Category: ประสบการณ์มินิมาราธอน

จงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และเอาตัวเองออกมาจากการไม่สามารถยอมรับอะไรได้

หลังจากงานวิ่งงานล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มี.ค. เราวิ่ง 10.5 กิโลเมตรไปด้วยเวลา 59.33 นาที แต่มาจบด้วยเวลาประมาณ 1:20 ชั่วโมง ในงานวันที่ 29 เม.ย. นี้ เรียกได้ว่า ไปเรื่อยๆ ไม่คิดเร็วมากกว่า เหตุที่วิ่งช้าลงเพราะความกลัวล้วนๆ ด้วยว่า 1 เดือนที่ผ่านมาต้องผจญกับอาการเจ็บเส้นเอ็นพยุงฝ่าเท้า และปุ่มกระดูกเท้าที่ยื่นมาแต่เกิดนั้นเกิดอักเสบขึ้นมา จนโค้งเท้าล้มลงกว่าปกติ จากเดิมโค้งเท้าแบนเล็กน้อย ทำให้ต้องลดระยะทางซ้อมวิ่งรวมลง เราต้องหยุดวิ่งไป 1 สัปดาห์ พักรักษาตัวด้วยการทำทั้งเลเซอร์ และอัลตราซาวน์ ยืดกล้ามเนื้อ ออกกำลังเสริมกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน แล้วค่อยๆกลับมาวิ่ง เรากำลังอยู่ในโปรแกรมซ้อมไปฟูลมาราธอนที่นาวิกโยธิน เลยจำเป็นต้องปรับโปรแกรมซ้อมใหม่ทั้งหมด ให้จำนวนวันวิ่งน้อยลงแต่ระยะทางรวมยังคงเสริมการวิ่งฟูลมาราธอน สาเหตุของอาการเจ็บคงมาจากหลายสาเหตุรวมกัน ทั้งเพิ่มระยะวิ่งรวมมากกว่าเดิมค่อนข้างมาก แม้จะค่อยๆเพิ่มก็ตาม ไปวิ่งบนพื้นทรายมาเมื่อไปเที่ยวต้นเดือน ก่อนหน้านั้นก็ City run แบบทางไกล ซึ่งล้วนแต่ใช้กล้ามเนื้อฝ่าเท้ามาก และมีแรงกระแทกรวมต่อเท้ามาก นอกจากนั้นด้วยความที่งานค่อนข้างยุ่ง เลยละเลยการออกกำลังเสริมกล้ามเนื้อรวมทั้งตัว ไม่ได้ออกกำลังชนิดอื่นสลับกับวิ่ง ยืดกล้ามเนื้อน้อยลง เลยทำให้ค่อยๆมีอาการสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ เราสามารถวิ่งได้ 10 กิโลเมตรสบายๆ โดยไม่มีอาการเจ็บ แต่หลังวิ่งจะรู้สึกระบมเล็กน้อย และถ้าวิ่งเกิน 13 กิโลเมตรขึ้นไป จะมีอาการล้าเท้า และช้ำที่ปุ่มกระดูก เวลาวิ่งทุกวันนี้เลยรู้สึกเหมือนแขยง ไม่กล้าวางเท้าลงเต็มที่ และยังปรับท่าวิ่งใหม่ ให้ใช้กล้ามเนื้อสะโพกและเข่ารองรับแรงกระแทกมากขึ้น แม้จะได้ผลดี แต่เนื่องจากเพิ่งเริ่มฝึกไม่นาน จึงทำให้กล้ามเนื้อล้าง่าย จนทำให้ต้องวิ่งช้าลง งานวิ่งวันนี้ชื่องานว่า “นกขมิ้นวิ่งในสวน ครั้งที่ 3” จัดที่สวนรถไฟ เราเคยเข้าร่วมแล้วในครั้งที่ 2 ด้วยเพราะเหรียญน่ารัก แต่ปีนี้เข้าร่วมเพราะอยากร่วมทำบุญ และใกล้บ้าน แค่นั้นค่ะ และวันนี้การซ้อมคือการวิ่งให้ได้ 1:30 ชั่วโมง เราเลยวิ่งแบบระมัดระวัง วิ่งคุมกล้ามเนื้อ คุมท่าให้ถูก เรียกว่าต้องทำสมาธิตลอดเส้นทาง เรื่องความเร็วเลยไม่ได้สนใจ สนใจแค่เราคุมท่าได้ถูกต้องเป็นพอค่ะ ก่อนวิ่งก็ต้องเตรียมของให้พร้อม เพราะตื่นมาก็จะได้ไม่ลืมโน่นลืมนี่ จบงานวิ่งนี้ด้วยเวลารวมทั้งหมดทั้งตอนวิ่งก่อน และหลังช่วงการแข่งขัน ใช้เวลาไป 1:37:11 ชั่วโมง ได้ระยะทางรวม 13.78 กิโลเมตร ด้วยความเร็วเฉลี่ย 7:03 นาทีต่อกิโลเมตร มีหยุดเดินตรงจุดให้น้ำเป็นช่วงๆ ชีพจรโดยรวมอยู่ในโซน 4 และ 5 ทั้งๆที่ไม่รู้สึกเหนื่อยขนาดนั้น แม้อากาศจะไม่ได้ร้อนมาก แต่สำหรับเรามันคือความชื้นต่างหากที่รู้สึกทำให้หนึบหนับตัว วิ่งแล้วไม่สบายตัว และคงเพราะกังวลกับอาการที่เท้า เลยทำให้ชีพจรสูงกว่าปกติก็เป็นได้ ส่วนจำนวนก้าวต่อนาทีก็ค่อนข้างมากกว่าปกติที่เคยวิ่งประมาณ 160-180 ก้าวต่อนาที กลับมีช่วงที่ขึ้นถึง 247 ก้าวต่อนาที น่าจะช่วงหลังที่เริ่มล้าขาแล้วนั่นเอง ส่วนความสูงของเส้นทางวิ่งก็เป็นไปตามเนินของเส้นทาง ไม่ชันมากค่ะ เส้นทางวิ่งวันนี้วนเวียนอยู่ที่สวนรถไฟเป็นส่วนใหญ่ เรานั่งรถแท๊กซี่ออกจากคอนโดไปลงตรงตึก ปตท แล้ววิ่งวอร์มเข้าไปที่จุดปล่อยตัว ยืดกล้ามเนื้อ อบอุ่นร่างกาย ปล่อยตัว วิ่งจนครบระยะ รับเหรียญแล้วก็วิ่งออกมาสวนจตุจักรเลย แล้วก็นั่งมอเตอร์ไซค์กลับเข้าคอนโด เราลืมกดหยุดนาฬิกาค่ะ เลยทำให้เหมือนมีเส้นเกินออกมา เหรียญงานวันนี้ก็น่ารักตามงาน เป็นรูปนกบินค่ะ เมื่อร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางแย่ลง สิ่งที่จะทำได้ดีที่สุดคือการตั้งสติ และคิดหาสาเหตุตามความเป็นจริง เพื่อที่จะหาทางแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดและเร็วที่สุด ป้องกันปัญหาที่เกิดเลวร้ายลงไปกว่าเดิมโดยไม่จำเป็น ไม่ตื่นตูม ไม่โวยวาย และไม่หลอกตัวเองว่าอะไรๆมันจะดีขึ้นเอง เมื่อพฤติกรรมเดิมๆของตัวเอง คือสาเหตุของปัญหา การหลอกตัวเองว่าไม่น่ามีอะไร และยังคงทำพฤติกรรมเดิมอยู่ ยิ่งมีแต่จะทำให้ปัญหาแย่ลง ดังที่เคยมีเพื่อนนักวิ่งท่านหนึ่งโพสลงในกลุ่มว่า “จงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และเอาตัวเองออกมาจากการไม่สามารถยอมรับอะไรได้” สิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ คือ ตารางซ้อม ระยะทาง ความเร็ว เวลา การออกกำลังเสริมกล้ามเนื้อ การคุมท่าวิ่ง สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ คือปุ่มกระดูกที่เรามีมาแต่กำเนิด แถมยังเป็นจุดเกาะให้กับเส้นเอ็นกล้ามเนื้อที่พยุงโค้งเท้าเป็นหลักซะอีก และสิ่งสำคัญที่สุดคือ การยอมรับความจริงให้เร็วที่สุด เพื่อให้เกิดปัญหาสั้นที่สุด และลงมือแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ได้ผลที่วัดได้จริง และมีประโยชน์จริงค่ะ ขอให้เพื่อนนักวิ่งไม่มีปัญหากับร่างกายกันนะคะ  

ไม่ถึงต้องเขย่ง ไม่เก่งต้องขยัน

คำพูดที่จั่วหัวข้อนี้มาจากพี่เอียด ส.อ.สุพิศ จันทรัตน์ นักวิ่งขาเก๋าและขาแรงในวงการวิ่งที่นักวิ่งหลายท่านรู้จักกันดี แถมเป็นนักวิ่งบอดี้การ์ดให้กับพี่ตูน บอดี้สแลม ในงานวิ่งก้าวคนละก้าวซะด้วย พี่เอียดเป็นนักวิ่งที่เริ่มวิ่งตั้งแต่เด็กๆ เป็นนักวิ่งของโรงเรียน และสามารถพูดได้เต็มปากว่าพี่เอียดวิ่งเพื่อปากท้องโดยแท้ พีเอียดวิ่งเก่งถึงขนาดได้รับทุนเรียนฟรีตั้งแต่โรงเรียนยันมหาวิทยาลัย แต่ละงานที่ลงวิ่ง หวังรางวัลที่เป็นจำนวนเงินมากกว่าถ้วย เพราะหมายถึงเงินค่าข้าวที่พี่เอียดจะสามารถเลี้ยงปากท้องตัวเองให้รอดไปได้อีกหลายมื้อ แทนที่จะต้องรบกวนเงินทองจากทางบ้าน พี่เอียดมีความขยันในการฝึกซ้อมมาก นอกจากใจรักแล้ว ยังมีเหตุผลดังที่กล่าวมาสนับสนุน จนทำให้พี่เอียดกลายเป็นนักวิ่งแนวหน้า ไปสนามไหนก็กวาดรางวัลมาได้หมด พี่เอียดเคยทำชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมามากมาย พี่เอียดเคยคว้ารางวัลชนะเลิศรองอันดับ 1 ประเภททีมชาติ ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาครองด้วยสถิติ 02:40:13 ในการแข่งขันวิ่งมาราธอน “เดอะ เกรทเทส เรส ออน เอิร์ธ” ณ สนามที่ 3 เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย พี่เอียดมีคติประจำใจ นั่นคือ “ไม่ถึงต้องเขย่ง ไม่เก่งต้องขยัน” นั่นหมายความว่า พี่เอียดไม่ใช่คนที่นั่งรอรับผลประโยชน์จากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว…

ถ้าไม่มองตัวเองว่าเป็นผู้ชนะ เราก็จะไม่ทำอะไรให้เป็นผู้ชนะ

วันนี้มีนัดกับงานเดิน-วิ่งการกุศล 140 ปี คริสตจักรที่สอง สามย่าน ที่สวนลุมพินี จัดโดยคริสตจักรที่สอง สามย่าน ตามชื่องานเลยค่ะ เป็นงานเล็กๆที่เพิ่งประกาศทีหลังงานอื่น จริงๆแล้วในวันนี้มีงานวิ่งเป็นสิบงานเลย และเราก็ลงสมัครงานอื่นไว้ แต่พอเห็นงานนี้เลยขายบิบงานก่อนหน้ามาสมัครงานนี้แทนเพราะอยู่ใกล้บ้านมากกว่า ไม่เสียค่ารถและเวลาที่ต้องเดินทางไปไกลค่ะ จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ว่ามีการแข่งขันหรือไม่ ก็ได้ทราบว่ามีรางวัล Overall ให้กับ 5 อันดับแรกแยกชายหญิง เลยมานั่งดูตัวเองว่ามีความพร้อมหรือไม่ที่จะแข่งขันเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วใส่เต็มไปกับงานแข่งขันและได้รางวัลมาแล้ว จึงถามตัวเองว่าไหวหรือไม่หากจะลงเป็นการแข่งขันอีกครั้งหนึ่ง หรือแค่ไปวิ่ง Long run เพื่ออยู่ในโปรแกรมซ้อมอย่างที่ผ่านมา แต่เมื่อพิจารณาร่างกายแล้วว่าพอไหว รวมกับเหตุผลอื่นอีกคือ เป็นงานเล็กๆ ประกาศทีหลัง มีงานอื่นที่นักวิ่งชอบไปจัดอยู่ในกรุงเทพในวันเดียวกัน และงานอื่นๆอีกมากมายที่น่าจะกระจายนักวิ่งออกไป โอกาสที่จะเจอสายแข็งในงานก็อาจจะมีอยู่บ้าง แต่เนื่องจากแจกถึง 5 อันดับ เลยคิดว่าน่าจะยังมีโอกาสที่จะติดรางวัล จึงติดสินใจให้งานวิ่งงานนี้เป็นการแข่งขัน เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็มาดูตารางซ้อมตัวเองที่เพิ่งเริ่มเข้าโปรแกรมซ้อมเพื่อไปวิ่งฮาล์ฟที่เขาใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมว่าพอจะทำอะไรได้บ้าง จึงได้เห็นว่ามีวิ่งอินเทอร์วอล 3 วันก่อนหน้าวันแข่งขัน จึงจำต้องตัดทิ้งไป…

คนส่วนใหญ่ร่วมงานแข่งขันเพื่อจะดูว่าใครเร็วที่สุด แต่เราร่วมงานแข่งขันเพื่อจะดูว่าใครมีกึ๋นที่สุดต่างหาก

  หลังจากฝึกซ้อมเพื่อทำลายสถิติส่วนตัวมาเป็นเวลานาน 6 สัปดาห์ เน้นวิ่งโซน 2 เพิ่มพื้นฐานให้แน่น และวิ่งอินเทอร์วอล กับเทมโปสลับกันไป สุดท้ายก็มาถึงวันนี้ที่เราลงสมัครงานวิ่งของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ชื่อว่า Siriraj Blade Runner 2018 เพื่อวิ่งแข่งกับตัวเองอีกครั้งหนึ่ง เราเคยทำสถิติเร็วที่สุดมินิมาราธอน 10.5 กิโลเมตรไว้เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2560 ด้วยเวลา 59.32 นาที ที่ตั้งใจไว้ก็คือ ทำเวลาให้น้อยกว่านี้ ถ้าต่ำกว่า 50 นาทีได้ จะดีใจมาก แต่ถ้าดูจากเวลาที่ซ้อมมา ทำได้สัก 55 นาที ก็ถือว่าดีมากแล้วค่ะ เหตุผลหลักที่เราเลือกงานนี้เพราะว่ามี Time chip แม้จะเป็นระยะมินิก็ตาม ตัดปัญหาการจับเวลา เผื่อว่านาฬิกาเราจะเกิดเสียขึ้นมา และเผื่อว่าจะได้รางวัลกับเค้าบ้าง ก็จะได้ไม่ต้องไปยืนเถียงกันเรื่องเวลา และเรื่องเพศ เคยมีงานหนึ่งที่เราติดอันดับที่ 4 แต่ไม่ถูกเรียกรับรางวัล เพราะคิดว่าเราเป็นผู้ชาย!! มองเราผิดไม่ว่า แต่บิบที่ทำออกมาก็ไม่มาตรฐาน ไม่แบ่งเพศ และอายุอย่างชัดเจน มีแต่ตัวเลข จึงทำให้เจ้าหน้าที่มองไม่ทัน พอมี Time chip ก็อุ่นใจ เรามีหน้าที่แค่วิ่งอย่างเดียวเท่านั้น ระยะมินิปล่อยตัวตอนตีห้า กะได้เลยว่า ไม่หยุดถ่ายรูป เพราะแสงยังไม่มาแน่ๆตอนเข้าเส้นชัย สรุปคือวิ่งอย่างเดียวค่ะ หลังจากเตรียมของสำหรับวิ่งเรียบร้อยแล้ว เราก็รีบเข้านอนตอนสี่ทุ่ม และตื่นตอนตีสามครึ่ง ซัดขนมปัง 2 ชิ้นและกาแฟดำ ออกเดินทางถึงงานเวลาตีสี่นิดๆ เลยมีเวลาเข้าห้องน้ำ ยืดเส้นยืดสาย และวอร์มจนได้ที่พอดี ก็ถึงเวลาปล่อยตัวค่ะ คราวนี้ต้องขอแทรกตัวเข้าไปอยู่หน้าๆ เพราะต้องการเวลา Gun time ให้ใกล้เวลาปล่อยตัวจริงที่สุด และตั้งใจเร่งในช่วง 500 เมตรแรกเพื่อตีตัวออกห่างฝูงชน ปล่อยให้ความเร็วของแต่ละคนมาจัดลำดับเองในช่วง 5 กิโลเมตรแรก และวัดความอึดของแต่ละคนที่กิโลเมตรที่ 7-8 ส่วนหลังจากนั้น แล้วแต่ก๊อกของแต่ละคนว่าเตรียมกันมากี่ก๊อก จนกว่าจะถึงเส้นชัย วิ่งครั้งนี้ สำหรับเราแล้ว คือการเอาชนะตัวเองเท่านั้น ไม่คิดมองใครคนอื่นเลย หลังปล่อยตัว 1 กิโลเมตรแรก เริ่มเป็นทางวิ่งขึ้นทางยกระดับบรมราชชนนี ตรงนั้นก็เริ่มคัดตัวนักกีฬาที่ฝึกซ้อมมาพร้อมแล้วในระดับหนึ่ง หลังจากนั้นก็เป็นเส้นทางตรงแล้วค่ะ จะมีทางลาดขึ้นและลงเป็นระยะ สนามนี้เราคล่องอยู่แล้ว เลยรู้ว่าจะมีเนินตรงไหนยังไงบ้างเลยทำให้กะแรงและเวลาได้ดี ยอมรับว่า 4 กิโลเมตรแรก ยังไม่ตื่นดีค่ะ ร่างกายร่ำร้องบอกว่ามันเมื่อย เหนื่อย อยากจะนอน ก็ออกจะแปลกใจตัวเอง ปกติ 4 กิโลเมตรแรกนี่ ขาแรงจนต้องคอยยั้งตัวเองตลอด มองนาฬิกาจับความเร็ว ก็อยู่ที่เพซ 5 ปลายๆ 6 มีหลุดเลย 6ไปบ้าง ซึ่งเกินจากที่วางแผนไว้ว่า ต้องต่ำกว่า 6 ค่ะ เราต้องคอยปลุกตัวเองตลอด ปล่อยตัวเช้านี่ออกจะไม่เหมาะกับคนชอบวิ่งเย็นอย่างเราจริงๆ พอถึงจุดกลับตัว ตรงนั้นร่างกายก็อยู่ตัวแล้วค่ะ เราตื่นดีแล้ว มาดูจังหวะลมหายใจก็รู้ว่าเข้าโซน 3 แน่ๆ อาจถึงโซน 4 ด้วยซ้ำ ส่วนขานี่ไม่ต้องพูดถึง แรงมาจากไหนไม่รู้ค่ะ ไม่ล้า ก้าวได้ยาว ถ้าให้ชะลอก็ไม่อยากชะลอแล้ว เลยปล่อยไปตามแรงที่เราซ้อมมา คอยถามตัวเองว่ามากไปไหม แต่ร่างกายก็ตอบมาว่ายังเอาอยู่ ก็เลยปล่อยไปตามนั้นค่ะ ความเร็วหลังกิโลเมตรที่ 8 ขึ้นไป เราก็ไม่สนแล้วค่ะ เพราะเป็นช่วงที่เป็นจุดกลับตัวของระยะฟันรัน เราเลยต้องมีสมาธิกับการวิ่งหลบคนค่ะ แต่งานนี้ดีอยู่อย่างก็คือ รับนักวิ่งไม่เยอะมาก ทำให้ไม่เต็มถนนจนไม่มีทางตรงให้วิ่งยาว ตอนลงเนินครั้งสุดท้ายก่อนเข้าโค้งลงมาข้างล่าง เลยปล่อยตามแรงขา ทำให้ได้ความเร็วไปแบบสบายๆ ช่วงนั้นมองหน้ามองหลังก็ดูไม่มีผู้หญิงระยะมินิเลย ทำให้ค่อนข้างแน่ใจว่า ตัวเองเป็นผู้หญิงแถวหน้าอยู่ค่ะ อีกประมาณ 50 เมตร จะเข้าเส้นชัย กลับโดนเบรคกะทันหัน เพราะมีรถเข้ามาใต้สะพาน ต้องหยุดรอรถ 5 คัน น่าจะเสียเวลาไปประมาณ 10 วินาทีได้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นจริงๆ เพราะใกล้เส้นชัยมาก หลายคนเร่งมาจากระยะที่ลงสะพานมาแล้ว ก็คือระยะ 500 เมตรสุดท้าย รวมทั้งเราด้วย และดูจากถนนตรงนั้นแล้ว ตำรวจสามารถกันไม่ให้รถเข้ามาได้ เพราะไม่กระทบการจราจรแน่ๆ กันแบบนี้ถือว่าอันตรายสำหรับนักวิ่งค่ะ พอข้ามถนนมาได้ ก็โกยสองขาเข้าเส้นชัยแบบไม่คิดชีวิต เป็นครั้งแรกที่รู้สึกดีกับการวิ่งเข้าเส้นชัยแบบขายังมีแรงเหลือ น่าแปลกใจตัวเองจริงๆ ไม่รู้มีแรงมาจากไหน คิดในใจว่านี่แหละ คือผลจากการฝึกซ้อมแน่ๆ เราดูเวลาในนาฬิกาพบว่าใช้ไป 58.02 นาที ทำลายสถิติเดิมไปแล้วแน่ๆ และเราก็เริ่มสำรวจตัวเองทันทีว่ามีเจ็บตรงไหนไหม ล้าหรือไม่ ก็พบว่ารู้สึกสบายมาก ไม่เหนื่อยมาก จุกเล็กน้อยเพราะวิ่งเร็ว ทำให้มีแรงกระแทกต่อท้องมากหน่อย เลยเดินไปค่อยๆจิบน้ำ และไปรอพิมพ์ผลการแข่งขัน แล้วค่อยไปรับโจ๊กเกี๊ยวกุ้งแสนอร่อยไปนั่งริมน้ำ ยืดกล้ามเนื้อก่อน พอให้หายเหนื่อยและหายจุก แล้วค่อยทานโจ๊กค่ะ เหรียญงานนี้สวย ไม่ซ้ำใคร เป็นรูปใบมีดที่แพทย์ใช้ผ่าตัด สายห้อยคอยาวไปนิด แต่โดยรวมโอเคเลยค่ะ ผลการแข่งขันอย่างไม่เป็นทางการพบว่า ได้ลำดับที่ 2 ในกลุ่มผู้หญิงอายุ 30-39 ปี จาก 384 คน หากดูผู้หญิงอย่างเดียวไม่ดูอายุ ก็ได้ที่ 6 จาก 928 คน และได้ที่ 46 จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 1909 คน เรียกว่าผลที่ได้เกินความคาดหมายไปเยอะค่ะ เรารอทางผู้จัดยืนยันผลอีกครั้งตอน 6.30 น. พอรู้ว่าติดถ้วยแล้วแน่ๆ ก็ต้องอยู่รอรับรางวัลกันไปค่ะ มาดูสถิติทางด้านอื่นกันบ้าง จากนาฬิกาใช้เวลาไป 58.09 นาที ได้ระยะทาง 10.45 กิโลเมตร ความเร็วเฉลี่ย 5.34 นาทีต่อกิโลเมตร เผาไป 458 แคลอรี่ หัวใจเต้นสูงสุดไปที่โซน 4 คือ 164 ครั้งต่อนาที ดูความเร็วต่อ 1 กิโลเมตรก็เป็นไปตามความรู้สึกค่ะ เพราะ 4 กิโลเมตรแรกเรายังไม่ตื่นดีเลยวิ่งเพซอยู่ระหว่าง 5:40-5:50 ซึ่งเป็นข้อดีคือจะได้เก็บแรงไว้ปล่อยตอนท้ายได้ หลังจากนั้นตื่นดีแล้วก็เร่งขึ้นมาอีกหน่อย อยู่ระหว่าง 5:20-5:40 และคอยบอกตัวเองว่าให้คงความเร็วเท่านี้ไปเรื่อยๆ และถ้าแรงเหลือตอนท้ายสุดที่ระยะ 500 เมตรสุดท้ายก็ให้ปล่อยไป ถ้าดูจากกราฟก็ได้เร็วสุดที่ 3:38 มีหยุดเดินช่วงดื่มน้ำที่กิโลเมตรที่ 5 เท่านั้นค่ะ ชีพจรเฉลี่ยอยู่ที่ 147 ครั้งต่อนาที สูงสุดเข้าโซน 4 คือ 164 ครั้งต่อนาที แต่ดูจากความรู้สึกรวมๆในวันนี้ก็พอจะทนได้นะคะ ไม่เหนื่อยมากจนแทบคลานเหมือนช่วงที่เริ่มวิ่งใหม่ๆ ส่วนสมรรถนะรวมครึ่งชั่วโมงแรกดีเลิศ ครึ่งชั่วโมงหลังก็แค่ดีพอใช้ค่ะ ผลจากการวิ่งวันนี้ใช้ระบบการเผาผลาญแบบใช้ออกซิเจนเป็นหลัก จำนวนก้าวต่อนาทีเฉลี่ยอยู่ที่ 168 สูงสุดเร่งไปได้ 177 ความสูง ความสูงก็เป็นไปตามเส้นทาง จากจุดปล่อยตัวมีวิ่งขึ้นไปที่ทางยกระดับบรมราชชนนี บนเส้นทางมีเนินขึ้นลงยาว 2 เนิน วิ่งไปวิ่งกลับทางเดิมค่ะ อุณหภูมิพอทนได้ อยู่ที่ 29-30 องศา แอบร้อนนิดๆสำหรับเราค่ะ ความชื้นสัมพัทธ์อยู่ที่ 72% พอใช้ได้ วิ่งต้านลมช่วงแรกเล็กน้อยที่ความเร็วลม 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง     และสุดท้ายคือโซนหัวใจของการวิ่งวันนี้ค่ะ ก็ไม่แปลกใจแต่อย่างใดที่เข้าโซน 3 และ 4 เพราะตั้งใจให้เป็นอย่างนั้นในวันแข่งขันอยู่แล้วค่ะ จบเรื่องของตัวเลขแต่เพียงเท่านี้ค่ะ กลับมาที่เรื่องของการแข่งขัน จริงๆแล้วไม่ใช่คนชอบแข่งขันกับใคร แต่ชอบแข่งขันกับตัวเองมากกว่า เราเข้าร่วมการแข่งขัน เพราะชอบเห็นแรงบันดาลใจจากคนอื่นที่มีใจในการแข่งขันมากกว่าเรา มากกว่าที่จะไปดูว่าใครเร็วที่สุดเพราะบางทีคนที่วิ่งช้ากว่าเราก็สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้เราได้ โดยเฉพาะเรื่องของความมุ่งมั่นตั้งใจ เราเห็นบางคนวิ่งเร็วมากตั้งแต่ปล่อยตัวและแซงเราไป แต่มาแผ่วในตอนท้ายจนเราได้แซงกลับ เราไม่รู้สึกดีใจอะไร เพราะเพื่อนๆเหล่านั้นแสดงให้เราเห็นถึงความมุ่งมั่นแล้ว และเขาก็ทำได้ดีที่สุดเท่าที่ความสามารถตัวเองจะมีแล้ว นั่นคือกึ๋นของแต่ละคนที่ซ่อนอยู่ กลับกันถ้าคนที่วิ่งช้าตอนต้น และสามารถเร่งได้ตอนปลาย หรือวิ่งได้เร็วเสมอต้นเสมอปลาย และจะแซงเราไป นั่นก็เป็นเรื่องที่น่านับถือ เพราะพวกเขาแสดงให้เห็นแล้วว่า ได้ฝึกซ้อมมาอย่างไร และพวกเขาก็ควรค่ากับรางวัลที่ควรจะได้หากสามารถเข้าได้เป็นที่หนึ่ง บรรยากาศของความมุ่งมั่นในงานวิ่งนี่แหละค่ะที่ทำให้เรากลับมาร่วมงานวิ่งครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าใครจะเป็นคนวิ่งข้างหน้าสุด หรือจะเป็นคนวิ่งรั้งท้ายสุด แต่ทุกคนคือนักวิ่งที่พิสูจน์แล้วว่า ได้เอาชนะใจตัวเองที่ลุกขึ้นมาวิ่งในวันนี้ได้ ถ้วยรางวัลสำหรับเราในวันนี้แค่เป็นบทพิสูจน์ว่า เราได้วิ่งแซงทิ้งใครหลายๆคนไว้ข้างหลัง และยังมีคนอีกหลายคนที่วิ่งอยู่ข้างหน้าเรา แค่นั้นเอง สุดท้ายนี้ แค่เราสามารถวิ่งนำหน้าตัวเราเองในเมื่อวานได้ ก็พอใจแล้วค่ะ ขอให้เพื่อนนักวิ่งสามารถเอาชนะตัวเองกันให้ได้นะคะ  

ยิ่งวิ่งน้อย ยิ่งได้มาก

  จริงๆวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมาเราลงสมัครงาน Run for Sea เอาไว้ แต่ทางผู้จัดงานได้ย้ายสถานที่จัดงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปที่ตลาดนัดเลียบด่วนรามอินทรา ซึ่งไกลสำหรับเรามาก ค่ารถไปกลับก็สามารถนำมาลงงานวิ่งใหม่ได้อีกงานหนึ่งเลย เราเลยตัดสินใจไม่ไปดีกว่า และก็เข้าใจทางผู้จัดว่ามีเหตุจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนสถานที่จัดงานจริงๆ แม้จะแจ้งล่วงหน้าเพียง 5 วัน ขนาดนักวิ่งยังรู้สึกว่าเตรียมตัวไม่ทัน นี่ไม่ต้องนึกถึงผู้จัดเลย คงวิ่งจัดการแก้ปัญหากันหูตูบแล้ว เราก็ไม่อยากเป็นเสียงหนึ่งที่ทำให้ผู้จัดเครียดมากขึ้น เลยคิดซะว่าทำบุญแล้วกัน เสียดายแค่ว่าจะไม่ได้เหรียญที่น่ารักมากๆ เลยส่งข้อความถามทางผู้จัดว่า สำหรับคนที่ไม่ได้ไปร่วมงานจะขอเหรียญได้ไหม ยังไงเราก็ต้องออกไปวิ่งอยู่แล้ว และทางผู้จัดก็แจ้งกลับมาว่า สามารถไปรับเหรียญได้ที่โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท แต่ต้องหลังจากวันที่ 6 เป็นต้นไป แค่นั้นก็สบายใจค่ะ วันที่ 5 ธันวาคม เราเลยเปลี่ยนจุดหมายไปวิ่งที่สวนลุมแทนค่ะ และตารางวิ่งวันนี้ก็ยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากวิ่งฟูลมาราธอน แต่เป็นช่วงท้ายๆแล้วค่ะ จึงมีการวิ่งเร่งเพิ่มมาตอนท้ายค่ะ     เป้าหมายการวิ่งคือ 8 กิโลเมตร ด้วยความเร็วแบบวิ่งสบายๆ จากการคำนวณความเร็วที่ดีที่สุดของ 5 กิโลเมตรคือ 29 นาที เราจึงได้ความเร็วเพซที่ต้องวิ่งอยู่ในช่วง 8.08-9.23 นาทีต่อกิโลเมตร แบบว่าช้ามากๆจนจะหลับอีกแล้ว แต่ก็ต้องฝืนใจวิ่งไปค่ะ เพราะยังไม่อยากเร่งอะไรเราเองก็รู้ตัวว่าแรงหลังจากการวิ่งฟูลมาราธอน เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น มันถดถอยไปขนาดไหน ใครเป็นอย่างเราหรือเปล่าก็ไม่รู้ รู้สึกขาล้าไปเลย 1 สัปดาห์เต็ม ขนาดที่ว่าเดินขึ้นลงบันไดยังต้องเกาะราวบันไดแล้วค่อยๆเดิน พอเข้าสัปดาห์ที่ 2 เริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้น แต่ก็ยังรู้สึกข้อขึ้นสนิม มันไม่ลื่น ยังติดๆขัดๆอยู่ จะก้าวจะเดินให้เร็วก็เหมือนต้องใช้แรงมากกว่าปกติ ต้องเข้าสัปดาห์ที่ 3 นี่ล่ะค่ะ ที่เริ่มจะวิ่งเหยาะเพซ 8 ได้สบายๆหน่อย พอมาวิ่งวันนี้เลยเป็นช่วงที่ขาเริ่มก้าวไปข้างหน้าได้สบายขึ้น การวิ่งสไตรด์ 4 รอบทำให้รู้ตัวว่า อ้าว กำลังขากลับมาแล้วนี่นา เย้! การวิ่งสไตรด์เป็นการฝึกที่ช่วยเพิ่มความเร็วการวิ่งได้ ง่ายที่สุด และใช้เวลาไม่นาน โดยเริ่มจากการวิ่งเร่งเครื่อง ใช้เวลา 10 วินาที เร่งให้ถึงความรู้สึกหนักของนักวิ่ง 95% (ไม่ใช่ 95% ขออัตราการเต้นหัวใจสูงสุดนะคะ ให้ใช้ความรู้สึกของเราเป็นหลักค่ะ) หรือใช้ความเร็วที่วิ่งได้ดีที่สุดใน 5 กิโลเมตรแทนก็ได้ค่ะ และคงไว้ 15 วินาที แล้วจึงผ่อนเครื่อง 5 วินาที รวมแล้วได้ 30 วินาที หลังจากนั้นพักด้วยการเดินหรือวิ่งเหยาะๆ  60 วินาที ทำอย่างนี้ 4 รอบค่ะ เราอาจฝึกวิ่งสไตรด์ได้โดยการกำหนดระยะทาง 100-150 เมตรได้ แต่ก็สามารถกำหนดด้วยเวลาได้เหมือนกันค่ะ อย่างที่เราทำให้ดูเป็นตัวอย่างค่ะ การวิ่งสไตรด์ง่ายกว่าการวิ่งแบบอินเทอร์วอล จึงทำให้ปรับฟอร์มการวิ่งได้ง่าย และไม่เหนื่อยเท่า เหมาะกับนักวิ่งมือใหม่ที่อยากจะเพิ่มความเร็วอย่างง่าย และเป็นระบบค่ะ เพื่อนๆสามารถเพิ่มการวิ่งสไตรด์เข้าไปในวันวิ่งแบบสบายๆ ช่วง 3/4 หลังของเวลาวิ่ง เช่น วิ่ง 45 นาที ให้ทำสไตรด์ 4 รอบหลังจากวิ่งไปแล้ว 30 นาทีค่ะ สไตรด์มีความสำคัญในการฝึกซ้อม และการแข่งขันค่ะ เพื่อนๆอาจใช้สไตรด์เป็นการอบอุ่นร่างกายได้โดยทำสไตรด์ 3-4 รอบเป็นอย่างสุดท้ายของการอบอุ่นร่างกายก่อนการฝึกความเร็วอื่นๆ หรือทำสไตรด์ 3-4 รอบก่อนเวลาปล่อยตัวการแข่งขัน เพื่อให้ร่างกาย “ตื่นตัว” มากเพียงพอด้วยการกระตุ้นระบบประสาทและกล้ามเนื้อให้พร้อมเพื่อการแข่งขัน การวิ่งสไตรด์ด้วยท่าทางที่ถูกต้องคือ ให้โน้มตัวไปข้างหน้าประมาณ 1-2 องศา ควรรู้สึกข้อเท้าเด้งได้ และให้เหวี่ยงแขนมากกว่าตอนวิ่งช้าๆเล็กน้อยเพื่อให้ได้แรงเหวี่ยงถึงขาที่วิ่งเร็วขึ้น สำหรับนักวิ่งส่วนใหญ่ จะรู้สึกสนุกกับสไตรด์ เป็นประสบการณ์ที่ดี   และที่สำคัญอย่าคิดว่าสไตรด์คือการวิ่งเร่งให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นะคะ ให้วิ่งเท่าที่ความรู้สึกเราบอกว่าเกือบสุด และต้องมีช่วงเร่งและช่วงผ่อนค่ะ เมื่อจบสไตรด์แล้ว เพื่อนๆไม่ควรรู้สึกล้านะคะ เพื่อให้การวิ่งสไตรด์ได้ผลตามสโลแกน ยิ่งวิ่งน้อยยิ่งได้มากค่ะ และแล้วในที่สุดเราก็ได้รับเหรียญจากการที่ทางผู้จัดงาน Run for Sea ส่งแบบลงทะเบียนมาให้แบบไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมค่ะ แบบว่าน่ารักอย่างนี้ ปีหน้าไม่พลาดค่ะ ขอให้เพื่อนๆสนุกกับการวิ่งสไตรด์กันลนะคะ  

อย่ารอให้หมดแรงก่อนวิ่ง แต่จงออกไปวิ่งให้หมดแรง

อย่ารอให้หมดแรงก่อนวิ่ง แต่จงออกไปวิ่งให้หมดแรง เมื่อคืนนอนหลับๆตื่นๆทั้งคืน ได้หลับจริงคือ 4 ชั่วโมง ตอนนาฬิกาปลุกก็ยังลังเลว่าจะไปงาน Run for Right ดีหรือไม่ งานนี้ลงระยะ 10.5 กิโลเมตรเอาไว้วิ่ง Recovery จากฟูลมาราธอนช่วงท้ายๆแล้วค่ะ ก่อนจะเข้าสู่โปรแกรมซ้อมเพื่อการแข่งขัน 10 กิโลเมตรของแท้ในช่วงเดือนมกราคม 61 พลิกตัวลังเลไปมาสักพักก็คิดว่า ไหนๆก็นอนไม่หลับมาทั้งคืนแล้ว ถ้าไม่ไปงาน จะนอนต่อก็คงไม่หลับอยู่ดี เลยตัดสินใจลุกขึ้นมาแต่งตัวออกมาที่งานซึ่งจัดขึ้นที่ศาลาแปดเหลี่ยม สวนลุมพินีค่ะ เจ้าภาพจัดงานนี้คือ สหภาพยุโรป (European Union) ร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และควบคุมการแข่งขัน โดย JOG&JOY ซึ่งมีความชำนาญในการจัดการแข่งขันค่ะ รายได้จากการจัดงาน มอบให้สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และมูลนิธิรามาธิบดีค่ะ ซึ่งมีการประกาศก่อนการปล่อยตัวชัดเจนค่ะ แรกๆเรานึกว่าจะเป็นการวิ่งในสวน ไม่ได้ดูเส้นทางวิ่งมาเลย ดีนะคะที่ได้ยินพิธีกรประกาศเส้นทางวิ่ง เลยทำให้รู้ว่า…

ไม่สำคัญว่าอะไรทำให้เราล้มลง แต่สิ่งสำคัญคือเราจะยังคงลุกขึ้นสู้ใหม่หรือไม่

หลังจากมีความจำเป็นต้องห่างหายจากการวิ่งไป 2 สัปดาห์เนื่องจากอาหารเป็นพิษอย่างรุนแรง ชนิดต้องนอนโรงพยาบาลไป 1 คืน การวิ่งเข้าห้องน้ำถ่ายเหลวเป็นสิบกว่าครั้งภายใน 1 คืน และเป็นซ้ำอีก 1 คืน รวมเป็น 2 คืน พร้อมกับเป็นไข้ ปวดเมื่อยเนื้อตัว แม้จะพยายามอัดเกลือแร่ และน้ำให้เพียงพอกับของเหลวที่เสียไป แต่ก็เห็นได้ชัดว่าไม่เพียงพอ อาการแสดงออกถึงความเมื่อยล้า เหนื่อยชนิดขึ้นบันได 3 ชั้น ก็แทบจะลมจับ จากที่เคยวิ่งขึ้นชั้น 4 ได้สบายๆ เล่นเอาหมดกำลังใจกันเลยทีเดียวค่ะ ทานข้าวต้มได้อย่างเดียวตลอด 7 วันแรก เรื่องว่าจะออกไปซ้อมวิ่งนี่ไม่มีอยู่ในหัวเลย แถมหลังจากอาการอาหารเป็นพิษดีขึ้น โรคกระเพาะก็ตามมาอีก จุกจนทานอะไรไม่ได้ไปอีกหลายวัน กว่าร่างกายจะฟื้นตัว กลับมามีเรี่ยวแรงอีกครั้ง ก็ผ่านไปแล้วเกือบ 2 สัปดาห์ ระหว่าง 2 สัปดาห์นั้น…

การวิ่งไม่ใช่แค่การเข้าเส้นชัย แต่คือการฝึกที่จะทำความเข้าใจร่างกายตัวเอง

หลังจากที่ต้องพักการวิ่งอย่างสงบมา 1 สัปดาห์เนื่องจากเจ็บกล้ามเนื้อขาหนีบจากการวิ่งไกลสัปดาห์ที่แล้ว ระหว่างพักก็ทำได้แค่ ประคบเย็น ลงเลเซอร์ และยืดกล้ามเนื้อรอเวลา แรกๆก็กลัวว่าจะหายไม่ทันวันนี้ แต่ก็ดีที่ไม่เป็นอะไรมาก หายทันพอดี จึงได้มาวิ่งอีกวาระหนึ่ง ระยะซ้อมวิ่งไกลวันนี้แค่ 12.8 กิโลเมตรค่ะ เป็นช่วงเรียวโปรแกรม ก่อนจะเจอช่วงไกลจริงคือ 32 กิโลเมตรในอีก 2 สัปดาห์ จริงๆแล้วสัปดาห์ที่ผ่านมาควรวิ่งสั้น 3 วัน ระยะรวม 24 กิโลเมตร แต่ก็ต้องพักไป เลยตกลงกับตัวเองว่า วันนี้วิ่งเท่าที่ไหว ต้องคอยดูอาการเจ็บขาหนีบด้วยว่าจะเป็นกลับมาอีกหรือไม่ วันนี้ลงงานวิ่งของเมืองไทยมาราธอนไว้ ระยะแค่ 10 กิโลเมตรค่ะ เป็นงานที่จัดมาหลายปีแล้ว เพิ่งได้มาเข้าร่วมครั้งแรกค่ะ การแข่งขันมีเงินรางวัลด้วย และมีทุกระยะ ตั้งแต่ Fun run จนถึง Full marathon…

Don’t be afraid to fail. Be afraid not to try.

หลังจากพลาดงานวิ่งไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพราะดันเป็นไข้หวัดใหญ่เลยต้องนอนโรงพยาบาลไปสองคืน กว่าจะกลับมาวิ่งได้ก็ผ่านไปเกือบสัปดาห์ เพราะแข้งขาเริ่มงงๆว่าจะวิ่งไปทางไหนยังไง โชคดีที่สัปดาห์ที่แล้วเป็นช่วงผ่อนโปรแกรมซ้อมพอดี เลยถือโอกาสพักให้เต็มที่ค่ะ พอมาสัปดาห์นี้จึงเป็นวันวิ่งยาวอีกครั้งหนึ่ง และภารกิจวันนี้คือ 25.6 กิโลเมตร เราลงสมัครงานวิ่งที่กุ๊กกิ๊กน่ารักมากชื่อว่า Run to School ปี 2 รายได้ส่วนหนึ่งมอบเป็นทุนการศึกษาแก่น้องๆในมูลนิธิดวงประทีป เพื่อการศึกษาของเด็กยากจน และพัฒนาคนยากไร้ ที่สมัครงานนี้เพราะจัดที่สวนลุม วิ่ง 10 กิโลเมตรจบแล้วก็สามารถวิ่งต่อได้เลย งานนี้จัดโดยทีมมดงานใหญ่ ทั้งเสื้อและเหรียญออกแบบได้น่ารักมาก เห็นแล้วอยากจะได้เหรียญทันที แถมเสื้อก็น่ารักซะด้วย เลยตัดสินใจไม่ยากค่ะ โดยปกติจะไปถึงก่อนงานเริ่ม และวิ่งก่อน แต่เนื่องจากเมื่อคืนมีภารกิจทำให้กลับดึก เลยตื่นพอดีให้ไปถึงงานเวลาปล่อยคัวคือ 6 โมงเลยค่ะ วันนี้ไม่มั่นใจเลยว่าจะวิ่งครบระยะ เพราะ 3 วันก่อนเริ่มกลับไปวิ่ง Short ต้นขายังไม่หายระบมค่ะ วันนี้ไม่แน่ใจว่าจะวิ่งได้สักเท่าไร แต่ก็เอาเถอะนะ คิดถึงตอนที่ต้องวิ่ง 42…

ถ้ามัวแต่อยู่ในโลกแห่งความฝัน โลกแห่งความจริง จะปลุกคุณตื่นขึ้นมาเอง

นาฬิกาปลุกตอนตีสี่ครึ่ง แต่เรายังอยากจะนอนกลิ้งอยู่ เพราะระยะซ้อมวันนี้ ทำเอาอยากนอนต่อจริงๆ นั่นคือ 19.2 กิโลเมตรค่ะ แต่ในเมื่อเราลงสมัครงานวิ่งราคาแสนถูก และหลายๆคนยื้อแย่งและลงสมัครไม่ทันเอาไว้ แถมใกล้บ้านอีกต่างหาก เลยดูจะไม่มีเหตุผลใดๆที่จะไม่ลุกจากเตียงค่ะ วันนี้ (27 ส.ค.60) เราเข้าร่วมงานวิ่งที่มีชื่อว่า “กอช.มินิมาราธอน Run for the Blind” ที่สวนรถไฟ จัดโดยกองทุนการออมแห่งชาติ และกระทรวงการคลังค่ะ เค้าว่ากันว่า งานวิ่งแต่ละงานที่เราไปร่วมนั้น มีเรื่องราวเสมอ ถ้าจะถามเรื่องราวงานวิ่งวันนี้ ก็คงจะหนีไม่พ้นการสมัครค่ะ เราเองมองหางานวิ่งทุกวันอาทิตย์ไว้ เพื่อช่วยกระตุ้นการซ้อมไปมาราธอน แต่วันที่ 27 ก.ย. นี้ หายังไงก็ยังไม่มีใครจัดงานที่เราอยากไปและใกล้บ้าน และแล้วประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนหน้านี้ ก็เห็นประกาศของงานนี้ในเพจวิ่งไหนดี และเห็นว่ายังไม่เปิดรับสมัคร แต่สิ่งที่น่าสนใจมากๆคือราคาค่าสมัครเพียงแค่ 100 บาทเท่านั้นเอง แถมมีเงินรางวัลให้กับนักวิ่งที่วิ่งเข้าเส้นชัย…