Category: ประสบการณ์ฟันรัน

กล้าที่จะวิ่ง กล้าที่จะให้

ในช่วงเวลาที่เรากำลังบ้าวิ่ง Virtual run จนเริ่มจะเบื่อ เพราะลักษณะงานเดิมๆคือ กำหนดระยะทางให้วิ่งให้ครบ แล้วก็จะได้รางวัลไป เป็นรางวัลที่เราออกเงินสมัคร และได้มาเป็นของตัวเอง อาจจะเป็นงานที่มีหรือไม่มีการบริจาคให้ใคร และส่วนใหญ่จะพบว่าไม่มีการกุศล จนมาเจอกับงาน Virtual run งานนี้ ทำให้เราควักเงินจ่ายเพื่อเข้าร่วมได้อย่างสบายใจมากขึ้น งานนี้ไม่มีตัวเลขระยะทางกำหนดให้เก็บ เพราะเราสามารถวิ่งมากเท่าไรก็ได้ เพียงแต่ทุกระยะทาง 1 กิโลเมตรที่วิ่งได้ จะกลายเป็นเงินบริจาค 1 บาท มอบให้กับมูลนิธิคนพิการไทย (สูงสุด 500,000 บาท) เพื่อนำไปทำวีลแชร์มูลค่า 6,000 บาทต่อคัน ชื่องานนี้คือ “Allianz Ayudhya World Run Thailand Series 2018 – Virtual Run” เริ่มเก็บระยะกันตั้งแต่ 26 กรกฎาคม – 25 ตุลาคม 2561 จัดโดยบริษัทประกันภัย Allianz Ayudhya ตามชื่องานเลยค่ะ นอกจากจะได้เงินบริจาคแล้ว ทุก 1 กิโลเมตรที่วิ่งได้ จะกลายเป็น 10 แต้มในแอพพลิเคชัน Healthy Living ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ และสามารถนำคะแนนที่ได้ไปแลกของรางวัลมากมาย การเข้าร่วมวิ่งมี 2 ประเภท ประเภทแรกคือทีมร่วมด้วยช่วยวิ่ง (Free Runner) ไม่ต้องเสียค่าสมัคร และประเภทที่สองคือ ทีมร่วมด้วยช่วยบริจาคและช่วยวิ่ง (Donator) มีค่าสมัครและบริจาค 450 บาท แบ่งเป็นเงินสมทบทุนบริจาค 100 บาท ให้กับมูลนิธิเพื่อคนพิการไทย โดยนักวิ่งที่ร่วมบริจาคเงินจะได้รับเสื้อและเหรียญที่ระลึก พร้อมประกันอุบัติเหตุจากอลิอันซ์ ประกันภัย ซึ่งให้ความคุ้มครองนานกว่า 90 วัน เริ่มตั้งแต่ 26 กรกฎาคม – 31 ตุลาคม 2561 เนื่องจากเราสมัครหลังวันที่ 20 ก.ค. 61 จึงไม่สามารถเลือกให้ส่งเสื้อทางไปรษณีย์ได้ เราจึงต้องไปรับเสื้อและเหรียญที่กิจกรรม Kick off ซึ่งจัดที่สวนลุมพินี วันที่ 26 กรกฎาคม 61 เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งในเวปไซท์ได้บอกไว้แค่ว่า รับเสื้อและเหรียญ ส่วนกิจกรรม Kick off เราเข้าใจเอาเองว่า คงมีการจัดซุ้มอะไรบางอย่างให้ร่วมสนุกสนาน เราก็แค่ไปรับเสื้อและเหรียญกลับบ้านไปเป็นที่ระลึกก็พอ แต่เราก็คิดว่าไหนๆก็ไปสวนลุมแล้ว เตรียมชุดไปวิ่งต่อเลยก็น่าจะดี กลายเป็นว่าพอไปถึง เจ้าหน้าที่แจกแต่เสื้อ ไม่แจกเหรียญ บอกว่าต้องร่วมวิ่ง 5 กิโลเมตรก่อน ถึงค่อยได้รับเหรียญ เราก็แอบเคืองๆนิดหนึ่งว่า ในเวปไซท์ ไม่เห็นบอกว่าต้องเข้าร่วม บอกแค่ให้มารับเสื้อและเหรียญเท่านั้น ว่ากันตามจริงแล้ว เราจะขอรับไปเลยก็ได้ แต่ก็เห็นว่าเราเองก็เตรียมชุดมาแล้ว จึงยอมเข้าร่วม ไปเปลี่ยนเสื้อมา เสื้อก็ตัวใหญ่กว่าที่ลงทะเบียนไว้พอสมควร แต่ชอบคำพูดข้างหลังเสื้อที่สกรีนคำว่า “Dare to move” ใหญ่ๆเอาไว้มากกว่า เป็นพลังให้ใจได้ดี ก่อนการปล่อยตัวทางผู้จัดได้แจ้งว่าจะปล่อยตัวตามสีบิบที่ได้รับ ดูลักษณะงานเหมือนทางผู้จัดเกณฑ์พนักงานมาเข้าร่วมเยอะพอสมควร และเป็นการจัดกิจกรรมภายในบริษัทด้วย จึงมีการแยกสีเหมือนกีฬาสี ปล่อยตัวตามสี เพื่อป้องกันคนไปวิ่งออหรือเบียดกัน พนักงานเองก็ดูตื่นเต้น ทำให้คึกคักกันน่าดู ซึ่งก็เป็นบรรยากาศงานที่น่ารักดีนะคะ นอกจากนี้ทางผู้จัดยังแจ้งว่า นักวิ่งที่วิ่งเข้าเส้นชัยก่อน อันดับที่ 1 – 20 แยกชายหญิง (จำอันดับไม่ได้ว่ามีแจกกี่อันดับ แต่คุ้นๆว่าประมาณนี้) จะได้รับผ้าขนหนูเพิ่มอีกคนละหนึ่งผืน อันนี้ก็แอบน่าสนใจ เราก็ประเมินคนมาร่วมวิ่ง ดูเป็นพนักงานในบริษัทซะเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่นักวิ่งขาวิ่งแบบเรามากนัก เลยคิดว่าน่าจะมีโอกาสคว้าผ้าขนหนูมาเล่นๆ จริงๆก็แค่เพิ่มกำลังใจในการวิ่งให้มีมากขึ้นกว่าเดิมอีกเล็กน้อย พอปล่อยตัวเราก็สับขาเลย แค่ 5 กิโลเมตร วิ่ง 2 รอบสวนลุมเอง สำหรับเราสบายมาก และก็เป็นไปตามคาด เราเข้าเป็น 1 ใน 20 คนที่ได้รับผ้าขนหนูไปตามระเบียบ หลังจากเข้าเส้นชัย ได้รับเหรียญแล้วก็รู้สึกร้อนมาก เดินหาน้ำมาดื่มแล้วก็เหลือบไปเห็นมีไอสกรีมแท่งรสชาเย็นที่เราโปรดปรานด้วย เลยคว้ามาทานสองแท่ง ส่วนของกินเป็นอะไรเราก็จำไม่ได้แล้ว จำได้แค่ว่าได้ทานจนอิ่ม แล้วค่อยกลับบ้านอย่างสบายท้อง การวิ่งระยะทาง 5.32 กิโลเมตรวันนี้ ใช้เวลาไปเพียง 31.06 นาที ความเร็วเฉลี่ย 5.51 นาทีต่อกิโลเมตร ความเร็วนี้เพราะผ้าขนหนูเลยนะเนี่ย การเก็บระยะทางของงานนี้ทำได้ง่าย เพียงแค่ไปทำการเชื่อมต่อระหว่างแอพพลิเคชัน Healthy Living กับแอพพลิเคชันที่เพื่อนๆใช้วิ่งเก็บระยะที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ซึ่งเราใช้ Endomondo เชื่อมกับนาฬิกา Garmin อยู่แล้ว และเพียงเข้าไปกดร่วม Challenge ใน Endomondo เมื่อเราทำการซิงค์ข้อมูลจากนาฬิกาลง Endomondo ระยะทางรวมไม่ว่าจะเป็นวิ่ง Outdoor หรือ Indoor ก็จะไปอัพเดทใน Challenge อัตโนมัติ สบายมากๆเลยค่ะ จากวันที่ 26 กรกฎาคม 61 มาจนถึงวันนี้ที่จบโครงการคือวันที่ 25 ตุลาคม 61 เราวิ่งได้ระยะทาง 627 กิโลเมตร และมันจะกลายเป็นเงิน 627 บาทที่มูลนิธิคนพิการไทยจะได้รับไป รวมกับเงินอีก 100 บาท ค่าสมัคร ก็จะเป็น…

บางครั้งความสุขจากการวิ่ง ก็มาจากการได้เห็นคนอื่นวิ่ง

เผอิญเพิ่งรู้ตัวว่าได้หยุดวันอาทิตย์ แรกๆว่าจะไปเที่ยววัด แต่เกิดเปลี่ยนใจ เลยเปิดหาดูว่ามีงานอะไรในวันอาทิตย์ที่อยู่ในกรุงเทพฯ และใกล้บ้าน ก็มาพบกับงาน Bangkok Post International Mini Marathon 2018 จัดที่เซ็นทรัลเวิลด์เข้า จึงเริ่มขั้นตอนตามล่าหาบิบ ซึ่งก็ได้ต่อมาแบบไม่ยากเย็น เราได้บิบระยะ 5 กิโลเมตรมาในราคาเท่าทุนคือ 350 บาท ถือว่าเป็นงานที่ค่าร่วมงานราคาถูกใช้ได้ ทราบมาว่ามีสปอนเซอร์จำนวนมากจนรายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายและนำเข้ามูลนิธิบางกอกโพสต์ ซึ่งเป็นมูลนิธิที่จัดตั้งมานานกว่า 30 ปี โดยมีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนด้านการศึกษาแก่นักเรียนที่ยากจน ขาดแคลนผู้อุปการะ และมีความประสงค์ที่จะศึกษาจนถึงระดับสูง ความช่วยเหลือของมูลนิธิ รวมไปถึงการส่งเสริมกิจกรรมเกี่ยวกับการศึกษา การค้นคว้าวิจัย และการร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ทำให้เราสบายใจที่ได้เข้าร่วมวิ่งมากเพราะวัตถุประสงค์ชัดเจนตอบโจทย์ดีค่ะ ก่อนวันงานเราเตรียมของเสร็จก็รีบนอน เพราะหลังจากวิ่ง 5 กิโลเมตรตามทางในงานแล้ว เรากะว่าจะวิ่งจากเซ็นทรัลเวิลด์ไปสวนเบญจกิติ เพื่อพบกับคนไข้ที่จะออกมาวิ่งที่สวนครั้งแรก จึงได้เตรียมเป้น้ำด้วย และเตรียมเสื้อผ้าไปเปลี่ยนด้วย กะว่าจะฝากของที่งานก่อน เสร็จแล้วค่อยใส่เป้น้ำวิ่งไปสวน แล้วค่อยหาฟิตเนสเข้าไปอาบน้ำ เพราะต้องไปทำธุระต่อค่ะ เวลาปล่อยตัวคือ 5.15 น. เราตื่น 4.00 เศษ ทานกล้วยหอม 1 ลูก น้ำ 1 ขวด ออกจากบ้าน 4.30 ไปถึงงานก็ 5.00 พอดี ฝากของ แล้ววอร์มร่างกายเตรียมวิ่ง งานนี้ดีตรงที่สถานที่จัดงานกว้างขวาง ซุ้มของสปอนเซอร์วางเรียงตามยาว เต๊นท์ฝากของมีขนาดใหญ่ ทางผู้จัดเตรียมถุงไว้ใส่กระเป๋าให้ ซึ่งก็เบาใจเพราะตอนนั้นฝนตกพรำๆหยุดๆ จะได้แน่ใจว่าเสื้อที่เตรียมมาเปลี่ยนจะไม่เปียก เราฝากของแล้วเดินหาจุดปล่อยตัวซึ่งอยู่ที่ประตูทางออกจากลานจอดรถไปทางประตูน้ำ เมื่อถึงเวลาปล่อยตัวเราก็ออกวิ่งจากทางออก เลี้ยวขวามุ่งหน้าแยกราชประสงค์ เลี้ยวขวาอีกรอบ แล้วไปเลี้ยวซ้ายเข้าถนนอังรีดูนังต์ วิ่งตรงไปออกถนนพระราม 4 เลี้ยวซ้ายไปแยกศาลาแดง เลี้ยวซ้ายอีกที แล้วตรงอย่างเดียวจนกลับมาที่แยกราชประสงค์ ตรงมาเข้าเส้นชัยที่จุดปล่อยตัว ระยะทางรวมได้ 5.06 กิโลเมตรเป๊ะ แผนการวิ่งวันนี้ไม่มีอะไรเลย แรกๆกะว่าจะซ้อมวิ่งให้ได้ 45 นาที ตามความเร็ว Pacer ที่รับมาและต้องวิ่งในงานต่อไป แต่กลัวไปหาคนไข้ไม่ทัน จึงวิ่งเร็วขึ้นอีกนิดหนึ่ง ผลที่ได้เลยจบไปในเวลา 31:04 นาที ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 6.08 นาทีต่อกิโลเมตร ระหว่างวิ่งก็คอยสังเกตอัตราการเต้นของหัวใจไปด้วย พยายามไม่ให้เข้าโซน 5 มีหลุดขึ้นไปครั้งหนึ่ง แต่ก็กลับลงมาได้ การวิ่งวันนี้ แม้จะอยู่ในโซน 4 ตลอด แต่ไม่เหนื่อยมาก เพราะอากาศค่อนข้างดี 27-31 องศาเซลเซียส มีฝนพรำเป็นระยะ พอไม่ให้ตัวเปียก เหรียญที่ระลึกของงานนี้ก็ออกจะเรียบง่ายเป็นสีฟ้าเงินมีมิติเล็กน้อย ได้เหรียญไปเก็บสะสมเพิ่มอีกหนึ่งเหรียญในห้องสมุดเหรียญวิ่งของเรา พอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางต่อด้วยสองขาแบบง่ายๆค่ะ หลังจากเข้าเส้นชัยแล้ว ต้องเสียเวลาเดินหาจุดแจกอาหารซึ่งหลบไปอยู่ด้านหลังซุ้มสปอนเซอร์ เราได้ข้าวเหนียวหมูทอดแข็งห่อเล็กมาหนึ่งห่อ เดินไปเอาไมโลสแน็คมาหนึ่งแท่ง ยัดใส่เป้น้ำเผื่อหิวระหว่างทาง แล้วออกวิ่งไปสวนเบญจกิติ อีก 5 กิโลเมตร ระยะทางจากเซ็นทรัลเวิลด์ไปสวนเบญจกิติคือ 4 กิโลเมตรกว่าๆ เราไปพาคนไข้วอร์ม วิ่ง และคูลดาวน์ ก่อนแยกย้าย เก็บระยะรอบที่สองได้อีก 5.64 กิโลเมตร จบวันไปด้วยระยะทาง 10.7 กิโลเมตร กลับบ้านอย่างอิ่มอกอิ่มใจมากกว่าการวิ่งจบในงานด้วยเวลาดีๆซะอีกค่ะ ความสุขเล็กๆเบ่งบานน้อยๆในใจ ดีใจที่เห็นคนไข้วิ่งได้อย่างไม่เจ็บไม่ปวด ดีใจที่เห็นคนมาวิ่งที่สวนสาธารณะกันมากขึ้น ดีใจที่พบเจอเพื่อนนักวิ่งจำนวนมากในงานวิ่ง ดีใจที่มีจำนวนงานวิ่งมากขึ้นในประเทศไทยหลังจากการวิ่งของตัวเองที่ผ่านมา 5 ปี บางครั้งความสุขง่ายๆจากการวิ่ง ก็มาจากการได้เห็นคนอื่นได้วิ่งนั่นเองค่ะ ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีความสุขจากการได้วิ่งกันนะคะ 26 ส.ค. 61

วันวิ่งช้า คือวันวิ่งเพื่อมิตรภาพ

เราเคยเป็นคนชอบวิ่งเร็ว ไปงานวิ่งเพื่อไปให้ถึงเส้นชัย รับของที่ควรได้แล้วกลับบ้าน เราไม่เคยได้เพื่อนจากงานวิ่ง เรียกว่าแทบไม่ได้คุยกับใครเลยจะดีกว่า การไปงานวิ่งคือการแข่งขันกับตัวเอง แต่เมื่อเพื่อนรุ่นพี่ที่เรารักคนหนึ่ง นามว่าพี่แนน ส่งข้อความมาทาง Facebook ว่า “อยากวิ่งงานนี้ พาไปวิ่งหน่อย” พร้อมส่งภาพงานวิ่งมาเสร็จสรรพ การนัดหมายจึงเริ่มต้นขึ้น งานนั้นมีชื่อว่า “จดหมายรันนิ่ง” เป็นงานที่ออกแบบเสื้อและเหรียญได้น่ารักมากตามสไตล์ของ Organizer นามมดยักษ์ใหญ่แห่ง Run Rhythm ซึ่งเราเคยร่วมวิ่งหลายครั้งเพราะชอบการออกแบบ Theme ของงาน รวมไปถึงเสื้อและเหรียญ เมื่อพี่ชวนไปงานที่เสื้อและเหรียญพร้อมเช่นนี้ เราจะไม่พร้อมได้อย่างไร เราจัดการลงมือสมัครเข้าร่วมงานให้เราและพี่แนนอย่างรวดเร็ว เสื้อและบิบส่งมาให้ที่บ้าน 2 สัปดาห์ก่อนวันงาน เสื้อเป็นรูปกระดาษเขียนจดหมาย น่ารักน่าใส่มากๆ นอกจากนั้น ยังมีถุงผ้าให้ด้วย พี่แนนได้ส่งข้อความมาเป็นระยะก่อนวันงานว่า ได้ไปซ้อมวิ่งมาด้วย วิ่งแถวๆบ้านระยะรวมๆได้ 3 กิโลเมตร ซึ่งเราว่าเก่งมากแล้ว จากคนที่ไม่เคยวิ่งมาก่อน ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี…

อย่าเอาเงินเป็น ตัวชี้ขาด แต่จงเอาความสามารถเป็นตัวชี้นำ

ระยะซ้อมของเมื่อวาน ถูกยืดมาวิ่งวันนี้ วันที่เรารอคอยจะได้วิ่งงานนี้ค่ะ Unicef Line Run ที่สวนหลวง ร. 9 เพราะคาแรคเตอร์ไลน์ที่น่ารัก ทำแบบเสื้อและเหรียญออกมาน่ารัก เสื้อมีประเป๋าเล็กให้ด้วยค่ะ ชอบมาก ณ จุดนี้ ไกลขนาดนี้ ก็ยอมมาค่ะ ค้างห้องเพื่อนที่อยู่ใกล้ๆเอาค่ะ แม้ราคาค่าสมัครออกจะแพงไปมากคือ 1,000 บาททุกระยะ แต่เพราะนอกจากได้ทำบุญให้เด็กน้อยแล้ว ยังได้รับใบเสร็จไว้ลดหย่อนภาษีด้วย นอกจากนั้นก็มีแก้วน้ำพลาสติกเพิ่มมาให้อีก 1 กระบอกค่ะ งานนี้รู้อยู่แล้วว่าเป็นการระดมทุนให้กับองค์กร Unicef ที่เป็นที่รู้จักกันดี ซ้ำยังจับมือกับการ์ตูนไลน์ ทำให้เป็นที่สนใจของนักวิ่งจำนวนมาก แถมยังไม่มีรางวัลให้คนวิ่งเร็ว แต่มีให้กับทีมที่สามารถรวบรวมเงินบริจาคได้สูงสุด ก็แปลกดีค่ะ ไม่เหมือนงานอื่น และทำให้เห็นเป้าหมายที่ชัดเจนของผู้จัดค่ะ แต่…งานลักษณะนี้ ก็เป็นเหมือนอีกหลายๆงานที่จัดพักหลังนี้ค่ะ ทำให้ผิดหวังไม่น้อยค่ะ เป็นอีกหนึ่งงานที่หนีไม่พ้นการจับนักวิ่งเป็นตัวประกัน ใช้การจัดงานวิ่งเป็นตัวล่อ ใช้ภาพนักวิ่งเป็นฉากหลังเพื่อระดมทุนทำยอด โดยไม่สนใจนักวิ่งว่าสภาพจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะตอนหลังวิ่งค่ะ…

จะวิ่งหรือเดิน เราเลือกได้ และก็ถึงเส้นชัยเหมือนกัน

อยากเดินหรือวิ่งในงานวิ่ง ไม่มีใครว่าอะไรนะคะ ไหนๆก็มาร่วมงานวิ่งแล้ว เลือกทำที่เรามีความสุขกันดีกว่า วันนี้มีนัดเดินกับคนรู้ใจที่ชวนกันมาเดินได้สักทีที่งาน RMHC Minimarathon Run for Kids 2016 งานนี้โดนเลื่อนมาจากปีที่แล้ว เนื่องด้วยเหตุการณ์การสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 จัดโดยแมคโดนัลด์ รายได้ทั้งหมดจะถูกนำไปใช้ในกิจกรรมของมูลนิธิ โรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย เพื่อผู้ป่วยเด็กและครอบครัว เนื่องจากธีมงานเป็นฮัลโลวีน เพราะปีที่แล้ว ช่วงจัดงานตรงกับช่วงฮัลโลวีนพอดี เลยยังได้เห็นประกวดแต่งแฟนซีชุดผีๆมาร่วมด้วย เพิ่มสีสันดี ผู้จัดงานนี้คือ Amazing Field ก็เลยค่อนข้างสบายใจเรื่องของมาตรฐานงานวิ่ง งานนี้ตั้งใจพาคนรู้ใจมาเดิน 3 กิโลเมตร แต่วันนี้ตารางซ้อมคือวิ่ง 5 กิโลเมตร จึงตั้งใจมาถึงสวนลุมกันแต่เช้ามืดเพื่อหาที่จอดรถ ตีห้าครึ่งก็ได้จอดรถแล้ว เกือบไม่มีที่จอด เราเลยไปวิ่งก่อน 5 กิโลเมตร แล้วค่อยมาที่จุดปล่อยตัวตอน 7…

จงลืมความเจ็บปวดไปซะ แต่จงจำว่ามันสอนอะไรเราบ้าง

วันนี้ (6 พ.ค. 2560) มีนัดกับงานวิ่งที่รอคอยมานาน นั่นก็คืองาน Run for Dek Doi เป็นงานที่แสดงเจตจำนงชัดเจนว่า จะนำเงินไปสร้างโรงเรียนให้เด็กดอยในพื้นที่ตามโครงการพระราชดำริ โดยนำไปสร้างอาคารเอนกประสงค์ให้กับเด็กนักเรียนที่ศูนย์การศึกษาชุมชนชาวไทยภูเขาบ้านโอโลคีล่าง ต.สบโขง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แค่วัตถุประสงค์งานก็ได้ใจไปเลย งานนี้นอกจากอยากมีส่วนร่วมในการบริจาคเงินแล้ว ยังมีความอยากได้เหรียญด้วยค่ะ เพราะเหรียญแปลกไม่เหมือนใคร แถมน่ารักอีกต่างหาก แต่…สมัครงานนี้ไม่ทันแต่แรก และเผอิญมีคนปล่อยบิบพอดี เลยติดต่อขอซื้อต่อ และสุดท้ายก็ได้บิบมาค่ะ คืนก่อนหน้างานวิ่งนอนดึก แถมตื่นมาแม้ได้ตื่นช้าหน่อย เพราะงานจัดใกล้บ้าน แต่ก็ยังเพลียๆค่ะ สุดท้ายนึกถึงเหรียญและความยากลำบากในการหาบิบมาได้ เลยลุกมาเปลี่ยนชุด นั่งรถแท๊กซี่ไปสวนรถไฟ รถติดตรงทางเข้าที่จอดรถ จึงลงเดินจากประตูด้านหลังที่ติดสวนจตุจักร เมื่อเดินถึงบริเวณงานก็ทำการยืดกล้ามเนื้อตามระเบียบ ยืดไปยืดมา เริ่มปวดมวนท้องขึ้นมา สงสัยกล้วยใบเมื่อกี๊ที่ทานก่อนออกจากบ้านจะทำพิษซะแล้ว ยังคิดเลยว่า รอให้ปล่อยตัวก่อน วิ่งไปเจอห้องน้ำกลางทางแล้วค่อยเข้า แต่กลายเป็นว่า ปล่อยตัวปุ๊บก็ไม่ไหวแล้ว…

อย่ากลัวที่จะวิ่งไม่เร็ว กลัววิ่งไม่จบและเจ็บดีกว่า

วันนี้มีนัดกับงานนกขมิ้นวิ่งในสวน ครั้งที่ 2 จัดโดยมูลนิธิบ้านนกขมิ้น งานจัดที่สวนรถไฟ ใกล้บ้านเรา จริงๆวันนี้ต้องไปต่างจังหวัด แต่ไม่ต้องไปกะทันหัน เลยรีบหันมาหางานวิ่งทันที เราเล็งงานนี้ไว้แต่แรกแล้ว เหตุผลแรกคือเหรียญสวย เป็นรูปนก คนชอบนกอย่างเราก็ไม่อยากพลาด เลยสมัครทิ้งไว้ 10 กิโลเมตร แต่ยังไม่ได้โอนเงิน เมื่อโทรสอบถามวันก่อนหน้างานวิ่ง 2 วัน คนยังไม่เต็ม เลยรีบโอนเงิน พร้อมไปรับเสื้อวันก่อนหน้า และขอเปลี่ยนระยะเป็น 5 กิโลเมตร ที่ต้องขอเปลี่ยนระยะเพราะว่าเพิ่งหายเจ็บขามา หยุดพักไปร่วมเดือน เริ่มวิ่งใหม่สัปดาห์ที่ 2 เอง ขายังล้าๆเพลียๆกับระยะวิ่ง 5 กิโลเมตรอยู่เลย เลยยอมลดระยะลงด้วยความเต็มใจ กลัวจะเจ็บแล้วไม่ได้วิ่งอีก อย่างนั้นมันชอกช้ำใจ และบีบหัวใจมาก ใครเคยก็คงจะรู้ดี งานนี้เลยขอแค่วิ่งตะมุตะมิ แล้วเอาเหรียญน่ารักๆกลับบ้านดีกว่า งานนี้เป็นงานที่ 2 ที่ลงระยะ…

วันที่นักวิ่งต้องหยุดวิ่ง และเจองานวิ่งที่ไม่ใช่งานวิ่ง

วันนี้มีนัดกับงานวิ่ง Run for Special 2017 วิ่งกันขำๆ 5 กิโลเมตร เป็นงานที่รายได้สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพผู้พิการทางสติปัญญา สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย มีระยะวิ่ง 2.5 และ 1 กิโลเมตร สำหรับเด็กพิเศษด้วย เนื่องจากเจ็บเข่าจากงานวิ่งสัปดาห์ที่แล้ว เพิ่งหายเจ็บมา 1 วัน คือเดินไม่เจ็บแล้ว เหลือแต่ยังไม่ได้ลองวิ่ง เลยกะว่าจะเอางานนี้มาค่อยๆเหยาะๆใหม่  งานนี้เป็นงานเล็กๆ จัดง่ายๆ จนถึงง่ายเกินไป คือไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก ตั้งแต่ขั้นตอนการสมัครจนวิ่งเสร็จ คำว่าง่ายๆ กับมักง่าย มันต่างกันนิดเดียว ตรงที่ความเอาใจใส่ของผู้จัด นักวิ่งใจบุญหลายคนก็อยากสมัครงานวิ่งเล็กๆ ไปเติมสีสันให้งาน พร้อมกับได้บุญไปด้วยในตัว แต่เจองานแบบนี้ก็เล่นเอาท้อใจได้ คงต้องพิจารณาให้มากกว่านี้ หากต้องการร่วมงานวิ่งเล็กๆ ภาพรวมงานนี้ก็ถือว่าไม่ได้ให้ความใส่ใจนักวิ่งเท่าที่ควรค่ะ สมัครออนไลน์ก็จริงนะคะ แต่วิธีการแจ้งการชำระเงิน ให้เข้ารวมกลุ่มในไลน์จำนวน 200 กว่าคน แจ้งไปแล้ว ไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามา confirm นานๆเจ้าหน้าที่เข้ามาตอบที ส่วนใหญ่นักวิ่งช่วยกันตอบเอง เจ้าหน้าที่เข้ามาแค่บอกว่า มีอะไรลงๆในนี้ไว้ มีเวลาแล้วจะเข้ามาตอบ ถือว่าทุกอย่างที่ลงในนี้ เจ้าหน้าที่รับทราบ กลายเป็นว่าเหมือนถูกลอยแพ เพราะไม่รู้ว่าถึงเวลาจริงๆแล้ว จะมาบอกรับทราบหรือบอกไม่รู้กันแน่ ปกติควรมีอีเมลตอบรับ หรือการเข้าไปตรวจสอบรายชื่อ เชคว่าได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว นักวิ่งเข้าร่วมก็อยากจะให้แน่ใจว่าทางผู้จัดได้รับเงินจริง และจะมีเสื้อและบิบให้เราจริง การรับเสื้อเริ่มต้นก็แจ้งแค่ว่ารับหน้างานเท่านั้น เชื่อได้เลยว่าคิวต้องยาวเหยียด เพราะเจ้าหน้าที่คงน้อย ดูจากลักษณะการทำงานแล้ว แต่เห็นตอบว่ามีเจ้าหน้าที่มาช่วยเยอะแน่นอน จึงจะรอดู แต่โชคดีที่ทางผู้จัดยอมไปแจกเสื้อก่อนวันงานที่สวนลุมก่อนวันงาน 2 วันแต่… แจกแค่ 16.00 – 18.00น. เท่านั้น โชคดีอีกเช่นกันที่เราว่างไปเอาได้ช่วงนั้นพอดี เพราะเราเป็นคนไม่ชอบไปขลุกขลักหน้างาน ขั้นตอนการรับก็บ้านๆตามที่คิด ไม่ต้องแสดงหลักฐานโอนเงิน หรือใดๆทั้งสิ้น บอกลำดับที่ได้จากการสมัครออนไลน์และไซส์เสื้อ ก็รับไปได้เลย ไม่ต้องเซ็นชื่อ เอ๊ะ นี่ยังไง แล้วถ้ามีใครมามั่วรับเสื้อไปก็คงไม่สามารถตรวจสอบใดๆได้ สรุปวันงาน จุดรับเสื้อก็คิวยาวตามระเบียบ ไม่ฉลาดเลยที่จะทิ้งทุกอย่างไปที่วันงานอย่างเดียว เอาเจ้าหน้าที่มาเยอะๆก็ไม่ช่วยอะไร เพราะคนมันเยอะกว่าเจ้าหน้าที่ ยังไงก็ต้องใช้เวลาอยู่ดี เสื้อที่ได้รับมา ปรากฏว่าสีตกทางแขนเสื้อ 2 ข้างซะอีก ยังดีที่ผ้าดี ทรงดี น่าเก็บ คงเก็บไว้ใช้ต่อเอง ไม่ได้ส่งต่อใคร มาถึงวันงาน อย่างแรกเลยคือ เดินหาน้ำ ไม่มีจุดให้น้ำ พอดีถามเจ้าหน้าที่ เค้ากำลังยกน้ำไปแจกใครสักคน เค้าเลยแบ่งให้เรามา เป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ ที่ไม่มีน้ำให้ในบริเวณงาน จุดรับฝากกระเป๋า อยู่ห่างออกไปในความมืด บอกให้ไปศาลาแปดเหลี่ยม นี่มันไม่ใช่ละ มันต้องไปอีกทางหนึ่ง ถ้าเพื่อนไม่บอกคงหาไม่เจอ จุดรับฝากของเป็นจุดเดียวที่ดูมีการเตรียมพร้อมและเรียบร้อย แบ่งหมายเลขบิบฝากชัดเจน แต่ก็ทำให้ต้องใช้เจ้าหน้าที่มากเกินจำเป็น น่าจะเอาเจ้าหน้าที่ไปช่วยในงานมากกว่า ขณะวิ่ง จุดให้น้ำเป็นแก้วน้ำที่ต้องเจาะหลอดดูด คืออะไรคะ นี่จัดงานวิ่งหรือจัดงานตามใจฉันคะ ยังดีที่รอบสองรู้ตัว แกะแก้วน้ำไว้รอนักวิ่งเลย งานแบบนี้อย่าหวัง Check point เพราะแค่ทางวิ่งเข้าเส้นชัยยังมีคนนั่งกันอยู่เต็มพื้นเพราะเป็นบริเวณหน้าเวทีพอดี กำลังมีการแจกของจับฉลาก (ไม่ใช่ถ้วยรางวัลนะคะ งานนี้นึกว่ามีถ้วยที่ 1-3 แต่ไม่เห็นการแจกรางวัล) ยังดีนะ ตอนถึงเส้นชัยแล้ว ยังมีคนมายืนแจกเหรียญ ไม่งั้นคงต้องเดินหาอีกว่าโต๊ะให้เหรียญอยู่ไหน การรับอาหารก็สุดคลาสสิก ยืนต่อคิว ค่อยๆทำไปเรื่อยๆ ใครรอช่างมัน ผ่านไป 15 นาที ถึงคิวเราพอดี ชามกระดาษหมด เจ้าหน้าที่เงยหน้าถามเรา ไม่มีชามมาเหรอคะ ปวดใจมาก ใครเค้าจะเตรียมชามมางานวิ่งคะน้อง วันหลังพี่ควรหิ้วปิ่นโตมารับข้าวจากน้องไหมเนี่ย ผู้ชายที่ยืนต่อคิวด้านหลังเริ่มด่าข้ามหัวมา เอิ่ม พี่งงค่ะ น้องบอกไปขอชามร้านข้างๆมาได้ไหมคะ พอถามว่าไม่ใช่ร้านเดียวกันเหรอ เค้าจะไม่ว่าเหรอ น้องตอบคงไม่ว่าเพราะเป็นจิตอาสามาเหมือนกัน เราก็ไปขอมา ดีนะเค้าให้ ถึงได้ข้าวไข่เจียวมาทาน แถวอื่นไม่ต้องพูดถึง คิวยาวเหยียด เลยจบการทานอาหารแต่เพียงเท่านั้น ไม่ไปต่อคิวไหนต่อ และกลายเป็นว่าอาหารที่มาเป็นจิตอาสามากันทั้งนั้น ดังนั้น อาหารจะพอไม่พอ ชามพอไม่พอ นักวิ่งก็เป็นไปตามยถากรรม งานนี้จ้าง Pat Running มาจัดให้ เลยได้ภาพงานวิ่งแค่ซุ้มจุดเริ่มต้นเส้นชัย พรมปูตอนเข้าเส้นชัย มีนำวอร์มอัพ นอกเหนือจากนั้น ไม่ได้บรรยากาศของงานวิ่งแม้แต่นิด การจะอ้างว่าจัดกันเอง คนน้อย งานยุ่งไม่ค่อยมีเวลา ไม่ใช่เหตุผลที่ดีในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานไหนๆ ความไม่เอาใจใส่ และการไร้ระเบียบวินัย ไม่สามารถจัดงานใดให้ดีได้ การวางแผนที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ยิ่งคนน้อยยิ่งต้องวางแผนให้ดี พูดง่ายๆเช่นกันว่า จะหาเงินจากงานวิ่ง ก็ต้องให้ความสนใจกับการวิ่งและนักวิ่ง นักวิ่งเป็นคนนำเงินมาให้ ไม่ใช่จะทำอะไรกับเขาก็ได้ แม้จะใจบุญก็ตาม แต่แทนที่จะได้บุญกันเต็มๆ กลับได้บาปด้วย เพราะทำให้ภาพพจน์ของน้องๆเด็กพิเศษต้องเสียไป ด้วยว่าเขาคงไม่อยากจะหาเงินด้วยวิธีการแบบนี้ มาว่ากันด้วยการวิ่งดีกว่า วันนี้ตั้งใจมาเดิน วิ่งนิดหน่อย แต่วิ่งแล้วยังเจ็บเข่าอยู่ เลยเดินดีกว่า จบการเดิน 5.13 กิโลเมตร ด้วยเวลา 57.45 นาที ได้ Pace 11.04 นาทีต่อกิโลเมตร คงต้องไปรอเวลาให้เข่าหายให้สนิท ค่อยมาวิ่งใหม่ค่ะ สรุปวันนี้ แม้ไม่ได้ตั้งใจจะมาวิ่ง แต่ก็อยากร่วมงานวิ่ง กลับต้องมาเจองานที่ไม่เรียกว่าเป็นงานวิ่งแม้แต่น้อย แม้แต่ Fun Run ก็ไม่ใกล้เคียง เมื่อไม่ได้มีนักวิ่งเป็นศูนย์กลางของการจัดงานค่ะ ขอให้เพื่อนนักวิ่งดูดีๆนะคะว่าจะไปร่วมงานวิ่งไหนไม่ให้เสียความรู้สึกค่ะ 18 Mar 17

It’s not exercise. It’s life style.

แต่ละคนมาสวนสาธารณะเพื่อวิ่งด้วยสาเหตุที่แตกต่างกันไปนะคะ และคนที่ไม่อยากมาวิ่งก็มีเหตุผลที่แตกต่างกันไปเช่นกันค่ะ อย่างวันนี้ที่เรามาวิ่งงานนี้ เพราะอยากจะพาเพื่อนรู้ใจได้สัมผัสกับบรรยากาศงานวิ่งอีกครั้งหนึ่งด้วยระยะทางอันแสนสั้นช่วยเสริมสร้างกำลังใจในการออกกำลังกายต่อไปค่ะ วันนี้เราจึงพร้อมเดินสลับวิ่งกันไปกับระยะทาง 2.5 กิโลเมตร หรือ 1 รอบสวนลุมค่ะ งานวิ่งวันนี้ (9 ก.ค. 60) มีชื่อที่ต้องถามหาเหตุผลกันต่อว่าสื่อถึงอะไร ชื่อนั้นคือ “G Run ยั่ง ยืน” จัดโดยมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรหลักในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งในประเทศไทย และช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในเรื่องมะเร็งจิสต์ และความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อให้คนไทยเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งในประเทศไทย โดยรายได้ทั้งหมดจากค่าสมัคร ไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น และนำไปบริจาคเพื่อผู้ป่วยมะเร็งต่อไปค่ะ เราค้นหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับมะเร็งจิสต์ ได้ความมาว่า เป็นมะเร็งของเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร (GIST – Gastrointestinal Stromal Tumor) เป็นโรคใหม่สำหรับคนไทย เพิ่งเป็นที่รู้จักกันในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้เองค่ะ สามารถพบในเพศชายพอๆกับเพศหญิงค่ะ มะเร็งทางเดินอาหารชนิดนี้พบได้บ่อยที่สุดบริเวณกระเพาะอาหาร 55% รองลงมาพบที่ลำไส้เล็ก 30%…