ่งนี้มีชื่อว่า “CUCA Run” จัดโดยสมาคมศิษย์เก่าคอมพิวเตอร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีออแกไนซ์เซอร์ Fabmotion มาช่วยจัดงาน แรกๆงานนี้จะจัดที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ แต่มาแจ้งเปลี่ยนสถานที่จัดงานช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันงาน เพราะทางจุฬาฯต้องใช้พื้นที่คณะจัดงานอื่น เราเลยได้เริ่มต้นวิ่งจาก Stadium One แทน จุดประสงค์ของงานนี้ก็เหมือนกับงานอื่นทั่วไปคือ ส่งเสริมให้คนมาออกกำลังกายแทนที่จะนั่งหน้าจอคอม รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะใช้เป็นทุนในการส่งเสริมกิจกรรมและการวิจัยด้านคอมพิวเตอร์ เราต้องไปรับเสื้อวิ่งก่อนวันงาน 1 วัน แรกๆไม่รู้จัก Stadium One ว่าอยู่ตรงไหน รู้แต่เดินจากรถไฟฟ้าสนามกีฬาได้ แต่ไม่รู้ว่าไกลขนาดไหน จริงๆแล้วก็ไม่กี่ร้อยเมตรเองค่ะ เมื่อเสื้อพร้อม บิบพร้อม ก็เตรียมตัวนอนให้พอ ถึงวันงานตื่นมาทำกิจวัตรเช่นทุกที เนื่องจากตื่นเวลาใกล้กับจะปล่อยตัวมากๆ เลยต้องรีบออกมาเรียกแท๊กซี่ จากบ้านไปถึงสถานที่จัดงานก็แค่ 10 นาที แต่ตอนจะหยิบเงินจ่ายค่าแท๊กซี่ถึงเพิ่งรู้ตัวว่า ลืมเอากระเป๋าเงินมา ล้วงๆควักๆหาเหรียญในกระเป๋าอยู่นานรวบรวมมาได้ 45 บาท แต่มิเตอร์โชว์ 50 บาท พี่แท๊กซี่ใจดีบอกไม่เป็นไร เราก็เลยขอบคุณยกใหญ่ ก่อนวิ่งหน้าตั้งไปฝากกระเป๋า แล้วอบอุ่นร่างกาย จริงๆเราขอเบอร์บัญชีพี่เค้าเพื่อโอนเงินให้ ขอยังไงก็ไม่ยอมให้แถมบอกอีกว่า สามร้อยก็เคยเจอมาแล้ว เราก็บอกไม่ได้สิ ของมันต้องจ่าย พี่เค้าก็ไม่ยอม สุดท้ายได้ให้เงินบ้างก็ยังดี ขอบคุณพี่แท๊กซี่ใจดีมากๆนะคะ เมื่อถึงเวลาปล่อยตัวก็วิ่งไปตามที่ใจคิด มาวิ่งครั้งนี้กะว่าไปเรื่อยๆไม่มีแผน อยากเร็วก็เร่ง เหนื่อยก็ผ่อน ก็แค่นั้น ทำเหมือน Speed play หรือ Fartlek นั่นเอง พอไม่หวังผลใดๆ อะไรมันก็ผ่อนคลาย วิ่งมีความสุขมากๆจริงๆ พอเข้าเส้นก็รับเหรียญตามระเบียบ เหรียญรูปแผ่นฟล็อปปี้ดิสก์ที่เด็กๆสมัยนี้คงไม่เคยเห็นของจริงแล้ว นอกจากรูปไอคอนตอนจะเซฟในการใช้งานไมโครซอฟท์ เราเดินหาของกินอยู่พักใหญ่กว่าจะเจอเต๊นท์อาหารซึ่งหลบไปอยู่ข้างหลังบริเวณที่เค้าจัดงาน ได้รับปูอัดมาชิ้นใหญ่ นอกนั้นเห็นเป็นขนมปังชิ้นเล็กๆ และดูจะถือทานยากเพราะเราต้องไปพาเพื่อนวิ่งต่อ เลยไม่รับแล้วไปหาเอาข้างหน้าดีกว่า…

การเดินไม่น่าอาย หากร่างกายเรายังไม่พร้อม

หลังจากไปเป็น Pacer ให้กับงานธัญญรักษ์มินิมาราธอนช่วงเช้า ช่วงบ่ายแม้จะมีสมัครงานวิ่งไว้ก่อนหน้างาน Pacer แต่เราก็ขอมาร่วมงานช่วงบ่าย ไม่ว่าร่างกายจะเป็นอย่างไร เพราะสาเหตุของการร่วมงานนี้ก็คือเสื้อและเหรียญที่สวยงาม เสื้อวิ่งนี่ไม่เท่าไหร่ แต่การจะได้เหรียญสวยๆมา ก็ต้องเข้าร่วมเท่านั้น แต่เพื่อความชัวร์ว่าจะมีคนสานต่อระยะทางของเรา ในกรณีที่เราไปต่อไม่ไหวจริงๆ ก็เลยชวนเพื่อนปุ้ย ผู้ซึ่งยอมเป็นลูกศิษย์ให้เราจัดโปรแกรมซ้อมให้มาวิ่งด้วยกัน เพื่อนปุ้ยรับคำอย่างว่าง่าย หรือเลี่ยงไม่ได้ก็ไม่รู้ ไม่ถามซ้ำ รีบนัดเลย งานที่กล่าวถึงนี้คืองาน Coffee Run ซึ่งจัดโดยทีมงานรันลา ที่ชอบเพราะออกแบบธีมงานได้น่ารัก เสื้อสีน้ำตาลกาแฟ ให้แก้วกาแฟคนละใบ เหรียญสีกาแฟ รับสมัคร 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะอเมริกาโน่ (10K) ระยะมอคค่า (5K) และระยะลาเต้ (2.5K) แค่ตั้งชื่อก็แนวแล้ว รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้โรงพยาบาลแม่สะเรียง สถานที่จัดงานใกล้ๆบ้านคือสวนลุมพินี เวลาปล่อยตัวคือบ่ายสี่โมงเย็น เราวิ่งจบจากงานตอนเช้า กลับบ้านไปนอนพักได้ไม่นาน ก็ต้องออกมาทำธุระ แล้วค่อยไปเจอกับปุ้ยที่งานเลย ช่วงบ่ายสี่ แดดยังส่องแสงเปรี้ยงสร้างความอบอ้าวอยู่เลยแต่ก็คิดว่า เอาน่า วันนี้ต้องวิ่งให้ได้อย่างน้อย 15 กิโลเมตรตามที่ตั้งใจไว้ เพราะกะจะส่งผลวิ่งให้งาน Virtal run อีกงานด้วย แต่เพื่อความชัวร์ เผื่อว่าวิ่งไม่จบ เลยให้บิบกับปุ้ยไว้ ให้ปุ้ยวิ่งเป็นหลัก เราจะหยุดเมื่อไรก็เมื่อนั้น เมื่อถึงเวลาปล่อยตัว เราก็ออกวิ่งไปพร้อมๆกับปุ้ย ใช้ความเร็วของปุ้ยเป็นหลัก เนื่องจากเป็นวันซ้อมโซน 2 ของปุ้ย ความเร็วจึงอยู่ในช่วงที่ช้ามากๆ แต่เราก็บอกปุ้ยแล้ว ไม่ไหวให้เดิน เริ่มต้นเราจึงไปด้วยกัน วิ่งเหยาะๆไปเรื่อยๆ ชวนปุ้ยคุยเรื่อยเปื่อย พอเสียงเพื่อนเริ่มหอบถี่ ก็ถามว่าจะเดินไหม คำตอบคือเดิน เพราะมองนาฬิกาแล้ว หัวใจพุ่งไปโซน 4 เรียบร้อย ด้วยเพื่อนปุ้ย ไม่ค่อยได้ออกมาวิ่ง Outdoor จึงทำให้ไม่ค่อยได้เจออากาศร้อนเช่นนี้ซึ่งมีผลในการกระตุ้นหัวใจมากขึ้น เราจึงบอกปุ้ยว่าให้จับความรู้สึกเป็นหลัก ให้ใช้ความรู้สึกเหนื่อยน้อยๆเป็นสำคัญ วิ่งไปๆเรื่อยๆเจอพี่พงษ์แห่ง Papa Colorful เรียก เลยได้ภาพสวยๆกันมาอีกชุด เราวิ่งๆไปได้ครบ 4 กิโลเมตร ก็ปล่อยปุ้ยวิ่งต่อไปให้จบงาน ส่วนเราก็เดินๆคลานๆไปตามประสาจนกว่าจะครบ 5 กิโลเมตร ปุ้ยวิ่งเข้าเส้นแล้วก็เลยไปรับเหรียญมาให้ สวยงามตามประสางานเล็กๆ เหรียญมีด้านเดียวค่ะ เสร็จแล้วก็เลยไปรับอาหารมานั่งทานกัน เรารับข้าวเหนียวหมูมา กลายเป็นว่ามีกลิ่นออกจะเสียแล้วเลยไม่ได้ทาน ดื่มแต่น้ำเอา จะเอาของที่ฝากไว้ก็แถวยาวมาก ด้วยระบบวางของที่ไม่ดี น่าผิดหวังกับผู้จัดที่มีประสบการณ์ พี่พงษ์เดินเลยผ่านมาเลยเก็บรูปให้เพิ่มเติม เป็นรูปได้เหรียญมาเพราะเพื่อนช่วยซะด้วยนะ กิจกรรมทั้งยามเช้าและบ่ายวันนี้ได้สอนให้รู้ว่า การเดินไม่น่าอาย หากร่างกายเรายังไม่พร้อม วิ่งตอนร่างกายไม่ยอม คือความพร้อมต่อการบาดเจ็บ สุขสันต์วันร่างกายเพลียแต่ไม่เจ็บละกันนะคะ ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีร่างกายที่พร้อมในวันหนักๆกันนะคะ 24 มิ.ย. 61

ความปกติอยู่ที่ใจ ใช่ที่กาย

หลังจากการรอคอยอันยาวนาน 3 ปี ในที่สุดเราก็สามารถทำตามความฝันอีกหนึ่งอย่างได้แล้ว นั่นก็คือได้วิ่งเป็นเพื่อนกับคนตาบอด เราลงสมัครงานวิ่ง Run for the Blind ปีนี้เป็นปีที่ 3 แล้ว แต่เพิ่งจะมีโอกาสวิ่งครั้งแรก เพราะ 2 ปีก่อนหน้าเราป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล ไม่สามารถเข้าร่วมงานได้ ปีนี้จึงเฝ้าระวังตัวเอง ไม่ให้เป็นอะไรอีก แต่ก็เหมือนฟ้าแกล้งที่ 5 วันก่อนวันวิ่งเริ่มมีอาการหวัด แต่ก็หายได้ทัน โชคดีไป งาน Run for the Blind จัดขึ้นมาครั้งที่ 6 แต่ปีที่ 3 แล้ว จัดโดยกลุ่มอาสา Fokon ล้วนๆ และจัดกันเองด้วย ไม่พึ่งออแกไนซ์แต่อย่างใด รายได้จากการจัดงาน จะนำไปจัดซื้ออุปกรณ์กีฬาให้กับผู้พิการทางสายตา โดยจัดให้มีการวิ่ง 2 ระยะ คือ 5 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร โดยแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ Group A Guide Runner จูงคนตาบอดวิ่ง5 กม. Group B Guide Runner จูงคนตาบอดวิ่ง10 กม. Group C วิ่งเดี่ยวหรือ จับคู่ปิดตาวิ่ง 5 กม. Group D วิ่งเดี่ยวหรือ จับคู่ปิดตาวิ่ง 10 กม. รางวัลมีให้เฉพาะคู่ปิดตาวิ่งเท่านั้น เราเลือกสมัครประเภทที่ 2 คือ 10 กิโลเมตรจูงคนตาบอดวิ่ง จึงต้องจ่ายเงินเผื่อคู่ตัวเองด้วย เนื่องจากงานนี้ผู้พิการทางสายตาวิ่งฟรี โดยที่คู่วิ่งจะได้รับเสื้อวิ่ง และเหรียญเหมือนกับเรา ส่วนคนที่ลงสมัครแบบธรรมดา ราคา 500 บาท และสามารถจับคู่ปิดตาวิ่งได้ เพื่อจะได้ลิ้มลองการวิ่งในโลกมืด ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง ใครวิ่งจบได้เวลาดีก็คู่ควรกับรางวัลค่ะ เราได้รับเสื้อก่อนหน้าวันจริง 2 วัน เราโทรถามวันจันทร์ พบว่าเจ้าหน้าที่กำลังจะส่งให้วันอังคาร  ท่าทางจะยุ่ง พอได้เสื้อมาแล้วก็ชอบมาก ลักษณะเสื้อของงานนี้จะมีเชือกอยู่ทางด้านหน้าเพื่อใส่บิบสองรูบน และมีคลิปมาให้ แถมด้านข้างมีกระเป๋าให้ด้วย      เรามีนัดกับกลุ่ม Runway ที่หน้างานตีห้า เริ่มมาจากคุณออยแห่งเพจ Oily’s story ไปช่วยถือป้าย Pacer แล้วเลยขออาสาสมัครไปช่วยงาน หลังจากนั้นก็มีหลายเสียงขอตามมาว่าจะไปช่วยงานด้วย พอเจอหน้ากัน คุณออยก็ช่วยแบ่งงาน ไปถือป้าย Pacer 5 และ10 กิโลเมตร เพซ 7:00 จำนวน…

ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง

เมื่อมีงาน Pacer มาเสนออีกวาระหนึ่ง เราผู้ซึ่งติดใจการเป็น Pacer จากงานแรกจึงขอมีงานที่ 2 อีกสักครั้ง แต่ตอนแรกที่พี่ๆมาถามว่าใครไปบ้าง ก็ตอบว่าไปซะแล้วโดยที่ไม่ได้ดูเลยว่าสนามวิ่งจะเป็นอย่างไร จนเมื่อน้องๆในกลุ่มที่เคยไปวิ่งสนามนี้แล้วเข้ามาบอกทีละคนสองคนว่า ต้องวิ่งขึ้นลงตึกจอดรถสองตึกนะ จากที่กำลังจะพิมพ์ชื่อตัวเองลงไปที่เวลา 70 นาทีเช่นเดิมก็ต้องลังเล ก่อนตัดสินใจลงชื่อไปว่าขอเป็น Pacer 90 นาที ดูจะเป็นไปได้มากกว่า งานที่มีสัญลักษณ์การวิ่งขึ้นตึกจอดรถสองตึกก็คืองาน EGAT Charity Green Run 2018 ที่จัดมาเป็นครั้งที่ 22 แล้ว งานนี้ได้ยินมานาน แต่ไม่เคยคิดไป เพราะรู้สึกว่าไกลบ้าน แต่เมื่อจะได้เป็น Pacer แล้ว ไกลแค่ไหนก็ไป ใจง่ายนะเนี่ยเรา งานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยค่อนข้างมีชื่อในเรื่องความแปลกแหวกแนวของการจัดงาน เพราะเป็นงานที่ไม่มีการแจกเหรียญ แต่จะแจกเป็นของอย่างอื่นแทน อย่างในปีนี้แจกเป็นข้าวกล้อง ถามจากคนที่เคยมาหลายปีก่อนที่ไม่มีเสื้อวิ่งให้ ก็จะแจกเป็นกระเป๋าบ้าง เป็นหมวกบ้าง นอกจากนี้ กฟผ. ยังมีแนวคิดการจัดงานแบบเรียบง่ายสำหรับปีนี้คือ “ผสานวิถีชุมชน เพื่อการแบ่งปันที่ยั่งยืน” วัตถุประสงค์ของการจัดงานนี้ นอกจากจะทำให้ กฟผ. เป็นที่รู้จัก สร้างความต่อเนื่องของการจัดงาน และสนับสนุนการออกกำลังกายของพนักงานและประชาชนทั่วไปแล้ว ยังถือเป็นโอกาสนำรายได้ที่เหลือจากการจัดงานช่วยเหลือนักเรียนโดยรอบ กฟผ. ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือเพื่อการกุศลอื่นๆ ซึ่งเราได้ยินทางพิธีกรแจ้งว่าวันนี้จะขอมอบเงินไว้ก่อนจำนวน 200,000 บาทถ้วนที่หน้างาน ส่วนอื่นๆจะตามมาทีหลัง เราก็ได้อนุโมทนาบุญกันไป การเตรียมตัวซ้อมสำหรับงานนี้คือการวิ่งขึ้นเนินเพื่อเตรียมวิ่งขึ้นตึกจอดรถ 7 ชั้น ในกลุ่มไม่มีใครบอกได้ว่าชันขนาดไหน น้องที่เคยไปงานถ่ายรูปกราฟความชันมาให้ดู เราเลยลองมาคำนวณว่าจะต้องวิ่งขึ้นเนินที่ความชันเท่าไหร่ เราไม่สามารถหาเนินวิ่งได้ จึงคิดจะใช้ลู่วิ่งเป็นสนามซ้อม คำนวณความชันของลู่วิ่งออกมาแล้วประมาณ 3% เมื่อรวมกับความชันที่ต้องเพิ่มสร้างแรงเสียดทานอีก 2% ก็สมควรที่จะซ้อมความชันบนลู่วิ่งไม่ต่ำกว่า 5% เมื่อได้ตัวเลขแล้ว ก็มาวางแผนการซ้อม เรายังมีเวลาอีกประมาณ 5-6 สัปดาห์ก่อนวันวิ่งจริง เราจึงเพิ่มการวิ่งขึ้นเนินเข้าไปแทนวันวิ่ง Interval หรือ Tempo วันใดวันหนึ่ง คำนวณเวลาวิ่ง 90 นาที ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร เราจะต้องวิ่งด้วยความเร็ว 8.34 นาทีต่อกิโลเมตร จะต้องวิ่งขึ้นตึกที่ประมาณกิโลเมตรที่ 8 ดังนั้นเวลาที่จะใช้วิ่งขึ้นตึกโดยประมาณก็อยู่ที่ 20 นาทีสุดท้าย แผนการซ้อมคือ วิ่งให้ได้ครบ 60 นาที แล้วเพิ่มความชันเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก 10 นาที ปรับลงมาพัก 5 นาที แล้วเพิ่มความชันอีก 10 นาที แล้วเข้าสู่ช่วง Recovery เลย พอถึงวันซ้อมจริง เราอาจมีข้อจำกัดเรื่องเวลาที่ไม่สามารถวิ่งครบ 90 นาทีอยู่บ้าง แต่จะพยายามให้ถึง 60 นาทีเป็นอย่างน้อยทุกครั้ง ส่วนวันวิ่งอื่นๆในสัปดาห์ก็ยังคงไว้เหมือนเดิม วันวิ่งยาวยังไงเราจะวิ่งข้างนอกและไม่ต่ำกว่า 90 นาทีอยู่แล้ว เมื่อวางแผนการซ้อมเรียบร้อย ก็จัดไปตามนั้น แล้วก็คอยส่งการบ้านให้กับทางลูกโป่งรันเนอร์ตามเกณฑ์กันต่อไปค่ะ เมื่อภาพโปรโมท Pacer ปล่อยออกมา เราก็ต้องขอเซฟเก็บไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อย ในกลุ่ม 90 นาที กลุ่มเราประกอบไปด้วยเรา น้องณัชที่ยังไม่เคยร่วมวิ่งกันมาก่อน น้องแครอทที่เคยเจอกันจากงานที่แล้ว และน้องนนท์ผู้ซึ่งเคยผูกลูกโป่งแรกในชีวิตให้ คราวนี้เลยขอเป็นคนผูกให้น้องบ้าง แต่ด้วยความที่เป็นมือใหม่หัดผูก ดันผูกไม่แน่น ลูกโป่งน้องนนท์เลยลอยขึ้นฟ้าไปสองใบ เราเลยไปแบ่งมาจากคนที่เหลือคนละใบ เลยได้ลูกโป่งผูกหลังกันคนละ 2 ใบกำลังดี เมื่อถึงวันงาน ทุกคนนัดกัน 4.30 น. เราเองบ้านค่อนข้างไกล ดู Google map แล้วพบว่าใช้เวลาประมาณ 30 นาทีจะไปถึงงาน เลยตื่นประมาณ 3.45 น. แต่งตัวอย่างรวดเร็ว ออกจากบ้านเวลา 4.00 น. กว่าจะเรียกแท๊กซี่ได้ก็คันที่ 7 ที่เหลือก่อนหน้าต้องไปส่งรถกันหมด จริงๆถ้าไม่พร้อมรับผู้โดยสารก็ไม่น่าจะหยุดรับเนอะ เสียความรู้สึกจังค่ะ สุดท้ายดีใจได้เจอแท๊กซี่ใจดี ยินดีไปส่ง แถมรู้จักทางด้วย เราเลยสบายไป เพราะแถวบางกรวยเราก็ไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่ เราขอคนขับซัดแซนวิชที่คว้ามาจากบ้านไป 1 ชิ้น ดื่มน้ำ 1ขวด ไม่นานก็ถึงสถานที่จัดงาน ทางเจ้าหน้าที่ให้ลงรถทางด้านหน้า และเราก็เดินเข้าไปด้านในไม่ไกลกันค่ะ เดินเข้ามาถึงบริเวณที่จัดงาน จุดปล่อยตัวและเส้นชัยก็จัดไว้เรียบร้อยแล้ว เต็นท์ที่เรานัดกันก็มีลูกโป่งมาผูกรอพร้อมแล้ว ลูกโป่งสีส้มคือ 60 นาที สีเหลืองคือ 70 นาที สีเขียวคือ 80 นาที และสีชมพูสุดท้ายคือ 90 นาที เนื่องจากไม่มี Sweeper ในงานนี้ เราเลยคล้ายๆจะเป็น Sweeper ในงานไปซะเอง พอไปถึงก็ไปรับบิบที่จ่ายเงินซื้อกันเอาไว้ค่ะ เราได้เลขท้ายสองตัวเท่าอายุพอดี ชอบบิบงานนี้ตรงที่ทำด้วยผ้า แบบว่าได้อารมณ์บ้านๆมาก ชอบมากเลยค่ะ ส่วนบิบสำหรับ Pacer ของเราก็ห่อด้วยพลาสติกอย่างดีจากลูกโป่งรันเนอร์เช่นเคย เมื่อได้รับลูกโป่งและบิบแล้ว ก็ช่วยกันติดกันไป เราเจอน้องณัช และน้องนนท์เรียบร้อย แต่น้องแครอทหาที่จอดรถอยู่ เลยปรึกษากันถึงแผนการวิ่ง ทางเจ้าหน้าที่ประกาศว่าระยะทางคือ 10.1 กิโลเมตร แต่ด้วยความที่ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดระยะทาง จึงใส่เวลาในการคำนวณสูตรเผื่อเวลาไว้ 2 นาที ความเร็วที่ใช้วิ่งจึงได้เท่ากับ 8.42 นาทีต่อกิโลเมตร เราเองตกลงกันว่าจะวิ่งไม่ให้ขาดให้เกิน 1 นาทีของเวลา 90 นาที เรายืดเหยียดวอร์มอัพพอให้เหงื่อซึม รอเวลาปล่อยตัวตอน 6.00 น. สักพักก็ถูกพี่ๆเรียกตัวไปหน้าจุดปล่อยตัวเพื่อเตรียมสรุปงาน พี่ๆได้แจ้งไว้แล้วว่า ถ้าจำเป็นต้องเข้าห้องน้ำให้ฝากโป่งกับเพื่อน หรือถ้ามีเหตุฉุกเฉินที่ทำให้ต้องหยุดวิ่ง ให้ปล่อยโป่ง ให้รักษาเวลาตามที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด และก็แตะมือกันก่อนส่งเสียงเฮ้เพื่อปลุกใจให้ตื่นกัน ระหว่างรอพิธีเปิด เราก็ยืนทำสมาธิ น่าแปลกที่งานที่ 2 ในฐานะ Pacer เราไม่ตื่นเต้นสักนิด คงเพราะได้ฝึกฝนมาเป็นอย่างดีที่ความเร็วตามที่กำหนด แต่อาจจะมีความกังวลใจนิดๆตอนวิ่งในตึกซึ่งจะเป็นจุดอับ GPS อาจทำให้การวัดระยะจากนาฬิกาหรือมือถือไม่แม่นยำ และอาจทำให้การคำนวณเวลาการวิ่งผิดเพี้ยนไป เราจึงตกลงกันว่าจะคอยเชคกันเองในกลุ่ม และคอยเชคระยะทางจากป้ายระยะทางของผู้จัดอีกทีหนึ่ง และแล้วก็ถึงเวลาปล่อยตัว เรากดเวลาทันทีที่ได้รับสัญญาณปล่อยตัว แต่เรายืนรอให้ลูกโป่งกลุ่มอื่นวิ่งออกไปก่อน ก่อนที่จะวิ่งเรียงเดี่ยวหลบทางให้กับนักวิ่งท่านอื่นวิ่งตามออกไป ทางวิ่งช่วงแรก เราจะวิ่งไปทางสะพานพระราม 7 แล้วค่อยวนกลับตัวมาใหม่ระหว่างทางวิ่งก็มีเสียงตะโกนเรียกนักวิ่งให้วิ่งไปด้วยกันทั้งจากน้องนนท์และน้องแครอท นอกจากนี้ยังมีน้องป๊อปซึ่งเป็นเพื่อนแครอทมาวิ่งด้วยกัน สร้างความครื้นเครงมาก เพราะปล่อยมุข เล่นมุขกันสนุกสนาน เรากับน้องณัชได้แต่หัวเราะ ยิ้มตาม เราเล่นมุขสมทบบ้างเล็กน้อยไปเรื่อยๆ ต้องขอบอกเลยว่าเราไม่เคยวิ่ง 10 กิโลเมตรแล้วหัวเราะตลอดทางได้อย่างนี้มาก่อน ต้องขอบคุณน้องๆกลุ่มนี้มากๆที่ทำให้ไม่เหนื่อยเลย การวิ่งขึ้นลงสะพานไปกลับผ่านไปอย่างรวดเร็ว แม้แดดจะเริ่มส่องแสงสร้างความร้อนระอุบ้างแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด และการวิ่งก็ยังคงเป็นไปตามความเร็วที่คำนวณกันเอาไว้ เมื่อวิ่งลงสะพานมา วนกลับเข้าสู่เขตการไฟฟ้า ก็เริ่มเตรียมขาให้พร้อมกับการวิ่งขึ้นตึกจอดรถกัน เส้นทางขึ้นตึกจอดรถตึกแรก ไม่ยากเย็นนัก เพราะความชันน้อยกว่าที่เราซ้อมมาพอสมควร ทำให้ชีพจรเปลี่ยนระดับจากโซน 2 เข้าสู่โซน 3 ในเวลานั้น GPS ที่จับกันได้ในนาฬิกาแต่ละคนเริ่มไม่ตรงกัน ต่างกันตั้งแต่ 500-800 เมตรกันเลย พอวิ่งลงจากตึกแรกมา จำได้ว่าเห็นป้าย 8 กิโลเมตร และจุดให้น้ำ ตอนนั้นนาฬิกาเรายังเป็น 7 กิโลเมตรกว่าๆ แต่พอดูเวลารวมกับป้ายระยะทางของผู้จัดก็พบว่า เรายังวิ่งมาเร็วกว่าเวลาที่คำนวณไว้ 1 นาที ซึ่งก็ยังเป็นไปตามที่คาด เมื่อวิ่งขึ้นตึกที่สอง พบว่าทางชันกว่าตึกแรกเกือบเท่าหนึ่ง ทำให้เสียงให้กำลังใจนักวิ่งเงียบลงไป ต่างคนต่างตั้งใจวิ่ง และเนื่องจากไม่สามารถกะระยะทางของการวิ่งได้จึงทำให้วิ่งเร็วกว่าเวลาที่ควรวิ่งไปมากพอสมควร พอมาช่วยกันวัดระยะใหม่โดยเทียบกัน 4…

บางครั้งความสุขจากการวิ่ง ก็มาจากการได้เห็นคนอื่นวิ่ง

เผอิญเพิ่งรู้ตัวว่าได้หยุดวันอาทิตย์ แรกๆว่าจะไปเที่ยววัด แต่เกิดเปลี่ยนใจ เลยเปิดหาดูว่ามีงานอะไรในวันอาทิตย์ที่อยู่ในกรุงเทพฯ และใกล้บ้าน ก็มาพบกับงาน Bangkok Post International Mini Marathon 2018 จัดที่เซ็นทรัลเวิลด์เข้า จึงเริ่มขั้นตอนตามล่าหาบิบ ซึ่งก็ได้ต่อมาแบบไม่ยากเย็น เราได้บิบระยะ 5 กิโลเมตรมาในราคาเท่าทุนคือ 350 บาท ถือว่าเป็นงานที่ค่าร่วมงานราคาถูกใช้ได้ ทราบมาว่ามีสปอนเซอร์จำนวนมากจนรายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายและนำเข้ามูลนิธิบางกอกโพสต์ ซึ่งเป็นมูลนิธิที่จัดตั้งมานานกว่า 30 ปี โดยมีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนด้านการศึกษาแก่นักเรียนที่ยากจน ขาดแคลนผู้อุปการะ และมีความประสงค์ที่จะศึกษาจนถึงระดับสูง ความช่วยเหลือของมูลนิธิ รวมไปถึงการส่งเสริมกิจกรรมเกี่ยวกับการศึกษา การค้นคว้าวิจัย และการร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ทำให้เราสบายใจที่ได้เข้าร่วมวิ่งมากเพราะวัตถุประสงค์ชัดเจนตอบโจทย์ดีค่ะ ก่อนวันงานเราเตรียมของเสร็จก็รีบนอน เพราะหลังจากวิ่ง 5 กิโลเมตรตามทางในงานแล้ว เรากะว่าจะวิ่งจากเซ็นทรัลเวิลด์ไปสวนเบญจกิติ เพื่อพบกับคนไข้ที่จะออกมาวิ่งที่สวนครั้งแรก จึงได้เตรียมเป้น้ำด้วย และเตรียมเสื้อผ้าไปเปลี่ยนด้วย กะว่าจะฝากของที่งานก่อน เสร็จแล้วค่อยใส่เป้น้ำวิ่งไปสวน แล้วค่อยหาฟิตเนสเข้าไปอาบน้ำ เพราะต้องไปทำธุระต่อค่ะ เวลาปล่อยตัวคือ 5.15 น. เราตื่น 4.00 เศษ ทานกล้วยหอม 1 ลูก น้ำ 1 ขวด ออกจากบ้าน 4.30 ไปถึงงานก็ 5.00 พอดี ฝากของ แล้ววอร์มร่างกายเตรียมวิ่ง งานนี้ดีตรงที่สถานที่จัดงานกว้างขวาง ซุ้มของสปอนเซอร์วางเรียงตามยาว เต๊นท์ฝากของมีขนาดใหญ่ ทางผู้จัดเตรียมถุงไว้ใส่กระเป๋าให้ ซึ่งก็เบาใจเพราะตอนนั้นฝนตกพรำๆหยุดๆ จะได้แน่ใจว่าเสื้อที่เตรียมมาเปลี่ยนจะไม่เปียก เราฝากของแล้วเดินหาจุดปล่อยตัวซึ่งอยู่ที่ประตูทางออกจากลานจอดรถไปทางประตูน้ำ เมื่อถึงเวลาปล่อยตัวเราก็ออกวิ่งจากทางออก เลี้ยวขวามุ่งหน้าแยกราชประสงค์ เลี้ยวขวาอีกรอบ แล้วไปเลี้ยวซ้ายเข้าถนนอังรีดูนังต์ วิ่งตรงไปออกถนนพระราม 4 เลี้ยวซ้ายไปแยกศาลาแดง เลี้ยวซ้ายอีกที แล้วตรงอย่างเดียวจนกลับมาที่แยกราชประสงค์ ตรงมาเข้าเส้นชัยที่จุดปล่อยตัว ระยะทางรวมได้ 5.06 กิโลเมตรเป๊ะ แผนการวิ่งวันนี้ไม่มีอะไรเลย แรกๆกะว่าจะซ้อมวิ่งให้ได้ 45 นาที ตามความเร็ว Pacer ที่รับมาและต้องวิ่งในงานต่อไป แต่กลัวไปหาคนไข้ไม่ทัน จึงวิ่งเร็วขึ้นอีกนิดหนึ่ง ผลที่ได้เลยจบไปในเวลา 31:04 นาที ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 6.08 นาทีต่อกิโลเมตร ระหว่างวิ่งก็คอยสังเกตอัตราการเต้นของหัวใจไปด้วย พยายามไม่ให้เข้าโซน 5 มีหลุดขึ้นไปครั้งหนึ่ง แต่ก็กลับลงมาได้ การวิ่งวันนี้ แม้จะอยู่ในโซน 4 ตลอด แต่ไม่เหนื่อยมาก เพราะอากาศค่อนข้างดี 27-31 องศาเซลเซียส มีฝนพรำเป็นระยะ พอไม่ให้ตัวเปียก เหรียญที่ระลึกของงานนี้ก็ออกจะเรียบง่ายเป็นสีฟ้าเงินมีมิติเล็กน้อย ได้เหรียญไปเก็บสะสมเพิ่มอีกหนึ่งเหรียญในห้องสมุดเหรียญวิ่งของเรา พอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางต่อด้วยสองขาแบบง่ายๆค่ะ หลังจากเข้าเส้นชัยแล้ว ต้องเสียเวลาเดินหาจุดแจกอาหารซึ่งหลบไปอยู่ด้านหลังซุ้มสปอนเซอร์ เราได้ข้าวเหนียวหมูทอดแข็งห่อเล็กมาหนึ่งห่อ เดินไปเอาไมโลสแน็คมาหนึ่งแท่ง ยัดใส่เป้น้ำเผื่อหิวระหว่างทาง แล้วออกวิ่งไปสวนเบญจกิติ อีก 5 กิโลเมตร ระยะทางจากเซ็นทรัลเวิลด์ไปสวนเบญจกิติคือ 4 กิโลเมตรกว่าๆ เราไปพาคนไข้วอร์ม วิ่ง และคูลดาวน์ ก่อนแยกย้าย เก็บระยะรอบที่สองได้อีก 5.64 กิโลเมตร จบวันไปด้วยระยะทาง 10.7 กิโลเมตร กลับบ้านอย่างอิ่มอกอิ่มใจมากกว่าการวิ่งจบในงานด้วยเวลาดีๆซะอีกค่ะ ความสุขเล็กๆเบ่งบานน้อยๆในใจ ดีใจที่เห็นคนไข้วิ่งได้อย่างไม่เจ็บไม่ปวด ดีใจที่เห็นคนมาวิ่งที่สวนสาธารณะกันมากขึ้น ดีใจที่พบเจอเพื่อนนักวิ่งจำนวนมากในงานวิ่ง ดีใจที่มีจำนวนงานวิ่งมากขึ้นในประเทศไทยหลังจากการวิ่งของตัวเองที่ผ่านมา 5 ปี บางครั้งความสุขง่ายๆจากการวิ่ง ก็มาจากการได้เห็นคนอื่นได้วิ่งนั่นเองค่ะ ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีความสุขจากการได้วิ่งกันนะคะ 26 ส.ค. 61

วันวิ่งช้า คือวันวิ่งเพื่อมิตรภาพ

เราเคยเป็นคนชอบวิ่งเร็ว ไปงานวิ่งเพื่อไปให้ถึงเส้นชัย รับของที่ควรได้แล้วกลับบ้าน เราไม่เคยได้เพื่อนจากงานวิ่ง เรียกว่าแทบไม่ได้คุยกับใครเลยจะดีกว่า การไปงานวิ่งคือการแข่งขันกับตัวเอง แต่เมื่อเพื่อนรุ่นพี่ที่เรารักคนหนึ่ง นามว่าพี่แนน ส่งข้อความมาทาง Facebook ว่า “อยากวิ่งงานนี้ พาไปวิ่งหน่อย” พร้อมส่งภาพงานวิ่งมาเสร็จสรรพ การนัดหมายจึงเริ่มต้นขึ้น งานนั้นมีชื่อว่า “จดหมายรันนิ่ง” เป็นงานที่ออกแบบเสื้อและเหรียญได้น่ารักมากตามสไตล์ของ Organizer นามมดยักษ์ใหญ่แห่ง Run Rhythm ซึ่งเราเคยร่วมวิ่งหลายครั้งเพราะชอบการออกแบบ Theme ของงาน รวมไปถึงเสื้อและเหรียญ เมื่อพี่ชวนไปงานที่เสื้อและเหรียญพร้อมเช่นนี้ เราจะไม่พร้อมได้อย่างไร เราจัดการลงมือสมัครเข้าร่วมงานให้เราและพี่แนนอย่างรวดเร็ว เสื้อและบิบส่งมาให้ที่บ้าน 2 สัปดาห์ก่อนวันงาน เสื้อเป็นรูปกระดาษเขียนจดหมาย น่ารักน่าใส่มากๆ นอกจากนั้น ยังมีถุงผ้าให้ด้วย พี่แนนได้ส่งข้อความมาเป็นระยะก่อนวันงานว่า ได้ไปซ้อมวิ่งมาด้วย วิ่งแถวๆบ้านระยะรวมๆได้ 3 กิโลเมตร ซึ่งเราว่าเก่งมากแล้ว จากคนที่ไม่เคยวิ่งมาก่อน ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี…

ซิตี้รัน ไม่มันส์ แต่เพลิดเพลิน

ครั้งแรกกับการวิ่ง 11 กิโลเมตรด้วยเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง! ครั้งแรกกับการวิ่งรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ครั้งแรกกับการวิ่งไปถ่ายรูปไปเหมือนมาทัวร์ ทุกอย่างต้องมีครั้งแรกเสมอ วันที่ 11 สิงหาคม 2561 คือวันที่เรามีนัดกับกลุ่ม Runway ซึ่งเป็นกลุ่ม Pacer ที่เราไปเจอกันมาเมื่องาน กฟผ. และถูกใจถูกชะตากัน คุยกันต่อจนตั้งกลุ่มใหม่ขึ้นมา เมื่อพี่เบิร์ดมาชวนไปวิ่ง City Run หลายคนจึงตกปากรับคำอย่างว่าง่าย เราเองไม่เคยวิ่ง City Run กับกลุ่มใหญ่ๆมาก่อน และพอเป็นเพื่อนกลุ่มนี้ชวนจึงอยากจะไปด้วย จึงลงชื่อไปด้วยอย่างไม่ลังเล พี่เบิร์ดนัดเจอกันที่หน้าพระรูป สวนลุม เวลาประมาณ 5.00 เราก็ไปถึงก่อนเวลา เพื่อนๆในกลุ่มยังมาไม่ถึงกัน เดินไปเดินมา เจออีกกลุ่มเป็นกลุ่มใหญ่ๆกว่า มีประมาณ 10 คนแล้ว คิดว่าคงมานัดเจอกันที่เดียวกัน เราเลยไม่คิดอะไร จนเราเดินมาเจอน้องบูมที่เรารู้จักกัน และเพื่อนๆคนอื่นในกลุ่มเริ่มทยอยกันมาเกือบหมดแล้ว ถึงได้รู้ว่า ต้องไปวิ่งรวมกับพี่ๆเพื่อนๆกลุ่มที่เราเห็นเมื่อตอนแรก และตอนนี้จำนวนคนก็เพิ่มขึ้นมาอีกมาก ดูจำนวนคร่าวๆแล้วก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 50 คน เรายิ่งตื่นเต้นเลยเพราะว่าไม่เคยวิ่งกลุ่มใหญ่ขนาดนี้มาก่อน แต่ด้วยความที่พี่ๆในกลุ่มใหญ่มีอัธยาศัยที่ดี ส่วนใหญ่จะสูงวัยกว่าเรา เราเลยรู้สึกว่าเป็นเด็กน้อยไปเลย แรกๆกลุ่มเรามีความตั้งใจว่าจะไปเป็น Sweeper ช่วยกวาดต้อนขบวน แต่กับคนกลุ่มใหญ่อย่างนี้เลยไม่รู้ว่าจะทำหน้าที่ได้ดีหรือไม่อย่างไร เวลาประมาณ 6.00 น. เราก็เริ่มออกวิ่งกันจากหน้าพระรูปมุ่งหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ไปตามเส้นราชดำริ แวะถ่ายรูปกันสั้นๆที่จุดแรก แล้ววิ่งไปทางประตูน้ำ มุ่งหน้าสู่ดินแดง แล้วเลี้ยวซ้ายวิ่งไปทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นจุดที่สองที่หยุดถ่ายรูปกับป้ายกันอย่างจริงจัง แรกๆเราไม่ได้เข้าไปถ่ายกับกลุ่มใหญ่ด้วย เพราะยังไม่คุ้นเคย เลยถ่ายกันเองในกลุ่มก่อน หลังจากหยุดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิกันไม่ต่ำกว่า 10 นาทีก็ออกวิ่งต่อไปทางโรงพยาบาลประสาทตามเส้นราชวิถีตรงไปจนถึงสวนสัตว์ดุสิต ระหว่างทางก็มีการหยุดบรรยายความสำคัญของสถานที่ต่างๆเป็นระยะๆ เส้นทางวิ่งตรงนี้ วิ่งง่ายและสบายมาก เพราะเป็นทางวิ่งโดยเฉพาะ ไม่ต้องกลัวสะดุดเหมือนฟุตบาทถนนอื่น วิ่งในเมืองบ้านเราค่อนข้างลำบาก นอกจากต้องหลบคน หลบรถแล้ว ยังต้องหลบพื้นฟุตบาทที่ไม่ค่อยจะมั่นคงอีก ก้าวพลาดก็ถึงกับข้อเท้าพลิกได้เลย วิ่งในเมืองนี่อย่างกับวิ่งเทรล และตรงนี้เองก็เป็นอีกจุดที่เราหยุดถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึก และเราก็เพิ่งจะได้รู้ว่า สวนสัตว์ดุสิตจะปิดในอีกสองเดือนข้างหน้านี้แล้ว แอบใจหายเหมือนกัน เลยยิ่งต้องถ่ายรูปเก็บเอาไว้ซะหน่อย หลังจากนั้นเราก็วิ่งอ้อมซ้ายสวนสัตว์ดุสิต มาหยุดถ่ายรูปกันอีกสักครึ่งชั่วโมงที่หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ณ จุดนี้ พี่พงษ์จาก Papa Colorful ก็ตามมาสมทบแล้ว พวกเราเลยได้รูปสวยๆกันอีกมากมาย และเมื่อวนมาที่แถวนี้ ภาพที่ขาดไม่ได้เลยคือภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 เห็นแล้วก็คิดถึงพระองค์ท่านจริงๆ อีกภาพที่ต้องเก็บคือหน้าพระบรมรูปทรงม้า หลังจากใช้เวลาถ่ายรูปกันนานมากที่นี่ ก็ถึงเวลาไปต่อ เรามองนาฬิกามาตั้งแต่หยุดที่จุดแรก เราก็รู้ได้เลยว่า ทริปนี้ยังอีกยาวไกล ด้วยความที่นักวิ่งแต่ละท่าน มีความเพลิดเพลินกับการหยุดถ่ายรูปกันเป็นอันมาก รวมทั้งเราด้วย และยังต้องถ่ายเป็นกลุ่มใหญ่ ถ่ายรูปกับป้ายที่พกกันมาด้วย เลยยิ่งทำให้ต้องใช้เวลามากขึ้นในแต่ละจุด แค่ถ่ายรูปที่นี่ก็เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมงแล้ว เราวิ่งยาวไปทางถนนศรีอยุธยา มุ่งหน้าเทเวศน์ ระหว่างทางตามตึกรามบ้านช่องก็มีมุมที่หยุดถ่ายรูปกันได้เรื่อยๆ หลังจากจุดนี้เราก็วิ่งนำเพื่อนๆกลุ่มเราที่หยุดถ่ายรูปออกไปก่อน เราวิ่งเลาะตามถนนสามเสนมุ่งหน้าไปที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แวะถ่ายรูปที่ถนนพระอาทิตย์กับกลุ่มใหญ่ ทริปนี้เรามีชื่อทริปว่า “หนุ่มเหน้าสาวสวย” ค่ะ เสน่ห์ของถนนพระอาทิตย์ คือสวนสันติชัยปราการ ที่มีภาพสะพานพระราม 8 เป็น Background อยู่ข้างหลัง และความขลังของป้อมพระสุเมรุ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 พี่ๆพาวิ่งเลาะจากถนนพระอาทิตย์ไปตามทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านท่าเรือพระอาทิตย์ทางนี้เราไม่เคยมา เลยตื่นตาตื่นใจกับวิวแม่น้ำสุดลูกหูลูกตา เราวิ่งไปตามทางจนถึงทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฝั่งข้างๆโรงละครแห่งชาติ และไปพบกับเพื่อนๆกลุ่ม We run you run ที่สนามฟุตบอลที่เราวิ่งแยกกันมา ทำให้ไม่ได้รูปสวยๆอย่างเพื่อนๆในกลุ่ม แต่พี่พงษ์ก็มาช่วยถ่ายซ่อมให้ในเวลาที่เราอดใจไม่ไหวขอวิ่งรอบสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์สักหน่อย หน้าตึกโดมเป็นอีกจุดที่ต้องเก็บภาพ ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์อย่างเราจะพลาดได้อย่างไร จบทริปนี้ไปด้วยเวลาที่ยาวนานคือ 1:46:51 ชั่วโมง ได้ระยะทางมาเพียง 11.83 กิโลเมตร เรื่องความเร็วไม่ต้องสนใจ เพราะไม่ใช่ประเด็นสำคัญในการมาวิ่งวันนี้ อากาศวันนี้ค่อนข้างเป็นใจ ฟ้าสว่างแล้ว แต่ยังมีเมฆบังแสงพระอาทิตย์อยู่ไม่ให้ร้อนเกินไป อุณหภูมิจึงอยู่ที่ 29-30 องศา และในเมื่อการวิ่ง กลายเป็นการเดิน และบางครั้งการเดิน กลายเป็นการหยุดถ่ายรูป (เรากดหยุดเวลาเป็นบางครั้งเมื่อเห็นว่าหยุดนานจริงๆ) นาฬิกาไม่ได้จับระยะทางจากจุดเริ่มต้นที่สวนลุม มาจับอีกทีที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เวลาจริงๆที่ใช้ไปอาจมากมายกว่านั้น แต่คงไม่สำคัญเท่าการได้มิตรภาพใหม่ๆ ได้พบปะพูดคุยกับคนที่ชอบวิ่งเหมือนกัน ได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศของเมืองใหญ่ในยามเช้า ตั้งแต่เวลาที่ผู้คนยังไม่ตื่นนอนจนตื่นนอน ได้เห็นวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในแต่ละพื้นที่ที่วิ่งผ่านไป การวิ่งลัดเลาะในเมืองอย่างนี้ทำให้เราเห็นเมืองกรุงละเอียดขึ้น หลายมุมไม่เคยเห็น เพราะมีแต่นั่งรถผ่าน ไม่เคยได้ลงมาเดินดู ทำให้ได้เห็นกรุงเทพฯในมุมมองใหม่ที่ไม่เคยเห็น มีความสุขกับการหยุดถ่ายภาพเก็บความประทับใจแบบที่ไม่เคยได้ทำมาก่อน รู้สึกว่ารักกรุงเทพฯขึ้นมาทันที กลุ่มพี่ๆที่มาวิ่งด้วยกัน แต่ละคนดูมีความชำนาญในการวิ่ง City run แต่ละคนดูชิวๆ เดินก็ได้ วิ่งก็ได้ แต่ที่สังเกตได้คือ การพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน พี่ๆหลายคนมีความชำนาญในการดูแลความปลอดภัยน้องๆ ทั้งคอยกั้นรถให้ วิ่งนำไปยืนดูแลในจุดที่ไม่ปลอดภัย ทำให้เราอบอุ่นใจ และสบายใจกับการวิ่งมากขึ้น นั่นคือความชำนาญของคนที่วิ่งในเมืองมานาน เราอาจมีความชำนาญในการวิ่งมาราธอนตามที่เขาจัดงาน ตามเส้นทางที่มีคนจัดให้วิ่ง มากกว่าการวิ่งในเมืองที่ลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ แต่เมื่อปล่อยความถนัดของตัวเองลง แล้วลองทำสิ่งใหม่ๆ เราก็มักจะพบว่า เราได้ค้นพบอีกมุมหนึ่งของตัวเองเสมอ City run สอนให้เราใจเย็นลงอีก บางทีความรีบร้อนวิ่งผ่านสถานที่ต่างๆไปเพื่อให้จบได้เร็วมันก็ทำให้เราพลาดรายละเอียดบางอย่างของสถานที่นั้นไป และทำให้เราพลาดเสน่ห์ของสถานที่นั้นๆไปอย่างน่าเสียดาย และหลายครั้งเราอาจไม่สามารถกลับไปเก็บภาพเหล่านั้นได้อีกแล้ว แม้จะนั่งรถผ่านไปผ่านมา ยังไงมันก็ไม่เหมือนกับการได้ลงไปเดินไปวิ่งดูรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ดังนั้น เราควรจะปล่อยใจให้สบายดื่มด่ำกับความเนิ่นช้า แต่สามารถเพิ่มความสุขให้เราได้อย่างไม่อาจจะลืมเลือน การวิ่ง City…

ฝึกไปเรื่อยๆทั้งกายและใจ สุดท้ายไม่มีใครได้ประโยชน์นอกจากคนลงมือทำ

เพิ่งผ่านพ้นไปฟูลมาราธอน 1 สัปดาห์เต็ม ถามว่ารู้สึกว่าร่างกายฟื้นตัวดีหรือยัง ก็สามารถตอบได้ว่าดีกว่าฟูลแรกมากมาย คงเพราะปีนี้เริ่มวิ่งระยะทางรวมมากขึ้น วิ่งช้าลงกว่าแต่ก่อนมาก ดูแลร่างกายตัวเองมากขึ้น วิ่งในสนามอย่างค่อยเป็นค่อยไป คราวนี้จึงมีอาการเมื่อยล้าเพียงแค่ 2 วัน หลังจากนั้นก็เริ่มวิ่งเหยาะๆคลายกรดลดแน่นตัวในระยะสั้นๆ 5-7 กิโลเมตร ด้วยความเร็วแบบน้องเต่าได้สบายๆ 2 วัน มาวันนี้มีอาการปวดเมื่อยตามตัวก็เนื่องจากว่า เมื่อวานซืนดันไปเข้าคลาสต่อยมวยลูกผสม HIIT นี่ก็บ้าพลังตามครูฝึกไป สุดท้ายด้วยการเคลื่อนไหวที่แปลกแหวกแนวไปจากการวิ่ง เลยทำให้ร่างกายล้าระบมยิ่งกว่าวิ่งฟูลมาซะอีก แรกๆก็เลยยังไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง แต่ที่แน่ๆเราลงวิ่งงานนี้ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใด แค่อยากมีส่วนร่วมช่วยเหลือองค์กรรักษาสิ่งแวดล้อมดีๆอย่างมูลนิธิสืบนาคะเสถียรตามแนวคิดคนรักป่าและธรรมชาติแบบเราเท่านั้นเอง จริงๆแล้วมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้จัดงานวิ่งมาแล้ว แต่ไม่ได้ไปเพราะเหตุผลหลากหลาย มาปีนี้เลยตั้งใจว่าจะมาให้ได้ ยิ่งเห็นเสื้อแล้วยิ่งชอบ ยิ่งอ่าน Concept งานแล้วยิ่งชื่นชม โดยเฉพาะแก้วน้ำพกพานี่ ชื่นชอบเป็นพิเศษ มาดูกันว่าในงานจะเป็นอย่างไร แต่ก่อนอื่นขอพาไปรู้จักมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเพิ่มขึ้นอีกนิด โดยที่เราจะขออนุญาตนำพันธกิจของมูลนิธิมาแจกแจงเพื่อให้เพื่อนๆได้รู้จักองค์กรนี้มากขึ้น และหากใครสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถตามไปดูที่เวปไซท์ของมูลนิธิ http://www.seub.or.th ได้เลยค่ะ พันธกิจของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร…

ไม่มีน้ำตา ไม่มีดราม่า เพราะรู้ว่าผลที่ได้มันสมควร

หลังจากชวดฟูลมาราธอนงานนี้ปีที่แล้วเพราะเจ็บหนักจนต้องลดระยะลงเหลือฮาล์ฟและซ้อมไม่ทัน มาปีนี้จึงตั้งใจเป็นมั่นเหมาะว่าจะคว้าเหรียญ Finisher สวยๆมาครองให้ได้ แต่ก็เหมือนฟ้าลงโทษ อาการเจ็บเท้าแบบที่เลี่ยงไม่ได้เพราะโครงสร้างเท้ามีปัญหามาแต่เกิดทำให้หมองดให้วิ่งยาวระยะหนึ่งและต้องหลุดจากโปรแกรมซ้อมกลางทาง แต่เมื่อความฝันเรียกหา จึงทำให้ต้องมายอมรับความจริง และหาทางว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง เพื่อไปให้ถึงจุดนั้น ฟูลที่ 2 กับการต่อสู้กับอาการเจ็บเท้าที่ทำให้ซ้อมยาวไม่ได้ ระยะไกลสุดที่วิ่งถึงคือ 22 กิโลเมตร ซ้อมด้วยการถนอมตัวเอง แต่ยังคงวิ่ง 4 วันต่อสัปดาห์ ไม่ต่ำกว่า 40 กิโลเมตรต่อสัปดาห์มานาน 6 เดือน เอาเวลาที่เหลือไปเล่นกล้ามท้อง สะโพก เข่าและเท้ามากขึ้น สลับกับคาร์ดิโออื่นๆวนไป แล้วมารอดูว่า ร่างกายให้รางวัลอะไรบ้าง และแล้ววันที่เฝ้ารอก็มาถึง เราขับรถออกจากกรุงเทพเวลา 11.30 แต่เจอรถติดหนาแน่นที่ด่านเก็บเงินด่านหนึ่งจนต้องระเห็ดระเหินหาทางอื่นไป ไปๆมาๆก็ถึงจุดรับบิบเวลา 16.00 และกลุ่มน้องๆที่ขับรถตามมาสมทบเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนรถเจ้าถิ่น ไอ้ที่วางแผนว่าจะไปกินบุฟเฟ่ต์ก็เป็นอันต้องล้มเลิกไป ไปนั่งปัดยุงที่โรงพักแทน กว่าจะได้กลับบ้าน จัดข้าวของเสร็จ ก็ปาเข้าไป 23.00…

ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง คือมิตรภาพที่เก็บเกี่ยวได้จริงจากเพื่อนร่วมทาง

กว่าจะได้มีเวลามารีวิวประสบการณ์ Pacer ครั้งแรก ก็เมื่อกำลังจะต้องไปเป็น Pacer งานต่อไป งาน Pacer ครั้งแรกเรียกได้ว่าเป็นที่น่าประทับใจยิ่งนัก เป็นอย่างไร ไปดูกันเลยค่ะ แม้จะได้ลงสมัครวิ่งมินิมาราธอนช่วงบ่ายในงานงานหนึ่งไว้แล้ว สมัครไว้นานจนเกือบลืมไปแล้ว เพราะอยากได้เสื้อกับเหรียญ แต่เมื่อพี่พงษ์ เจ้าของเพจ Papa colorful ไลน์มาชวนไปเป็น Pacer ซึ่งเป็นหนึ่งในความฝันที่นักวิ่งคนหนึ่งอยากทำให้สำเร็จ จึงรับปากอย่างรวดเร็วจนเรียกว่าไม่ได้คิดอะไรเลยจะดีกว่า แค่ตอนรับปากและโดนชวนเข้าไปในกลุ่ม Pacer ที่จะไปงานเดียวกันแล้ว ยังตื่นเต้นจะแย่ กว่าจะมาตั้งสติทบทวนดูว่าอะไรเป็นอะไร แล้วเราต้องเตรียมตัวอย่างไร ก็ผ่านมาได้ 2-3 วันแล้ว คำว่า Pacer ที่เรารู้จัก มีหน้าที่หลักๆคือ ช่วยเพื่อนนักวิ่งที่เข้าร่วมงานแข่งขันให้ถึงเส้นชัยด้วยเวลาที่กำหนดไว้ เป็นผู้ควบคุมความเร็วของการวิ่งอย่างสม่ำเสมอให้ได้ตามที่กำหนดไว้ตลอดเส้นทาง เช่น ถ้าเพื่อนๆต้องการวิ่ง 10.5 กิโลเมตรให้จบที่เวลา 70 นาที หรือ1:10…

เลิกคิดเรื่องที่ว่าจะทำไม่ได้ ให้คิดใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้ได้ดีกว่า

หลังจากที่เริ่มเจ็บเท้ามาไม่นาน พยายามรักษาตัวเองแล้วก็ดีขึ้นในระดับหนึ่ง หยุดการร่วมงานวิ่งเพื่อแข่งขันมาระยะหนึ่ง จนมาถึงวันนี้ (20 พ.ค. 61) วันที่ในตารางซ้อมไปฟูลมาราธอนบอกว่าให้ไปแข่งฮาล์ฟเพื่อดูเวลาสักหน่อย เราจึงลงงานวิ่งที่มีชื่อว่า “Singha Bangkok Park Run 2018” เอาไว้ และอีกเหตุผลที่ลงงานนี้ เพราะจะได้เข้าไปวิ่งในบึงหนองบอน ที่ได้ยินว่าสวย และใหญ่ เป็นที่ปั่นจักรยานของนักปั่นหลายคน จึงอยากได้ไปวิ่งสักครั้ง จะให้เราขับรถไปเพื่อวิ่งเอง ทั้งสวนหลวง ร.9 และบึงหนองบอนก็ไกลบ้านมากโขอยู่ ขนาดจะมาวิ่งยังต้องมานอนบ้านเพื่อนเลย ไหนๆจะต้องวิ่งแข่งฮาล์ฟแล้ว ก็เลือกเส้นทางวิ่งที่มาแล้วคุ้มเลยจะดีกว่า เราทำงานวันเสาร์เลิก 5 โมง ต้องรีบออกเดินทางไปซีคอนสแควร์เพื่อรับเสื้อและบิบสำหรับวิ่ง ไปถึงประมาณ 6 โมงครึ่ง ทันเวลาพอดี งานนี้มีรับเสื้อหน้างาน แต่เวลาที่ให้รับเป็นเวลาปล่อยตัวนักวิ่งฮาล์ฟไปแล้ว เลยมารับให้เรียบร้อยก่อนดีกว่า เสื้อวิ่งงานนี้สีสวย แต่ไม่สามารถเลือกทรงผู้ชายได้ ปกติเราไม่ชอบเสื้อทรงผู้หญิงเพราะมักติดสะโพก แต่ก็จำใจใส่ไปค่ะ เพราะชอบแบบและสีจริงๆ เวลาปล่อยตัวนักวิ่งฮาล์ฟคือ 5.15 น. เราตื่นประมาณ 4.00 ทานแซนวิช 1 ชิ้น ดื่มน้ำ 1 ขวด แล้วออกเดินทางไปที่บริเวณงาน ถึงงานก่อนเวลาปล่อยตัว 15 นาที ในงานมีการจัดพื้นที่ให้มีมุมถ่ายรูปบ้าง ก็น่ารักกรุบกริบดี เราไปฝากของแล้ววอร์มอัพ ยืดกล้ามเนื้อ ตัวพออุ่นและเหงื่อออกเล็กน้อย ก็ได้เวลาปล่อยตัวพอดีค่ะ นักวิ่งฮาล์ฟค่อนข้างเยอะ ออกจะเบียดเสียดกันนิดหน่อยที่จุดปล่อยตัว และเส้นทางวิ่งในสวนหลวง ร.9 แต่เมื่อวิ่งออกไปที่ถนนซึ่งปิดถนน 1 เลน และวิ่งเข้าบึงหนองบอนแล้วก็วิ่งสบายขึ้นค่ะ งานนี้ตั้งใจว่าวิ่งรักษาความเร็วให้คงที่ ตั้งแต่ 6:00 – 6.30 ค่ะ ซึ่งเป็นความเร็วที่อยากจะทำได้ในฟูลมาราธอนที่นาวิกโยธินมาราธอนที่จะมาถึง นักวิ่งในงานวันนี้ถือว่าคับคั่ง แต่ก็ไม่ถึงกับแออัดยัดเยียดจนต้องวิ่งหลบซ้ายขวาเหมือนบางงาน เวลาปล่อยตัวฟ้ายังมืดอยู่เราชอบการวิ่งที่ค่อยๆตื่นพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่ค่อยๆทาทับขอบฟ้า จนสว่างคาตา วันนี้แสงอาทิตย์มาอย่างรวดเร็ว ตอนที่วิ่งไปถึงบึงหนองบอนก็สว่างเต็มที่แล้ว สองข้างทางในสวนมีน้องๆที่แต่งตัวเป็นซอมบี้มายืนหลอกหลอน ดีนะที่ตอนวิ่งขาไป ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว ทำให้ไม่ตกใจมาก เพราะน้องๆเล่นส่งเสียงได้น่าเขย่าขวัญมาก ตอนวิ่งกลับมา ยังคิดอยู่เลยว่าน้องๆจะเหนื่อยกันไหม ก็เห็นว่าดูเสียงอ่อยลงไปบ้าง แต่ยังสู้ตาย ส่งเสียง ทำท่าหลอกหลอนได้อยู่ เราได้ยินเสียงคุณลุงที่วิ่งตามมาข้างหลังส่งเสียงทักน้องๆว่า “นี่ๆ ได้กินข้าวกันบ้างหรือเปล่าเนี่ย?” เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มทั้งจากน้องๆซอมบี้และนักวิ่งด้วยกัน นอกจากกลุ่มซอมบี้แล้ว ก็ยังมีกลุ่มซูเปอร์ฮีโร่ เราไม่ได้หยุดถ่ายรูปด้วย มองผ่านๆเหมือนมีสไปเดอร์แมน ฮัลค์ แบทแมน อะไรทำนองนี้ 4-5 คน เราตั้งใจมองคนที่แต่งเป็นฮัลค์ เพราะมีกล้ามจริงๆที่โตมากๆ เห็นเพื่อนนักวิ่งหยุดถ่ายรูปด้วยอย่างสนุกสนาน ดีนะคะ เป็นสีสันของงานค่ะ ตอนวิ่งเข้าบึงหนองบอน ช่วงเข้าโค้งแรก หันไปเห็นวิวน้ำกับพระอาทิตย์ที่กำลังขึ้น ทำให้รู้สึกสดชื่น แต่ความสดชื่นก็หายไปเมื่อเจอกับเนินแรก แม้ไม่ชันแต่สำหรับคนที่ไม่ได้เตรียมใจมาก็เล่นเอาหวั่นใจค่ะ เนินในนี้ไม่ชันและไม่ยาว ขึ้นๆลงๆพอให้กล้ามเนื้อขาได้ปรับการออกแรงดี เราวิ่งไปถึงจุดกลับตัว ดีใจมากที่ทีมงานแจกผ้าเย็น ช่วยได้มากค่ะ เพราะวันนี้อากาศอบอ้าวมาก เราเอามาเช็ดหน้า พันคอ แวะราดน้ำใส่ผ้าเย็นที่โต๊ะให้น้ำหลังจากนั้น แต่ท้ายๆแล้วเราเอาน้ำเย็นราดหัวแทนค่ะ รู้สึกร้อนอบอ้าวมากจริงๆ พอเจอโต๊ะแตงโม เลยหยิบทานไป 2 ชิ้น ค่อยชื่นใจค่ะ เมื่อกลับตัวแล้ววิ่งกลับทางเดิม ต้องออกมาวิ่งข้างถนน รถค่อนข้างติด และชะลอหน้าสวน กลิ่นควันรถเลยตลบอบอวลพอสมควร แต่ระยะทางแค่ประมาณกิโลเดียว เลยไม่ทรมานมาก กลับเข้าสวนมาก็เจอเพื่อนนักวิ่งมินิกับฟันรันเริ่มมารวมตัวกัน แต่ถึงจะอย่างนั้นก็ไม่แออัดมากนัก คงเพราะจำกัดจำนวนคน ทำให้ยังวิ่งรักษาความเร็วได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เหมือนงานวิ่งของยูนิเซฟไลน์ อันนั้นต้องเดินกับวิ่งเหยาะๆเกือบตลอดงาน เหรียญงานนี้เป็นทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งสามารถนำไปต่อกับงานอื่นที่จัดโดยสิงห์ได้อีก 3 งาน จริงๆก็อยากจะไปให้ครบทุกงานเพราะว่าเหรียญสวย แต่เนื่องจากเป็นงานที่จัดต่างจังหวัดทั้งหมด เลยทำให้เราไม่สามารถไปร่วมได้ง่ายๆ จึงเหลืองานที่กรุงเทพฯเท่านั้นที่ไปร่วมด้วยได้    มาดูผลงานกันดีกว่าค่ะ สรุปแล้วจบฮาล์ฟไปได้ในเวลา 2:14:08 ชั่วโมง ความเร็วเฉลี่ยเป็นไปตามที่คิดไว้คือ 6:28 นาทีต่อกิโลเมตร เท้าไม่ออกอาการเจ็บแต่อย่างใด ความเร็วจะมากหน่อยช่วงแรกที่ปล่อยตัว อยากฉีกออกจากฝูงชนเล็กน้อย แล้วค่อยมาชะลอรักษาความเร็วทีหลัง หยุดวิ่งแล้วเดินช่วงพักดื่มน้ำ แล้วจึงค่อยไปต่อ เส้นทางวิ่งในงานนี้เราว่าดีนะคะ ไม่แออัดเกินไป ได้วิ่งออกมานอกสวน และปิดถนนให้หนึ่งเลน เส้นทางในบึงหนองบอนก็สวย แม้จะเป็นระยะฮาล์ฟ หากวิ่งในสวนอาจมีความเสี่ยงงงกับเส้นทางได้ แต่ผู้จัดงานนี้ได้เตรียมเส้นทางได้ดี ไม่วกวน ไม่งง มีป้ายบอกทิศทางที่ดูง่าย มีป้ายบอกระยะทางชัดเจน ไม่สับสน แถมทำเส้นทางทั้ง 3 ระยะแยกกันได้ดี ไม่งงกลับตัวผิดถูก อันนี้ต้องขอชื่นชมค่ะ เนื่องจากวันนี้ตั้งใจแข่งกับตัวเอง จึงปล่อยชีพจรไปตามที่ควรจะเป็น ตามสภาพการแข่งขัน หัวใจจึงเข้าไปอยู่โซน 4 และ 5 ซะมาก ได้ผลทั้งต่อระบบพลังงานทั้งที่ใช้และไม่ใช้ออกซิเจน จำนวนก้าวอยู่ในช่วงกว้างตั้งแต่ 166 ถึง 239 ก้าวต่อนาที เส้นทางวิ่งมีขึ้นเนินลงเนินบ้างให้ได้ท้าทายความสามารถ อากาศพอรับได้ จะมีช่วงที่พระอาทิตย์ขึ้นแล้วเริ่มร้อนอบอ้าว จนกระหายน้ำได้ง่ายมากขึ้น การวิ่งวันนี้ค่อนข้างพอใจผลการวิ่งของตัวเอง แม้ระยะหลังที่เริ่มเจ็บเท้า เราจะพยายามปรับท่าวิ่ง เน้นใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ซึ่งต้องใช้พลังงานมากขึ้น ทำให้ความทนทานที่เคยมีน้อยลง ขาล้าง่ายขึ้น แต่ก็ถือว่าต้องปรับตัวใหม่ เดี๋ยวร่างกายก็ชิน คิดซะว่าเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บที่อาจมากขึ้น จนไม่สามารถวิ่งได้ในอนาคต ความฝันที่จะวิ่งให้ได้จนถึงอายุ 80 ปี อาจต้องพังทลายลง การไม่ยอมรับอะไร มีแต่จะทำให้แย่ลง ให้เลิกคิดเรื่องที่ว่าจะทำไม่ได้ ให้คิดใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้ได้ดีกว่า เมื่อเงื่อนไขชีวิตเปลี่ยน เราก็ต้องปรับตัวกันไป ถ้าวิ่งอัลตร้าไม่ได้ ก็ลดเหลือฟูล ถ้าวิ่งฟูลไม่ได้ก็ลดเหลือฮาล์ฟ ถ้าฮาล์ฟไม่ได้ก็เหลือมินิ ถ้ามินิไม่ได้ก็เหลือฟันรัน ถ้าวิ่งไม่ได้ก็เหลือเดิน อย่างน้อยชีวิตก็ยังก้าวไปข้างหน้าแค่เพียงเรายกขาก้าวไป แค่นั้นเอง เมื่อประตูบานหนึ่งปิด จะมีอีกบานหนึ่งเปิดเสมอแค่เราหาให้เจอ แล้วเดินไปเปิดมัน ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีประตูบานใหม่ให้เปิดไปค้นหากันเสมอนะคะ

ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้

วันที่ 6 พ.ค. 2561 มีโอกาสได้เข้าร่วมงานวิ่งในตำนานที่มีชื่อว่า Bumrungrad 10-Hour Ultramarathon แห่งชมรมวิ่งสวนพฤกษ์ 99 ณ สวนนวมินทร์ภิรมย์ เนื่องจากเป็นงานที่ได้ชื่อว่าอัลตร้า และเราก็ไม่เคยคิดลงวิ่งอัลตร้า เลยไม่ได้สนใจอ่านรายละเอียด เพิ่งมารู้ว่ามีการวิ่งแบบทีมด้วย ทุกอย่างจึงใหม่หมดค่ะ ทั้งสถานที่ กติกา การเตรียมตัว เราไม่เคยร่วมงานลักษณะนี้เลยออกจะงงๆ เตรียมตัวไม่ค่อยถูก เนื่องจากทางโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ที่เรากำลังทำงานอยู่เป็นผู้สนับสนุนหลักของงาน จึงได้รับโควต้านักวิ่งผ่านมาทางชมรม Bumrungrad Running Club แรกๆเราคิดว่าจะขอไปเป็นอาสาสมัครบูธปฐมพยาบาลของโรงพยาบาล จึงไม่แจ้งความจำนงลงร่วมวิ่ง แต่ไปๆมาๆ ก็ได้รับการชักชวนมาวิ่งทีมจากทันตแพทย์ที่เป็นคนไข้ของเราเอง ด้วยความที่ทีมยังขาด 1 คน เลยยอมรับปากและคิดว่าขอวิ่งผลัดแรก แล้วค่อยไปช่วยที่บูธเอาละกัน เรามาดูโปรแกรมซ้อมมาราธอน ก็เป็นจังหวะดีที่วันนั้นจะต้องซ้อมวิ่งเวลา 2:15 ชั่วโมง และการวิ่งแข่ง 1 ผลัดก็ใช้เวลา 2:30…