Category: ประสบการณ์มินิมาราธอน

ช่องว่างระหว่างความฝันกับความจริง คือระเบียบวินัยในการลงมือทำ

เช้านี้ตื่นมาตอน 3.45 น. รู้สึกว่าอยากจะนอนต่อเสียเหลือเกิน ขนาดเมื่อคืนรีบนอนแต่หัววัน เพราะรู้ว่าต้องตื่นเช้า แต่พอถึงเวลาตื่นก็ไม่อยากลุกซะงั้น สุดท้ายต้องสะบัดผ้าห่มทิ้ง ลุกขึ้นมาแต่งตัวแบบยังงัวเงีย ด้วยเหตุผลเดียวจริงๆคือมีคนรออยู่ที่งานวิ่ง ตารางซ้อมฟูลของวันนี้คือวิ่ง Long run ให้ได้ระยะทาง 20 กิโลเมตร และเมื่อวานซืนเพิ่งได้รับบิบจากพี่แนน รุ่นพี่ที่สนิทกันที่ไม่สามารถไปวิ่งได้ระยะทาง 5 ไมล์ หรือประมาณ 8 กิโลเมตรมา ซึ่งพี่แนนก็ฝากไว้กับพี่นิ่ม พี่อรที่เป็นพี่สาวที่ตั้งใจจะมาวิ่งด้วยกัน และเราก็ต้องไปรับบิบจากพี่นิ่ม พี่อร นี่แหละ งานที่จะไปเข้าร่วมคืองาน Supersports 10 Mile International Run Series Thailand 2019 @Bangkok ที่ปล่อยตัวเวลา 4.30 น. เป็นเวลาปล่อยตัวที่เช้ามาก แต่ก็เหมาะสมสำหรับการวิ่งในเส้นทางใจกลางเมืองหลวงกรุงเทพของเรา จริงๆแล้วในกลุ่ม…

ถ้าไม่เจออุปสรรค เราคงไม่รู้จักกันมากขึ้น

ทฤษฎีว่าด้วยการทำความรู้จักร่างกายตัวเองนั่นก็คือ ต้องเจอจุดที่แย่ของมันก่อน เราจะได้เรียนรู้มันในมุมแย่ๆ จะได้รู้จักอยากลึกซึ้ง วันนี้ได้เจออาการงอแงเหมือนเด็กที่อยากเล่นของเล่นแต่ไม่ได้เล่น อยากออกไปเที่ยวแต่ไม่ได้ไป เราก็ได้แต่ค้นหาคำตอบว่า จะเอาไงดีหว่า มีทางเลือกใหญ่ๆอยู่สองทางคือ หยุดกับไปต่อ ทายซิว่า เราเลือกทางไหน วันนี้เป็นวันวิ่งแข่งทดสอบความสามารถระหว่างตารางซ้อมฟูลมาราธอน ภารกิจเราคือวิ่งฮาล์ฟด้วยเวลาที่ดีที่สุดที่ร่างกายเราจะทำได้ เราลงงานวิ่ง Thailand International Half Marathon 2018 ที่จัดโดยสมาคมธรรมศาสตร์โดยออแกไนเซอร์คือ Jog and Joy ผู้ซึ่งเป็นผู้จัดรายเก่าแก่ในประเทศไทย เราเคยร่วมงานนี้ 2 ปีแล้ว เพราะอยากสนับสนุนมหาวิทยาลัยที่จบปริญญาตรีมา ซึ่งเป็นงานที่จัดอย่างง่ายๆ มีมาตรฐานดี ไม่เคยเจอปัญหา เลยลงสมัครใหม่ เป็นสนามที่วิ่งที่สะพานพระราม 8 เรียบๆรื่นๆ เนินเล็กๆน้อยๆขำๆ ปิดการจาจรได้ดี 100% เวลาวิ่งอยู่ข้างบน วัตถุประสงค์ของการจัดงานนี้ค่อนข้างเรียบง่าย ชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่ใช่เพื่อการกุศลเป็นหลัก ทั้งส่งเสริมให้ประชาชนมาออกกำลัง สนับสนุนการท่องเที่ยว เพราะเป็นงานแข่งขันระดับอินเตอร์ เห็นว่ามีการเชิญนักวิ่งต่างชาติมาเข้าร่วมมากมาย เป็นการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ มีที่ระบุว่า นำรายได้สนับสนุนการพัฒนาสังคมในด้านการศึกษา กีฬา และอื่นๆ อันเป็นประโยชน์ ต่อสังคมและประเทศชาติ งานนี้มีผู้สนับสนุนเป็น ANOC, Thailand Olympic Academy, กรุงเทพมหานคร และสมาคมกรีฑาแห่งประเทศไทย ด้วยเวลาที่ทาง Jog and Joy แจ้งรับเสื้อค่อนข้างจำกัด สถานที่เราไปได้ แต่ปัญหาคือเวลา รับได้ถึง 18.00น. ซึ่งเราเป็นคนทำงานวันเสาร์อาทิตย์ กว่าจะเลิกงานก็ 17.30น. ไม่มีทางไปทันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะที่สมาคมธรรมศาสตร์ หรือสะพานพระราม 8 ซ้ำร้ายไม่มีบริการจัดส่งเสื้อทางไปรษณีย์ซึ่งถือว่าแย่มาก แต่ยังดีว่าให้รับเสื้อหน้างานได้ แต่คนที่ต้องซักเสื้อก่อนใส่อย่างเรา คงไม่สามารถใส่เสื้อร่วมงานได้แน่ๆ ว่าด้วยเรื่องเสื้ออีกเรื่อง Jog and Joy มีแบบเสื้อที่ค่อนข้างล้าสมัย เราเป็นผู้หญิงที่ไม่ชอบใส่เสื้อผู้หญิง เสื้อกล้ามที่ทาง Jog and Joy ทำมา จะใส่ให้สวยก็ต้องเข้ารูป ซึ่งเราไม่ชอบใส่ เพราะรู้สึกอึดอัด จะเลือกให้เป็นแบบมีแขน ก็เลือกไม่ได้ ไม่รู้ทำไมถึงไม่ให้เลือก พอเราได้รับเสื้อมา ไม่ต้องเปิดดูเลย ไม่ใส่แน่นอน ทั้งแบบก็ใส่ไม่ได้ แถมไม่ได้ซักอีกต่างหาก เอาเป็นว่า เสียดายเงิน น่าจะมีราคาที่ไม่มีเสื้อมาให้เลือกด้วย คงจะดี เราเคยพยายามใส่แล้ว (Jog and Joy จะทำเสื้อสำหรับผู้หญิงเป็นเสื้อกล้ามเว้าหลัง) ถ่ายรูปออกมาไม่สวยเลย นอกจากนั้น หลายๆอย่างยังล้าสมัยทั้งระบบสมัครและแจ้งชำระเงิน รูปแบบงาน และลายเสื้อ บ่น Jog and Joy ไปซะเยอะ หลายคนคงคิดว่าแล้วจะไปทำไม พูดตรงๆเลยนะ เป็นงานฮาล์ฟเดียวของช่วงนี้ในกรุงเทพพอดี แถมเป็นสนามสะพานพระราม 8 ที่วิ่งสบายด้วย เอาเป็นว่า ตัดสินใจมาวิ่งแล้ว ก็มาวิ่งให้เสร็จภารกิจไป เราไปถึงงานตีสามครึ่งเพื่อรับบิบ ติดบิบ แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ก่อนออกจากบ้านแวะ 7-11 ซื้อข้าวห่อสาหร่ายกับไข่ต้มทานบนรถแท๊กซี่ ยืดๆเหยียดๆได้ไม่นานก็ถึงเวลาปล่อยตัว เจ้าหน้าปล่อยให้เชคอินก่อนเวลาปล่อยตัว 10 นาที เราเดินเข้าไปอยู่ค่อนไปทางด้านหน้า ปล่อยขาแรงชาวต่างชาติและชาวไทยให้ขึ้นไปข้างหน้าก่อน และแล้วก็เดจาวู เจอทุกงาน พวกที่ชอบเดินแทรกเข้ามาในตอนหลัง ที่รู้สึกแย่จริงๆ คือเป็นผู้ชายเหงื่อท่วมตัว ออกกลิ่นตุแล้ว เดินแทรกมากับเพื่อนคนหนึ่ง และหยุดข้างๆเรา เพราะบอกตรงๆว่ามันแน่นมากจนไม่น่าจะสามารถเบียดได้อีกแล้ว ก็ยังพยานามยึกยักจะไปต่อ ปกติเราจะยืนเฉยๆ แต่นี่ทนไม่ไหวก็เลยหันไปมองหน้า หลังจากที่โดนชน บอกตรงๆว่ารังเกียจนะ ตัวเปียกเหงื่อโซม มาโดนตัวนี่ ใครก็ไม่รู้ไม่รู้จัก คือมันรู้สึกขยะแขยงมากเลย นี่ยังดีพอมองหน้า ยังก้มหน้าเชิงขอโทษ ปล่อยตัวออกไปแล้ว แผนเราวันนี้คือ 1 กิโลเมตรแรกวิ่งเร่งออกไปก่อน แล้วค่อยผ่อนลงเป็นเพซเร็วนิดนึงประมาณ 6:00 พอพ้น 5 กิโลเมตรแรก ค่อยผ่อนลงเป็น 6:30 – 6:40 แล้วให้คงความเร็วนี้ไปเรื่อยๆ จน 5 กิโลเมตรสุดท้ายให้เร่งเท่าที่ได้ อาจจะ 6:00-6:30  เราทำได้ดีมาโดยตลอดใน 4 กิโลแรก แม้จะมีอาการง่วงนอน ร่างกายไม่ยอมตื่น โยเยเหมือนเด็ก ใจก็ร่ำๆอยากกลับไปนอน “จะกลับไปได้ยังไง อายเค้าตายเลย” คิดในใจบอกร่างกายไป เราเหมือนวิ่งหลับใน ไม่ค่อยมีสติ ได้แต่บอกตัวเอง คอยยกขาขึ้นวางลงไปเรื่อยๆก็พอ เดี๋ยวก็ถึง ออกจะงงกับตัวเองว่าทำไมวันนี้งอแงจัง อาจจะด้วยเหมือนมีอาการแพ้อากาศ จมูกฟึดฟัดมาตั้งแต่สองวันก่อนด้วยก็ได้ พอเข้ากิโลเมตรที่ 5 เราก็เริ่มมีอาการจุกแน่นที่กระเพาะ ก็คิดแล้วว่าเริ่มเป็นอีกแล้ว เราเคยมีอาการเดียวกันที่สนามนี้ ก็ออกแนวหลอนๆขึ้นมา เราสังเกตแล้วว่าไม่หนักหนามาก อาการไม่เท่าที่เคยเป็น ยังไม่มีอาการปวด มีแค่ลมตีขึ้น แต่ต้องลดความเร็วลง เพราะวิ่งเร็วจะมีแรงกระแทกเยอะ จะจุกจนอึดอัด เราประคับประคองตัวเองไปเรื่อยๆ ระหว่างกิโลเมตรที่ 5-10 ถึงแม้ว่าอาการจะค่อยๆเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เพซก็ยังเป็นไปตามที่วางแผนไว้ ตอนนั้นบอกตัวเองว่า อย่างน้อยให้กลับตัวก่อน กำลังใจจะได้ตามมาอีกเพียบ ตอนกิโลที่10 ท้ายๆ เริ่มมีอาการปวดด้วย และผะอืดผะอม อาการอย่างนี้ล่ะที่กลัว เพราะสามารถทำให้ขาล้าได้ง่ายมาก เราเลยสะกดจิตตัวเองให้คอยดูคนที่กลับตัวมาดีกว่าว่าเค้าจะกลับตัวมาตอนไหน เหมือนพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของร่างกายที่งอแงของเรา นักวิ่งชายคนแรกที่กลับตัวมา ไม่แปลกใจที่เป็นชาวต่างชาติ น่าจะเคนยานั่นแหละ กลับตัวมาตอนที่เราอยู่ที่กิโลเมตรที่ 7 ใช้เวลาไป 45 นาที ส่วนนักวิ่งหญิงกลับตัวมาตอนที่เราอยู่ที่กิโลเมตรที่ 7.5 ในเวลา 48 นาที  เรากลับตัวมาได้แล้ว ถึงกับต้องยอมเดินเพื่อพักแรงกระแทกที่มีต่อกระเพาะ และลดอาการปวดที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นจนเริ่มออกอาการกับทั้งตัว เหงื่อออกมากกว่าปกติ ปวดขึ้นไปถึงคอ สถานี้น้ำแถวนี้มีแตงโมให้ทาน เราเลยทานไปเดินย่อยไป จนอาการค่อยๆดีขึ้น จึงบอกตัวเองให้วิ่ง 1000 ก้าว สลับเดิน 100 ก้าว ไม่กำหนดความเร็วแล้ว แต่เอาอาการที่กระเพาะเป็นหลัก ร่างกายเราเหมือนจะขาดน้ำตาล พอเจอเกลือแร่เลยรับมาดื่ม สถานีหนึ่งน้ำเกลือแร่เย็นก็ยังพอดื่มได้ แต่พอเจอที่ไม่เย็นนี่อยากจะบ้วนทิ้ง เพราะมันหวานมากชนิดว่าหวานนำเลยดีกว่า นี่ไม่ใช่น้ำเกลือแร่ แต่คือน้ำหวานนั่นเอง ไม่แปลกใจทำไมคนไทยน้ำตาลเกินกันเยอะ ดื่มอะไรเกินๆอย่างนี้ตลอด คนวิ่งมินิก็ยังหยุดดื่ม ซึ่งพูดตรงๆเลยว่ามันไม่จำเป็น เอาล่ะประคับประคองต่อมาเรื่อยๆ วิ่งสลับเดินกันไป จนถึงกิโลเมตรที่ 17 อยู่ดีๆอาการจุกแน่นและปวดก็หายไป แรงขาก็มาเลย เราค่อยๆเพิ่มความเร็วมากขึ้นจนกลับเข้าสู่เพซ 6:30 ใน 2 กิโลเมตรสุดท้าย และก็สามารถวิ่งเข้าเส้นชัยได้โดยปลอดภัย งานนี้มาตรฐานการจัดการของงานค่อนข้างดี เราหมายถึงปริมาณน้ำ ซุ้มฝากของ จุดรับบิบ ซุ้มอาหารคิวยาวตามประสา เราไม่คิดต่อคิวอยู่แล้ว ดูจากสปอนเซอร์แล้วก็ไม่ใช่อาหารน่ากินสักเท่าไร เราเลยทำใจซะว่าไปทานข้าวที่บ้านน่าจะดีกว่า วันนี้ไม่ประทับใจเพื่อนร่วมวิ่งเท่าไร เจอคนแย่ๆไม่มีมารยาทเยอะมาก เรื่องวิ่งแซงเนี่ย มันบอกได้เลยนะว่าเรามีกึ๋นหรือเปล่า ถ้าวิ่งแซงแบบคนเก่งจริงๆ ก็ต้องออกข้าง นำไปด้วยควาทเร็วที่มากกว่า แล้วจะตัดเข้ามาวิ่งข้างหน้าเรา เราก็ไม่ว่าอะไร นี่เจอวิ่งแล้วตัดแบบไหล่มาชนเราเลย เจอไม่ต่ำกว่า 2 คน คือแบบไม่เก่งจริงก็อย่ามาแซง บอกตรงๆ มันน่าเหนื่อยใจมาก และมีโยนขวดน้ำตัดหน้าเราด้วย นี่ก็อายุมากแล้ว ยังทำพฤติกรรมอย่างนี้ ก็ไม่รู้ว่ามีลูกจะสอนลูกสอนหลานกันยังไง จะสอนไหมว่า “เฮ้!! ลูกเอ๊ย นี่มันไม่ดีนะลูก อย่าทำตามพ่อเล้ย” อย่างนั้นไหม กล่าวไว้ให้คิด มันบั่นทอนสังคมโดยรวมจริงๆ บ่นเสร็จในใจแล้ว เราก็เดินมาถ่ายรูปเหรียญเป็นที่ระลึก ถ่ายรูปหน้าเส้นเป็นที่ระลึกก่อนจะเดินข้ามสะพานพระราม 8 กลับบ้านแบบง่วงๆงุนๆ วันนี้ลมพัดแรงทั้งตอนวิ่งไปและกลับตัวมาแล้ว ลมมาทางด้านข้าง มีบางช่วงที่แรงมากจนตัวโยกเลย เป็นลมหนาวซึ่งน่าจะทำให้อาการแพ้อากาศกำเริบขึ้นมาอีก ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียกว่าที่คิด สรุปตัวเลขกันสักนิดเช่นเคย…

เรายังไม่รู้หรอกว่าเราทำอะไรได้บ้าง หากไม่เคยลงมือทำ

เวลาได้ลองทำอะไรใหม่ แล้วเราทำได้ดีกว่าที่คิดไว้ มักจะทำให้ตัวเองแปลกใจได้เสมอว่า เอ๊ะ เราก็ทำได้นี่หว่า จริงๆแล้ว คนเรามักจะประเมินตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริงเสมอ เพราะถูกตีกรอบด้วยความกลัวนั่นเอง หลายครั้งที่เราไม่สามารถมองเห็นความเป็นจริงในใจของเรา เพราะมัวแต่ปิดใจ กับคำที่ตอกย้ำตัวเองทุกวันว่าเป็นไปไม่ได้หรอก แต่เคยถามตัวเองกันหรือไม่ว่า เป็นไปไม่ได้ หรือยังไม่เคยลงมือทำ เราเตรียมตัวไปวิ่งงาน CVT RUN 2018 มาประมาณ 3 เดือนแล้ว เพราะพี่สาวที่เรารัก “พี่แนน” อยากจะวิ่ง 10K แรก และอยากให้เราไปพาวิ่ง แน่นอนว่าเราก็อยากจะเป็นคนวิ่งเคียงข้างเป็นเพื่อนพี่แนน และเป็นคนพาพี่แนนเข้าเส้นชัยมินิแรกของพี่แนนให้ได้ หลังจากที่พาเข้าเส้น 5K มาแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน หลังจากสมัครไปแล้ว กลับพบว่า วันที่วิ่งตรงกับวันที่จะไปเที่ยวน่านกับที่บ้านพอดี เราเลยขายบิบและเสื้อไปอย่างเสียดาย แต่ก็พอรู้ว่าพี่แนนจะยังมีพี่สาวฝาแฝดวิ่ง 10K แรกไปด้วยกันแต่ก็เหมือนฟ้ากลั่นแกล้งไม่ให้ไปเที่ยวน่าน เนื่องจากคุณพ่อแฟนต้องผ่าตัดด่วนจากอาการไส้ติ่งอักเสบ ทำให้ต้องยกเลิกการเดินทางไปโดยปริยาย และเหมือนฟ้าเป็นใจในเวลาเดียวกัน เราสามารถไปวิ่งกับพี่แนนได้แล้ว แต่เราไม่มีบิบนี่สิ และทางผู้จัดก็ปิดรับสมัครเนื่องจากเต็มแล้ว เราจึงเริ่มกระบวนการตามหาบิบ คราวนี้ขอแค่บิบไม่เอาเสื้อก็ได้ การตามหาบิบของเราในกลุ่มวิ่งไหนดี และวิ่งให้ทันทำให้เราค้นพบความใจดีของเพื่อนนักวิ่งด้วยกันอีกมาก มีคนติดต่อเรามาถึงสองคนเพื่อเสนอบิบให้ฟรีๆ ชนิดว่าค่าส่งก็ไม่ยอมรับ พี่คนที่ส่งบิบมาให้ชื่อใน FB คือ “น้องเบลล์ ปัญญาดิลกพงศ์” ส่งมาแบบ EMS ให้อย่างทันใจมาก ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย ส่วนพี่ผู้หญิงอีกคนติดต่อมาทีหลัง เพื่อจะส่งบิบให้ฟรีๆเช่นกัน เลยปฏิเสธไป เพื่อให้พี่เค้าเอาไปให้คนอื่นที่ตามหาอยู่เหมือนเราสรุปแล้วเราก็ได้เข้าร่วมงานตามที่ใจต้องการ หลายคืนวันก่อนงาน เราต้องนอนเฝ้าคุณพ่อที่โรงพยาบาล ทำให้นอนหลับไม่สนิท วันเสาร์ได้กลับบ้าน จึงนอนกลางวันยาวมาก ทำให้ตอนกลางคืนที่ควรนอนเร็วเพื่อเตรียมตัวไปวิ่ง ปกติเราจะนอนสามทุ่ม กลายเป็นว่าตาสว่างจนตีหนึ่ง ได้วูบหลับไปแค่ครึ่งชั่วโมง แล้วก็ตื่นตาสว่างจนตีสามครึ่ง ตัดสินใจลุกมาแต่งตัว เตรียมไปงานเลยดีกว่า เราทานชิฟฟอนเค้ก 2 ชิ้นเล็ก แล้วเรียกแท๊กซี่ไปงาน จากบ้านถึงโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที แต่คุยกับแท๊กซี่เพื่อไปจุดหมายปลายทางนานกว่า เพราะแท๊กซี่ไม่รู้จัก กว่าจะคุยรู้เรื่องว่าคือโรงพยาบาลทหารเรือ ก็งงและหัวเราะกันอยู่ 2 คน เพราะรู้จักกันคนละชื่อเราไปถึงงานก่อนเพื่อน นอกจากพี่แนนแล้ว วันนี้ยังมีเพื่อนปุ้ยที่เราออกแบบโปรแกรมซ้อมวิ่งเพือไปมาราธอนมาด้วย วันนี้คือวันวิ่งทดสอบระยะ 10K ของปุ้ย เราเลยบอกปุ้ยให้เต็มที่กับมัน จะได้ดูเวลากันอีกทีว่าทำได้ขนาดไหน เพื่อนำมาเป็นข้อมูลปรับโปรแกรมซ้อมหากจำเป็น เพื่อนปุ้ยวางแผนให้ตัวเองว่าจะวิ่งตามลูกโป่ง Pacer 80 นาที และถามเราว่าลูกโป่งสีอะไร เราเองเห็นผ่านๆว่ามี Pacer ในงาน เป็นน้องทหารเรือมาวิ่งให้ น้องผูกลูกโป่งแยกสีแต่ละระยะ และพิธีกรก็ได้ประกาศหลายรอบว่าลูกโป่งแต่ละสีคือเวลาเท่าไร แต่เราไม่ได้สนใจฟัง พอปุ้ยถามเราเลยงงว่าทำไมต้องถาม ให้วิ่งตามตัวเลขที่อยู่ที่ลูกโป่ง และปุ้ยก็เฉลยมาว่าที่ลูกโป่งมันไม่มีตัวเลขบอก มีแต่คำว่า CVT Run เป็นงั้นไป เลยบอกปุ้ยให้ดูเวลา Lap time ในนาฬิกาแทน ถ้าวิ่งเพซ 8 ก็ให้จบทุกกิโลเมตรด้วย 8 นาที ถึงเวลานั้นจะเห็นกลุ่มลูกโป่งที่ต้องการเอง หลังจากนั้นเราก็มาโฟกัสที่พี่แนน พี่แนนมาถึงงานด้วยเวลาเฉียดฉิวปล่อยตัวมาก เพราะรถติด ต้องลงวิ่งมาจากแยกมไหศวรรย์ ถือเป็นการอบอุ่นร่างกายไปในตัว เวลาปล่อยตัวคือ 5.15 น. และก็ปล่อยตรงเวลา  เส้นทางวิ่งวันนี้จะได้วิ่งไปกลับสะพานกรุงเทพเก่า ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของงานนี้ พี่แนนเคยซ้อมถึง 6 กิโลเมตรมาแล้ว และก็ไม่ใช่พวกบ้าพลังอะไร เราเลยไม่ห่วงเรื่องการบาดเจ็บจากการพยายามวิ่งมากเกินไป แต่ห่วงตรงที่พี่แนนมีอาการเจ็บสะโพกจากการนั่งผิดท่ามาระยะหนึ่งแล้ว และไม่แน่ใจว่าจะเจ็บมากขึ้นหรือไม่ ถ้าวิ่งเกินระยะซ้อม เราเลยบอกว่าให้วิ่งไปเรื่อยๆเท่าที่รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย ถ้าหอบมากให้เดิน หลังจากหายเหนื่อยก็วิ่งต่อ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าเจ็บสะโพกก็ให้เดินด้วย เราชวนพี่แนนคุยมาเรื่อยๆตลอดทาง คอยเชคอาการหอบ ถ้ารู้สึกหอบมาก พูดไม่ค่อยไหว ก็จะบอกให้เดิน พี่แนนทำอย่างนี้มาได้เรื่อยๆจนถึงกิโลเมตรที่ 7 กลับตัวมาเรียบร้อยแล้ว กำลังจะต้องขึ้นสะพานกรุงเทพขากลับ ด้วยความที่พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว แดดยังไม่แรงเกินไป ฟ้าสวย และยังเห็นพระจันทร์อยู่ เลยชวนพี่แนนหยุดเซลฟีสักพัก แล้วเดินขึ้นสะพาน ตรงสะพานนี้มีเพื่อนนักวิ่งหยุดถ่ายรูปวิวสะพานกันมากพอสมควร เราถามพี่แนนจะหยุดไหม พี่แนนไม่อยากหยุด เลยไปกันต่อ ช่วงสะพานนี้เองที่มีตากล้องเยอะมาก เลยบอกพี่แนนให้วิ่งเป็นช่วงๆที่มีตากล้อง จะได้ได้ภาพสวยๆมาเก็บไว้เป็นที่ระลึก มินิแรกเราก็อยากจะให้พี่แนนจดจำมันได้ดี ไม่เหมือนเรา วิ่งมินิแรกคนเดียวในงานเล็กๆช่วงยุคสมัยที่มีตากล้องน้อยมาก วิ่งลงสะพานมาแล้ว ก็ถึงแยกมไหศวรรย์อีกรอบ ตรงนี้พี่แนนเริ่มมีอาการเจ็บสะโพกซึ่งเป็นของเดิมที่มีอยู่แล้ว จึงให้พี่แนนเดิน เก็บแรงไว้ตอนใกล้เส้นชัยไม่กี่ร้อยเมตรแล้วค่อยวิ่งเข้าเส้น จะได้มีภาพสวยๆให้ดู เพราะน่าจะมีตากล้องอยู่ช่วยถ่ายรูปให้ แรกๆเล็งว่าจะถ่ายรูปกับป้ายอีก 9 กิโลเมตร แต่ป้ายดันอยู่ตรงแยกมไหศวรรย์ ซึ่งไม่สามารถข้ามไปถ่ายได้ เลยมาถ่ายที่ป้ายอีก 200 เมตรจะถึงเส้นชัยกันแทน หลังจากนั้นพี่แนนก็ออกวิ่งเก็บอีก 200 เมตรนี้ เพื่อเข้าเส้นชัยตามที่คาดหวังไว้ เราเจอช่างภาพเลยจับมือพี่แนนชูขึ้นสูง เย้! พี่ทำได้แล้ว งานนี้เหรียญงาม สีสวย มีรายละเอียด เรารับเหรียญแล้วก็ไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ และเดินไปหาอะไรทาน งานนี้จัดซุ้มอาหารแยกออกจากบริเวณเส้นชัยพอสมควร ทำให้ไม่แออัดอยู่ที่เส้นชัยมากนัก อาหารมีให้เลือกหลากหลายมาก เห็นมีไม่ต่ำกว่า 6 ซุ้มที่สามารถเลือกหยิบทานได้โดยไม่จำกัด แต่เนื่องจากคนเยอะมาก และเพื่อนเรารอแล้ว เราคว้าข้าวต้มได้ คว้าปาท่องโก๋ได้ ก็ซัดไปเดินไป รับของที่แจกมาได้ในมือ คือนมโฟร์โมสต์ และถั่วโก๋แก่ เสร็จแล้วก็เดินไปหาเพื่อนปุ้ยที่รออยู่ เพื่อนปุ้ยวิ่งเสร็จนานแล้ว ทำลายสถิติเดิมของตัวเองเรียบร้อยเลยถ่ายรูปเป็นที่ระลึกสักหน่อย หลังจากแยกย้ายกันแล้ว ตามธรรมเนียมก็ต้องมาดูสถิติกันเล็กๆน้อยๆให้สบายใจ สถิติวันนี้เพื่อพี่แนนเลยนะ วิ่งกันไป 10.28 กิโลเมตร ใช้เวลา 1:43:00 นาที ได้เพซเฉลี่ย 10:01 นาทีต่อกิโลเมตร ช่วงโซนของหัวใจเราไม่ต้องพูดถึง 1 ถึง 2 แน่ๆ ไม่มีความเหนื่อยเลย เหงื่อออกน้อยมาก มีวิ่งเร่งบ้างตอนต้องข้ามแยก เพราะวิ่งๆเดินๆ หลังๆเดินซะเยอะ จำนวนก้าวต่อนาทีจึงหลากหลาย ส่วนเรื่องความสูง 2 ยอดแหลมๆก็น่าจะตอนขึ้นลงสะพานกรุงเทพเก่า แต่ทำไมถึงไม่เท่ากันก็ไม่อาจรู้ได้ อากาศยามเช้าไม่ต้องห่วง สบายๆ 28 ถึง 30 องศา วิ่งเสร็จแดดเพิ่งเริ่มออก ดีตรงที่ปล่อยตัวเร็ว เส้นทางวิ่งก็เรียบง่ายตรงไปตรงมา วิ่งออกจากโรงพยาบาลมุ่งหน้าแยกมไหศวรรย์ขึ้นสะพานกรุงเทพเก่า วิ่งยาวตามทางถนนพระราม 3 ไปจนถึงใต้สะพานแขวนก็กลับตัววิ่งกลับทางเดิม จริงๆแล้ว เส้นพระราม 3 นี่ก็น่าวิ่งอยู่นะ พอปิดถนนหนึ่งเลน ก็ถือว่ากว้างขวางไปแออัดจนเกินไป ติดแต่บางตำแหน่งมีรถจอดข้างทาง ทำให้ต้องวิ่งหลบ และเสี่ยงกับรถที่สัญจรในช่องทางปกติที่ไม่ได้ปิดไว้ งานนี้โดยรวมจัดได้ดี เส้นทางจราจรปิดได้ดี วิ่งกลางเมืองอย่างนี้ เราก็ยังแอบขอโทษผู้สัญจรทางถนนตามปกติ เพราะต้องจอดรอนักวิ่งกันนานพอสมควร ที่เหลือเรื่อง อาหาร น้ำ ปล่อยตัวตรงเวลา การบริการของเจ้าหน้าที่ดี เท่านี้ก็พอแล้วเนอะ อ่อ อีกอย่าง Pacer ที่เป็นทหารก็ดีนะ มีร้องเพลงตอนวิ่งด้วย ดูฮึกเหิมดี แต่ควรติดเลขเวลาที่ลูกโป่งนะคะ จบงานนี้ หันไปมองหน้าพี่แนน ถึงรู้ว่าเหนื่อยและปวดสะโพก แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความมั่นใจ เราเชื่อว่า บางเสียงในใจพี่แนนที่เคยพูดเกี่ยวกับการวิ่งให้พี่แนนฟังได้เปลี่ยนไปแล้วตลอดกาล ระยะทาง 10 กิโลเมตร ยาวและนานเพียงพอที่จะทำความรู้จักกับเสียงในใจตัวเอง เมื่อทำได้ตามที่ตั้งใจไว้แล้ว การมองตัวเองของพี่แนนจะเปลี่ยนไปแน่นอน  หากเมื่อลงมือทำสำเร็จแล้ว ลองทบทวนความคิดในใจเราเองอีกครั้ง เราก็จะพบว่า คำว่าเป็นไปไม่ได้ ได้หายไปแล้ว บางที ความสำเร็จที่ได้มา เรายังคงคิดว่า เราฝันไป นั่นคือความน่ากลัวของการยึดมั่นถือมั่นกับคำว่าเป็นไปไม่ได้นั่นเอง จงยอมรับความจริง ว่าเราก็อาจจะทำบางอย่างได้ดี แค่เพียงวางแผน ฝึกซ้อม หาข้อมูล เตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกไปไขว่คว้ามัน บางครั้ง ความสำเร็จมันก็ง่ายนิดเดียว แค่เราเปิดใจ ขอให้เพื่อนนักวิ่งเอาชนะความกลัวในใจตัวเอง แล้วออกไปคว้าฝันกันได้ทุกคนนะคะ25 พ.ย. 2561

อย่าเพียงวิ่งด้วยขา แต่จงวิ่งด้วยใจ

ถึงเวลาที่จะต้องวิ่งวัดใจระหว่างทางซ้อมวิ่งฟูลมาราธอนอีกวาระหนึ่ง คราวนี้คืองานวิ่ง 10 กิโลเมตร ใช้ฝีเท้าเท่าที่มันจะพาเราไปไหว เราไม่ได้คาดหวังอะไรมากไปกว่าไม่เกินเพซ 6 แต่ก็จะดูร่างกายของตัวเองเป็นหลักเอาไว้ก่อนนั่นแหละ วันนี้อยากจะขอวิ่งตามใจของตัวเองไปเรื่อยๆ มาดูกันซิว่าเราจะทำได้แค่ไหน เสื้อวิ่งและบิบถูกส่งมาทางไปรษณีย์ เราก็เตรียมตัวไว้ให้พร้อมเท่านั้นเอง เลือกงานนี้เพราะออกแบบเสื้อและเหรียญได้น่ารักน่าสนใจดีแท้ งานนี้เป็นงานวิ่งประจำปีของบริษัท อเมซิ่ง ฟิลด์ จำกัด ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 29 และรายได้ก็จะนำไปทำบุญให้กับ UNAIDS และองค์กรการกุศลต่างๆ และยังมีการวิ่งของเด็กจิ๋วเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร ส่วนของผู้ใหญ่มีระยะฟันรันและระยะมินิมาราธอน บริเวณจัดงานคือบริเวณสำนักงานสหประชาชาติ งานนี้ปล่อยตัวระยะมินิเวลา 5.00 น. การปล่อยตัวมีแยกสองฝั่งคือฝั่งชายและฝั่งหญิงซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะไม่ต้องไปเบียดเสียดกัน แต่พอปล่อยออกมาแล้วก็ต้องวิ่งรวมกันไปบนถนนราชดำเนินนอกอยู่ดี โชคดีที่ถนนราชดำเนินนอกค่อนข้างกว้างขวาง แต่ที่น่าแปลกใจคือ พอวิ่งเข้าสู่ถนนศรีอยุธยาอ้อมสวนจิตรลดาเข้าถนนสวรรคโลก กลับลดทางวิ่งลงเหลือถนน 1 เลน ซ้ำยังบังคับให้วิ่งโดยใช้เสียงเบาและไม่ออกนอกเลน เราบอกได้เลย ว่าเราเป็นคนหนึ่งที่วิ่งออกนอกเลน จะให้ทำอย่างไรได้ ทางวิ่งมันไม่พอจริงๆ…

การออกกำลังก็เหมือนการดูแลความรัก ไม่ต้องจัดหนักแต่ต้องสม่ำเสมอ

มาอีกแล้วกับงานวิ่งที่ลงวิ่งเพราะอยากได้เหรียญ ไม่มีเหตุผลใดๆทั้งสิ้น นอกจากวันอาทิตย์ได้หยุด และควรจะหางานวิ่งสักงานเข้าร่วม และก็พอดีที่งานนี้มีเหรียญรูปทรงเก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร งานวิ่งนี้มีชื่อว่า “CUCA Run” จัดโดยสมาคมศิษย์เก่าคอมพิวเตอร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีออแกไนซ์เซอร์ Fabmotion มาช่วยจัดงาน แรกๆงานนี้จะจัดที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ แต่มาแจ้งเปลี่ยนสถานที่จัดงานช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันงาน เพราะทางจุฬาฯต้องใช้พื้นที่คณะจัดงานอื่น เราเลยได้เริ่มต้นวิ่งจาก Stadium One แทน จุดประสงค์ของงานนี้ก็เหมือนกับงานอื่นทั่วไปคือ ส่งเสริมให้คนมาออกกำลังกายแทนที่จะนั่งหน้าจอคอม รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะใช้เป็นทุนในการส่งเสริมกิจกรรมและการวิจัยด้านคอมพิวเตอร์ เราต้องไปรับเสื้อวิ่งก่อนวันงาน 1 วัน แรกๆไม่รู้จัก Stadium One ว่าอยู่ตรงไหน รู้แต่เดินจากรถไฟฟ้าสนามกีฬาได้ แต่ไม่รู้ว่าไกลขนาดไหน จริงๆแล้วก็ไม่กี่ร้อยเมตรเองค่ะ เมื่อเสื้อพร้อม บิบพร้อม ก็เตรียมตัวนอนให้พอ ถึงวันงานตื่นมาทำกิจวัตรเช่นทุกที เนื่องจากตื่นเวลาใกล้กับจะปล่อยตัวมากๆ เลยต้องรีบออกมาเรียกแท๊กซี่ จากบ้านไปถึงสถานที่จัดงานก็แค่ 10 นาที แต่ตอนจะหยิบเงินจ่ายค่าแท๊กซี่ถึงเพิ่งรู้ตัวว่า ลืมเอากระเป๋าเงินมา ล้วงๆควักๆหาเหรียญในกระเป๋าอยู่นานรวบรวมมาได้ 45 บาท แต่มิเตอร์โชว์ 50 บาท พี่แท๊กซี่ใจดีบอกไม่เป็นไร เราก็เลยขอบคุณยกใหญ่ ก่อนวิ่งหน้าตั้งไปฝากกระเป๋า แล้วอบอุ่นร่างกาย จริงๆเราขอเบอร์บัญชีพี่เค้าเพื่อโอนเงินให้ ขอยังไงก็ไม่ยอมให้แถมบอกอีกว่า สามร้อยก็เคยเจอมาแล้ว เราก็บอกไม่ได้สิ ของมันต้องจ่าย พี่เค้าก็ไม่ยอม สุดท้ายได้ให้เงินบ้างก็ยังดี ขอบคุณพี่แท๊กซี่ใจดีมากๆนะคะ เมื่อถึงเวลาปล่อยตัวก็วิ่งไปตามที่ใจคิด มาวิ่งครั้งนี้กะว่าไปเรื่อยๆไม่มีแผน อยากเร็วก็เร่ง เหนื่อยก็ผ่อน ก็แค่นั้น ทำเหมือน Speed play หรือ Fartlek นั่นเอง พอไม่หวังผลใดๆ อะไรมันก็ผ่อนคลาย วิ่งมีความสุขมากๆจริงๆ พอเข้าเส้นก็รับเหรียญตามระเบียบ เหรียญรูปแผ่นฟล็อปปี้ดิสก์ที่เด็กๆสมัยนี้คงไม่เคยเห็นของจริงแล้ว นอกจากรูปไอคอนตอนจะเซฟในการใช้งานไมโครซอฟท์ เราเดินหาของกินอยู่พักใหญ่กว่าจะเจอเต๊นท์อาหารซึ่งหลบไปอยู่ข้างหลังบริเวณที่เค้าจัดงาน ได้รับปูอัดมาชิ้นใหญ่ นอกนั้นเห็นเป็นขนมปังชิ้นเล็กๆ และดูจะถือทานยากเพราะเราต้องไปพาเพื่อนวิ่งต่อ เลยไม่รับแล้วไปหาเอาข้างหน้าดีกว่า…

การเดินไม่น่าอาย หากร่างกายเรายังไม่พร้อม

หลังจากไปเป็น Pacer ให้กับงานธัญญรักษ์มินิมาราธอนช่วงเช้า ช่วงบ่ายแม้จะมีสมัครงานวิ่งไว้ก่อนหน้างาน Pacer แต่เราก็ขอมาร่วมงานช่วงบ่าย ไม่ว่าร่างกายจะเป็นอย่างไร เพราะสาเหตุของการร่วมงานนี้ก็คือเสื้อและเหรียญที่สวยงาม เสื้อวิ่งนี่ไม่เท่าไหร่ แต่การจะได้เหรียญสวยๆมา ก็ต้องเข้าร่วมเท่านั้น แต่เพื่อความชัวร์ว่าจะมีคนสานต่อระยะทางของเรา ในกรณีที่เราไปต่อไม่ไหวจริงๆ ก็เลยชวนเพื่อนปุ้ย ผู้ซึ่งยอมเป็นลูกศิษย์ให้เราจัดโปรแกรมซ้อมให้มาวิ่งด้วยกัน เพื่อนปุ้ยรับคำอย่างว่าง่าย หรือเลี่ยงไม่ได้ก็ไม่รู้ ไม่ถามซ้ำ รีบนัดเลย งานที่กล่าวถึงนี้คืองาน Coffee Run ซึ่งจัดโดยทีมงานรันลา ที่ชอบเพราะออกแบบธีมงานได้น่ารัก เสื้อสีน้ำตาลกาแฟ ให้แก้วกาแฟคนละใบ เหรียญสีกาแฟ รับสมัคร 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะอเมริกาโน่ (10K) ระยะมอคค่า (5K) และระยะลาเต้ (2.5K) แค่ตั้งชื่อก็แนวแล้ว รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้โรงพยาบาลแม่สะเรียง สถานที่จัดงานใกล้ๆบ้านคือสวนลุมพินี เวลาปล่อยตัวคือบ่ายสี่โมงเย็น เราวิ่งจบจากงานตอนเช้า กลับบ้านไปนอนพักได้ไม่นาน ก็ต้องออกมาทำธุระ แล้วค่อยไปเจอกับปุ้ยที่งานเลย ช่วงบ่ายสี่ แดดยังส่องแสงเปรี้ยงสร้างความอบอ้าวอยู่เลยแต่ก็คิดว่า เอาน่า วันนี้ต้องวิ่งให้ได้อย่างน้อย 15 กิโลเมตรตามที่ตั้งใจไว้ เพราะกะจะส่งผลวิ่งให้งาน Virtal run อีกงานด้วย แต่เพื่อความชัวร์ เผื่อว่าวิ่งไม่จบ เลยให้บิบกับปุ้ยไว้ ให้ปุ้ยวิ่งเป็นหลัก เราจะหยุดเมื่อไรก็เมื่อนั้น เมื่อถึงเวลาปล่อยตัว เราก็ออกวิ่งไปพร้อมๆกับปุ้ย ใช้ความเร็วของปุ้ยเป็นหลัก เนื่องจากเป็นวันซ้อมโซน 2 ของปุ้ย ความเร็วจึงอยู่ในช่วงที่ช้ามากๆ แต่เราก็บอกปุ้ยแล้ว ไม่ไหวให้เดิน เริ่มต้นเราจึงไปด้วยกัน วิ่งเหยาะๆไปเรื่อยๆ ชวนปุ้ยคุยเรื่อยเปื่อย พอเสียงเพื่อนเริ่มหอบถี่ ก็ถามว่าจะเดินไหม คำตอบคือเดิน เพราะมองนาฬิกาแล้ว หัวใจพุ่งไปโซน 4 เรียบร้อย ด้วยเพื่อนปุ้ย ไม่ค่อยได้ออกมาวิ่ง Outdoor จึงทำให้ไม่ค่อยได้เจออากาศร้อนเช่นนี้ซึ่งมีผลในการกระตุ้นหัวใจมากขึ้น เราจึงบอกปุ้ยว่าให้จับความรู้สึกเป็นหลัก ให้ใช้ความรู้สึกเหนื่อยน้อยๆเป็นสำคัญ วิ่งไปๆเรื่อยๆเจอพี่พงษ์แห่ง Papa Colorful เรียก เลยได้ภาพสวยๆกันมาอีกชุด เราวิ่งๆไปได้ครบ 4 กิโลเมตร ก็ปล่อยปุ้ยวิ่งต่อไปให้จบงาน ส่วนเราก็เดินๆคลานๆไปตามประสาจนกว่าจะครบ 5 กิโลเมตร ปุ้ยวิ่งเข้าเส้นแล้วก็เลยไปรับเหรียญมาให้ สวยงามตามประสางานเล็กๆ เหรียญมีด้านเดียวค่ะ เสร็จแล้วก็เลยไปรับอาหารมานั่งทานกัน เรารับข้าวเหนียวหมูมา กลายเป็นว่ามีกลิ่นออกจะเสียแล้วเลยไม่ได้ทาน ดื่มแต่น้ำเอา จะเอาของที่ฝากไว้ก็แถวยาวมาก ด้วยระบบวางของที่ไม่ดี น่าผิดหวังกับผู้จัดที่มีประสบการณ์ พี่พงษ์เดินเลยผ่านมาเลยเก็บรูปให้เพิ่มเติม เป็นรูปได้เหรียญมาเพราะเพื่อนช่วยซะด้วยนะ กิจกรรมทั้งยามเช้าและบ่ายวันนี้ได้สอนให้รู้ว่า การเดินไม่น่าอาย หากร่างกายเรายังไม่พร้อม วิ่งตอนร่างกายไม่ยอม คือความพร้อมต่อการบาดเจ็บ สุขสันต์วันร่างกายเพลียแต่ไม่เจ็บละกันนะคะ ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีร่างกายที่พร้อมในวันหนักๆกันนะคะ 24 มิ.ย. 61

ฝึกไปเรื่อยๆทั้งกายและใจ สุดท้ายไม่มีใครได้ประโยชน์นอกจากคนลงมือทำ

เพิ่งผ่านพ้นไปฟูลมาราธอน 1 สัปดาห์เต็ม ถามว่ารู้สึกว่าร่างกายฟื้นตัวดีหรือยัง ก็สามารถตอบได้ว่าดีกว่าฟูลแรกมากมาย คงเพราะปีนี้เริ่มวิ่งระยะทางรวมมากขึ้น วิ่งช้าลงกว่าแต่ก่อนมาก ดูแลร่างกายตัวเองมากขึ้น วิ่งในสนามอย่างค่อยเป็นค่อยไป คราวนี้จึงมีอาการเมื่อยล้าเพียงแค่ 2 วัน หลังจากนั้นก็เริ่มวิ่งเหยาะๆคลายกรดลดแน่นตัวในระยะสั้นๆ 5-7 กิโลเมตร ด้วยความเร็วแบบน้องเต่าได้สบายๆ 2 วัน มาวันนี้มีอาการปวดเมื่อยตามตัวก็เนื่องจากว่า เมื่อวานซืนดันไปเข้าคลาสต่อยมวยลูกผสม HIIT นี่ก็บ้าพลังตามครูฝึกไป สุดท้ายด้วยการเคลื่อนไหวที่แปลกแหวกแนวไปจากการวิ่ง เลยทำให้ร่างกายล้าระบมยิ่งกว่าวิ่งฟูลมาซะอีก แรกๆก็เลยยังไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง แต่ที่แน่ๆเราลงวิ่งงานนี้ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใด แค่อยากมีส่วนร่วมช่วยเหลือองค์กรรักษาสิ่งแวดล้อมดีๆอย่างมูลนิธิสืบนาคะเสถียรตามแนวคิดคนรักป่าและธรรมชาติแบบเราเท่านั้นเอง จริงๆแล้วมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้จัดงานวิ่งมาแล้ว แต่ไม่ได้ไปเพราะเหตุผลหลากหลาย มาปีนี้เลยตั้งใจว่าจะมาให้ได้ ยิ่งเห็นเสื้อแล้วยิ่งชอบ ยิ่งอ่าน Concept งานแล้วยิ่งชื่นชม โดยเฉพาะแก้วน้ำพกพานี่ ชื่นชอบเป็นพิเศษ มาดูกันว่าในงานจะเป็นอย่างไร แต่ก่อนอื่นขอพาไปรู้จักมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเพิ่มขึ้นอีกนิด โดยที่เราจะขออนุญาตนำพันธกิจของมูลนิธิมาแจกแจงเพื่อให้เพื่อนๆได้รู้จักองค์กรนี้มากขึ้น และหากใครสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถตามไปดูที่เวปไซท์ของมูลนิธิ http://www.seub.or.th ได้เลยค่ะ พันธกิจของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร…

จงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และเอาตัวเองออกมาจากการไม่สามารถยอมรับอะไรได้

หลังจากงานวิ่งงานล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มี.ค. เราวิ่ง 10.5 กิโลเมตรไปด้วยเวลา 59.33 นาที แต่มาจบด้วยเวลาประมาณ 1:20 ชั่วโมง ในงานวันที่ 29 เม.ย. นี้ เรียกได้ว่า ไปเรื่อยๆ ไม่คิดเร็วมากกว่า เหตุที่วิ่งช้าลงเพราะความกลัวล้วนๆ ด้วยว่า 1 เดือนที่ผ่านมาต้องผจญกับอาการเจ็บเส้นเอ็นพยุงฝ่าเท้า และปุ่มกระดูกเท้าที่ยื่นมาแต่เกิดนั้นเกิดอักเสบขึ้นมา จนโค้งเท้าล้มลงกว่าปกติ จากเดิมโค้งเท้าแบนเล็กน้อย ทำให้ต้องลดระยะทางซ้อมวิ่งรวมลง เราต้องหยุดวิ่งไป 1 สัปดาห์ พักรักษาตัวด้วยการทำทั้งเลเซอร์ และอัลตราซาวน์ ยืดกล้ามเนื้อ ออกกำลังเสริมกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน แล้วค่อยๆกลับมาวิ่ง เรากำลังอยู่ในโปรแกรมซ้อมไปฟูลมาราธอนที่นาวิกโยธิน เลยจำเป็นต้องปรับโปรแกรมซ้อมใหม่ทั้งหมด ให้จำนวนวันวิ่งน้อยลงแต่ระยะทางรวมยังคงเสริมการวิ่งฟูลมาราธอน สาเหตุของอาการเจ็บคงมาจากหลายสาเหตุรวมกัน ทั้งเพิ่มระยะวิ่งรวมมากกว่าเดิมค่อนข้างมาก แม้จะค่อยๆเพิ่มก็ตาม ไปวิ่งบนพื้นทรายมาเมื่อไปเที่ยวต้นเดือน ก่อนหน้านั้นก็ City run แบบทางไกล ซึ่งล้วนแต่ใช้กล้ามเนื้อฝ่าเท้ามาก และมีแรงกระแทกรวมต่อเท้ามาก นอกจากนั้นด้วยความที่งานค่อนข้างยุ่ง เลยละเลยการออกกำลังเสริมกล้ามเนื้อรวมทั้งตัว ไม่ได้ออกกำลังชนิดอื่นสลับกับวิ่ง ยืดกล้ามเนื้อน้อยลง เลยทำให้ค่อยๆมีอาการสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ เราสามารถวิ่งได้ 10 กิโลเมตรสบายๆ โดยไม่มีอาการเจ็บ แต่หลังวิ่งจะรู้สึกระบมเล็กน้อย และถ้าวิ่งเกิน 13 กิโลเมตรขึ้นไป จะมีอาการล้าเท้า และช้ำที่ปุ่มกระดูก เวลาวิ่งทุกวันนี้เลยรู้สึกเหมือนแขยง ไม่กล้าวางเท้าลงเต็มที่ และยังปรับท่าวิ่งใหม่ ให้ใช้กล้ามเนื้อสะโพกและเข่ารองรับแรงกระแทกมากขึ้น แม้จะได้ผลดี แต่เนื่องจากเพิ่งเริ่มฝึกไม่นาน จึงทำให้กล้ามเนื้อล้าง่าย จนทำให้ต้องวิ่งช้าลง งานวิ่งวันนี้ชื่องานว่า “นกขมิ้นวิ่งในสวน ครั้งที่ 3” จัดที่สวนรถไฟ เราเคยเข้าร่วมแล้วในครั้งที่ 2 ด้วยเพราะเหรียญน่ารัก แต่ปีนี้เข้าร่วมเพราะอยากร่วมทำบุญ และใกล้บ้าน แค่นั้นค่ะ และวันนี้การซ้อมคือการวิ่งให้ได้ 1:30 ชั่วโมง เราเลยวิ่งแบบระมัดระวัง วิ่งคุมกล้ามเนื้อ คุมท่าให้ถูก เรียกว่าต้องทำสมาธิตลอดเส้นทาง เรื่องความเร็วเลยไม่ได้สนใจ สนใจแค่เราคุมท่าได้ถูกต้องเป็นพอค่ะ ก่อนวิ่งก็ต้องเตรียมของให้พร้อม เพราะตื่นมาก็จะได้ไม่ลืมโน่นลืมนี่ จบงานวิ่งนี้ด้วยเวลารวมทั้งหมดทั้งตอนวิ่งก่อน และหลังช่วงการแข่งขัน ใช้เวลาไป 1:37:11 ชั่วโมง ได้ระยะทางรวม 13.78 กิโลเมตร ด้วยความเร็วเฉลี่ย 7:03 นาทีต่อกิโลเมตร มีหยุดเดินตรงจุดให้น้ำเป็นช่วงๆ ชีพจรโดยรวมอยู่ในโซน 4 และ 5 ทั้งๆที่ไม่รู้สึกเหนื่อยขนาดนั้น แม้อากาศจะไม่ได้ร้อนมาก แต่สำหรับเรามันคือความชื้นต่างหากที่รู้สึกทำให้หนึบหนับตัว วิ่งแล้วไม่สบายตัว และคงเพราะกังวลกับอาการที่เท้า เลยทำให้ชีพจรสูงกว่าปกติก็เป็นได้ ส่วนจำนวนก้าวต่อนาทีก็ค่อนข้างมากกว่าปกติที่เคยวิ่งประมาณ 160-180 ก้าวต่อนาที กลับมีช่วงที่ขึ้นถึง 247 ก้าวต่อนาที น่าจะช่วงหลังที่เริ่มล้าขาแล้วนั่นเอง ส่วนความสูงของเส้นทางวิ่งก็เป็นไปตามเนินของเส้นทาง ไม่ชันมากค่ะ เส้นทางวิ่งวันนี้วนเวียนอยู่ที่สวนรถไฟเป็นส่วนใหญ่ เรานั่งรถแท๊กซี่ออกจากคอนโดไปลงตรงตึก ปตท แล้ววิ่งวอร์มเข้าไปที่จุดปล่อยตัว ยืดกล้ามเนื้อ อบอุ่นร่างกาย ปล่อยตัว วิ่งจนครบระยะ รับเหรียญแล้วก็วิ่งออกมาสวนจตุจักรเลย แล้วก็นั่งมอเตอร์ไซค์กลับเข้าคอนโด เราลืมกดหยุดนาฬิกาค่ะ เลยทำให้เหมือนมีเส้นเกินออกมา เหรียญงานวันนี้ก็น่ารักตามงาน เป็นรูปนกบินค่ะ เมื่อร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางแย่ลง สิ่งที่จะทำได้ดีที่สุดคือการตั้งสติ และคิดหาสาเหตุตามความเป็นจริง เพื่อที่จะหาทางแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดและเร็วที่สุด ป้องกันปัญหาที่เกิดเลวร้ายลงไปกว่าเดิมโดยไม่จำเป็น ไม่ตื่นตูม ไม่โวยวาย และไม่หลอกตัวเองว่าอะไรๆมันจะดีขึ้นเอง เมื่อพฤติกรรมเดิมๆของตัวเอง คือสาเหตุของปัญหา การหลอกตัวเองว่าไม่น่ามีอะไร และยังคงทำพฤติกรรมเดิมอยู่ ยิ่งมีแต่จะทำให้ปัญหาแย่ลง ดังที่เคยมีเพื่อนนักวิ่งท่านหนึ่งโพสลงในกลุ่มว่า “จงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และเอาตัวเองออกมาจากการไม่สามารถยอมรับอะไรได้” สิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ คือ ตารางซ้อม ระยะทาง ความเร็ว เวลา การออกกำลังเสริมกล้ามเนื้อ การคุมท่าวิ่ง สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ คือปุ่มกระดูกที่เรามีมาแต่กำเนิด แถมยังเป็นจุดเกาะให้กับเส้นเอ็นกล้ามเนื้อที่พยุงโค้งเท้าเป็นหลักซะอีก และสิ่งสำคัญที่สุดคือ การยอมรับความจริงให้เร็วที่สุด เพื่อให้เกิดปัญหาสั้นที่สุด และลงมือแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ได้ผลที่วัดได้จริง และมีประโยชน์จริงค่ะ ขอให้เพื่อนนักวิ่งไม่มีปัญหากับร่างกายกันนะคะ  

ไม่ถึงต้องเขย่ง ไม่เก่งต้องขยัน

คำพูดที่จั่วหัวข้อนี้มาจากพี่เอียด ส.อ.สุพิศ จันทรัตน์ นักวิ่งขาเก๋าและขาแรงในวงการวิ่งที่นักวิ่งหลายท่านรู้จักกันดี แถมเป็นนักวิ่งบอดี้การ์ดให้กับพี่ตูน บอดี้สแลม ในงานวิ่งก้าวคนละก้าวซะด้วย พี่เอียดเป็นนักวิ่งที่เริ่มวิ่งตั้งแต่เด็กๆ เป็นนักวิ่งของโรงเรียน และสามารถพูดได้เต็มปากว่าพี่เอียดวิ่งเพื่อปากท้องโดยแท้ พีเอียดวิ่งเก่งถึงขนาดได้รับทุนเรียนฟรีตั้งแต่โรงเรียนยันมหาวิทยาลัย แต่ละงานที่ลงวิ่ง หวังรางวัลที่เป็นจำนวนเงินมากกว่าถ้วย เพราะหมายถึงเงินค่าข้าวที่พี่เอียดจะสามารถเลี้ยงปากท้องตัวเองให้รอดไปได้อีกหลายมื้อ แทนที่จะต้องรบกวนเงินทองจากทางบ้าน พี่เอียดมีความขยันในการฝึกซ้อมมาก นอกจากใจรักแล้ว ยังมีเหตุผลดังที่กล่าวมาสนับสนุน จนทำให้พี่เอียดกลายเป็นนักวิ่งแนวหน้า ไปสนามไหนก็กวาดรางวัลมาได้หมด พี่เอียดเคยทำชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมามากมาย พี่เอียดเคยคว้ารางวัลชนะเลิศรองอันดับ 1 ประเภททีมชาติ ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาครองด้วยสถิติ 02:40:13 ในการแข่งขันวิ่งมาราธอน “เดอะ เกรทเทส เรส ออน เอิร์ธ” ณ สนามที่ 3 เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย พี่เอียดมีคติประจำใจ นั่นคือ “ไม่ถึงต้องเขย่ง ไม่เก่งต้องขยัน” นั่นหมายความว่า พี่เอียดไม่ใช่คนที่นั่งรอรับผลประโยชน์จากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว…

ถ้าไม่มองตัวเองว่าเป็นผู้ชนะ เราก็จะไม่ทำอะไรให้เป็นผู้ชนะ

วันนี้มีนัดกับงานเดิน-วิ่งการกุศล 140 ปี คริสตจักรที่สอง สามย่าน ที่สวนลุมพินี จัดโดยคริสตจักรที่สอง สามย่าน ตามชื่องานเลยค่ะ เป็นงานเล็กๆที่เพิ่งประกาศทีหลังงานอื่น จริงๆแล้วในวันนี้มีงานวิ่งเป็นสิบงานเลย และเราก็ลงสมัครงานอื่นไว้ แต่พอเห็นงานนี้เลยขายบิบงานก่อนหน้ามาสมัครงานนี้แทนเพราะอยู่ใกล้บ้านมากกว่า ไม่เสียค่ารถและเวลาที่ต้องเดินทางไปไกลค่ะ จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ว่ามีการแข่งขันหรือไม่ ก็ได้ทราบว่ามีรางวัล Overall ให้กับ 5 อันดับแรกแยกชายหญิง เลยมานั่งดูตัวเองว่ามีความพร้อมหรือไม่ที่จะแข่งขันเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วใส่เต็มไปกับงานแข่งขันและได้รางวัลมาแล้ว จึงถามตัวเองว่าไหวหรือไม่หากจะลงเป็นการแข่งขันอีกครั้งหนึ่ง หรือแค่ไปวิ่ง Long run เพื่ออยู่ในโปรแกรมซ้อมอย่างที่ผ่านมา แต่เมื่อพิจารณาร่างกายแล้วว่าพอไหว รวมกับเหตุผลอื่นอีกคือ เป็นงานเล็กๆ ประกาศทีหลัง มีงานอื่นที่นักวิ่งชอบไปจัดอยู่ในกรุงเทพในวันเดียวกัน และงานอื่นๆอีกมากมายที่น่าจะกระจายนักวิ่งออกไป โอกาสที่จะเจอสายแข็งในงานก็อาจจะมีอยู่บ้าง แต่เนื่องจากแจกถึง 5 อันดับ เลยคิดว่าน่าจะยังมีโอกาสที่จะติดรางวัล จึงติดสินใจให้งานวิ่งงานนี้เป็นการแข่งขัน เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็มาดูตารางซ้อมตัวเองที่เพิ่งเริ่มเข้าโปรแกรมซ้อมเพื่อไปวิ่งฮาล์ฟที่เขาใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมว่าพอจะทำอะไรได้บ้าง จึงได้เห็นว่ามีวิ่งอินเทอร์วอล 3 วันก่อนหน้าวันแข่งขัน จึงจำต้องตัดทิ้งไป…

คนส่วนใหญ่ร่วมงานแข่งขันเพื่อจะดูว่าใครเร็วที่สุด แต่เราร่วมงานแข่งขันเพื่อจะดูว่าใครมีกึ๋นที่สุดต่างหาก

  หลังจากฝึกซ้อมเพื่อทำลายสถิติส่วนตัวมาเป็นเวลานาน 6 สัปดาห์ เน้นวิ่งโซน 2 เพิ่มพื้นฐานให้แน่น และวิ่งอินเทอร์วอล กับเทมโปสลับกันไป สุดท้ายก็มาถึงวันนี้ที่เราลงสมัครงานวิ่งของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ชื่อว่า Siriraj Blade Runner 2018 เพื่อวิ่งแข่งกับตัวเองอีกครั้งหนึ่ง เราเคยทำสถิติเร็วที่สุดมินิมาราธอน 10.5 กิโลเมตรไว้เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2560 ด้วยเวลา 59.32 นาที ที่ตั้งใจไว้ก็คือ ทำเวลาให้น้อยกว่านี้ ถ้าต่ำกว่า 50 นาทีได้ จะดีใจมาก แต่ถ้าดูจากเวลาที่ซ้อมมา ทำได้สัก 55 นาที ก็ถือว่าดีมากแล้วค่ะ เหตุผลหลักที่เราเลือกงานนี้เพราะว่ามี Time chip แม้จะเป็นระยะมินิก็ตาม ตัดปัญหาการจับเวลา เผื่อว่านาฬิกาเราจะเกิดเสียขึ้นมา และเผื่อว่าจะได้รางวัลกับเค้าบ้าง ก็จะได้ไม่ต้องไปยืนเถียงกันเรื่องเวลา และเรื่องเพศ เคยมีงานหนึ่งที่เราติดอันดับที่ 4 แต่ไม่ถูกเรียกรับรางวัล เพราะคิดว่าเราเป็นผู้ชาย!! มองเราผิดไม่ว่า แต่บิบที่ทำออกมาก็ไม่มาตรฐาน ไม่แบ่งเพศ และอายุอย่างชัดเจน มีแต่ตัวเลข จึงทำให้เจ้าหน้าที่มองไม่ทัน พอมี Time chip ก็อุ่นใจ เรามีหน้าที่แค่วิ่งอย่างเดียวเท่านั้น ระยะมินิปล่อยตัวตอนตีห้า กะได้เลยว่า ไม่หยุดถ่ายรูป เพราะแสงยังไม่มาแน่ๆตอนเข้าเส้นชัย สรุปคือวิ่งอย่างเดียวค่ะ หลังจากเตรียมของสำหรับวิ่งเรียบร้อยแล้ว เราก็รีบเข้านอนตอนสี่ทุ่ม และตื่นตอนตีสามครึ่ง ซัดขนมปัง 2 ชิ้นและกาแฟดำ ออกเดินทางถึงงานเวลาตีสี่นิดๆ เลยมีเวลาเข้าห้องน้ำ ยืดเส้นยืดสาย และวอร์มจนได้ที่พอดี ก็ถึงเวลาปล่อยตัวค่ะ คราวนี้ต้องขอแทรกตัวเข้าไปอยู่หน้าๆ เพราะต้องการเวลา Gun time ให้ใกล้เวลาปล่อยตัวจริงที่สุด และตั้งใจเร่งในช่วง 500 เมตรแรกเพื่อตีตัวออกห่างฝูงชน ปล่อยให้ความเร็วของแต่ละคนมาจัดลำดับเองในช่วง 5 กิโลเมตรแรก และวัดความอึดของแต่ละคนที่กิโลเมตรที่ 7-8 ส่วนหลังจากนั้น แล้วแต่ก๊อกของแต่ละคนว่าเตรียมกันมากี่ก๊อก จนกว่าจะถึงเส้นชัย วิ่งครั้งนี้ สำหรับเราแล้ว คือการเอาชนะตัวเองเท่านั้น ไม่คิดมองใครคนอื่นเลย หลังปล่อยตัว 1 กิโลเมตรแรก เริ่มเป็นทางวิ่งขึ้นทางยกระดับบรมราชชนนี ตรงนั้นก็เริ่มคัดตัวนักกีฬาที่ฝึกซ้อมมาพร้อมแล้วในระดับหนึ่ง หลังจากนั้นก็เป็นเส้นทางตรงแล้วค่ะ จะมีทางลาดขึ้นและลงเป็นระยะ สนามนี้เราคล่องอยู่แล้ว เลยรู้ว่าจะมีเนินตรงไหนยังไงบ้างเลยทำให้กะแรงและเวลาได้ดี ยอมรับว่า 4 กิโลเมตรแรก ยังไม่ตื่นดีค่ะ ร่างกายร่ำร้องบอกว่ามันเมื่อย เหนื่อย อยากจะนอน ก็ออกจะแปลกใจตัวเอง ปกติ 4 กิโลเมตรแรกนี่ ขาแรงจนต้องคอยยั้งตัวเองตลอด มองนาฬิกาจับความเร็ว ก็อยู่ที่เพซ 5 ปลายๆ 6 มีหลุดเลย 6ไปบ้าง ซึ่งเกินจากที่วางแผนไว้ว่า ต้องต่ำกว่า 6 ค่ะ เราต้องคอยปลุกตัวเองตลอด ปล่อยตัวเช้านี่ออกจะไม่เหมาะกับคนชอบวิ่งเย็นอย่างเราจริงๆ พอถึงจุดกลับตัว ตรงนั้นร่างกายก็อยู่ตัวแล้วค่ะ เราตื่นดีแล้ว มาดูจังหวะลมหายใจก็รู้ว่าเข้าโซน 3 แน่ๆ อาจถึงโซน 4 ด้วยซ้ำ ส่วนขานี่ไม่ต้องพูดถึง แรงมาจากไหนไม่รู้ค่ะ ไม่ล้า ก้าวได้ยาว ถ้าให้ชะลอก็ไม่อยากชะลอแล้ว เลยปล่อยไปตามแรงที่เราซ้อมมา คอยถามตัวเองว่ามากไปไหม แต่ร่างกายก็ตอบมาว่ายังเอาอยู่ ก็เลยปล่อยไปตามนั้นค่ะ ความเร็วหลังกิโลเมตรที่ 8 ขึ้นไป เราก็ไม่สนแล้วค่ะ เพราะเป็นช่วงที่เป็นจุดกลับตัวของระยะฟันรัน เราเลยต้องมีสมาธิกับการวิ่งหลบคนค่ะ แต่งานนี้ดีอยู่อย่างก็คือ รับนักวิ่งไม่เยอะมาก ทำให้ไม่เต็มถนนจนไม่มีทางตรงให้วิ่งยาว ตอนลงเนินครั้งสุดท้ายก่อนเข้าโค้งลงมาข้างล่าง เลยปล่อยตามแรงขา ทำให้ได้ความเร็วไปแบบสบายๆ ช่วงนั้นมองหน้ามองหลังก็ดูไม่มีผู้หญิงระยะมินิเลย ทำให้ค่อนข้างแน่ใจว่า ตัวเองเป็นผู้หญิงแถวหน้าอยู่ค่ะ อีกประมาณ 50 เมตร จะเข้าเส้นชัย กลับโดนเบรคกะทันหัน เพราะมีรถเข้ามาใต้สะพาน ต้องหยุดรอรถ 5 คัน น่าจะเสียเวลาไปประมาณ 10 วินาทีได้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นจริงๆ เพราะใกล้เส้นชัยมาก หลายคนเร่งมาจากระยะที่ลงสะพานมาแล้ว ก็คือระยะ 500 เมตรสุดท้าย รวมทั้งเราด้วย และดูจากถนนตรงนั้นแล้ว ตำรวจสามารถกันไม่ให้รถเข้ามาได้ เพราะไม่กระทบการจราจรแน่ๆ กันแบบนี้ถือว่าอันตรายสำหรับนักวิ่งค่ะ พอข้ามถนนมาได้ ก็โกยสองขาเข้าเส้นชัยแบบไม่คิดชีวิต เป็นครั้งแรกที่รู้สึกดีกับการวิ่งเข้าเส้นชัยแบบขายังมีแรงเหลือ น่าแปลกใจตัวเองจริงๆ ไม่รู้มีแรงมาจากไหน คิดในใจว่านี่แหละ คือผลจากการฝึกซ้อมแน่ๆ เราดูเวลาในนาฬิกาพบว่าใช้ไป 58.02 นาที ทำลายสถิติเดิมไปแล้วแน่ๆ และเราก็เริ่มสำรวจตัวเองทันทีว่ามีเจ็บตรงไหนไหม ล้าหรือไม่ ก็พบว่ารู้สึกสบายมาก ไม่เหนื่อยมาก จุกเล็กน้อยเพราะวิ่งเร็ว ทำให้มีแรงกระแทกต่อท้องมากหน่อย เลยเดินไปค่อยๆจิบน้ำ และไปรอพิมพ์ผลการแข่งขัน แล้วค่อยไปรับโจ๊กเกี๊ยวกุ้งแสนอร่อยไปนั่งริมน้ำ ยืดกล้ามเนื้อก่อน พอให้หายเหนื่อยและหายจุก แล้วค่อยทานโจ๊กค่ะ เหรียญงานนี้สวย ไม่ซ้ำใคร เป็นรูปใบมีดที่แพทย์ใช้ผ่าตัด สายห้อยคอยาวไปนิด แต่โดยรวมโอเคเลยค่ะ ผลการแข่งขันอย่างไม่เป็นทางการพบว่า ได้ลำดับที่ 2 ในกลุ่มผู้หญิงอายุ 30-39 ปี จาก 384 คน หากดูผู้หญิงอย่างเดียวไม่ดูอายุ ก็ได้ที่ 6 จาก 928 คน และได้ที่ 46 จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 1909 คน เรียกว่าผลที่ได้เกินความคาดหมายไปเยอะค่ะ เรารอทางผู้จัดยืนยันผลอีกครั้งตอน 6.30 น. พอรู้ว่าติดถ้วยแล้วแน่ๆ ก็ต้องอยู่รอรับรางวัลกันไปค่ะ มาดูสถิติทางด้านอื่นกันบ้าง จากนาฬิกาใช้เวลาไป 58.09 นาที ได้ระยะทาง 10.45 กิโลเมตร ความเร็วเฉลี่ย 5.34 นาทีต่อกิโลเมตร เผาไป 458 แคลอรี่ หัวใจเต้นสูงสุดไปที่โซน 4 คือ 164 ครั้งต่อนาที ดูความเร็วต่อ 1 กิโลเมตรก็เป็นไปตามความรู้สึกค่ะ เพราะ 4 กิโลเมตรแรกเรายังไม่ตื่นดีเลยวิ่งเพซอยู่ระหว่าง 5:40-5:50 ซึ่งเป็นข้อดีคือจะได้เก็บแรงไว้ปล่อยตอนท้ายได้ หลังจากนั้นตื่นดีแล้วก็เร่งขึ้นมาอีกหน่อย อยู่ระหว่าง 5:20-5:40 และคอยบอกตัวเองว่าให้คงความเร็วเท่านี้ไปเรื่อยๆ และถ้าแรงเหลือตอนท้ายสุดที่ระยะ 500 เมตรสุดท้ายก็ให้ปล่อยไป ถ้าดูจากกราฟก็ได้เร็วสุดที่ 3:38 มีหยุดเดินช่วงดื่มน้ำที่กิโลเมตรที่ 5 เท่านั้นค่ะ ชีพจรเฉลี่ยอยู่ที่ 147 ครั้งต่อนาที สูงสุดเข้าโซน 4 คือ 164 ครั้งต่อนาที แต่ดูจากความรู้สึกรวมๆในวันนี้ก็พอจะทนได้นะคะ ไม่เหนื่อยมากจนแทบคลานเหมือนช่วงที่เริ่มวิ่งใหม่ๆ ส่วนสมรรถนะรวมครึ่งชั่วโมงแรกดีเลิศ ครึ่งชั่วโมงหลังก็แค่ดีพอใช้ค่ะ ผลจากการวิ่งวันนี้ใช้ระบบการเผาผลาญแบบใช้ออกซิเจนเป็นหลัก จำนวนก้าวต่อนาทีเฉลี่ยอยู่ที่ 168 สูงสุดเร่งไปได้ 177 ความสูง ความสูงก็เป็นไปตามเส้นทาง จากจุดปล่อยตัวมีวิ่งขึ้นไปที่ทางยกระดับบรมราชชนนี บนเส้นทางมีเนินขึ้นลงยาว 2 เนิน วิ่งไปวิ่งกลับทางเดิมค่ะ อุณหภูมิพอทนได้ อยู่ที่ 29-30 องศา แอบร้อนนิดๆสำหรับเราค่ะ ความชื้นสัมพัทธ์อยู่ที่ 72% พอใช้ได้ วิ่งต้านลมช่วงแรกเล็กน้อยที่ความเร็วลม 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง     และสุดท้ายคือโซนหัวใจของการวิ่งวันนี้ค่ะ ก็ไม่แปลกใจแต่อย่างใดที่เข้าโซน 3 และ 4 เพราะตั้งใจให้เป็นอย่างนั้นในวันแข่งขันอยู่แล้วค่ะ จบเรื่องของตัวเลขแต่เพียงเท่านี้ค่ะ กลับมาที่เรื่องของการแข่งขัน จริงๆแล้วไม่ใช่คนชอบแข่งขันกับใคร แต่ชอบแข่งขันกับตัวเองมากกว่า เราเข้าร่วมการแข่งขัน เพราะชอบเห็นแรงบันดาลใจจากคนอื่นที่มีใจในการแข่งขันมากกว่าเรา มากกว่าที่จะไปดูว่าใครเร็วที่สุดเพราะบางทีคนที่วิ่งช้ากว่าเราก็สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้เราได้ โดยเฉพาะเรื่องของความมุ่งมั่นตั้งใจ เราเห็นบางคนวิ่งเร็วมากตั้งแต่ปล่อยตัวและแซงเราไป แต่มาแผ่วในตอนท้ายจนเราได้แซงกลับ เราไม่รู้สึกดีใจอะไร เพราะเพื่อนๆเหล่านั้นแสดงให้เราเห็นถึงความมุ่งมั่นแล้ว และเขาก็ทำได้ดีที่สุดเท่าที่ความสามารถตัวเองจะมีแล้ว นั่นคือกึ๋นของแต่ละคนที่ซ่อนอยู่ กลับกันถ้าคนที่วิ่งช้าตอนต้น และสามารถเร่งได้ตอนปลาย หรือวิ่งได้เร็วเสมอต้นเสมอปลาย และจะแซงเราไป นั่นก็เป็นเรื่องที่น่านับถือ เพราะพวกเขาแสดงให้เห็นแล้วว่า ได้ฝึกซ้อมมาอย่างไร และพวกเขาก็ควรค่ากับรางวัลที่ควรจะได้หากสามารถเข้าได้เป็นที่หนึ่ง บรรยากาศของความมุ่งมั่นในงานวิ่งนี่แหละค่ะที่ทำให้เรากลับมาร่วมงานวิ่งครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าใครจะเป็นคนวิ่งข้างหน้าสุด หรือจะเป็นคนวิ่งรั้งท้ายสุด แต่ทุกคนคือนักวิ่งที่พิสูจน์แล้วว่า ได้เอาชนะใจตัวเองที่ลุกขึ้นมาวิ่งในวันนี้ได้ ถ้วยรางวัลสำหรับเราในวันนี้แค่เป็นบทพิสูจน์ว่า เราได้วิ่งแซงทิ้งใครหลายๆคนไว้ข้างหลัง และยังมีคนอีกหลายคนที่วิ่งอยู่ข้างหน้าเรา แค่นั้นเอง สุดท้ายนี้ แค่เราสามารถวิ่งนำหน้าตัวเราเองในเมื่อวานได้ ก็พอใจแล้วค่ะ ขอให้เพื่อนนักวิ่งสามารถเอาชนะตัวเองกันให้ได้นะคะ  

ยิ่งวิ่งน้อย ยิ่งได้มาก

  จริงๆวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมาเราลงสมัครงาน Run for Sea เอาไว้ แต่ทางผู้จัดงานได้ย้ายสถานที่จัดงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปที่ตลาดนัดเลียบด่วนรามอินทรา ซึ่งไกลสำหรับเรามาก ค่ารถไปกลับก็สามารถนำมาลงงานวิ่งใหม่ได้อีกงานหนึ่งเลย เราเลยตัดสินใจไม่ไปดีกว่า และก็เข้าใจทางผู้จัดว่ามีเหตุจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนสถานที่จัดงานจริงๆ แม้จะแจ้งล่วงหน้าเพียง 5 วัน ขนาดนักวิ่งยังรู้สึกว่าเตรียมตัวไม่ทัน นี่ไม่ต้องนึกถึงผู้จัดเลย คงวิ่งจัดการแก้ปัญหากันหูตูบแล้ว เราก็ไม่อยากเป็นเสียงหนึ่งที่ทำให้ผู้จัดเครียดมากขึ้น เลยคิดซะว่าทำบุญแล้วกัน เสียดายแค่ว่าจะไม่ได้เหรียญที่น่ารักมากๆ เลยส่งข้อความถามทางผู้จัดว่า สำหรับคนที่ไม่ได้ไปร่วมงานจะขอเหรียญได้ไหม ยังไงเราก็ต้องออกไปวิ่งอยู่แล้ว และทางผู้จัดก็แจ้งกลับมาว่า สามารถไปรับเหรียญได้ที่โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท แต่ต้องหลังจากวันที่ 6 เป็นต้นไป แค่นั้นก็สบายใจค่ะ วันที่ 5 ธันวาคม เราเลยเปลี่ยนจุดหมายไปวิ่งที่สวนลุมแทนค่ะ และตารางวิ่งวันนี้ก็ยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากวิ่งฟูลมาราธอน แต่เป็นช่วงท้ายๆแล้วค่ะ จึงมีการวิ่งเร่งเพิ่มมาตอนท้ายค่ะ     เป้าหมายการวิ่งคือ 8 กิโลเมตร ด้วยความเร็วแบบวิ่งสบายๆ จากการคำนวณความเร็วที่ดีที่สุดของ 5 กิโลเมตรคือ 29 นาที เราจึงได้ความเร็วเพซที่ต้องวิ่งอยู่ในช่วง 8.08-9.23 นาทีต่อกิโลเมตร แบบว่าช้ามากๆจนจะหลับอีกแล้ว แต่ก็ต้องฝืนใจวิ่งไปค่ะ เพราะยังไม่อยากเร่งอะไรเราเองก็รู้ตัวว่าแรงหลังจากการวิ่งฟูลมาราธอน เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น มันถดถอยไปขนาดไหน ใครเป็นอย่างเราหรือเปล่าก็ไม่รู้ รู้สึกขาล้าไปเลย 1 สัปดาห์เต็ม ขนาดที่ว่าเดินขึ้นลงบันไดยังต้องเกาะราวบันไดแล้วค่อยๆเดิน พอเข้าสัปดาห์ที่ 2 เริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้น แต่ก็ยังรู้สึกข้อขึ้นสนิม มันไม่ลื่น ยังติดๆขัดๆอยู่ จะก้าวจะเดินให้เร็วก็เหมือนต้องใช้แรงมากกว่าปกติ ต้องเข้าสัปดาห์ที่ 3 นี่ล่ะค่ะ ที่เริ่มจะวิ่งเหยาะเพซ 8 ได้สบายๆหน่อย พอมาวิ่งวันนี้เลยเป็นช่วงที่ขาเริ่มก้าวไปข้างหน้าได้สบายขึ้น การวิ่งสไตรด์ 4 รอบทำให้รู้ตัวว่า อ้าว กำลังขากลับมาแล้วนี่นา เย้! การวิ่งสไตรด์เป็นการฝึกที่ช่วยเพิ่มความเร็วการวิ่งได้ ง่ายที่สุด และใช้เวลาไม่นาน โดยเริ่มจากการวิ่งเร่งเครื่อง ใช้เวลา 10 วินาที เร่งให้ถึงความรู้สึกหนักของนักวิ่ง 95% (ไม่ใช่ 95% ขออัตราการเต้นหัวใจสูงสุดนะคะ ให้ใช้ความรู้สึกของเราเป็นหลักค่ะ) หรือใช้ความเร็วที่วิ่งได้ดีที่สุดใน 5 กิโลเมตรแทนก็ได้ค่ะ และคงไว้ 15 วินาที แล้วจึงผ่อนเครื่อง 5 วินาที รวมแล้วได้ 30 วินาที หลังจากนั้นพักด้วยการเดินหรือวิ่งเหยาะๆ  60 วินาที ทำอย่างนี้ 4 รอบค่ะ เราอาจฝึกวิ่งสไตรด์ได้โดยการกำหนดระยะทาง 100-150 เมตรได้ แต่ก็สามารถกำหนดด้วยเวลาได้เหมือนกันค่ะ อย่างที่เราทำให้ดูเป็นตัวอย่างค่ะ การวิ่งสไตรด์ง่ายกว่าการวิ่งแบบอินเทอร์วอล จึงทำให้ปรับฟอร์มการวิ่งได้ง่าย และไม่เหนื่อยเท่า เหมาะกับนักวิ่งมือใหม่ที่อยากจะเพิ่มความเร็วอย่างง่าย และเป็นระบบค่ะ เพื่อนๆสามารถเพิ่มการวิ่งสไตรด์เข้าไปในวันวิ่งแบบสบายๆ ช่วง 3/4 หลังของเวลาวิ่ง เช่น วิ่ง 45 นาที ให้ทำสไตรด์ 4 รอบหลังจากวิ่งไปแล้ว 30 นาทีค่ะ สไตรด์มีความสำคัญในการฝึกซ้อม และการแข่งขันค่ะ เพื่อนๆอาจใช้สไตรด์เป็นการอบอุ่นร่างกายได้โดยทำสไตรด์ 3-4 รอบเป็นอย่างสุดท้ายของการอบอุ่นร่างกายก่อนการฝึกความเร็วอื่นๆ หรือทำสไตรด์ 3-4 รอบก่อนเวลาปล่อยตัวการแข่งขัน เพื่อให้ร่างกาย “ตื่นตัว” มากเพียงพอด้วยการกระตุ้นระบบประสาทและกล้ามเนื้อให้พร้อมเพื่อการแข่งขัน การวิ่งสไตรด์ด้วยท่าทางที่ถูกต้องคือ ให้โน้มตัวไปข้างหน้าประมาณ 1-2 องศา ควรรู้สึกข้อเท้าเด้งได้ และให้เหวี่ยงแขนมากกว่าตอนวิ่งช้าๆเล็กน้อยเพื่อให้ได้แรงเหวี่ยงถึงขาที่วิ่งเร็วขึ้น สำหรับนักวิ่งส่วนใหญ่ จะรู้สึกสนุกกับสไตรด์ เป็นประสบการณ์ที่ดี   และที่สำคัญอย่าคิดว่าสไตรด์คือการวิ่งเร่งให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นะคะ ให้วิ่งเท่าที่ความรู้สึกเราบอกว่าเกือบสุด และต้องมีช่วงเร่งและช่วงผ่อนค่ะ เมื่อจบสไตรด์แล้ว เพื่อนๆไม่ควรรู้สึกล้านะคะ เพื่อให้การวิ่งสไตรด์ได้ผลตามสโลแกน ยิ่งวิ่งน้อยยิ่งได้มากค่ะ และแล้วในที่สุดเราก็ได้รับเหรียญจากการที่ทางผู้จัดงาน Run for Sea ส่งแบบลงทะเบียนมาให้แบบไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมค่ะ แบบว่าน่ารักอย่างนี้ ปีหน้าไม่พลาดค่ะ ขอให้เพื่อนๆสนุกกับการวิ่งสไตรด์กันลนะคะ  

อย่ารอให้หมดแรงก่อนวิ่ง แต่จงออกไปวิ่งให้หมดแรง

อย่ารอให้หมดแรงก่อนวิ่ง แต่จงออกไปวิ่งให้หมดแรง เมื่อคืนนอนหลับๆตื่นๆทั้งคืน ได้หลับจริงคือ 4 ชั่วโมง ตอนนาฬิกาปลุกก็ยังลังเลว่าจะไปงาน Run for Right ดีหรือไม่ งานนี้ลงระยะ 10.5 กิโลเมตรเอาไว้วิ่ง Recovery จากฟูลมาราธอนช่วงท้ายๆแล้วค่ะ ก่อนจะเข้าสู่โปรแกรมซ้อมเพื่อการแข่งขัน 10 กิโลเมตรของแท้ในช่วงเดือนมกราคม 61 พลิกตัวลังเลไปมาสักพักก็คิดว่า ไหนๆก็นอนไม่หลับมาทั้งคืนแล้ว ถ้าไม่ไปงาน จะนอนต่อก็คงไม่หลับอยู่ดี เลยตัดสินใจลุกขึ้นมาแต่งตัวออกมาที่งานซึ่งจัดขึ้นที่ศาลาแปดเหลี่ยม สวนลุมพินีค่ะ เจ้าภาพจัดงานนี้คือ สหภาพยุโรป (European Union) ร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และควบคุมการแข่งขัน โดย JOG&JOY ซึ่งมีความชำนาญในการจัดการแข่งขันค่ะ รายได้จากการจัดงาน มอบให้สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และมูลนิธิรามาธิบดีค่ะ ซึ่งมีการประกาศก่อนการปล่อยตัวชัดเจนค่ะ แรกๆเรานึกว่าจะเป็นการวิ่งในสวน ไม่ได้ดูเส้นทางวิ่งมาเลย ดีนะคะที่ได้ยินพิธีกรประกาศเส้นทางวิ่ง เลยทำให้รู้ว่า…

ไม่สำคัญว่าอะไรทำให้เราล้มลง แต่สิ่งสำคัญคือเราจะยังคงลุกขึ้นสู้ใหม่หรือไม่

หลังจากมีความจำเป็นต้องห่างหายจากการวิ่งไป 2 สัปดาห์เนื่องจากอาหารเป็นพิษอย่างรุนแรง ชนิดต้องนอนโรงพยาบาลไป 1 คืน การวิ่งเข้าห้องน้ำถ่ายเหลวเป็นสิบกว่าครั้งภายใน 1 คืน และเป็นซ้ำอีก 1 คืน รวมเป็น 2 คืน พร้อมกับเป็นไข้ ปวดเมื่อยเนื้อตัว แม้จะพยายามอัดเกลือแร่ และน้ำให้เพียงพอกับของเหลวที่เสียไป แต่ก็เห็นได้ชัดว่าไม่เพียงพอ อาการแสดงออกถึงความเมื่อยล้า เหนื่อยชนิดขึ้นบันได 3 ชั้น ก็แทบจะลมจับ จากที่เคยวิ่งขึ้นชั้น 4 ได้สบายๆ เล่นเอาหมดกำลังใจกันเลยทีเดียวค่ะ ทานข้าวต้มได้อย่างเดียวตลอด 7 วันแรก เรื่องว่าจะออกไปซ้อมวิ่งนี่ไม่มีอยู่ในหัวเลย แถมหลังจากอาการอาหารเป็นพิษดีขึ้น โรคกระเพาะก็ตามมาอีก จุกจนทานอะไรไม่ได้ไปอีกหลายวัน กว่าร่างกายจะฟื้นตัว กลับมามีเรี่ยวแรงอีกครั้ง ก็ผ่านไปแล้วเกือบ 2 สัปดาห์ ระหว่าง 2 สัปดาห์นั้น…

การวิ่งไม่ใช่แค่การเข้าเส้นชัย แต่คือการฝึกที่จะทำความเข้าใจร่างกายตัวเอง

หลังจากที่ต้องพักการวิ่งอย่างสงบมา 1 สัปดาห์เนื่องจากเจ็บกล้ามเนื้อขาหนีบจากการวิ่งไกลสัปดาห์ที่แล้ว ระหว่างพักก็ทำได้แค่ ประคบเย็น ลงเลเซอร์ และยืดกล้ามเนื้อรอเวลา แรกๆก็กลัวว่าจะหายไม่ทันวันนี้ แต่ก็ดีที่ไม่เป็นอะไรมาก หายทันพอดี จึงได้มาวิ่งอีกวาระหนึ่ง ระยะซ้อมวิ่งไกลวันนี้แค่ 12.8 กิโลเมตรค่ะ เป็นช่วงเรียวโปรแกรม ก่อนจะเจอช่วงไกลจริงคือ 32 กิโลเมตรในอีก 2 สัปดาห์ จริงๆแล้วสัปดาห์ที่ผ่านมาควรวิ่งสั้น 3 วัน ระยะรวม 24 กิโลเมตร แต่ก็ต้องพักไป เลยตกลงกับตัวเองว่า วันนี้วิ่งเท่าที่ไหว ต้องคอยดูอาการเจ็บขาหนีบด้วยว่าจะเป็นกลับมาอีกหรือไม่ วันนี้ลงงานวิ่งของเมืองไทยมาราธอนไว้ ระยะแค่ 10 กิโลเมตรค่ะ เป็นงานที่จัดมาหลายปีแล้ว เพิ่งได้มาเข้าร่วมครั้งแรกค่ะ การแข่งขันมีเงินรางวัลด้วย และมีทุกระยะ ตั้งแต่ Fun run จนถึง Full marathon…

Don’t be afraid to fail. Be afraid not to try.

หลังจากพลาดงานวิ่งไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพราะดันเป็นไข้หวัดใหญ่เลยต้องนอนโรงพยาบาลไปสองคืน กว่าจะกลับมาวิ่งได้ก็ผ่านไปเกือบสัปดาห์ เพราะแข้งขาเริ่มงงๆว่าจะวิ่งไปทางไหนยังไง โชคดีที่สัปดาห์ที่แล้วเป็นช่วงผ่อนโปรแกรมซ้อมพอดี เลยถือโอกาสพักให้เต็มที่ค่ะ พอมาสัปดาห์นี้จึงเป็นวันวิ่งยาวอีกครั้งหนึ่ง และภารกิจวันนี้คือ 25.6 กิโลเมตร เราลงสมัครงานวิ่งที่กุ๊กกิ๊กน่ารักมากชื่อว่า Run to School ปี 2 รายได้ส่วนหนึ่งมอบเป็นทุนการศึกษาแก่น้องๆในมูลนิธิดวงประทีป เพื่อการศึกษาของเด็กยากจน และพัฒนาคนยากไร้ ที่สมัครงานนี้เพราะจัดที่สวนลุม วิ่ง 10 กิโลเมตรจบแล้วก็สามารถวิ่งต่อได้เลย งานนี้จัดโดยทีมมดงานใหญ่ ทั้งเสื้อและเหรียญออกแบบได้น่ารักมาก เห็นแล้วอยากจะได้เหรียญทันที แถมเสื้อก็น่ารักซะด้วย เลยตัดสินใจไม่ยากค่ะ โดยปกติจะไปถึงก่อนงานเริ่ม และวิ่งก่อน แต่เนื่องจากเมื่อคืนมีภารกิจทำให้กลับดึก เลยตื่นพอดีให้ไปถึงงานเวลาปล่อยคัวคือ 6 โมงเลยค่ะ วันนี้ไม่มั่นใจเลยว่าจะวิ่งครบระยะ เพราะ 3 วันก่อนเริ่มกลับไปวิ่ง Short ต้นขายังไม่หายระบมค่ะ วันนี้ไม่แน่ใจว่าจะวิ่งได้สักเท่าไร แต่ก็เอาเถอะนะ คิดถึงตอนที่ต้องวิ่ง 42…

ถ้ามัวแต่อยู่ในโลกแห่งความฝัน โลกแห่งความจริง จะปลุกคุณตื่นขึ้นมาเอง

นาฬิกาปลุกตอนตีสี่ครึ่ง แต่เรายังอยากจะนอนกลิ้งอยู่ เพราะระยะซ้อมวันนี้ ทำเอาอยากนอนต่อจริงๆ นั่นคือ 19.2 กิโลเมตรค่ะ แต่ในเมื่อเราลงสมัครงานวิ่งราคาแสนถูก และหลายๆคนยื้อแย่งและลงสมัครไม่ทันเอาไว้ แถมใกล้บ้านอีกต่างหาก เลยดูจะไม่มีเหตุผลใดๆที่จะไม่ลุกจากเตียงค่ะ วันนี้ (27 ส.ค.60) เราเข้าร่วมงานวิ่งที่มีชื่อว่า “กอช.มินิมาราธอน Run for the Blind” ที่สวนรถไฟ จัดโดยกองทุนการออมแห่งชาติ และกระทรวงการคลังค่ะ เค้าว่ากันว่า งานวิ่งแต่ละงานที่เราไปร่วมนั้น มีเรื่องราวเสมอ ถ้าจะถามเรื่องราวงานวิ่งวันนี้ ก็คงจะหนีไม่พ้นการสมัครค่ะ เราเองมองหางานวิ่งทุกวันอาทิตย์ไว้ เพื่อช่วยกระตุ้นการซ้อมไปมาราธอน แต่วันที่ 27 ก.ย. นี้ หายังไงก็ยังไม่มีใครจัดงานที่เราอยากไปและใกล้บ้าน และแล้วประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนหน้านี้ ก็เห็นประกาศของงานนี้ในเพจวิ่งไหนดี และเห็นว่ายังไม่เปิดรับสมัคร แต่สิ่งที่น่าสนใจมากๆคือราคาค่าสมัครเพียงแค่ 100 บาทเท่านั้นเอง แถมมีเงินรางวัลให้กับนักวิ่งที่วิ่งเข้าเส้นชัย…

จงฝึกตนให้อย่าหยุดวิ่ง

ในวันที่อากาศไม่เป็นใจ วันที่ร่างกายไม่เป็นใจ วันที่จิตใจไม่เป็นใจ ก็ทำให้ไม่อยากจะทำอะไรสักอย่าง อย่างวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ทำงานเยอะมา 2 วันติด แถมอาการแพ้อากาศกำเริบ เวลานอนไม่พอ ตื่นมาตอนเช้าแม้ฝนเพิ่งหยุดตกไม่นาน แต่อากาศร้อนอบอ้าวอย่าบอกใคร ดีที่ลงสมัครงานวิ่งเอาไว้ ด้วยความตั้งใจว่าเราอยากจะไปตั้งแต่ต้นเดือน เลยยอมขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงตอนตี่สี่ครึ่ง เมื่อวานไม่ได้ไปรับบิบและเสื้อไว้ วันนี้ (20 ส.ค.60) จึงไปก่อนเวลาเล็กน้อยเผื่อเวลารับเสื้อและบิบค่ะ วันนี้ลงสมัครงานวิ่งชื่อว่า School Supply Drive Fun Run ที่สวนรถไฟ จัดโดย Adventist Youth Association และ Seventh Day Adventist ร่วมกับทีมจัด Run Around Thailand รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายการจัดงานจะมอบเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายอาหารและอุปกรณ์การศึกษาในโรงเรียนที่ห่างไกล และมอบให้กับมูลนิธิ SafeHaven เพื่อเด็กกำพร้าที่บ้านท่ายาง จังหวัดตาก และโรงเรียนที่ยากจนในพื้นที่กรุงเทพฯ…

ไม่ใช่แค่ตั้งใจชนะ แต่ตั้งใจเตรียมตัวชนะต่างหาก ที่จะสร้างความแตกต่างได้

ถึงวันอาทิตย์อันแสนสุขอีกครั้ง และก็ถึงเวลาที่เราจะได้วิ่งอีกครั้งหนึ่ง ใจนี่กระโดดไปถึงสวนแล้วแต่เมื่อคืนนอนดึกไปหน่อย รวมกับระยะซ้อมที่มากขึ้น และโปรแกรมซ้อมที่เข้มข้นขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา ทำให้ร่างกายไม่อยากจะลุกขึ้นมาจากเตียงเลย แต่เนื่องจากนัดคุณพ่อคุณแม่ไว้แล้วว่าจะไป เลยทำให้ลุกขึ้นมาได้ค่ะ ไปถึงสวนลุมก็ตีห้าครึ่ง เริ่มวอร์ม เริ่มวิ่งก็เมื่อตีห้าสี่สิบห้า วันนี้เราต้องซ้อมระยะ 17.6 กิโลเมตร นับได้คร่าวๆก็ 7 รอบสวนลุมเอ๊ง! ว่าแล้วก็รีบวิ่งก่อนแดดออกจนร้อนทำให้พลังงานตอนท้ายยิ่งหดหายไปอีกดีกว่าค่ะ วันนี้เรามีร่วมงานที่จัดที่สวนลุมด้วยค่ะ ชื่องาน Give Charity Run 2nd 2017 เป็นงานวิ่งที่จัดโดยมูลนิธิกระจกเงา และใช้ผู้จัดหน้าใหม่หน่อย ชื่อ Runrhythm มูลนิธิกระจกเงานี่ก็เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางแล้วนะคะ ในเรื่องของการช่วยเหลือเด็กหายเป็นหลัก และยังมีการช่วยเหลือเรื่องอื่นๆให้กับสังคมด้วย ทั้งงานด้านสิทธิมนุษยชน งานด้านสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศ งานพัฒนาอาสาสมัครและการแบ่งปันทรัพยากร เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้และการใช้ชีวิต โดยมีพื้นที่ปฏิบัติงานทั้งบนสังคมออนไลน์ (Internet) สังคมเมืองและสังคมชนบท โดยทำหน้าที่เป็นกระจกเงา ที่สะท้อนเรื่องราว ความเป็นจริงของสังคมและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมค่ะ นี่ไปหาข้อมูลมาซะยาวเลย เอาเป็นว่า…

ยิ่งฝึกมาก ยิ่งแพ้ยาก

เมื่อถึงเวลาต้องลุกออกไปซ้อม เราก็ต้องออกไปซ้อมนะคะ อย่าโอ้เอ้อยู่บนเตียงนาน ความขี้เกียจจะเริ่มเกาะตัวค่ะ วันนี้ (6 ส.ค. 60) ก็เป็นวันซ้อม 16 กิโลเมตรของเราเช่นกันค่ะ จากที่เคยกลัวว่าจะไม่ลุกจากเตียงตอนนี้ไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่าไหร่ แต่ที่เป็นปัญหาก็คือกลัวว่าจะวิ่งไม่ถึงระยะซ้อม เพราะระยะซ้อมที่ยาวนานมากขึ้นนี่สามารถบั่นทอนกำลังใจและความตั้งใจได้เลยค่ะเลยต้องลงงานวิ่งเอาไว้ช่วยกระตุ้นตัวเองค่ะ หาไปหามาก็เจองานนี้นะคะ ชื่องานน่ารักว่า “วิ่งนี้เพื่อแมวจร ปี 2” หรือ “Kingdom of Tigers Run 2017” ค่ะ ชื่องานก็บอกจุดประสงค์งานละค่ะว่าวิ่งเพื่อเอาเงินไปช่วยเหลือแมวจรจัดค่ะ และงานนี้ก็จัดที่สวนลุมซึ่งเป็นสนามซ้อมเราพอดีค่ะ แต่เรามาเจองานนี้ช้าไปจึงพบว่า แพคเกจค่าสมัครที่ถูกที่สุดได้เต็มแล้ว เหลือแต่ค่าสมัครที่แพงขึ้น แต่จะได้หมวกเพิ่ม หากแพงกว่านั้น ก็จะได้กระเป๋าด้วย คิดไปคิดมา เอาตามกำลัง ลงราคาที่พอจ่ายได้ คือแค่พอได้หมวกดีกว่าค่ะ และอีกอย่างที่สำคัญและทำให้อยากได้ไปงานนี้ก็คือ เหรียญน่ารักมากค่ะ เป็นรูปรอยพิมพ์เท้าแมวสีส้ม เลยทำให้การตัดสินใจเข้าร่วมงานง่ายขึ้นค่ะ เราไปถึงสวนลุมก่อนเวลาปล่อยตัว 40…