Category: ประสบการณ์ฟูลมาราธอน

ไม่มีน้ำตา ไม่มีดราม่า เพราะรู้ว่าผลที่ได้มันสมควร

หลังจากชวดฟูลมาราธอนงานนี้ปีที่แล้วเพราะเจ็บหนักจนต้องลดระยะลงเหลือฮาล์ฟและซ้อมไม่ทัน มาปีนี้จึงตั้งใจเป็นมั่นเหมาะว่าจะคว้าเหรียญ Finisher สวยๆมาครองให้ได้ แต่ก็เหมือนฟ้าลงโทษ อาการเจ็บเท้าแบบที่เลี่ยงไม่ได้เพราะโครงสร้างเท้ามีปัญหามาแต่เกิดทำให้หมองดให้วิ่งยาวระยะหนึ่งและต้องหลุดจากโปรแกรมซ้อมกลางทาง แต่เมื่อความฝันเรียกหา จึงทำให้ต้องมายอมรับความจริง และหาทางว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง เพื่อไปให้ถึงจุดนั้น ฟูลที่ 2 กับการต่อสู้กับอาการเจ็บเท้าที่ทำให้ซ้อมยาวไม่ได้ ระยะไกลสุดที่วิ่งถึงคือ 22 กิโลเมตร ซ้อมด้วยการถนอมตัวเอง แต่ยังคงวิ่ง 4 วันต่อสัปดาห์ ไม่ต่ำกว่า 40 กิโลเมตรต่อสัปดาห์มานาน 6 เดือน เอาเวลาที่เหลือไปเล่นกล้ามท้อง สะโพก เข่าและเท้ามากขึ้น สลับกับคาร์ดิโออื่นๆวนไป แล้วมารอดูว่า ร่างกายให้รางวัลอะไรบ้าง และแล้ววันที่เฝ้ารอก็มาถึง เราขับรถออกจากกรุงเทพเวลา 11.30 แต่เจอรถติดหนาแน่นที่ด่านเก็บเงินด่านหนึ่งจนต้องระเห็ดระเหินหาทางอื่นไป ไปๆมาๆก็ถึงจุดรับบิบเวลา 16.00 และกลุ่มน้องๆที่ขับรถตามมาสมทบเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนรถเจ้าถิ่น ไอ้ที่วางแผนว่าจะไปกินบุฟเฟ่ต์ก็เป็นอันต้องล้มเลิกไป ไปนั่งปัดยุงที่โรงพักแทน กว่าจะได้กลับบ้าน จัดข้าวของเสร็จ ก็ปาเข้าไป 23.00…

มาราธอนแรก…ศิลปะการเดินทางระหว่างใจกับกาย

ในที่สุดก็มาถึงวันแห่งการรอคอยที่ยาวนาน หลังจากที่สมัครงานมาราธอนของนาวิกโยธินแล้วต้องลดระยะเหลือฮาล์ฟ เพราะเกิดเจ็บ ITB ทำให้ซ้อมไม่ทัน เรายังไม่หมดหวังกับมาราธอนภายในปีนี้ตามที่ตั้งใจไว้ จึงลงงานล้านนามาราธอนในวันที่ 19 พ.ย. 60 เอาไว้ และเริ่มต้นเข้าโปรแกรมซ้อมสำหรับนักวิ่งเริ่มต้นเป็นเวลานาน 6 เดือน ระหว่างโปรแกรมซัอม ป่วยหนักเข้าโรงพยาบาลไป 2 ครั้ง ผ่าตัดเล็ก 1 ครั้ง แต่ละครั้งต้องพักฟื้นไม่ต่ำกว่า 1 สัปดาห์ ยังโชคดีที่ช่วงป่วยนั้น เป็นช่วงผ่อนโปรแกรมซ้อมพอดี จึงยังได้ซ้อมวิ่งยาวเพิ่มระยะมาเรื่อยๆ จริงๆควรได้ซ้อมเพิ่มระยะถึง 35 กิโลเมตร แต่ด้วยป่วยรอบสุดท้าย จึงทำให้ต้องข้ามไป ได้ระยะซ้อมสูงสุดที่ 30 กิโลเมตร ที่เหลือค่อยไปคว้าเอา แต่ก็ตกลงกับตัวเองไว้แล้ว ว่าถ้าไม่ไหวก็ DNF ไป ในเมื่อร่างกายไม่พร้อม เรามาเที่ยวเชียงใหม่ล่วงหน้าก่อนวันวิ่ง 4 วัน…