Category: ประสบการณ์วิ่งมาราธอน

ฝึกไปเรื่อยๆทั้งกายและใจ สุดท้ายไม่มีใครได้ประโยชน์นอกจากคนลงมือทำ

เพิ่งผ่านพ้นไปฟูลมาราธอน 1 สัปดาห์เต็ม ถามว่ารู้สึกว่าร่างกายฟื้นตัวดีหรือยัง ก็สามารถตอบได้ว่าดีกว่าฟูลแรกมากมาย คงเพราะปีนี้เริ่มวิ่งระยะทางรวมมากขึ้น วิ่งช้าลงกว่าแต่ก่อนมาก ดูแลร่างกายตัวเองมากขึ้น วิ่งในสนามอย่างค่อยเป็นค่อยไป คราวนี้จึงมีอาการเมื่อยล้าเพียงแค่ 2 วัน หลังจากนั้นก็เริ่มวิ่งเหยาะๆคลายกรดลดแน่นตัวในระยะสั้นๆ 5-7 กิโลเมตร ด้วยความเร็วแบบน้องเต่าได้สบายๆ 2 วัน มาวันนี้มีอาการปวดเมื่อยตามตัวก็เนื่องจากว่า เมื่อวานซืนดันไปเข้าคลาสต่อยมวยลูกผสม HIIT นี่ก็บ้าพลังตามครูฝึกไป สุดท้ายด้วยการเคลื่อนไหวที่แปลกแหวกแนวไปจากการวิ่ง เลยทำให้ร่างกายล้าระบมยิ่งกว่าวิ่งฟูลมาซะอีก แรกๆก็เลยยังไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง แต่ที่แน่ๆเราลงวิ่งงานนี้ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใด แค่อยากมีส่วนร่วมช่วยเหลือองค์กรรักษาสิ่งแวดล้อมดีๆอย่างมูลนิธิสืบนาคะเสถียรตามแนวคิดคนรักป่าและธรรมชาติแบบเราเท่านั้นเอง จริงๆแล้วมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้จัดงานวิ่งมาแล้ว แต่ไม่ได้ไปเพราะเหตุผลหลากหลาย มาปีนี้เลยตั้งใจว่าจะมาให้ได้ ยิ่งเห็นเสื้อแล้วยิ่งชอบ ยิ่งอ่าน Concept งานแล้วยิ่งชื่นชม โดยเฉพาะแก้วน้ำพกพานี่ ชื่นชอบเป็นพิเศษ มาดูกันว่าในงานจะเป็นอย่างไร แต่ก่อนอื่นขอพาไปรู้จักมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเพิ่มขึ้นอีกนิด โดยที่เราจะขออนุญาตนำพันธกิจของมูลนิธิมาแจกแจงเพื่อให้เพื่อนๆได้รู้จักองค์กรนี้มากขึ้น และหากใครสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถตามไปดูที่เวปไซท์ของมูลนิธิ http://www.seub.or.th ได้เลยค่ะ พันธกิจของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร…

ไม่มีน้ำตา ไม่มีดราม่า เพราะรู้ว่าผลที่ได้มันสมควร

หลังจากชวดฟูลมาราธอนงานนี้ปีที่แล้วเพราะเจ็บหนักจนต้องลดระยะลงเหลือฮาล์ฟและซ้อมไม่ทัน มาปีนี้จึงตั้งใจเป็นมั่นเหมาะว่าจะคว้าเหรียญ Finisher สวยๆมาครองให้ได้ แต่ก็เหมือนฟ้าลงโทษ อาการเจ็บเท้าแบบที่เลี่ยงไม่ได้เพราะโครงสร้างเท้ามีปัญหามาแต่เกิดทำให้หมองดให้วิ่งยาวระยะหนึ่งและต้องหลุดจากโปรแกรมซ้อมกลางทาง แต่เมื่อความฝันเรียกหา จึงทำให้ต้องมายอมรับความจริง และหาทางว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง เพื่อไปให้ถึงจุดนั้น ฟูลที่ 2 กับการต่อสู้กับอาการเจ็บเท้าที่ทำให้ซ้อมยาวไม่ได้ ระยะไกลสุดที่วิ่งถึงคือ 22 กิโลเมตร ซ้อมด้วยการถนอมตัวเอง แต่ยังคงวิ่ง 4 วันต่อสัปดาห์ ไม่ต่ำกว่า 40 กิโลเมตรต่อสัปดาห์มานาน 6 เดือน เอาเวลาที่เหลือไปเล่นกล้ามท้อง สะโพก เข่าและเท้ามากขึ้น สลับกับคาร์ดิโออื่นๆวนไป แล้วมารอดูว่า ร่างกายให้รางวัลอะไรบ้าง และแล้ววันที่เฝ้ารอก็มาถึง เราขับรถออกจากกรุงเทพเวลา 11.30 แต่เจอรถติดหนาแน่นที่ด่านเก็บเงินด่านหนึ่งจนต้องระเห็ดระเหินหาทางอื่นไป ไปๆมาๆก็ถึงจุดรับบิบเวลา 16.00 และกลุ่มน้องๆที่ขับรถตามมาสมทบเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนรถเจ้าถิ่น ไอ้ที่วางแผนว่าจะไปกินบุฟเฟ่ต์ก็เป็นอันต้องล้มเลิกไป ไปนั่งปัดยุงที่โรงพักแทน กว่าจะได้กลับบ้าน จัดข้าวของเสร็จ ก็ปาเข้าไป 23.00…

เลิกคิดเรื่องที่ว่าจะทำไม่ได้ ให้คิดใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้ได้ดีกว่า

หลังจากที่เริ่มเจ็บเท้ามาไม่นาน พยายามรักษาตัวเองแล้วก็ดีขึ้นในระดับหนึ่ง หยุดการร่วมงานวิ่งเพื่อแข่งขันมาระยะหนึ่ง จนมาถึงวันนี้ (20 พ.ค. 61) วันที่ในตารางซ้อมไปฟูลมาราธอนบอกว่าให้ไปแข่งฮาล์ฟเพื่อดูเวลาสักหน่อย เราจึงลงงานวิ่งที่มีชื่อว่า “Singha Bangkok Park Run 2018” เอาไว้ และอีกเหตุผลที่ลงงานนี้ เพราะจะได้เข้าไปวิ่งในบึงหนองบอน ที่ได้ยินว่าสวย และใหญ่ เป็นที่ปั่นจักรยานของนักปั่นหลายคน จึงอยากได้ไปวิ่งสักครั้ง จะให้เราขับรถไปเพื่อวิ่งเอง ทั้งสวนหลวง ร.9 และบึงหนองบอนก็ไกลบ้านมากโขอยู่ ขนาดจะมาวิ่งยังต้องมานอนบ้านเพื่อนเลย ไหนๆจะต้องวิ่งแข่งฮาล์ฟแล้ว ก็เลือกเส้นทางวิ่งที่มาแล้วคุ้มเลยจะดีกว่า เราทำงานวันเสาร์เลิก 5 โมง ต้องรีบออกเดินทางไปซีคอนสแควร์เพื่อรับเสื้อและบิบสำหรับวิ่ง ไปถึงประมาณ 6 โมงครึ่ง ทันเวลาพอดี งานนี้มีรับเสื้อหน้างาน แต่เวลาที่ให้รับเป็นเวลาปล่อยตัวนักวิ่งฮาล์ฟไปแล้ว เลยมารับให้เรียบร้อยก่อนดีกว่า เสื้อวิ่งงานนี้สีสวย แต่ไม่สามารถเลือกทรงผู้ชายได้ ปกติเราไม่ชอบเสื้อทรงผู้หญิงเพราะมักติดสะโพก แต่ก็จำใจใส่ไปค่ะ เพราะชอบแบบและสีจริงๆ เวลาปล่อยตัวนักวิ่งฮาล์ฟคือ 5.15 น. เราตื่นประมาณ 4.00 ทานแซนวิช 1 ชิ้น ดื่มน้ำ 1 ขวด แล้วออกเดินทางไปที่บริเวณงาน ถึงงานก่อนเวลาปล่อยตัว 15 นาที ในงานมีการจัดพื้นที่ให้มีมุมถ่ายรูปบ้าง ก็น่ารักกรุบกริบดี เราไปฝากของแล้ววอร์มอัพ ยืดกล้ามเนื้อ ตัวพออุ่นและเหงื่อออกเล็กน้อย ก็ได้เวลาปล่อยตัวพอดีค่ะ นักวิ่งฮาล์ฟค่อนข้างเยอะ ออกจะเบียดเสียดกันนิดหน่อยที่จุดปล่อยตัว และเส้นทางวิ่งในสวนหลวง ร.9 แต่เมื่อวิ่งออกไปที่ถนนซึ่งปิดถนน 1 เลน และวิ่งเข้าบึงหนองบอนแล้วก็วิ่งสบายขึ้นค่ะ งานนี้ตั้งใจว่าวิ่งรักษาความเร็วให้คงที่ ตั้งแต่ 6:00 – 6.30 ค่ะ ซึ่งเป็นความเร็วที่อยากจะทำได้ในฟูลมาราธอนที่นาวิกโยธินมาราธอนที่จะมาถึง นักวิ่งในงานวันนี้ถือว่าคับคั่ง แต่ก็ไม่ถึงกับแออัดยัดเยียดจนต้องวิ่งหลบซ้ายขวาเหมือนบางงาน เวลาปล่อยตัวฟ้ายังมืดอยู่เราชอบการวิ่งที่ค่อยๆตื่นพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่ค่อยๆทาทับขอบฟ้า จนสว่างคาตา วันนี้แสงอาทิตย์มาอย่างรวดเร็ว ตอนที่วิ่งไปถึงบึงหนองบอนก็สว่างเต็มที่แล้ว สองข้างทางในสวนมีน้องๆที่แต่งตัวเป็นซอมบี้มายืนหลอกหลอน ดีนะที่ตอนวิ่งขาไป ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว ทำให้ไม่ตกใจมาก เพราะน้องๆเล่นส่งเสียงได้น่าเขย่าขวัญมาก ตอนวิ่งกลับมา ยังคิดอยู่เลยว่าน้องๆจะเหนื่อยกันไหม ก็เห็นว่าดูเสียงอ่อยลงไปบ้าง แต่ยังสู้ตาย ส่งเสียง ทำท่าหลอกหลอนได้อยู่ เราได้ยินเสียงคุณลุงที่วิ่งตามมาข้างหลังส่งเสียงทักน้องๆว่า “นี่ๆ ได้กินข้าวกันบ้างหรือเปล่าเนี่ย?” เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มทั้งจากน้องๆซอมบี้และนักวิ่งด้วยกัน นอกจากกลุ่มซอมบี้แล้ว ก็ยังมีกลุ่มซูเปอร์ฮีโร่ เราไม่ได้หยุดถ่ายรูปด้วย มองผ่านๆเหมือนมีสไปเดอร์แมน ฮัลค์ แบทแมน อะไรทำนองนี้ 4-5 คน เราตั้งใจมองคนที่แต่งเป็นฮัลค์ เพราะมีกล้ามจริงๆที่โตมากๆ เห็นเพื่อนนักวิ่งหยุดถ่ายรูปด้วยอย่างสนุกสนาน ดีนะคะ เป็นสีสันของงานค่ะ ตอนวิ่งเข้าบึงหนองบอน ช่วงเข้าโค้งแรก หันไปเห็นวิวน้ำกับพระอาทิตย์ที่กำลังขึ้น ทำให้รู้สึกสดชื่น แต่ความสดชื่นก็หายไปเมื่อเจอกับเนินแรก แม้ไม่ชันแต่สำหรับคนที่ไม่ได้เตรียมใจมาก็เล่นเอาหวั่นใจค่ะ เนินในนี้ไม่ชันและไม่ยาว ขึ้นๆลงๆพอให้กล้ามเนื้อขาได้ปรับการออกแรงดี เราวิ่งไปถึงจุดกลับตัว ดีใจมากที่ทีมงานแจกผ้าเย็น ช่วยได้มากค่ะ เพราะวันนี้อากาศอบอ้าวมาก เราเอามาเช็ดหน้า พันคอ แวะราดน้ำใส่ผ้าเย็นที่โต๊ะให้น้ำหลังจากนั้น แต่ท้ายๆแล้วเราเอาน้ำเย็นราดหัวแทนค่ะ รู้สึกร้อนอบอ้าวมากจริงๆ พอเจอโต๊ะแตงโม เลยหยิบทานไป 2 ชิ้น ค่อยชื่นใจค่ะ เมื่อกลับตัวแล้ววิ่งกลับทางเดิม ต้องออกมาวิ่งข้างถนน รถค่อนข้างติด และชะลอหน้าสวน กลิ่นควันรถเลยตลบอบอวลพอสมควร แต่ระยะทางแค่ประมาณกิโลเดียว เลยไม่ทรมานมาก กลับเข้าสวนมาก็เจอเพื่อนนักวิ่งมินิกับฟันรันเริ่มมารวมตัวกัน แต่ถึงจะอย่างนั้นก็ไม่แออัดมากนัก คงเพราะจำกัดจำนวนคน ทำให้ยังวิ่งรักษาความเร็วได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เหมือนงานวิ่งของยูนิเซฟไลน์ อันนั้นต้องเดินกับวิ่งเหยาะๆเกือบตลอดงาน เหรียญงานนี้เป็นทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งสามารถนำไปต่อกับงานอื่นที่จัดโดยสิงห์ได้อีก 3 งาน จริงๆก็อยากจะไปให้ครบทุกงานเพราะว่าเหรียญสวย แต่เนื่องจากเป็นงานที่จัดต่างจังหวัดทั้งหมด เลยทำให้เราไม่สามารถไปร่วมได้ง่ายๆ จึงเหลืองานที่กรุงเทพฯเท่านั้นที่ไปร่วมด้วยได้    มาดูผลงานกันดีกว่าค่ะ สรุปแล้วจบฮาล์ฟไปได้ในเวลา 2:14:08 ชั่วโมง ความเร็วเฉลี่ยเป็นไปตามที่คิดไว้คือ 6:28 นาทีต่อกิโลเมตร เท้าไม่ออกอาการเจ็บแต่อย่างใด ความเร็วจะมากหน่อยช่วงแรกที่ปล่อยตัว อยากฉีกออกจากฝูงชนเล็กน้อย แล้วค่อยมาชะลอรักษาความเร็วทีหลัง หยุดวิ่งแล้วเดินช่วงพักดื่มน้ำ แล้วจึงค่อยไปต่อ เส้นทางวิ่งในงานนี้เราว่าดีนะคะ ไม่แออัดเกินไป ได้วิ่งออกมานอกสวน และปิดถนนให้หนึ่งเลน เส้นทางในบึงหนองบอนก็สวย แม้จะเป็นระยะฮาล์ฟ หากวิ่งในสวนอาจมีความเสี่ยงงงกับเส้นทางได้ แต่ผู้จัดงานนี้ได้เตรียมเส้นทางได้ดี ไม่วกวน ไม่งง มีป้ายบอกทิศทางที่ดูง่าย มีป้ายบอกระยะทางชัดเจน ไม่สับสน แถมทำเส้นทางทั้ง 3 ระยะแยกกันได้ดี ไม่งงกลับตัวผิดถูก อันนี้ต้องขอชื่นชมค่ะ เนื่องจากวันนี้ตั้งใจแข่งกับตัวเอง จึงปล่อยชีพจรไปตามที่ควรจะเป็น ตามสภาพการแข่งขัน หัวใจจึงเข้าไปอยู่โซน 4 และ 5 ซะมาก ได้ผลทั้งต่อระบบพลังงานทั้งที่ใช้และไม่ใช้ออกซิเจน จำนวนก้าวอยู่ในช่วงกว้างตั้งแต่ 166 ถึง 239 ก้าวต่อนาที เส้นทางวิ่งมีขึ้นเนินลงเนินบ้างให้ได้ท้าทายความสามารถ อากาศพอรับได้ จะมีช่วงที่พระอาทิตย์ขึ้นแล้วเริ่มร้อนอบอ้าว จนกระหายน้ำได้ง่ายมากขึ้น การวิ่งวันนี้ค่อนข้างพอใจผลการวิ่งของตัวเอง แม้ระยะหลังที่เริ่มเจ็บเท้า เราจะพยายามปรับท่าวิ่ง เน้นใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ซึ่งต้องใช้พลังงานมากขึ้น ทำให้ความทนทานที่เคยมีน้อยลง ขาล้าง่ายขึ้น แต่ก็ถือว่าต้องปรับตัวใหม่ เดี๋ยวร่างกายก็ชิน คิดซะว่าเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บที่อาจมากขึ้น จนไม่สามารถวิ่งได้ในอนาคต ความฝันที่จะวิ่งให้ได้จนถึงอายุ 80 ปี อาจต้องพังทลายลง การไม่ยอมรับอะไร มีแต่จะทำให้แย่ลง ให้เลิกคิดเรื่องที่ว่าจะทำไม่ได้ ให้คิดใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้ได้ดีกว่า เมื่อเงื่อนไขชีวิตเปลี่ยน เราก็ต้องปรับตัวกันไป ถ้าวิ่งอัลตร้าไม่ได้ ก็ลดเหลือฟูล ถ้าวิ่งฟูลไม่ได้ก็ลดเหลือฮาล์ฟ ถ้าฮาล์ฟไม่ได้ก็เหลือมินิ ถ้ามินิไม่ได้ก็เหลือฟันรัน ถ้าวิ่งไม่ได้ก็เหลือเดิน อย่างน้อยชีวิตก็ยังก้าวไปข้างหน้าแค่เพียงเรายกขาก้าวไป แค่นั้นเอง เมื่อประตูบานหนึ่งปิด จะมีอีกบานหนึ่งเปิดเสมอแค่เราหาให้เจอ แล้วเดินไปเปิดมัน ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีประตูบานใหม่ให้เปิดไปค้นหากันเสมอนะคะ

ความเข้มแข็งที่สุดที่เรามี คือการไม่ยอมแพ้

วันที่ 6 พ.ค. 2561 มีโอกาสได้เข้าร่วมงานวิ่งในตำนานที่มีชื่อว่า Bumrungrad 10-Hour Ultramarathon แห่งชมรมวิ่งสวนพฤกษ์ 99 ณ สวนนวมินทร์ภิรมย์ เนื่องจากเป็นงานที่ได้ชื่อว่าอัลตร้า และเราก็ไม่เคยคิดลงวิ่งอัลตร้า เลยไม่ได้สนใจอ่านรายละเอียด เพิ่งมารู้ว่ามีการวิ่งแบบทีมด้วย ทุกอย่างจึงใหม่หมดค่ะ ทั้งสถานที่ กติกา การเตรียมตัว เราไม่เคยร่วมงานลักษณะนี้เลยออกจะงงๆ เตรียมตัวไม่ค่อยถูก เนื่องจากทางโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ที่เรากำลังทำงานอยู่เป็นผู้สนับสนุนหลักของงาน จึงได้รับโควต้านักวิ่งผ่านมาทางชมรม Bumrungrad Running Club แรกๆเราคิดว่าจะขอไปเป็นอาสาสมัครบูธปฐมพยาบาลของโรงพยาบาล จึงไม่แจ้งความจำนงลงร่วมวิ่ง แต่ไปๆมาๆ ก็ได้รับการชักชวนมาวิ่งทีมจากทันตแพทย์ที่เป็นคนไข้ของเราเอง ด้วยความที่ทีมยังขาด 1 คน เลยยอมรับปากและคิดว่าขอวิ่งผลัดแรก แล้วค่อยไปช่วยที่บูธเอาละกัน เรามาดูโปรแกรมซ้อมมาราธอน ก็เป็นจังหวะดีที่วันนั้นจะต้องซ้อมวิ่งเวลา 2:15 ชั่วโมง และการวิ่งแข่ง 1 ผลัดก็ใช้เวลา 2:30…

เมื่อเรามีเงื่อนไขที่น้อยลง เราก็จะเปิดใจมากขึ้น

กว่าจะได้รีวิวงานวิ่ง เสมือนจริงอีกหนึ่งงาน ก็จนกว่าจะหาเสื้อวิ่งที่ได้รับครบทุกตัว เนื่องจากเสื้อวิ่งทั้ง 5 ตัวถูกส่งมาต่างวาระกัน เลยทำให้หยิบไปใช้ ส่งไปซัก กลับมาเร็วบ้าง ช้าบ้าง ต่างเวลากันไป เสื้อสวย เลยชอบใช้น่ะค่ะ กว่าจะครบเอามาถ่ายรูปได้ เวลาก็ล่วงเลยไปไกลหลังจากวันจบงานจริงพอสมควร ข้อดีของงานวิ่งเสมือนจริงคือ เราจะได้เป็นผู้กำหนดเส้นทาง วัน เวลา และสถานที่ในการวิ่งของตัวเองได้ โดยที่กิจกรรม “วิ่งทั่วไทยไปทุกภาค – Thailand Virtual Run Series 2017” เป็นอีกหนึ่งคำตอบของนักวิ่งอิสระที่ไม่ต้องการสนามแข่ง พอใจวิ่งที่ไหนก็วิ่ง ไปเที่ยวไหนก็แค่พกเสื้อกางเกงรองเท้าไปด้วย ใจครึ้มๆ ใจร่มๆเมื่อไรก็แค่เปลี่ยนชุด ใส่รองเท้าแล้วออกวิ่งเลย กิจกรรมประกอบด้วย 5 รายการวิ่งที่แบ่งตามภูมิภาคของประเทศไทย ได้แก่ วิ่งทั่วไทยไปแอ่วเหนือ(Run North) วิ่งทั่วไทยไปแซ่บอีสาน(Run E-San) วิ่งทั่วไทยสุขที่กลางใจ(Run Central) วิ่งทั่วไทยไปตะวันออก(Run East) วิ่งทั่วไทยไปปักษ์ใต้(Run South) โดยวันที่จัดกิจกรรมนับตั้งแต่ 25 กันยายน 2560 – 25 เมษายน 2561 และให้วิ่งแต่ละครั้งระยะทางเท่ากับ 10 กิโลเมตรหรือจะวิ่งมากกว่าก็ได้ สถานที่วิ่งคือวิ่งในจังหวัดที่กำหนดตามภูมิภาคต่างๆ ดังนี้ ภาคเหนือ  17 จังหวัด – กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี เชียงราย เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด – กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บึงกาฬ บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี เลย ภาคกลาง 19 จังหวัด – กรุงเทพมหานคร กาญจนบุรี ชัยนาถ นครนายก นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง เพชรบุรี ภาคตะวันออก 7 จังหวัด – จันทบุรี ชลบุรี ตราด ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ภาคใต้ 14 จังหวัด – กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ยะลาระนอง สงขลา สตูล สุราษฏร์ธานี และเมื่อเพื่อนๆวิ่งเสร็จในจังหวัดที่เพื่อนๆเลือกแล้ว ก็จะต้องส่งผลการวิ่งให้กับทางผู้จัด จึงจะได้รับเสื้อที่ระลึก และเหรียญรางวัล แอบเสียดาย น่าจะให้เสื้อก่อนไปวิ่ง จะได้ใส่วิ่งและถ่ายรูปด้วย ส่วนใครที่ไม่ได้ส่งผล ก็จะได้รับแค่เสื้อ แต่จะไม่ได้เหรียญ ซึ่งจะเป็นที่น่าเสียดายมาก เพราะงานนี้เหรียญมีความเก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร ตรงที่เหรียญแต่ละภาค เมื่อนำมาต่อรวมกันจะได้เป็นรูปประเทศไทย และเหรียญแต่ละภาคนั้นมีความใหญ่และหนา พร้อมสลักชื่อจังหวัดในภาคนั้นพร้อมภาพการ์ตูนน่ารักๆประกอบ ธีมของแต่ละภาคคือโทนสี 5 สี ภาคเหนือสีม่วง ภาคอีสานสีแดง ภาคตะวันออกสีส้ม ภาคกลางสีเขียว และภาคใต้สีน้ำเงิน เสื้อก็จะออกแบบตามโทนสี และมีรูปกราฟฟิกเป็นสัญลักษณ์ของภาคนั้นๆประกอบด้วย วัตถุประสงค์ของผู้จัดกิจกรรมนี้ก็คือส่งเสริมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ส่งเสริมการท่องเที่ยวทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย และเป็นกิจกรรมการกุศลเพื่อโอกาสทางการศึกษาของน้องๆ นักเรียนในโรงเรียนที่ยังขาดโอกาส โดยรายชื่อโรงเรียนที่ได้รับเงินช่วยเหลือคือ ภาคเหนือ มอบให้ โรงเรียนบ้านน้ำปูน ต.น้ำพาง อ.แม่จริม จ.น่าน ภาคอีสาน มอบให้ โรงเรียนบ้านโคกสหกรณ์เทพรักษา อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น ภาคกลาง มอบให้ โรงเรียนวัดเขาแก้วมุขดาราม ต.คลองเรือ อ.วิหารแดง จ.สระบุรี ภาคตะวันออก มอบให้ โรงเรียนบ้านน้ำกร่อย ต.ห้วยทับมอญ อ.เขาชะเมา จ.ระยอง ภาคใต้ มอบให้ โรงเรียนประชาวิทยรังสรรค์ ต.กาหลง อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส วัตถุประสงค์ชัดเจน มีธีมงานชัดเจน เหรียญสวย เสื้อสวย เมื่อทุกอย่างพร้อม ลงตัว ก็จัดการสมัคร ทั้งที่เราก็ไม่รู้หรอกว่า จะสามารถวิ่งได้ครบทุกภาคไหม และจะได้เหรียญมาประกอบเป็นรูปประเทศไทยครบไหม ว่าแล้ว ก็ลงมือวางแผนเที่ยว เอ้ย วางแผนวิ่งกันดีกว่า เราเองเป็นคนกรุงเทพ เรื่องวิ่งภาคกลางคงไม่เท่าไหร่ สบายมาก แค่ลงวิ่งงานไหนสักงานที่เป็นมินิมาราธอนก็เรียบร้อย ส่วนเดือนพฤศจิกายนก็ลงงานวิ่งฟูลมาราธอนไว้ที่เชียงใหม่ ดังนั้นก็จะได้ภาคเหนือแล้ว และปี 2560 ก็มีลงงานวิ่งที่เขาใหญ่ไว้ แน่นอนว่าจะเก็บภาคอีสานได้อีกภาค ทีนี้เหลือภาคตะวันออก กับภาคใต้ ภาคตะวันออกไม่ยาก ไปใกล้ๆแค่พัทยา บางแสน ก็ได้แล้ว เลยลงมือจัดเที่ยวพักร้อนกับแฟนที่บางแสนซะเลย ได้วิ่งด้วย ได้ไปเติมความหวานด้วย ส่วนภาคใต้นี่เอาไงดี ต้องตั้งใจไปมากๆ ถ้าหัวหิน ปราณบุรีก็ยังไม่ใต้พอ สุดท้ายเลยพาครอบครัวไปเที่ยวที่นครศรีธรรมราชซะเลย อยากพาพี่ๆไปเที่ยวนานแล้ว เลยเคาะซื้อตั๋วเครื่องบินไว้ตั้งแต่ยังไม่จบปี 2017 ช่วงเวลาไปได้ก็คือช่วงต้นเดือนเมษายน เดือนสุดท้ายของกิจกรรมพอดี เสื้อภาคกลางคือสีเขียวบอกถึงที่ราบลุ่ม สัญลักษณ์ของภาคกลางจริงๆค่ะ เราลงวิ่งงานสหเวชจุฬาเอาไว้ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2017 เป็นระยะมินิ 10.45 กิโลเมตร จบด้วยเวลา 1:00:39 ชั่วโมง ความเร็ว 5:48 นาทีต่อกิโลเมตร สถานที่วิ่งก็คือ อุทยาน 100 ปี และบริเวณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยค่ะ  …

จงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และเอาตัวเองออกมาจากการไม่สามารถยอมรับอะไรได้

หลังจากงานวิ่งงานล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มี.ค. เราวิ่ง 10.5 กิโลเมตรไปด้วยเวลา 59.33 นาที แต่มาจบด้วยเวลาประมาณ 1:20 ชั่วโมง ในงานวันที่ 29 เม.ย. นี้ เรียกได้ว่า ไปเรื่อยๆ ไม่คิดเร็วมากกว่า เหตุที่วิ่งช้าลงเพราะความกลัวล้วนๆ ด้วยว่า 1 เดือนที่ผ่านมาต้องผจญกับอาการเจ็บเส้นเอ็นพยุงฝ่าเท้า และปุ่มกระดูกเท้าที่ยื่นมาแต่เกิดนั้นเกิดอักเสบขึ้นมา จนโค้งเท้าล้มลงกว่าปกติ จากเดิมโค้งเท้าแบนเล็กน้อย ทำให้ต้องลดระยะทางซ้อมวิ่งรวมลง เราต้องหยุดวิ่งไป 1 สัปดาห์ พักรักษาตัวด้วยการทำทั้งเลเซอร์ และอัลตราซาวน์ ยืดกล้ามเนื้อ ออกกำลังเสริมกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน แล้วค่อยๆกลับมาวิ่ง เรากำลังอยู่ในโปรแกรมซ้อมไปฟูลมาราธอนที่นาวิกโยธิน เลยจำเป็นต้องปรับโปรแกรมซ้อมใหม่ทั้งหมด ให้จำนวนวันวิ่งน้อยลงแต่ระยะทางรวมยังคงเสริมการวิ่งฟูลมาราธอน สาเหตุของอาการเจ็บคงมาจากหลายสาเหตุรวมกัน ทั้งเพิ่มระยะวิ่งรวมมากกว่าเดิมค่อนข้างมาก แม้จะค่อยๆเพิ่มก็ตาม ไปวิ่งบนพื้นทรายมาเมื่อไปเที่ยวต้นเดือน ก่อนหน้านั้นก็ City run แบบทางไกล ซึ่งล้วนแต่ใช้กล้ามเนื้อฝ่าเท้ามาก และมีแรงกระแทกรวมต่อเท้ามาก นอกจากนั้นด้วยความที่งานค่อนข้างยุ่ง เลยละเลยการออกกำลังเสริมกล้ามเนื้อรวมทั้งตัว ไม่ได้ออกกำลังชนิดอื่นสลับกับวิ่ง ยืดกล้ามเนื้อน้อยลง เลยทำให้ค่อยๆมีอาการสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ เราสามารถวิ่งได้ 10 กิโลเมตรสบายๆ โดยไม่มีอาการเจ็บ แต่หลังวิ่งจะรู้สึกระบมเล็กน้อย และถ้าวิ่งเกิน 13 กิโลเมตรขึ้นไป จะมีอาการล้าเท้า และช้ำที่ปุ่มกระดูก เวลาวิ่งทุกวันนี้เลยรู้สึกเหมือนแขยง ไม่กล้าวางเท้าลงเต็มที่ และยังปรับท่าวิ่งใหม่ ให้ใช้กล้ามเนื้อสะโพกและเข่ารองรับแรงกระแทกมากขึ้น แม้จะได้ผลดี แต่เนื่องจากเพิ่งเริ่มฝึกไม่นาน จึงทำให้กล้ามเนื้อล้าง่าย จนทำให้ต้องวิ่งช้าลง งานวิ่งวันนี้ชื่องานว่า “นกขมิ้นวิ่งในสวน ครั้งที่ 3” จัดที่สวนรถไฟ เราเคยเข้าร่วมแล้วในครั้งที่ 2 ด้วยเพราะเหรียญน่ารัก แต่ปีนี้เข้าร่วมเพราะอยากร่วมทำบุญ และใกล้บ้าน แค่นั้นค่ะ และวันนี้การซ้อมคือการวิ่งให้ได้ 1:30 ชั่วโมง เราเลยวิ่งแบบระมัดระวัง วิ่งคุมกล้ามเนื้อ คุมท่าให้ถูก เรียกว่าต้องทำสมาธิตลอดเส้นทาง เรื่องความเร็วเลยไม่ได้สนใจ สนใจแค่เราคุมท่าได้ถูกต้องเป็นพอค่ะ ก่อนวิ่งก็ต้องเตรียมของให้พร้อม เพราะตื่นมาก็จะได้ไม่ลืมโน่นลืมนี่ จบงานวิ่งนี้ด้วยเวลารวมทั้งหมดทั้งตอนวิ่งก่อน และหลังช่วงการแข่งขัน ใช้เวลาไป 1:37:11 ชั่วโมง ได้ระยะทางรวม 13.78 กิโลเมตร ด้วยความเร็วเฉลี่ย 7:03 นาทีต่อกิโลเมตร มีหยุดเดินตรงจุดให้น้ำเป็นช่วงๆ ชีพจรโดยรวมอยู่ในโซน 4 และ 5 ทั้งๆที่ไม่รู้สึกเหนื่อยขนาดนั้น แม้อากาศจะไม่ได้ร้อนมาก แต่สำหรับเรามันคือความชื้นต่างหากที่รู้สึกทำให้หนึบหนับตัว วิ่งแล้วไม่สบายตัว และคงเพราะกังวลกับอาการที่เท้า เลยทำให้ชีพจรสูงกว่าปกติก็เป็นได้ ส่วนจำนวนก้าวต่อนาทีก็ค่อนข้างมากกว่าปกติที่เคยวิ่งประมาณ 160-180 ก้าวต่อนาที กลับมีช่วงที่ขึ้นถึง 247 ก้าวต่อนาที น่าจะช่วงหลังที่เริ่มล้าขาแล้วนั่นเอง ส่วนความสูงของเส้นทางวิ่งก็เป็นไปตามเนินของเส้นทาง ไม่ชันมากค่ะ เส้นทางวิ่งวันนี้วนเวียนอยู่ที่สวนรถไฟเป็นส่วนใหญ่ เรานั่งรถแท๊กซี่ออกจากคอนโดไปลงตรงตึก ปตท แล้ววิ่งวอร์มเข้าไปที่จุดปล่อยตัว ยืดกล้ามเนื้อ อบอุ่นร่างกาย ปล่อยตัว วิ่งจนครบระยะ รับเหรียญแล้วก็วิ่งออกมาสวนจตุจักรเลย แล้วก็นั่งมอเตอร์ไซค์กลับเข้าคอนโด เราลืมกดหยุดนาฬิกาค่ะ เลยทำให้เหมือนมีเส้นเกินออกมา เหรียญงานวันนี้ก็น่ารักตามงาน เป็นรูปนกบินค่ะ เมื่อร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางแย่ลง สิ่งที่จะทำได้ดีที่สุดคือการตั้งสติ และคิดหาสาเหตุตามความเป็นจริง เพื่อที่จะหาทางแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดและเร็วที่สุด ป้องกันปัญหาที่เกิดเลวร้ายลงไปกว่าเดิมโดยไม่จำเป็น ไม่ตื่นตูม ไม่โวยวาย และไม่หลอกตัวเองว่าอะไรๆมันจะดีขึ้นเอง เมื่อพฤติกรรมเดิมๆของตัวเอง คือสาเหตุของปัญหา การหลอกตัวเองว่าไม่น่ามีอะไร และยังคงทำพฤติกรรมเดิมอยู่ ยิ่งมีแต่จะทำให้ปัญหาแย่ลง ดังที่เคยมีเพื่อนนักวิ่งท่านหนึ่งโพสลงในกลุ่มว่า “จงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และเอาตัวเองออกมาจากการไม่สามารถยอมรับอะไรได้” สิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ คือ ตารางซ้อม ระยะทาง ความเร็ว เวลา การออกกำลังเสริมกล้ามเนื้อ การคุมท่าวิ่ง สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ คือปุ่มกระดูกที่เรามีมาแต่กำเนิด แถมยังเป็นจุดเกาะให้กับเส้นเอ็นกล้ามเนื้อที่พยุงโค้งเท้าเป็นหลักซะอีก และสิ่งสำคัญที่สุดคือ การยอมรับความจริงให้เร็วที่สุด เพื่อให้เกิดปัญหาสั้นที่สุด และลงมือแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ได้ผลที่วัดได้จริง และมีประโยชน์จริงค่ะ ขอให้เพื่อนนักวิ่งไม่มีปัญหากับร่างกายกันนะคะ  

ไม่มีการลองทำ มีแต่ลงมือทำ หรือไม่ทำเท่านั้น

ในที่สุดก็ได้รับกล่องพัสดุส่งมาที่บ้าน ภายในกล่องบรรจุเหรียญรางวัล 1 เหรียญ เสื้อที่มีชื่อเราอยู่ด้านหลังเสื้อ 1 ตัว และแผ่นกระดาษโปสการ์ดไว้บันทึกความสำเร็จ จบไปอีก 1 งาน กับงานวิ่งเสมือนจริง งานนี้หน้ามืดสมัครเพราะผู้จัดจะทำเสื้อที่มีชื่อเราให้ ทำให้เป็นเสื้อที่มีตัวเดียวในโลก และเหรียญก็น่ารักธีมญึ่ปุ่นแบบไม่ผิดหวังเมื่อแกะดู งานวิ่งนี้มีชื่อว่า Make a wish virtual run จัดโดย VR Run ที่เราเคยใช้บริการมาแล้ว มีระยะทางวิ่งให้เก็บ 3 ระยะ คือ Make a Goal 118 km, Make a Wish 218 กิโลเมตร และ Make a Promise 318…

การวิ่งไม่เคยทรยศคนขยันและมีวินัย

ช่วงนี้การงานทำให้ไม่สามารถไปร่วมงานวิ่งได้อย่างสบายใจ แถมวันวิ่งซ้อมยาวในโปรแกรมฟูลมาราธอนช่วงนี้ก็เกินกว่า 16 กิโลเมตรขึ้นไป จะให้ลงงานฮาล์ฟมาราธอน ก็ไม่ค่อยมีงาน และเวลาก็ไม่ตรงกับวันทำงาน เลยต้องวิ่งเองตอนเย็นหลังเลิกงาน วันนี้เลิกงานตอนบ่ายสี่โมง ต้องวิ่ง 16 กิโลเมตร กลับถึงบ้านแล้ว เลยสะพายเป้น้ำ ออกวิ่ง กะว่าจะ City run วิ่งจากบ้านที่ถนนจันทน์ ไปสวนลุม ต่อทางวิ่งลอยฟ้า ไปสวนเบญจกิตติ วิ่งวนรอบสวน 1 รอบ แล้ววิ่งกลับ เลยถือโอกาสรีวิวทางเท้าที่วิ่งมาให้เพื่อนๆดูค่ะ เราตั้งต้นจากถนนจันทน์แถวที่เค้าเรียกกันว่า สะพาน 3 คือแยกถนนจันทน์ตัดกับเซ็นต์หลุยส์ แล้วออกวิ่งไปทางถนนนราธิวาส มุ่งหน้าสาทร ตอนแรกไม่ได้กะจะรีวิวเลยไม่ได้ถ่ายรูปมา แต่พอนึกได้ว่าจะรีวิวให้เพื่อนๆดู ก็เลยเริ่มถ่ายรูปตรงทางเดินรถไฟฟ้าช่องนนทรีเป็น checkpoint แรก ทางเท้าบริเวณถนนนราธิวาสเป็นกระเบื้องที่พะเยิบพะยาบ ต้องเลือกวางเท้าดีๆ การวิ่งบนพื้นผิวแบบนี้ต้องมีสมาธิมากๆค่ะ ไม่งั้นอาจเหยียบพลาดและข้อเท้าพลิกได้ง่าย โผล่มาสาทร แล้วก็วิ่งเลาะถนนไปทางสวนลุม…

ไม่ถึงต้องเขย่ง ไม่เก่งต้องขยัน

คำพูดที่จั่วหัวข้อนี้มาจากพี่เอียด ส.อ.สุพิศ จันทรัตน์ นักวิ่งขาเก๋าและขาแรงในวงการวิ่งที่นักวิ่งหลายท่านรู้จักกันดี แถมเป็นนักวิ่งบอดี้การ์ดให้กับพี่ตูน บอดี้สแลม ในงานวิ่งก้าวคนละก้าวซะด้วย พี่เอียดเป็นนักวิ่งที่เริ่มวิ่งตั้งแต่เด็กๆ เป็นนักวิ่งของโรงเรียน และสามารถพูดได้เต็มปากว่าพี่เอียดวิ่งเพื่อปากท้องโดยแท้ พีเอียดวิ่งเก่งถึงขนาดได้รับทุนเรียนฟรีตั้งแต่โรงเรียนยันมหาวิทยาลัย แต่ละงานที่ลงวิ่ง หวังรางวัลที่เป็นจำนวนเงินมากกว่าถ้วย เพราะหมายถึงเงินค่าข้าวที่พี่เอียดจะสามารถเลี้ยงปากท้องตัวเองให้รอดไปได้อีกหลายมื้อ แทนที่จะต้องรบกวนเงินทองจากทางบ้าน พี่เอียดมีความขยันในการฝึกซ้อมมาก นอกจากใจรักแล้ว ยังมีเหตุผลดังที่กล่าวมาสนับสนุน จนทำให้พี่เอียดกลายเป็นนักวิ่งแนวหน้า ไปสนามไหนก็กวาดรางวัลมาได้หมด พี่เอียดเคยทำชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมามากมาย พี่เอียดเคยคว้ารางวัลชนะเลิศรองอันดับ 1 ประเภททีมชาติ ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาครองด้วยสถิติ 02:40:13 ในการแข่งขันวิ่งมาราธอน “เดอะ เกรทเทส เรส ออน เอิร์ธ” ณ สนามที่ 3 เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย พี่เอียดมีคติประจำใจ นั่นคือ “ไม่ถึงต้องเขย่ง ไม่เก่งต้องขยัน” นั่นหมายความว่า พี่เอียดไม่ใช่คนที่นั่งรอรับผลประโยชน์จากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว…

การไม่ยอมแพ้ในสนาม ในยามที่ร่างกายยังไหวอยู่ คือความเข้มแข็งที่ยิ่งใหญ่

อะไรคือการสตาร์ทรถแล้วขับออกไปต่างจังหวัด เพื่อเข้าที่พัก รีบทาน รีบนอนพัก และรอพบกับถนนเนินขึ้นลงเขา ระยะทาง 21 กิโลเมตร ในเวลา 5.45 น. วิ่งบนทางนั้นนานถึง 2 ชั่วโมง เพียงเพื่อจะได้ยิ้มและอิ่มใจในช่วงที่ขากำลังก้าวข้ามเส้นชัย แล้วจึงทานข้าวเช้า อาบน้ำ ขับรถกลับบ้าน แล้วนอนพัก ใครหลายคนที่ไม่ได้วิ่ง จะยังคงมีคำถามเสมอว่าจะทำไปทำไม บางทีตัวเราเองก็ยังไม่รู้ตัวเองเลย เวลาให้ทำอะไรอย่างอื่น เช่น ช้อปปิ้ง จ่ายตลาด ทานอาหารรสเลิศ ไม่ค่อยอยากจะทำเท่าไร ช้อปไปสัก 1 ชั่วโมง รู้สึกเหนื่อยกว่าวิ่ง 10 กิโลเมตรอีก ยิ่งเจอแย่งกันตอนลดราคานี่ รู้สึกเหมือนไปออกรบเลยทีเดียว อาจเพราะฮอร์โมนเอนดอร์ฟินที่หลั่งออกมาตามสถานการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละคนส่งผลต่อความสุขของแต่ละคนแตกต่างกันไป สนามเขาใหญ่ฮาล์ฟมาราธอน เป็นอีก 1 สนามที่เราอยากจะไปลงวิ่งอีกสักรอบ อยากจะรู้ว่าจะทำเวลาได้ดีขึ้นหรือไม่ ครั้งที่แล้วได้ซ้อมมาเต็มที่ ยังรู้สึกว่าย่ำแย่…

ถ้าไม่มองตัวเองว่าเป็นผู้ชนะ เราก็จะไม่ทำอะไรให้เป็นผู้ชนะ

วันนี้มีนัดกับงานเดิน-วิ่งการกุศล 140 ปี คริสตจักรที่สอง สามย่าน ที่สวนลุมพินี จัดโดยคริสตจักรที่สอง สามย่าน ตามชื่องานเลยค่ะ เป็นงานเล็กๆที่เพิ่งประกาศทีหลังงานอื่น จริงๆแล้วในวันนี้มีงานวิ่งเป็นสิบงานเลย และเราก็ลงสมัครงานอื่นไว้ แต่พอเห็นงานนี้เลยขายบิบงานก่อนหน้ามาสมัครงานนี้แทนเพราะอยู่ใกล้บ้านมากกว่า ไม่เสียค่ารถและเวลาที่ต้องเดินทางไปไกลค่ะ จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ว่ามีการแข่งขันหรือไม่ ก็ได้ทราบว่ามีรางวัล Overall ให้กับ 5 อันดับแรกแยกชายหญิง เลยมานั่งดูตัวเองว่ามีความพร้อมหรือไม่ที่จะแข่งขันเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วใส่เต็มไปกับงานแข่งขันและได้รางวัลมาแล้ว จึงถามตัวเองว่าไหวหรือไม่หากจะลงเป็นการแข่งขันอีกครั้งหนึ่ง หรือแค่ไปวิ่ง Long run เพื่ออยู่ในโปรแกรมซ้อมอย่างที่ผ่านมา แต่เมื่อพิจารณาร่างกายแล้วว่าพอไหว รวมกับเหตุผลอื่นอีกคือ เป็นงานเล็กๆ ประกาศทีหลัง มีงานอื่นที่นักวิ่งชอบไปจัดอยู่ในกรุงเทพในวันเดียวกัน และงานอื่นๆอีกมากมายที่น่าจะกระจายนักวิ่งออกไป โอกาสที่จะเจอสายแข็งในงานก็อาจจะมีอยู่บ้าง แต่เนื่องจากแจกถึง 5 อันดับ เลยคิดว่าน่าจะยังมีโอกาสที่จะติดรางวัล จึงติดสินใจให้งานวิ่งงานนี้เป็นการแข่งขัน เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็มาดูตารางซ้อมตัวเองที่เพิ่งเริ่มเข้าโปรแกรมซ้อมเพื่อไปวิ่งฮาล์ฟที่เขาใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมว่าพอจะทำอะไรได้บ้าง จึงได้เห็นว่ามีวิ่งอินเทอร์วอล 3 วันก่อนหน้าวันแข่งขัน จึงจำต้องตัดทิ้งไป…

คนส่วนใหญ่ร่วมงานแข่งขันเพื่อจะดูว่าใครเร็วที่สุด แต่เราร่วมงานแข่งขันเพื่อจะดูว่าใครมีกึ๋นที่สุดต่างหาก

  หลังจากฝึกซ้อมเพื่อทำลายสถิติส่วนตัวมาเป็นเวลานาน 6 สัปดาห์ เน้นวิ่งโซน 2 เพิ่มพื้นฐานให้แน่น และวิ่งอินเทอร์วอล กับเทมโปสลับกันไป สุดท้ายก็มาถึงวันนี้ที่เราลงสมัครงานวิ่งของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ชื่อว่า Siriraj Blade Runner 2018 เพื่อวิ่งแข่งกับตัวเองอีกครั้งหนึ่ง เราเคยทำสถิติเร็วที่สุดมินิมาราธอน 10.5 กิโลเมตรไว้เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2560 ด้วยเวลา 59.32 นาที ที่ตั้งใจไว้ก็คือ ทำเวลาให้น้อยกว่านี้ ถ้าต่ำกว่า 50 นาทีได้ จะดีใจมาก แต่ถ้าดูจากเวลาที่ซ้อมมา ทำได้สัก 55 นาที ก็ถือว่าดีมากแล้วค่ะ เหตุผลหลักที่เราเลือกงานนี้เพราะว่ามี Time chip แม้จะเป็นระยะมินิก็ตาม ตัดปัญหาการจับเวลา เผื่อว่านาฬิกาเราจะเกิดเสียขึ้นมา และเผื่อว่าจะได้รางวัลกับเค้าบ้าง ก็จะได้ไม่ต้องไปยืนเถียงกันเรื่องเวลา และเรื่องเพศ เคยมีงานหนึ่งที่เราติดอันดับที่ 4 แต่ไม่ถูกเรียกรับรางวัล เพราะคิดว่าเราเป็นผู้ชาย!! มองเราผิดไม่ว่า แต่บิบที่ทำออกมาก็ไม่มาตรฐาน ไม่แบ่งเพศ และอายุอย่างชัดเจน มีแต่ตัวเลข จึงทำให้เจ้าหน้าที่มองไม่ทัน พอมี Time chip ก็อุ่นใจ เรามีหน้าที่แค่วิ่งอย่างเดียวเท่านั้น ระยะมินิปล่อยตัวตอนตีห้า กะได้เลยว่า ไม่หยุดถ่ายรูป เพราะแสงยังไม่มาแน่ๆตอนเข้าเส้นชัย สรุปคือวิ่งอย่างเดียวค่ะ หลังจากเตรียมของสำหรับวิ่งเรียบร้อยแล้ว เราก็รีบเข้านอนตอนสี่ทุ่ม และตื่นตอนตีสามครึ่ง ซัดขนมปัง 2 ชิ้นและกาแฟดำ ออกเดินทางถึงงานเวลาตีสี่นิดๆ เลยมีเวลาเข้าห้องน้ำ ยืดเส้นยืดสาย และวอร์มจนได้ที่พอดี ก็ถึงเวลาปล่อยตัวค่ะ คราวนี้ต้องขอแทรกตัวเข้าไปอยู่หน้าๆ เพราะต้องการเวลา Gun time ให้ใกล้เวลาปล่อยตัวจริงที่สุด และตั้งใจเร่งในช่วง 500 เมตรแรกเพื่อตีตัวออกห่างฝูงชน ปล่อยให้ความเร็วของแต่ละคนมาจัดลำดับเองในช่วง 5 กิโลเมตรแรก และวัดความอึดของแต่ละคนที่กิโลเมตรที่ 7-8 ส่วนหลังจากนั้น แล้วแต่ก๊อกของแต่ละคนว่าเตรียมกันมากี่ก๊อก จนกว่าจะถึงเส้นชัย วิ่งครั้งนี้ สำหรับเราแล้ว คือการเอาชนะตัวเองเท่านั้น ไม่คิดมองใครคนอื่นเลย หลังปล่อยตัว 1 กิโลเมตรแรก เริ่มเป็นทางวิ่งขึ้นทางยกระดับบรมราชชนนี ตรงนั้นก็เริ่มคัดตัวนักกีฬาที่ฝึกซ้อมมาพร้อมแล้วในระดับหนึ่ง หลังจากนั้นก็เป็นเส้นทางตรงแล้วค่ะ จะมีทางลาดขึ้นและลงเป็นระยะ สนามนี้เราคล่องอยู่แล้ว เลยรู้ว่าจะมีเนินตรงไหนยังไงบ้างเลยทำให้กะแรงและเวลาได้ดี ยอมรับว่า 4 กิโลเมตรแรก ยังไม่ตื่นดีค่ะ ร่างกายร่ำร้องบอกว่ามันเมื่อย เหนื่อย อยากจะนอน ก็ออกจะแปลกใจตัวเอง ปกติ 4 กิโลเมตรแรกนี่ ขาแรงจนต้องคอยยั้งตัวเองตลอด มองนาฬิกาจับความเร็ว ก็อยู่ที่เพซ 5 ปลายๆ 6 มีหลุดเลย 6ไปบ้าง ซึ่งเกินจากที่วางแผนไว้ว่า ต้องต่ำกว่า 6 ค่ะ เราต้องคอยปลุกตัวเองตลอด ปล่อยตัวเช้านี่ออกจะไม่เหมาะกับคนชอบวิ่งเย็นอย่างเราจริงๆ พอถึงจุดกลับตัว ตรงนั้นร่างกายก็อยู่ตัวแล้วค่ะ เราตื่นดีแล้ว มาดูจังหวะลมหายใจก็รู้ว่าเข้าโซน 3 แน่ๆ อาจถึงโซน 4 ด้วยซ้ำ ส่วนขานี่ไม่ต้องพูดถึง แรงมาจากไหนไม่รู้ค่ะ ไม่ล้า ก้าวได้ยาว ถ้าให้ชะลอก็ไม่อยากชะลอแล้ว เลยปล่อยไปตามแรงที่เราซ้อมมา คอยถามตัวเองว่ามากไปไหม แต่ร่างกายก็ตอบมาว่ายังเอาอยู่ ก็เลยปล่อยไปตามนั้นค่ะ ความเร็วหลังกิโลเมตรที่ 8 ขึ้นไป เราก็ไม่สนแล้วค่ะ เพราะเป็นช่วงที่เป็นจุดกลับตัวของระยะฟันรัน เราเลยต้องมีสมาธิกับการวิ่งหลบคนค่ะ แต่งานนี้ดีอยู่อย่างก็คือ รับนักวิ่งไม่เยอะมาก ทำให้ไม่เต็มถนนจนไม่มีทางตรงให้วิ่งยาว ตอนลงเนินครั้งสุดท้ายก่อนเข้าโค้งลงมาข้างล่าง เลยปล่อยตามแรงขา ทำให้ได้ความเร็วไปแบบสบายๆ ช่วงนั้นมองหน้ามองหลังก็ดูไม่มีผู้หญิงระยะมินิเลย ทำให้ค่อนข้างแน่ใจว่า ตัวเองเป็นผู้หญิงแถวหน้าอยู่ค่ะ อีกประมาณ 50 เมตร จะเข้าเส้นชัย กลับโดนเบรคกะทันหัน เพราะมีรถเข้ามาใต้สะพาน ต้องหยุดรอรถ 5 คัน น่าจะเสียเวลาไปประมาณ 10 วินาทีได้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นจริงๆ เพราะใกล้เส้นชัยมาก หลายคนเร่งมาจากระยะที่ลงสะพานมาแล้ว ก็คือระยะ 500 เมตรสุดท้าย รวมทั้งเราด้วย และดูจากถนนตรงนั้นแล้ว ตำรวจสามารถกันไม่ให้รถเข้ามาได้ เพราะไม่กระทบการจราจรแน่ๆ กันแบบนี้ถือว่าอันตรายสำหรับนักวิ่งค่ะ พอข้ามถนนมาได้ ก็โกยสองขาเข้าเส้นชัยแบบไม่คิดชีวิต เป็นครั้งแรกที่รู้สึกดีกับการวิ่งเข้าเส้นชัยแบบขายังมีแรงเหลือ น่าแปลกใจตัวเองจริงๆ ไม่รู้มีแรงมาจากไหน คิดในใจว่านี่แหละ คือผลจากการฝึกซ้อมแน่ๆ เราดูเวลาในนาฬิกาพบว่าใช้ไป 58.02 นาที ทำลายสถิติเดิมไปแล้วแน่ๆ และเราก็เริ่มสำรวจตัวเองทันทีว่ามีเจ็บตรงไหนไหม ล้าหรือไม่ ก็พบว่ารู้สึกสบายมาก ไม่เหนื่อยมาก จุกเล็กน้อยเพราะวิ่งเร็ว ทำให้มีแรงกระแทกต่อท้องมากหน่อย เลยเดินไปค่อยๆจิบน้ำ และไปรอพิมพ์ผลการแข่งขัน แล้วค่อยไปรับโจ๊กเกี๊ยวกุ้งแสนอร่อยไปนั่งริมน้ำ ยืดกล้ามเนื้อก่อน พอให้หายเหนื่อยและหายจุก แล้วค่อยทานโจ๊กค่ะ เหรียญงานนี้สวย ไม่ซ้ำใคร เป็นรูปใบมีดที่แพทย์ใช้ผ่าตัด สายห้อยคอยาวไปนิด แต่โดยรวมโอเคเลยค่ะ ผลการแข่งขันอย่างไม่เป็นทางการพบว่า ได้ลำดับที่ 2 ในกลุ่มผู้หญิงอายุ 30-39 ปี จาก 384 คน หากดูผู้หญิงอย่างเดียวไม่ดูอายุ ก็ได้ที่ 6 จาก 928 คน และได้ที่ 46 จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 1909 คน เรียกว่าผลที่ได้เกินความคาดหมายไปเยอะค่ะ เรารอทางผู้จัดยืนยันผลอีกครั้งตอน 6.30 น. พอรู้ว่าติดถ้วยแล้วแน่ๆ ก็ต้องอยู่รอรับรางวัลกันไปค่ะ มาดูสถิติทางด้านอื่นกันบ้าง จากนาฬิกาใช้เวลาไป 58.09 นาที ได้ระยะทาง 10.45 กิโลเมตร ความเร็วเฉลี่ย 5.34 นาทีต่อกิโลเมตร เผาไป 458 แคลอรี่ หัวใจเต้นสูงสุดไปที่โซน 4 คือ 164 ครั้งต่อนาที ดูความเร็วต่อ 1 กิโลเมตรก็เป็นไปตามความรู้สึกค่ะ เพราะ 4 กิโลเมตรแรกเรายังไม่ตื่นดีเลยวิ่งเพซอยู่ระหว่าง 5:40-5:50 ซึ่งเป็นข้อดีคือจะได้เก็บแรงไว้ปล่อยตอนท้ายได้ หลังจากนั้นตื่นดีแล้วก็เร่งขึ้นมาอีกหน่อย อยู่ระหว่าง 5:20-5:40 และคอยบอกตัวเองว่าให้คงความเร็วเท่านี้ไปเรื่อยๆ และถ้าแรงเหลือตอนท้ายสุดที่ระยะ 500 เมตรสุดท้ายก็ให้ปล่อยไป ถ้าดูจากกราฟก็ได้เร็วสุดที่ 3:38 มีหยุดเดินช่วงดื่มน้ำที่กิโลเมตรที่ 5 เท่านั้นค่ะ ชีพจรเฉลี่ยอยู่ที่ 147 ครั้งต่อนาที สูงสุดเข้าโซน 4 คือ 164 ครั้งต่อนาที แต่ดูจากความรู้สึกรวมๆในวันนี้ก็พอจะทนได้นะคะ ไม่เหนื่อยมากจนแทบคลานเหมือนช่วงที่เริ่มวิ่งใหม่ๆ ส่วนสมรรถนะรวมครึ่งชั่วโมงแรกดีเลิศ ครึ่งชั่วโมงหลังก็แค่ดีพอใช้ค่ะ ผลจากการวิ่งวันนี้ใช้ระบบการเผาผลาญแบบใช้ออกซิเจนเป็นหลัก จำนวนก้าวต่อนาทีเฉลี่ยอยู่ที่ 168 สูงสุดเร่งไปได้ 177 ความสูง ความสูงก็เป็นไปตามเส้นทาง จากจุดปล่อยตัวมีวิ่งขึ้นไปที่ทางยกระดับบรมราชชนนี บนเส้นทางมีเนินขึ้นลงยาว 2 เนิน วิ่งไปวิ่งกลับทางเดิมค่ะ อุณหภูมิพอทนได้ อยู่ที่ 29-30 องศา แอบร้อนนิดๆสำหรับเราค่ะ ความชื้นสัมพัทธ์อยู่ที่ 72% พอใช้ได้ วิ่งต้านลมช่วงแรกเล็กน้อยที่ความเร็วลม 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง     และสุดท้ายคือโซนหัวใจของการวิ่งวันนี้ค่ะ ก็ไม่แปลกใจแต่อย่างใดที่เข้าโซน 3 และ 4 เพราะตั้งใจให้เป็นอย่างนั้นในวันแข่งขันอยู่แล้วค่ะ จบเรื่องของตัวเลขแต่เพียงเท่านี้ค่ะ กลับมาที่เรื่องของการแข่งขัน จริงๆแล้วไม่ใช่คนชอบแข่งขันกับใคร แต่ชอบแข่งขันกับตัวเองมากกว่า เราเข้าร่วมการแข่งขัน เพราะชอบเห็นแรงบันดาลใจจากคนอื่นที่มีใจในการแข่งขันมากกว่าเรา มากกว่าที่จะไปดูว่าใครเร็วที่สุดเพราะบางทีคนที่วิ่งช้ากว่าเราก็สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้เราได้ โดยเฉพาะเรื่องของความมุ่งมั่นตั้งใจ เราเห็นบางคนวิ่งเร็วมากตั้งแต่ปล่อยตัวและแซงเราไป แต่มาแผ่วในตอนท้ายจนเราได้แซงกลับ เราไม่รู้สึกดีใจอะไร เพราะเพื่อนๆเหล่านั้นแสดงให้เราเห็นถึงความมุ่งมั่นแล้ว และเขาก็ทำได้ดีที่สุดเท่าที่ความสามารถตัวเองจะมีแล้ว นั่นคือกึ๋นของแต่ละคนที่ซ่อนอยู่ กลับกันถ้าคนที่วิ่งช้าตอนต้น และสามารถเร่งได้ตอนปลาย หรือวิ่งได้เร็วเสมอต้นเสมอปลาย และจะแซงเราไป นั่นก็เป็นเรื่องที่น่านับถือ เพราะพวกเขาแสดงให้เห็นแล้วว่า ได้ฝึกซ้อมมาอย่างไร และพวกเขาก็ควรค่ากับรางวัลที่ควรจะได้หากสามารถเข้าได้เป็นที่หนึ่ง บรรยากาศของความมุ่งมั่นในงานวิ่งนี่แหละค่ะที่ทำให้เรากลับมาร่วมงานวิ่งครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าใครจะเป็นคนวิ่งข้างหน้าสุด หรือจะเป็นคนวิ่งรั้งท้ายสุด แต่ทุกคนคือนักวิ่งที่พิสูจน์แล้วว่า ได้เอาชนะใจตัวเองที่ลุกขึ้นมาวิ่งในวันนี้ได้ ถ้วยรางวัลสำหรับเราในวันนี้แค่เป็นบทพิสูจน์ว่า เราได้วิ่งแซงทิ้งใครหลายๆคนไว้ข้างหลัง และยังมีคนอีกหลายคนที่วิ่งอยู่ข้างหน้าเรา แค่นั้นเอง สุดท้ายนี้ แค่เราสามารถวิ่งนำหน้าตัวเราเองในเมื่อวานได้ ก็พอใจแล้วค่ะ ขอให้เพื่อนนักวิ่งสามารถเอาชนะตัวเองกันให้ได้นะคะ