Category: ประสบการณ์ Pacer

เมื่อเส้นทางของเรา มีเขามาร่วมด้วย

การวิ่งทุกหนึ่งก้าวบนเส้นทางที่เราเคยคิดว่าอยู่คนเดียว กลับกลายเป็นอีกหนึ่งก้าวที่เราวิ่งอยู่ทุกวันนี้ เราไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไป แต่เรายังมีเพื่อนวิ่งไปด้วยกัน และสามารถนำพาพวกเขาเหล่านั้น เข้าสู่เส้นชัยไปด้วยกันได้  ความรู้สึกที่เห็นเพื่อนที่เราวิ่งมาด้วยกันวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นความรู้สึกที่ดีมากจริงๆ มันมากกว่าความสำเร็จของเราเองเสียอีก การได้มาวิ่งเป็น Pacer ทำให้เราได้มีประสบการณ์เหล่านี้ โดยเฉพาะในวันนี้ ซึ่งเป็นงานแรกที่เรามีเพื่อนวิ่งตั้งแต่ต้นจนจบนอกจาก Pacer ด้วยกันเอง หลังจากได้รับทราบการประกาศรับ Pacer งาน Hero Run เราก็ต้องตัดใจ เพราะเป็นการวิ่งต่างจังหวัด นอกจากเวลาที่จัดสรรยากแล้ว ยังมีค่าเดินทาง และค่าที่พัก ซึ่งไม่คุ้มเท่าไรหากต้องไปคนเดียว แต่เมื่อทราบเพิ่มเติมว่า ทางผู้จัดได้เตรียมรถรับส่งจากกรุงเทพฯไปถึงสถานที่จัดงาน รวมทั้งใจดีมากๆที่หาที่พักให้เราด้วย มากไปกว่านั้นอีก ถึงขนาดออกแบบเสื้อสีชมพูสดใสให้เฉพาะ Pacer ซะด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีเหรียญมอบให้ด้วย แสดงให้เห็นว่าผู้จัดอยากให้เราไปร่วมมากขนาดไหน เชิญชวนขนาดนี้ ไม่ไปไม่ได้แล้ว เราจึงตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ที่เหลือก็เพียงแค่จัดสรรเวลาให้ได้ แรกๆเราลงสมัครระยะ 10 กิโลเมตรเอาไว้ให้จบที่เวลา 80 นาที แต่พอใกล้ๆงานแล้ว มีคนถอนตัวกันไปตามความจำเป็นส่วนตัว ทำให้ Pacer ระยะฮาล์ฟยังคงขาดคน เราดูตารางซ้อมวิ่งก็เห็นแล้วว่า วันนี้เราต้องวิ่งไกล 160 นาที และเวลาที่ขาดของฮาล์ฟคือ 3 ชั่วโมง เท่ากับ 180 นาที ซึ่งหมายความว่าเราต้องวิ่งเกินกว่าเวลาซ้อมมา 20 นาที แต่ก็คิดว่า ช่วยกันดีกว่า ไม่งั้นคนขาดแล้วเพื่อน Pacer ด้วยกัน คงลำบากเหมือนกัน ถ้าคนวิ่งน้อย และหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ก็จะไม่มีคนสำรอง เลยอาสาวิ่งฮาล์ฟที่เวลา 3 ชั่วโมงแทน เพราะระยะมินิน่าจะหาคนมาวิ่งได้ง่ายกว่า หลังจากนั้นรูปภาพประชาสัมพันธ์งานนี้ของ Pacer ก็ออกมา เป็นรูปเครื่องบินน่ารักมากๆ เข้ากับไฮไลท์ของงานนี้ตรงที่เราจะได้วิ่งบนรันเวย์ของทหารอากาศ ในกองบิน 5 อ่าวมะนาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีผู้จัดคือ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  กองบิน 5 ประจวบคีรีขันธ์  และ มูลนิธิโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ ร่วมกับ กลุ่มคนรักเมืองประจวบ รายได้จะนำไปสมทบกับกองทุนหลายกอง โดยมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อรำลึกสดุดี วีรกรรม ของ เหล่าวีรชน ผู้กล้า กองบิน 5 ในอดีต เพื่อหารายได้ สมทบ กองบิน 5 นำไปปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบอนุสาวรีย์วีรชน พิพิธภัณฑ์อุทยานประวัติศาสตร์ กองบิน5 เพื่อหารายได้สมทบกองทุนมูลนิธิโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ ใช้ในการศึกษาและ สาธารณกุศล เพื่อหารายได้สมทบมูลนิธิศาลเจ้าปุงเท้ากง นำไปบูรณะการก่อสร้าง ศาลเจ้าปุงเท้ากง เพื่อหารายได้สมทบ วัดเกาะหลัก นำไปร่วมสร้างรูปหล่อหลวงพ่อเปี่ยมองค์ใหญ่พร้อมฐาน เพื่อหารายได้สมทบกองทุนมูลนิธิโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ นำไปมอบให้เพื่อการศึกษากับโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อหารายได้ตั้งกองทุนคนรักเมืองประจวบเพื่อสัตว์ธรรมชาติสำหรับดูแลสัตว์ตามแหล่งธรรมชาติ อาทิ ลิงเขาช่องกระจก เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อรณรงค์ให้ประชาชน ตระหนักถึงความสำคัญ ของการออกกำลังกาย เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง ป้องกันโรคภัย เมื่อถึงกำหนดวันออกเดินทาง พวกเราเหล่า Pacer จำนวน 20 กว่าชีวิต จากลูกโป่งรันเนอร์ ก็นัดมาเจอกันตามตำแหน่งที่รถตู้จะจอดรับ มีทั้งที่สวนลุม พระราม 2 และหมอชิต ออกเดินทางกัน 10 โมงเช้าวันเสาร์ที่ 8 ธ.ค. 61 จากที่เคยแต่คุยกันในกลุ่มไลน์ และส่งการบ้านกระตุ้นกัน ก็ได้มาเจอหน้ากันจริงๆ เราจึงสามารถคุยกันต่อได้อย่างสนิทใจ เราไปเรื่อยๆตามทาง แวะปั๊มทานข้าวกันตามประสา เจอรถติดกันตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯจนพ้นเพชรบุรีนั่นแหละ รถจึงจะโล่ง เราออกจะสดชื่นรื่นเริง เพราะชอบการนั่งรถ ออกเดินทางไกล แม้จะเป็นช่วงสั้นๆก็ตาม สิ่งหนึ่งที่แตกต่างออกไปกับการเดินทางครั้งนี้ก็คือ ฝนตกตลอดทาง หนักบ้าง หยุมหยิมบ้าง เพราะ 1 วันก่อนหน้า พายุเข้าไทย ที่กรุงเทพฝนตกอย่างหนัก ข่าวแว่วมาจากเพื่อนที่ไปถึงก่อนหน้าว่า เต็นท์ที่ตั้งบริเวณงานถึงกับปลิว เราไปถึงหอประชุมเวลาประมาณบ่ายสี่นิดๆ เมื่อรถตู้สามคันมารวมกัน ก็เกิดความครึกครื้น ยูซึ่งเป็นคนรับผิดชอบทริปนี้ ได้นำเสื้อมาแจก และเชคชื่อกัน พวกเรารีบไปเปลี่ยนเสื้อ เพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึก พอถ่ายรูปกันเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็วิ่งหนีฝนขึ้นรถตู้เข้าที่พักทันที ที่พักชื่อว่า ศินารี บ้านสวนรีสอร์ท อยู่ไกลจากสถานที่จัดงานวิ่ง ประมาณ 2 กิโลเมตร มีสระว่ายน้ำน่าว่ายมาก แต่เราไม่ได้เตรียมอะไรไป และฝนก็ตกอย่างหนักตลอดเวลา เลยไม่ได้ลงสระ เราเข้าที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย ทางที่พักแจ้งเวลาทานข้าวคือหนึ่งทุ่ม ประมาณ 6 โมง เพื่อนกลุ่มนึงก็ชวนออกไป 7-11 ซื้อของกินไว้ทานก่อนวิ่งพรุ่งนี้ เราเลยจัดการซื้อก๋วยเตี๋ยวเข้ามาทานเรียบร้อย เพราะทนหิวไม่ไหว พอถึงเวลาอาหารเย็น เราก็แค่ไปแจมเล็กน้อย มีหอยแครงและหอยแมลงภู่ที่สดมากเป็นไฮไลท์ แต่พวกเราไม่กล้าทานมาก กลัวท้องเสียจนเป็นอุปสรรคต่อการวิ่งพรุ่งนี้ เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว พวกเราก็รีบเข้านอน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนและพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้ ภาวนาให้ฝนตกให้หมดฟ้าภายในคืนนี้ และขอให้พรุ่งนี้ตื่นมาแล้วฟ้าสดใส ไม่มีฝนสักเม็ด เรายอมวิ่งกลางแดดมากกว่าฝนแน่นอน พวกเรานัดกันว่าจะออกจากที่พักเวลาตีสี่ เราจึงตื่นตั้งแต่ตีสามครึ่ง เพื่อนร่วมห้องตื่นก่อนเราเรียบร้อยแล้ว เราทานข้าวปั้นกับไข่ต้ม เปลี่ยนชุด ล้างหน้าแปรงฟัน เตรียมพร้อมแล้ว เวลาตีสี่ ฝนยังพรำๆเล็กน้อย และเมื่อไปถึงบริเวณงานก็หยุดสนิท อากาศออกเย็นสบาย ลมทะเลพัดมาให้ชุ่มชื่นหัวใจ ยูทำการแจกบิบ สอนวิธี CPR เบื้องต้น มีหุ่นมาให้ลองปั๊มซะด้วย เราเองมีอบรมที่โรงพยาบาลที่ทำงานอยู่แล้ว เลยให้เพื่อนๆที่ยังไม่เคยได้ปั๊ม ลองปั๊มดู เดินไปเดินมา เห็นถ้วยรางวัล สวยมากจนอยากได้เอง แอบคิดไว้ว่าปีหน้าจะมาคว้าถ้วยบ้าง เมื่อติดบิบเรียบร้อย เราก็รวบรวมเงินเพื่อบริจาคให้กับงานตามวัฒนธรรมกลุ่ม รวบรวมกันได้ 5,600 บาท รอลูกโป่งจากทางผู้จัดที่เตรียมมาให้ ติดลูกโป่ง และเข้าห้องน้ำกันเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาออกปฏิบัติงาน คุณยูแจกกระป๋องสเปรย์เย็น Perskindol มาให้กับทีมระยะ 3 ชั่วโมงของฮาล์ฟ และ 90 นาทีของมินิ ถือกันคนละขวด เพื่อให้ความช่วยเหลือสำหรับเพื่อนนักวิ่งที่ต้องการ ทางผู้จัดให้เราไปยืนกันด้านหน้านักวิ่งเพื่อไม่ให้ยืนเกินออกมาจากจุดปล่อยตัว และรอเวลาก่อนปล่อยตัว 1 นาที เราค่อยเปิดทางให้นักวิ่ง เวลาปล่อยตัวสำหรับฮาล์ฟคือ 5:15 นอกจากเสียงแตรแล้ว ยังมีการจุดพลุปล่อยตัวด้วย และแล้วการเดินทางก็เริ่มต้นขึ้น ทีมเรามี 4 คน คือ เรา เป็น Pacer มาแล้วงานนี้งานที่ 4 น้องหนิงงานแรก แตกับเบญจี้ 2-3 งานแล้ว แต่ละคนจริงๆแล้ววิ่งค่อนข้างเร็ว ยกเว้นน้องหนิงที่วิ่งกลางๆ แต่ก็ยังถือว่าเร็วกว่าเพซที่เราต้องรับผิดชอบกันวันนี้ นั่นคือ 8:33 นาทีต่อกิโลเมตร เราเลยต้องคอยบอกเตือนกันให้วิ่งช้าๆหน่อย หลังๆมีรหัสย่อว่า “ย่อง” พูดย่องเมื่อไหร่ ต้องชะลอฝีเท้าเมื่อนั้น เราวิ่งกันตั้งแต่ยังไม่สว่าง ตอนที่วิ่งมาแล้วประมาณ 2 กิโลเมตร เราก็เริ่มมีเพื่อนร่วมทางคือพี่หนู พี่หนูเป็นผู้ชายวัย 50 บวกๆ ที่มาขอวิ่งร่วมทางไปด้วย จริงๆพี่หนูสามารถจบได้เร็วกว่าเวลา 3 ชั่วโมง แต่เนื่องจากซ้อมมาไม่ค่อยพอ เลยไม่มั่นใจ อยากให้เราช่วยลากไปด้วย ซึ่งพวกเราก็ยินดี พี่หนูเป็นผู้ชายอารมณ์ดี ปล่อยมุขให้ตลกมาเรื่อยๆ ทำให้การวิ่งยาวนาน 3 ชั่วโมงนี้มีสีสันและไม่น่าเบื่อเกินไปนัก เราวิ่งกันมาถึงกิโลเมตรที่ 4 โดยประมาณ นักวิ่งมินิก็ถูกแยกไปวิ่งตรงสะพานปลา ซึ่งเสียดายแทนเพราะค่อนข้างมืด ทำให้ไม่เห็นวิวสวยๆ นักวิ่งฮาล์ฟยังคงวิ่งไปตรงต่อไปตามทางถนนเลียบทะเล ได้ยินเสียงคลื่นซัดกระทบฝั่งค่อนข้างแรง บางลูกชนกำแพงถนนกระฉอกพุ่งสูงขึ้นมาบนถนน ลมพัดโชยมาเย็นๆ เรารู้สึกสบายมากเหมือนยังนอนอยู่เลย เราวิ่งไปเงียบๆ ฟังน้องๆคุยกับพี่หนูไปพลาง เอ๊ะ นี่เราหลับในอยู่นี่หว่า หลังจากกิโลเมตรที่ 4 ปรากฏว่าป้ายกิโลเมตรที่แจ้งจากผู้จัด ระยะทางขาด 350 เมตรในทุกระยะ เราเชคกับนาฬิกาของทุกคนก็ได้ผลตรงกัน เวลารวมตั้งแต่เริ่มวิ่งมาจนถึงกิโลเมตรที่ 10 คือเกินมา 1 นาที นั่นหมายถึงเราวิ่งเร็วกว่าเวลาจริง 1 นาที ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เผื่อเหลือเผื่อขาดไว้ แต่พอรวมกับระยะที่ขาดไป 350 เมตร ก็ทำให้เราเร็วเกินไปนาทีกว่า พอวิ่งมาที่กิโลเมตรที่ 10 ก็เลยตกลงกันว่า จะปรับความเร็วลงมาให้เท่ากับป้ายระยะทาง รวมกับข้อมูลของเพื่อนๆที่วิ่งเข้าเส้นชัยก่อนหน้าแล้วพบว่าระยะขาดไป 300เมตร ก็เลยเห็นด้วยกันตามนั้น พอฟ้าเริ่มสว่าง เราก็เริ่มเห็นวิวทิวทัศน์ข้างทาง วิ่งมาจะครบ 10 กิโลเมตรแล้ว พวกเราก็คอยปรบมือให้กำลังใจนักวิ่งที่กลับตัวกันมาแล้ว เราเห็นว่ามีนักวิ่งฮาล์ฟน้อยมาก บางช่วงอายุนี่นับคนได้ นักวิ่งหญิงยิ่งน้อยเข้าไปอีก ทำให้ถนนที่วิ่งไม่แออัด แถมฟ้าสว่างแล้ว พระอาทิตย์ก็ไม่สามารถแทรกแสงผ่านม่านเมฆลงมาถึงเราด้วย พร้อมกับลมทะเลยังคงพัดอย่างต่อเนื่อง ทำให้วันนี้เราไม่เหนื่อยเกินไปนัก นอกจากพี่หนูแล้วเรายังมีพี่ผู้หญิงและผู้ชายคู่หนึ่งมาฮาล์ฟแรกด้วยกัน แรกๆก็ตามกันได้อยู่ แต่สักพักพี่ผู้หญิงเริ่มล้า ก็เลยค่อยๆห่างออกไป แต่สุดท้ายก็เห็นพี่สองคนเข้าเส้นชัยด้วยกันจนได้ และเราก็ได้ยืนปรบมือให้ด้วย เรามีเพื่อนนักวิ่งที่ต้องใช้สเปรย์ของเราบ้างประปราย บางทีอยู่ข้างหลัง เราก็หยุดฉีดให้ และวิ่งตามคนที่ต้องรักษาความเร็วให้ทัน บางทีก็อยู่ข้างหน้า เราต้องวิ่งเร่งขึ้นไปหา แล้วชะลอรอทีม เราวิ่งผ่านตรงสะพานปลาอีกครั้งและคราวนี้ก็ถึงกิโลเมตรที่ 18 แล้ว เรากำลังจะวิ่งเข้าลานบินซึ่งเป็นไฮไลท์ของงานนี้ ทางผู้จัดได้นำเครื่องบินมาจอด ให้หยุดถ่ายรูปด้วย เป็นเพราะวิวทะเลที่สวย ลานบินที่กว้าง ฟ้าที่ครึ้ม และลมที่พัดสบาย ทำให้อยากหยุดถ่ายรูปมากๆ เราไม่ได้หยุดถ่ายรูปกับเครื่องบิน เพราะอยากจะรักษาเวลา แต่สุดท้ายห้ามใจไม่ไหวก็ต้องหยุดนั่งลงกับพื้นลานบิน และก็คือพี่หนูนั่นเองที่ช่วยถ่ายรูปให้ เราวิ่งคู่กันมากับน้องหนิง ส่วนเบญจี้กับแตยังง่วนกับการถ่ายรูปอยู่ เรากับหนิงเลยเป็นคนรักษาเวลาให้ เราวิ่งไปๆ เริ่ม เอ๊ะ ทำไมป้ายกิโลเมตรที่ 19 ยังมาไม่ถึงสักที ทั้งที่ผ่านระยะที่ควรวางไปแล้ว ตอนนั้นยังคิดว่าระยะขาดไป 350 เมตรอยู่ แต่เมื่อเจอป้ายกิโลเมตรที่ 19 ตรงกับระยะในนาฬิกาพอดี เลยเข้าใจว่าผู้จัดมาตั้งป้ายถูกต้องแล้วในตอนหลัง ทีนี้ทำไงล่ะ อุตส่าห์วิ่งมาเวลาตรงๆดีแล้ว เลยบอกน้องหนิง เราน่าจะต้องเป็นตัวแทนวิ่งเร่งขึ้นไปก่อนท่าจะดี ว่าแล้วก็สับขาเข้าเพซ 6 ครึ่งกันไป จนป้าย 20 กิโลเมตรก็ไกลเกินกิโล ระหว่างนั้นน้องคนใดคนหนึ่งที่เข้าเส้นมาแล้ววิ่งสวนมาบอกว่า ระยะหายไป 300 เมตรนะคะ เราก็อ่าว สรุปแล้วยังไงหว่าเนี่ย วิ่งไม่ถูกเลย กลายเป็นพอพ้นโค้งสุดท้าย เราก็เห็นเส้นชัยแล้ว เลยหยุดรอน้องสองคน และพี่หนูที่กำลังตามมา พร้อมกระตุ้นพี่หนูให้วิ่งเข้าเส้นไปก่อน เรารอเวลาประมาณ 30 วินาทีแล้วค่อยออกวิ่งเข้าเส้นชัย เรานับวินาทีกันเลยทีเดียว เพราะอยากจะเข้าเส้นชัยให้ได้ตรงเวลามากที่สุด และก็ทำได้อย่างงดงาม ระยะทางรวมเกือบ 21 กิโลเมตร จากนาฬิกาของเราขาดไปประมาณ 100 เมตร แม้จะจบลงด้วยเวลาที่ดีอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่ก็แอบหืดขึ้นคอเล็กน้อย เพราะงานนี้วิ่งเร่งเพซ 6 ไปดูนักวิ่งที่เจ็บอยู่ 2 คน และต้องมาวิ่งช่วงท้ายอีก บทเรียนจากการเป็น Pacer งานที่ 4 ของเราในครั้งนี้สอนให้รู้ว่า  ควรเชื่อระยะทางนาฬิกาในข้อมือ โดยเฉพาะเมื่อของทุกคนระยะเท่ากัน แต่ป้ายไม่ใช่ ใช้ข้อมูลจากข้อ 1 ประกอบกับข้อมูลของเพื่อน Pacer ที่เข้าเส้นชัยก่อน เพราะนั่นคือระยะทางจริงของสนามนั้น จะทำอะไรต้องตกลงกับทีมก่อน ต้องให้ได้ความเห็นตรงกัน และต้องเชื่อและฟังคนในทีมด้วย เราถือว่าทีมที่เราวิ่งด้วย ทั้งน้องแต ร้องเบญจี้ และน้องหนิง เป็นนักวิ่งมืออาชีพ มีความพร้อมของร่างกายสูง มีใจที่กว้างพร้อมรับทุกสถานการณ์ อารมณ์ดี และมีความรับผิดชอบต่องานที่ทำ ไม่ว่าคนใดคนหนึ่งจะขอหยุดถ่ายรูป คนที่เหลือก็พร้อมคุมเวลาและเป็นฝ่ายสนับสนุนให้ เราโชคดีมากที่ได้ร่วมงานกับน้องทุกคน พอวิ่งเข้าเส้นเรียบร้อยแล้ว พี่หนูก็เดินมาขอถ่ายรูปด้วย รวมกับภรรยาพี่หนูที่เห็นพวกเราแล้ว เพราะพี่หนูบอกให้ช่วยตบมือเชียร์ภรรยาที่วิ่งกลับตัวมาก่อนให้หน่อย เราต่างล่ำลากันอย่างมีความสุข เราเดินไปถ่ายรูปเหรียญสวยๆที่ได้รับกับจุดปล่อยตัวตามธรรมเนียมส่วนตัว เราได้คูปองอาหารมาคู่กัน แต่ยังไม่ทันได้เดินไปเอา พี่คนหนึ่งก็มาตามไปถ่ายรูปที่ลานบินตามคำเชิญของผู้จัด เราเลยไม่กล้าเดินไปไหน โชคดีที่น้องอีกคน จำไม่ได้แน่ว่าใครบอกว่ามีข้าวเหนียวหมูที่ยังไม่ได้ทาน เราสามารถทานได้ พร้อมแจกน้ำมาให้อีก 1 ขวด เราก็ยืนจัดการตรงนั้นเลย…

ไม่ใช่แค่ขยัน แต่คือความฝันที่สร้างได้จริง

เมื่อมีงาน Pacer มาเสนออีกวาระหนึ่ง เราผู้ซึ่งติดใจการเป็น Pacer จากงานแรกจึงขอมีงานที่ 2 อีกสักครั้ง แต่ตอนแรกที่พี่ๆมาถามว่าใครไปบ้าง ก็ตอบว่าไปซะแล้วโดยที่ไม่ได้ดูเลยว่าสนามวิ่งจะเป็นอย่างไร จนเมื่อน้องๆในกลุ่มที่เคยไปวิ่งสนามนี้แล้วเข้ามาบอกทีละคนสองคนว่า ต้องวิ่งขึ้นลงตึกจอดรถสองตึกนะ จากที่กำลังจะพิมพ์ชื่อตัวเองลงไปที่เวลา 70 นาทีเช่นเดิมก็ต้องลังเล ก่อนตัดสินใจลงชื่อไปว่าขอเป็น Pacer 90 นาที ดูจะเป็นไปได้มากกว่า งานที่มีสัญลักษณ์การวิ่งขึ้นตึกจอดรถสองตึกก็คืองาน EGAT Charity Green Run 2018 ที่จัดมาเป็นครั้งที่ 22 แล้ว งานนี้ได้ยินมานาน แต่ไม่เคยคิดไป เพราะรู้สึกว่าไกลบ้าน แต่เมื่อจะได้เป็น Pacer แล้ว ไกลแค่ไหนก็ไป ใจง่ายนะเนี่ยเรา งานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยค่อนข้างมีชื่อในเรื่องความแปลกแหวกแนวของการจัดงาน เพราะเป็นงานที่ไม่มีการแจกเหรียญ แต่จะแจกเป็นของอย่างอื่นแทน อย่างในปีนี้แจกเป็นข้าวกล้อง ถามจากคนที่เคยมาหลายปีก่อนที่ไม่มีเสื้อวิ่งให้ ก็จะแจกเป็นกระเป๋าบ้าง เป็นหมวกบ้าง นอกจากนี้ กฟผ. ยังมีแนวคิดการจัดงานแบบเรียบง่ายสำหรับปีนี้คือ “ผสานวิถีชุมชน เพื่อการแบ่งปันที่ยั่งยืน” วัตถุประสงค์ของการจัดงานนี้ นอกจากจะทำให้ กฟผ. เป็นที่รู้จัก สร้างความต่อเนื่องของการจัดงาน และสนับสนุนการออกกำลังกายของพนักงานและประชาชนทั่วไปแล้ว ยังถือเป็นโอกาสนำรายได้ที่เหลือจากการจัดงานช่วยเหลือนักเรียนโดยรอบ กฟผ. ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือเพื่อการกุศลอื่นๆ ซึ่งเราได้ยินทางพิธีกรแจ้งว่าวันนี้จะขอมอบเงินไว้ก่อนจำนวน 200,000 บาทถ้วนที่หน้างาน ส่วนอื่นๆจะตามมาทีหลัง เราก็ได้อนุโมทนาบุญกันไป การเตรียมตัวซ้อมสำหรับงานนี้คือการวิ่งขึ้นเนินเพื่อเตรียมวิ่งขึ้นตึกจอดรถ 7 ชั้น ในกลุ่มไม่มีใครบอกได้ว่าชันขนาดไหน น้องที่เคยไปงานถ่ายรูปกราฟความชันมาให้ดู เราเลยลองมาคำนวณว่าจะต้องวิ่งขึ้นเนินที่ความชันเท่าไหร่ เราไม่สามารถหาเนินวิ่งได้ จึงคิดจะใช้ลู่วิ่งเป็นสนามซ้อม คำนวณความชันของลู่วิ่งออกมาแล้วประมาณ 3% เมื่อรวมกับความชันที่ต้องเพิ่มสร้างแรงเสียดทานอีก 2% ก็สมควรที่จะซ้อมความชันบนลู่วิ่งไม่ต่ำกว่า 5% เมื่อได้ตัวเลขแล้ว ก็มาวางแผนการซ้อม เรายังมีเวลาอีกประมาณ 5-6 สัปดาห์ก่อนวันวิ่งจริง เราจึงเพิ่มการวิ่งขึ้นเนินเข้าไปแทนวันวิ่ง Interval หรือ Tempo วันใดวันหนึ่ง คำนวณเวลาวิ่ง 90 นาที ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร เราจะต้องวิ่งด้วยความเร็ว 8.34 นาทีต่อกิโลเมตร จะต้องวิ่งขึ้นตึกที่ประมาณกิโลเมตรที่ 8 ดังนั้นเวลาที่จะใช้วิ่งขึ้นตึกโดยประมาณก็อยู่ที่ 20 นาทีสุดท้าย แผนการซ้อมคือ วิ่งให้ได้ครบ 60 นาที แล้วเพิ่มความชันเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก 10 นาที ปรับลงมาพัก 5 นาที แล้วเพิ่มความชันอีก 10 นาที แล้วเข้าสู่ช่วง Recovery เลย พอถึงวันซ้อมจริง เราอาจมีข้อจำกัดเรื่องเวลาที่ไม่สามารถวิ่งครบ 90 นาทีอยู่บ้าง แต่จะพยายามให้ถึง 60 นาทีเป็นอย่างน้อยทุกครั้ง ส่วนวันวิ่งอื่นๆในสัปดาห์ก็ยังคงไว้เหมือนเดิม วันวิ่งยาวยังไงเราจะวิ่งข้างนอกและไม่ต่ำกว่า 90 นาทีอยู่แล้ว เมื่อวางแผนการซ้อมเรียบร้อย ก็จัดไปตามนั้น แล้วก็คอยส่งการบ้านให้กับทางลูกโป่งรันเนอร์ตามเกณฑ์กันต่อไปค่ะ เมื่อภาพโปรโมท Pacer ปล่อยออกมา เราก็ต้องขอเซฟเก็บไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อย ในกลุ่ม 90 นาที กลุ่มเราประกอบไปด้วยเรา น้องณัชที่ยังไม่เคยร่วมวิ่งกันมาก่อน น้องแครอทที่เคยเจอกันจากงานที่แล้ว และน้องนนท์ผู้ซึ่งเคยผูกลูกโป่งแรกในชีวิตให้ คราวนี้เลยขอเป็นคนผูกให้น้องบ้าง แต่ด้วยความที่เป็นมือใหม่หัดผูก ดันผูกไม่แน่น ลูกโป่งน้องนนท์เลยลอยขึ้นฟ้าไปสองใบ เราเลยไปแบ่งมาจากคนที่เหลือคนละใบ เลยได้ลูกโป่งผูกหลังกันคนละ 2 ใบกำลังดี เมื่อถึงวันงาน ทุกคนนัดกัน 4.30 น. เราเองบ้านค่อนข้างไกล ดู Google map แล้วพบว่าใช้เวลาประมาณ 30 นาทีจะไปถึงงาน เลยตื่นประมาณ 3.45 น. แต่งตัวอย่างรวดเร็ว ออกจากบ้านเวลา 4.00 น. กว่าจะเรียกแท๊กซี่ได้ก็คันที่ 7 ที่เหลือก่อนหน้าต้องไปส่งรถกันหมด จริงๆถ้าไม่พร้อมรับผู้โดยสารก็ไม่น่าจะหยุดรับเนอะ เสียความรู้สึกจังค่ะ สุดท้ายดีใจได้เจอแท๊กซี่ใจดี ยินดีไปส่ง แถมรู้จักทางด้วย เราเลยสบายไป เพราะแถวบางกรวยเราก็ไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่ เราขอคนขับซัดแซนวิชที่คว้ามาจากบ้านไป 1 ชิ้น ดื่มน้ำ 1ขวด ไม่นานก็ถึงสถานที่จัดงาน ทางเจ้าหน้าที่ให้ลงรถทางด้านหน้า และเราก็เดินเข้าไปด้านในไม่ไกลกันค่ะ เดินเข้ามาถึงบริเวณที่จัดงาน จุดปล่อยตัวและเส้นชัยก็จัดไว้เรียบร้อยแล้ว เต็นท์ที่เรานัดกันก็มีลูกโป่งมาผูกรอพร้อมแล้ว ลูกโป่งสีส้มคือ 60 นาที สีเหลืองคือ 70 นาที สีเขียวคือ 80 นาที และสีชมพูสุดท้ายคือ 90 นาที เนื่องจากไม่มี Sweeper ในงานนี้ เราเลยคล้ายๆจะเป็น Sweeper ในงานไปซะเอง พอไปถึงก็ไปรับบิบที่จ่ายเงินซื้อกันเอาไว้ค่ะ เราได้เลขท้ายสองตัวเท่าอายุพอดี ชอบบิบงานนี้ตรงที่ทำด้วยผ้า แบบว่าได้อารมณ์บ้านๆมาก ชอบมากเลยค่ะ ส่วนบิบสำหรับ Pacer ของเราก็ห่อด้วยพลาสติกอย่างดีจากลูกโป่งรันเนอร์เช่นเคย เมื่อได้รับลูกโป่งและบิบแล้ว ก็ช่วยกันติดกันไป เราเจอน้องณัช และน้องนนท์เรียบร้อย แต่น้องแครอทหาที่จอดรถอยู่ เลยปรึกษากันถึงแผนการวิ่ง ทางเจ้าหน้าที่ประกาศว่าระยะทางคือ 10.1 กิโลเมตร แต่ด้วยความที่ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดระยะทาง จึงใส่เวลาในการคำนวณสูตรเผื่อเวลาไว้ 2 นาที ความเร็วที่ใช้วิ่งจึงได้เท่ากับ 8.42 นาทีต่อกิโลเมตร เราเองตกลงกันว่าจะวิ่งไม่ให้ขาดให้เกิน 1 นาทีของเวลา 90 นาที เรายืดเหยียดวอร์มอัพพอให้เหงื่อซึม รอเวลาปล่อยตัวตอน 6.00 น. สักพักก็ถูกพี่ๆเรียกตัวไปหน้าจุดปล่อยตัวเพื่อเตรียมสรุปงาน พี่ๆได้แจ้งไว้แล้วว่า ถ้าจำเป็นต้องเข้าห้องน้ำให้ฝากโป่งกับเพื่อน หรือถ้ามีเหตุฉุกเฉินที่ทำให้ต้องหยุดวิ่ง ให้ปล่อยโป่ง ให้รักษาเวลาตามที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด และก็แตะมือกันก่อนส่งเสียงเฮ้เพื่อปลุกใจให้ตื่นกัน ระหว่างรอพิธีเปิด เราก็ยืนทำสมาธิ น่าแปลกที่งานที่ 2 ในฐานะ Pacer เราไม่ตื่นเต้นสักนิด คงเพราะได้ฝึกฝนมาเป็นอย่างดีที่ความเร็วตามที่กำหนด แต่อาจจะมีความกังวลใจนิดๆตอนวิ่งในตึกซึ่งจะเป็นจุดอับ GPS อาจทำให้การวัดระยะจากนาฬิกาหรือมือถือไม่แม่นยำ และอาจทำให้การคำนวณเวลาการวิ่งผิดเพี้ยนไป เราจึงตกลงกันว่าจะคอยเชคกันเองในกลุ่ม และคอยเชคระยะทางจากป้ายระยะทางของผู้จัดอีกทีหนึ่ง และแล้วก็ถึงเวลาปล่อยตัว เรากดเวลาทันทีที่ได้รับสัญญาณปล่อยตัว แต่เรายืนรอให้ลูกโป่งกลุ่มอื่นวิ่งออกไปก่อน ก่อนที่จะวิ่งเรียงเดี่ยวหลบทางให้กับนักวิ่งท่านอื่นวิ่งตามออกไป ทางวิ่งช่วงแรก เราจะวิ่งไปทางสะพานพระราม 7 แล้วค่อยวนกลับตัวมาใหม่ระหว่างทางวิ่งก็มีเสียงตะโกนเรียกนักวิ่งให้วิ่งไปด้วยกันทั้งจากน้องนนท์และน้องแครอท นอกจากนี้ยังมีน้องป๊อปซึ่งเป็นเพื่อนแครอทมาวิ่งด้วยกัน สร้างความครื้นเครงมาก เพราะปล่อยมุข เล่นมุขกันสนุกสนาน เรากับน้องณัชได้แต่หัวเราะ ยิ้มตาม เราเล่นมุขสมทบบ้างเล็กน้อยไปเรื่อยๆ ต้องขอบอกเลยว่าเราไม่เคยวิ่ง 10 กิโลเมตรแล้วหัวเราะตลอดทางได้อย่างนี้มาก่อน ต้องขอบคุณน้องๆกลุ่มนี้มากๆที่ทำให้ไม่เหนื่อยเลย การวิ่งขึ้นลงสะพานไปกลับผ่านไปอย่างรวดเร็ว แม้แดดจะเริ่มส่องแสงสร้างความร้อนระอุบ้างแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด และการวิ่งก็ยังคงเป็นไปตามความเร็วที่คำนวณกันเอาไว้ เมื่อวิ่งลงสะพานมา วนกลับเข้าสู่เขตการไฟฟ้า ก็เริ่มเตรียมขาให้พร้อมกับการวิ่งขึ้นตึกจอดรถกัน เส้นทางขึ้นตึกจอดรถตึกแรก ไม่ยากเย็นนัก เพราะความชันน้อยกว่าที่เราซ้อมมาพอสมควร ทำให้ชีพจรเปลี่ยนระดับจากโซน 2 เข้าสู่โซน 3 ในเวลานั้น GPS ที่จับกันได้ในนาฬิกาแต่ละคนเริ่มไม่ตรงกัน ต่างกันตั้งแต่ 500-800 เมตรกันเลย พอวิ่งลงจากตึกแรกมา จำได้ว่าเห็นป้าย 8 กิโลเมตร และจุดให้น้ำ ตอนนั้นนาฬิกาเรายังเป็น 7 กิโลเมตรกว่าๆ แต่พอดูเวลารวมกับป้ายระยะทางของผู้จัดก็พบว่า เรายังวิ่งมาเร็วกว่าเวลาที่คำนวณไว้ 1 นาที ซึ่งก็ยังเป็นไปตามที่คาด เมื่อวิ่งขึ้นตึกที่สอง พบว่าทางชันกว่าตึกแรกเกือบเท่าหนึ่ง ทำให้เสียงให้กำลังใจนักวิ่งเงียบลงไป ต่างคนต่างตั้งใจวิ่ง และเนื่องจากไม่สามารถกะระยะทางของการวิ่งได้จึงทำให้วิ่งเร็วกว่าเวลาที่ควรวิ่งไปมากพอสมควร พอมาช่วยกันวัดระยะใหม่โดยเทียบกัน 4…

ประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดจากการวิ่ง คือมิตรภาพที่เก็บเกี่ยวได้จริงจากเพื่อนร่วมทาง

กว่าจะได้มีเวลามารีวิวประสบการณ์ Pacer ครั้งแรก ก็เมื่อกำลังจะต้องไปเป็น Pacer งานต่อไป งาน Pacer ครั้งแรกเรียกได้ว่าเป็นที่น่าประทับใจยิ่งนัก เป็นอย่างไร ไปดูกันเลยค่ะ แม้จะได้ลงสมัครวิ่งมินิมาราธอนช่วงบ่ายในงานงานหนึ่งไว้แล้ว สมัครไว้นานจนเกือบลืมไปแล้ว เพราะอยากได้เสื้อกับเหรียญ แต่เมื่อพี่พงษ์ เจ้าของเพจ Papa colorful ไลน์มาชวนไปเป็น Pacer ซึ่งเป็นหนึ่งในความฝันที่นักวิ่งคนหนึ่งอยากทำให้สำเร็จ จึงรับปากอย่างรวดเร็วจนเรียกว่าไม่ได้คิดอะไรเลยจะดีกว่า แค่ตอนรับปากและโดนชวนเข้าไปในกลุ่ม Pacer ที่จะไปงานเดียวกันแล้ว ยังตื่นเต้นจะแย่ กว่าจะมาตั้งสติทบทวนดูว่าอะไรเป็นอะไร แล้วเราต้องเตรียมตัวอย่างไร ก็ผ่านมาได้ 2-3 วันแล้ว คำว่า Pacer ที่เรารู้จัก มีหน้าที่หลักๆคือ ช่วยเพื่อนนักวิ่งที่เข้าร่วมงานแข่งขันให้ถึงเส้นชัยด้วยเวลาที่กำหนดไว้ เป็นผู้ควบคุมความเร็วของการวิ่งอย่างสม่ำเสมอให้ได้ตามที่กำหนดไว้ตลอดเส้นทาง เช่น ถ้าเพื่อนๆต้องการวิ่ง 10.5 กิโลเมตรให้จบที่เวลา 70 นาที หรือ1:10…