Category: City Run

มิตรภาพที่เบ่งบาน เกิดขึ้นง่ายนิดเดียว แค่ออกวิ่งด้วยกัน

เสียงเด้งของข้อความในไลน์จากน้องเมย์ KRC (Krungthep Run Crew) ขอเชิญไปเป็นวิทยากร Outdoor เพื่อมอบความรู้เรื่องการบาดเจ็บในนักวิ่งให้กับกลุ่มเพื่อนนักวิ่งที่จะมาวิ่งด้วยกันในกิจกรรม KRC City Run#8 “Park Run” เราก็ยินดีปรีดารับคำไปอย่างว่าง่าย โดยยังไม่รู้ว่าน้องต้องการรายละเอียดอะไรบ้าง แต่ที่แน่ๆอยากจะไปร่วมวิ่งกับกลุ่มนี้นานแล้ว แค่ยังไม่มีโอกาส และครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ร่วมวิ่ง ได้ทำความรู้จักกับเพื่อนๆนักวิ่งเพิ่มเติมอีกหลายคน โบนัสอีกหนึ่งอย่างก็คือการได้มอบความรู้ให้กับเพื่อนนักวิ่งแบบไม่หวังค่าตอบแทนใดๆ แค่คิดว่าจะได้ให้ ความสุขก็เปี่ยมล้นแล้วค่ะ เราจัดแจงตารางชีวิตเพื่อพร้อมกับการวิ่งในวันกิจกรรม ระหว่างนี้ถามน้องเมย์เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการให้พูด รวมถึงผู้ฟังด้วยว่าเป็นกลุ่มไหน นักวิ่งหน้าใหม่ หน้าเก่า เท้าอ่อน เท้าแน่นอย่างไร เพื่อจะได้เตรียมตัวพูดได้ถูกใจ น้องเมย์ส่งคำถามจากนักวิ่งที่ลงสมัครวิ่งกับกิจกรรมนี้มาให้ เราเลยจับกลุ่มคำถาม เรียงตามความสำคัญ นักวิ่งเจอปัญหากันมาก เรียงไปเจอกันน้อย แล้วส่งกลับน้องเมย์ น้องเมย์จะเป็น MC เพื่อช่วยตั้งคำถามและเราตอบตามนั้น เป็นการควบคุมเวลาไปในตัว ไม่อย่างนั้นอาจจะยาวนานจนเกินเวลา เพราะถ้าบอกว่าอยากรู้เรื่องการบาดเจ็บในนักวิ่ง นี่กว้างมาก อาจจะพูด…

วิ่งบ้านๆ @ น่านนคร

ถ้าถามว่าโปรเจคนี้บ้าไหม ก็อยากจะตอบดังๆว่า “บ้ามาก” ในหลายๆแง่มุม เราไม่เคยคิดว่าในชีวิตจะทำอะไรแบบนี้จริงๆ เราลงวิ่ง Virtual run ของวิ่งทั่วไทยไว้ เราต้องวิ่ง 5 ภาค และเราวิ่งครบไปแล้ว 4 ภาค เหลือภาคสุดท้ายคือภาคเหนือ เราวางแผนเที่ยวน่าน 6 วัน คิดฝันจะไปวิ่งที่ อ.ปัว ท่ามกลางขุนเขา และอากาศเย็นๆ กับวิวทุ่งนาสีเขียว แต่ต้องฝันสลายเพราะพ่อแฟนต้องผ่าตัดกระทันหัน จึงจำเป็นต้องยกเลิกทริปทั้งหมด เลื่อนตัวเครื่องบิน เลื่อนที่พัก ยกเลิกเช่ารถ เลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด แรกๆก็ไม่ได้คิดอะไร ยกเลิกไปเพราะจำเป็น ก็เท่านั้น แต่มาเอ๊ะ เราต้องวิ่งอีก 1 ภาคนี่นา ทำยังไงดี ลาไว้แล้วด้วย ไม่มีวันหยุดเหลืออีกต่างหาก เลยตัดสินใจเปิดหาตั๋วเครื่องบินแบบไปเช้าเย็นกลับ เราได้เที่ยวบินขาไป ราคาถูกที่สุดคือ 900 บาทของนกแอร์ แต่เวลาบินคือ 12.55น. ไปถึงเวลา 14.05น. ถ้าเวลาเช้าตรู่ก็จะแพงขึ้นไปอีก มาดูเที่ยวบินขากลับ ได้ของ Air Asia เหลือเที่ยวบินสุดท้ายไม่กี่ที่นั่ง ราคาแพงหน่อย 2,300 บาท เวลาบินคือ 16.55น.กลับถึง กทม. ประมาณ 18.00น. คำนวณเวลาที่อยู่ที่น่านประมาณ 2.30 ชั่วโมง เพียงพอกับการวิ่งเก็บระยะ 10 กิโลเมตร เที่ยวบินไปน่านของ 2 สายการบินนี้ มีเพียงวันละ 3 เวลาเท่านั้น จึงทำให้หาเที่ยวบินไปกลับใน 1 วันยาก แถมเวลากระชั้นชิดมากด้วย ราคาจึงแพงมากด้วย การได้ราคาถูกหน่อยจากนกแอร์ถือว่าโชคดี อาจเป็นเพราะเป็นเที่ยวบินระหว่างวันด้วยนั่นเอง คิดไปมา ความบ้าอันดับแรกคือการยอมจองตั๋วเครื่องบินราคาแพง เพื่อไปเก็บระยะวิ่ง 10 กิโลเมตร ความบ้าอันดับสองคือการที่ต้องไปวิ่ง 10 กิโลเมตรในเวลาช่วงบ่ายของวัน ช่วงเวลา 14.00- 16.30 น. คือช่วงเวลาที่คำนวณไว้ ดังนั้นอุปกรณ์กันแดดจึงต้องพร้อม ทั้งหมวก ทั้งแว่น ส่วนชุดเราก็เสื้อมีแขน และกางเกงขาสั้นก็พอ รวมถึงขวดน้ำดื่มที่ขาดไม่ได้ เราวางแผนขับรถไปจอดไว้ที่สนามบิน ความกดดันแรกเกิดขึ้น เมื่อที่จอดรถเต็มแน่นทุกตารางนิ้ว โชคดีที่น้องเจ้าหน้าที่หาให้ได้ เพราะแจ้งน้องว่าเรามาเช้าเย็นกลับ ไม่ได้จอดค้าง น้องจึงพอหาที่สำรองไว้ให้จอดแทน ความกดดันสองเกิดขึ้นทันทีเมื่อไปถึงสนามบิน เชคอินแล้ว เจอภาวะล่าช้าของเครื่องบิน จากเวลา 12.55 เป็นเวลา 13.10 อันมีสาเหตุมาจากการจราจรในน่านฟ้าคับคั่งเกินเหตุนั่นเอง จากเวลาที่คำนวณ เดินทาง 1 ชั่วโมงจากเวลา 13.10น. เราจะไปถึงน่านเวลา14.10 น. ก็ยังพอรับได้ แต่เมื่อถึงเวลาเรียกขึ้นเครื่องกลับเป็นเวลา 13.15น. โชคดีผู้โดยสารน้อย เครื่องจึงได้ออกเวลา 13.30น. เราจะไปถึงน่านเวลา 14.30น. เราต้องกลับมาที่สนามบินภายในเวลา 16.30น. เพื่อเชคอิน เพราะเราไม่สามารถเชคอินออนไลน์ได้เนื่องจากที่นั่งเหลือคือที่นั่งฉุกเฉิน  แล้วเราจะวิ่งทันไหม ในเวลา 2 ชั่วโมง ท่ามกลางแดดร้อน และระยะทางที่ไม่แน่นอน แม้จะเปิดแผนที่กูเกิลเอาไว้แล้ว นี่คือคำถามที่เกิดในใจตลอดเวลาที่เดินทางไป  สุดท้ายเราปัดความคิดทุกอย่างทิ้ง ไหนๆก็มาขนาดนี้แล้ว ลุยให้เต็มที่ก็พอ เราเลยหลับเอาแรงในเครื่องระหว่างเดินทาง พอตื่นมาเห็นวิวทิวเขาของจังหวัดน่านอยู่ใต้เครื่องก็ตื่นตาตื่นใจแล้ว แอบเสียดายอยู่ลึกๆว่าไม่ได้ขับรถเลาะเข้าไปในขุนเขาเหล่านั้น เอาไว้ปีหน้าละกันนะ สุดท้ายเท้าเหยียบลงสู่จังหวัดน่านเรียบร้อยในเวลา 14.30 น. จริงๆด้วย เรารีบลงมาจากเครื่องให้เร็วที่สุด ไม่มีกระเป๋าใบใหญ่ นอกจากใบเล็กๆเป็นเป้จักรยานใบเล็ก ข้างในคือชุดเปลี่ยนตอนขากลับ เพราะคาดว่าเหงื่อจะออกเยอะจนไม่สบายตัว และของจุกจิกประเภทกุญแจรถ กุญแจบ้าน ขนมปังรองท้อง เสื้อคลุมกันหนาวแบบบางเบาไว้ใส่บนเครื่องบิน น้ำหนักรวมไม่เกิน 2 กิโลกรัมแน่ๆ เรามีแค่นั้น จึงพร้อมออกวิ่งทันที เราเปิดกูเกิลแล้วออกวิ่งตาม ระยะทางจากสนามบินถึงวัดภูมินทร์ที่เราปักหมุดไว้เป็นจุดหมายคือ 3.7 กิโลเมตร ถ้าวิ่งไปกลับก็ใกล้ๆ 10 กิโลเมตร ถ้าเดินๆวิ่งๆไปตามสถานที่ท่องเที่ยวในเมือง รวมก็จะได้ประมาณ 10 กิโลเมตร เราวิ่งออกมาจากสนามบินก็ได้ระยะทาง 1 กิโลเมตรนิดๆแล้ว เราวิ่งเหยาะๆไปตามทางริมถนน แดดเปรี้ยงพอใช้ได้ แต่รู้สึกว่ามีลมเย็นพัดผ่านปิวหนังให้ไม่ร้อนจนเกินไป ช่วงบ่ายสองแก่ๆอย่างนี้ เราหาที่ร่มวิ่งหลบแดดได้ยากจริงๆ พอวิ่งผ่านกิโลเมตรที่ 2 ถึง 3 เราก็มาถึงวัดแรกที่เราได้เล็งๆไว้ในกูเกิล แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายของนักท่องเที่ยวหรือเปล่า นั่นก็คือ “วัดสวนตาล” เราแวะเข้าไปถ่ายรูปเล็กน้อย ไม่ได้เดินเข้าไปกราบ “พระเจ้าทองทิพย์” พระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่ ด้วยเนื่องจากแดดร้อนมากๆ และอยากจะรีบเข้าไปถึงตัวเมืองก่อน เพื่อความสบายใจในระดับหนึ่ง ตอนนั้นเวลาในนาฬิกาบอกว่าเราวิ่งมาได้สัก 15 นาทีแล้ว จากสี่แยกวงเวียนตรงวัสวนตาล เราวิ่งออกมาทางขวา ตรงไปหาวัดภูมินทร์ ระหว่างทางเจอกับวัดหัวข่วง จึงแวะเข้าไปกราบพระสักหน่อย พระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ลักษณะพุทธศิลป์แบบท้องถิ่นล้านนา สกุลช่างเมืองน่าน เสาภายในพระอุโบสถเป็นสีดำแดง ลวดลายสวยงาม เมื่อมาถึงจุดนี้เราก็วิ่งมาได้ 4 กิโลเมตรแล้ว การได้เข้าไปกราบพระในวัด ถือเป็นการพักหลบแดดที่ดี แต่เราก็ไม่สามารถพักได้นาน เพราะตอนนั้นเวลาล่วงเลยมาที่ 15.00น. แล้ว ตรงข้ามกับวัดหัวข่วงคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน ซึ่งภายในบริเวณนี้ สิ่งที่เป็นสัญญลักษณ์การมาถึงของนักท่องเที่ยวคือซุ้มลีลาวดีทางด้านหน้าใกล้ประตูทางเข้า บริเวณนี้มีนักท่องเที่ยวมาเดินเล่นประปรายแล้ว เราจึงวานให้พี่ผู้หญิงคนหนึ่งช่วยถ่ายรูปให้หน่อย ภาพออกมาสวยงามจริงๆ นี่เรามาถึงน่านจริงๆแล้วนะเนี่ย ส่วนอาคารที่เป็นพิพิธภัณฑสถานสีเหลืองมีลวดลายสวยงามก็ถูกปิดอย่างเรียบร้อยเนื่องจากวันนี้เป็นวันจันทร์วันหยุดของพิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศนั่นเอง ซึ่งถือเป็นข้อดี เพราะเราเป็นคนชอบเดินพิพิธภัณฑ์มาก กลัวจะอดใจไม่ไหวเข้าไปเดินจนหมดเวลาจริงๆ เราไม่ได้เดินไปทางด้านวัดน้อย ซึ่งเป็นวัดเล็กๆในบริเวณนั้น เพราะหันมาเห็นอีกวัดหนึ่งที่เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางวันนี้นั่นคือวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ที่อยู่ตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์นั่นเอง วันนี้ฟ้าสวยมากๆ เล็งกล้องถ่ายตามแสงไปตรงไหนก็สวย พอเห็นวัดไกลๆแล้ว เราก็ทั้งเดินทั้งวิ่งเข้าไปหา วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เดิมชื่อ วัดหลวงกลางเวียง สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.1949 ที่โดดเด่นคือเจดีย์ช้างค้ำ ซึ่งเป็นศิลปสมัยสุโขทัย อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 20 รอบเจดีย์ มีรูปปั้นช้างปูนปั้น เพียงครึ่งตัวประดับอยู่โดยรอบ ภายในพระธาตุเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีลิกธาตุไว้ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปทองคำปางลีลา คือ พระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนี ซึ่งเป็นทองคำ 65% สูง 145 เซนติเมตร ส่วนตัววิหารเป็นสถาปัตยกรรมล้านนาไทย ซึ่งทำให้วัดที่น่านมีความโดดเด่นไม่เหมือนที่อื่น ตอนไปถึงวัด มีการประดับโคมหลากสี อดใจไม่ไหวที่จะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก เป้าหมายต่อไปคือวัดภูมินทร์ ซึ่งเดินเลยขึ้นมาจากวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหารอีกเล็กน้อย วัดภูมินทร์ เดิมชื่อ “วัดพรหมมินทร์” เป็นวัดที่แปลกกว่าวัดอื่น ๆ คือ โบสถ์และวิหารสร้างเป็นอาคารหลังเดียวกัน มีประตูไม้ทั้งสี่ทิศ แกะสลักลวดลายโดยช่างฝีมือล้านนาสวยงามมาก นอกจากนี้ฝาผนังยังมีภาพวาดแสดงถึงชีวิตและ วัฒนธรรมของยุคสมัยที่ผ่านมาตามพงศาวดารของเมืองน่าน วัดภูมินทร์สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2139 วัดภูมินทร์มีความแตกต่างที่ไม่เหมือนใครที่เห็นเด่นชัดคือ พระอุโบสถเป็นทรงจตุรมุข พระประธานจตุรพักตร์ คือพระพุทธรูปขนาดใหญ่ 4 องค์ หันพระพักตร์ออก ด้านประตูทั้งสี่ทิศ หันเบื้องพระปฤษฏางค์ ชนกันประทับนั่งบนฐานชุกชี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยด้านนอกทั้งสี่ทิศมีนาคสะดุ้งขนาดใหญ่แห่แหนพระอุโบสถเทินไว้กลางลำตัวนาค อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจ และทำให้เราอยากกลับมาดูแล้วดูอีกนั่นก็คือ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง หรือ “ฮูบแต้ม” ในวัดภูมินทร์เป็นชาดกในพุทธศาสนา แต่ถ้าพิจารณารายละเอียดของวิถีชีวิตของคนเมืองในสมัยนั้น มีภาพที่น่าสนใจอยู่หลายภาพ ภาพเด่น คือ ภาพปู่ม่านย่าม่าน ซึ่งเป็นคำเรียกผู้ชายผู้หญิงชาวไทลื้อในสมัยโบราณกระซิบสนทนากัน ผู้ชายสักหมึก ผู้หญิงแต่งกายไทลื้ออย่างเต็มยศ ภาพวาดของหนุ่มสาวคู่นี้มีความประณีตมาก ภาพนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่งามเป็นเยี่ยมของวัดภูมินทร์ นี่ขนาดเรามีเวลาแค่ไม่นานที่จะอยู่ชมความสวยงามของที่นี่ ภาพที่ถ่ายมาได้ก็มีมากมายเลยทีเดียว ตั้งใจว่าจะกลับไปเยี่ยมชมแบบไม่ต้องรีบจริงๆให้ได้อีกครั้งหนึ่ง ออกมาทางด้านนอกพระอุโบสท ก็เห็นรูปปั้นนี้ที่เมื่อ 8 ปีก่อน เรามาเที่ยวน่านถึง 2 ครั้งยังไม่มี และครั้งนั้นจะมีน้องนักเรียนมานำอธิบายภาพวาดแต่ละภาพ แต่ครั้งนี้ไม่พบเห็น การมาเยี่ยมชมน่านนครระยะสั้นมากๆนี้ เรายังสัมผัสได้ถึงความพยายามของเมืองน่านที่สนับสนุนการท่องเที่ยว แต่ก็ยังคงพยายามอนุรักษ์ความเป็นเมืองน่านดั้งเดิมเอาไว้ได้เป็นอย่างดี ที่บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวตรงข้ามกับวัดภูมินทร์ก็มีมุมจัดให้ถ่ายรูป และเป็นจุดขึ้นรถรางชมเมือง เราได้เห็นกลุ่มนักท่องเที่ยววัยกลางคนมาเที่ยวประมาณ 10 กว่าคน รอรถรางออกและถ่ายรูปกันอย่างคึกคักเราแวะซื้อถุงผ้ากลับมาเป็นที่ระลึก ฝากญาติที่ไม่ได้มาด้วยกันคราวนี้คนละถุง ราคาไม่แพง ถุงละ 10 บาทเท่านั้นเอง มองนาฬิกา เวลาล่วงเลยมา 1 ชั่วโมงแล้ว เรามีเวลาอีกเต็มที่ 30 นาที โดยไม่กดดัน แต่ระยะทางที่เหลืออีก 5 กิโลเมตรกดดันเรามากกว่า เราจึงออกวิ่ง มุ่งหน้าไปทางสนามบิน โดยที่ลืมแวะวัดมิ่งเมืองที่อยู่ด้านหลังวัดภูมินทร์ไปเสียสนิท วัดมิ่งเมืองเป็นที่ตั้งของเสาหลักเมืองน่านเสียด้วย พลาดไปอย่างน่าเสียดาย เราวิ่งเลาะมาอีกเส้นหนึ่งเพื่อจะได้แวะวัดหัวเวียงใต้เป็นวัดสุดท้ายก่อนกลับ ได้วิ่งผ่านร้านค้าต่างๆมากมาย ยังได้เห็นป้ายต่างๆข้างทางบอกกับนักท่องเที่ยวให้กลับมาเที่ยวอีก และแล้วก็มาถึงวัดหัวเวียงใต้ เป็นวัดเก่าแก่  มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าในปี พ.ศ. 2278 หรือ 2279 ท้าวสุทธะและแม่เจ้าใจได้อุทิศที่ดินและสร้างวัดหัวเวียงใต้ขึ้นเพื่อเป็นวัดประจำหมู่บ้าน  เป็นวัดที่สร้างด้วยอิฐถือปูน สำหรับพระประธานภายในโบสถ์ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลปะแบบพม่านั้น หม่องส่าหรือนายหม่อง วงศ์เครื่อง พ่อค้าไม้ชาวพม่าเป็นผู้สร้างถวาย กำแพงวัดมีอายุกว่า 160 ปี เป็นรูปพญานาค 2 ตัว เลื้อยอยู่บนกำแพง เสียดายอีกแล้วที่ไม่ได้เข้าไปไหว้พระประธานซึ่งเป็นศิลปะพม่าที่ทำให้วัดนี้ไม่เหมือนวัดอื่นเช่นกัน ข้างๆวัดหัวเวียงใต้มีศาลเจ้าจีนสวยเสียด้วย ครั้งหน้าถ้าได้มา ไม่พลาดแน่ๆ เราวิ่งกลับมาบรรจบกับวัดสวนตาลอีกครั้งที่แยกสวนสาธารณะบ้านช้างเผือก เพื่อวิ่งกลับสู่สนามบินน่านเส้นทางเดิมอีกประมาณ 3 กิโลเมตร ช่วงนี้แม้แดดจะยังออกอยู่ แต่เป็นช่วงบ่ายสี่โมง เราสามารถใช้เงาตึกเป็นร่มเงาขณะวิ่งได้ และลมที่พัดมาก็ยังเย็นสบายอีกต่างหาก แล้วแดดก็อยู่ข้างหลังเราแล้ว ทำให้การวิ่งกลับสนามบิน แม้ขาจะล้าไปบ้าง แต่ก็ยังถือว่าสบาย เราวิ่งสลับเดิน เพราะเริ่มหมดแรง เพื่อเข้าสู่อาคารผู้โดยสาร ไปเชคอินที่เคาน์เตอร์ Air Asia ได้ตั๋วมาเรียบร้อยแล้วก็เข้าห้องน้ำเปลี่ยนชุด ซื้อซาลาเปาทานรองท้อง กะว่าจะหิ้วท้องกลับไปหาอะไรทานที่สนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯบ้านเราแทน ระหว่างรอขึ้นเครื่องเราก็เดินเล่นในอาคารผู้โดยสาร เห็นภาพแขวนผนังขนาดใหญ่ เป็นสถานที่ที่เราวางแผนจะมาเที่ยวครั้งนี้ล่วงหน้าเป็นปีทั้งนั้นเลย เรากดหยุดนาฬิกาเมื่อครบระยะ 10 กิโลเมตรในอาคารผู้โดยสาร ถือว่าภารกิจหลักได้เสร็จสิ้นลงแล้ว แม้ว่าเราจะอดเที่ยวอย่างที่เราตั้งใจเอาไว้ แต่การอดเที่ยวครั้งนี้ก็ทำให้เราได้มาทำอะไรที่เราไม่เคยคิดว่าจะทำในชีวิต นั่นคือ “การบินมาเพื่อวิ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น” โอกาสนี้ ถ้าไม่ได้ยกเลิกทริปเดิมก็คงจะไม่ได้ทำอะไรแบบนี้จริงๆ เครื่องบินมาจอดรอเราแล้ว เจ้าหน้าที่เรียกเราขึ้นเครื่องแล้ว การมาวิ่งที่เมืองน่านครั้งนี้ รู้สึกถึงความใกล้ชิดของสถานที่ท่องเที่ยวระหว่างเส้นทางการวิ่ง วิ่งไม่ลำบาก ถนนไม่ใหญ่ รถไม่เยอะ สุนัขไม่มี วิ่งสบายๆกับลมเย็นๆ เราเชื่อว่าครั้งต่อไปที่มาเที่ยว เราจะไม่พลาดการออกวิ่งเช่นนี้อีกแน่ๆ…

วิ่งในเมืองเป็นเรื่องสนุกกับ Oily’s Story

หลังจากทราบข่าวจากคุณออยแห่งเพจ Oily’s Story ผ่านทางไลน์กลุ่ม We Run You Run ว่าทางเพจคุณออยจะจัดวิ่งซิตี้รันขึ้น ความคิดแรกในหัวคือ “ไปด้วย!!” กลิ่นไอซิตี้รันรอบที่แล้วยังตลบอบอวลอยู่ในความรู้สึก เลยทำให้อยากไปวิ่งอีกรอบ ครั้นจะไปวิ่งเองคนเดียวไกลๆ มันก็จะแอบเปลี่ยวหัวใจนิดนึง เลยลงชื่อเข้าร่วมอย่างไม่ลังเล คุณออยเลือกเส้นทางวิ่งจากสวนจตุจักรไปถึงท่ามหาราช ซึ่งระยะทางโดยรวมคือ 20 กิโลเมตร ใครจะเริ่มวิ่งจากสวนจตุจักรก็ได้ หรือจะมาเริ่มวิ่งตรงจุดนัดพบพระที่นั่งอนันตสมาคมก็ได้ เพราะถ้าเริ่มจากพระที่นั่งไปถึงท่ามหาราช ก็จะรวมระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร เราเลยคิดว่าจะขอวิ่งแค่ 10 กิโลเมตรก็พอ แรกๆเราก็กะจะแค่ไปวิ่งด้วยสนุกๆ แต่ไปๆมาๆคุณออยแจ้งว่าคนลงชื่อมาร่วมวิ่งค่อนข้างเยอะจนคิดว่าแค่คุณออยคนเดียว และเพื่อนไม่กี่คนคงจะดูแลไม่ไหว เราเลยอาสาสมัครไปช่วยดูแลด้วย โดยต้องเปลี่ยนความตั้งใจไปวิ่งตั้งแต่แรกเลย และนอกจากเราแล้วยังมีเพื่อนในกลุ่ม We Run You Run มาช่วยด้วย งานนี้เลยน่าสนุกขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง คุณออยเลยแบ่งกลุ่มพวกเราออกเป็น 5 กลุ่ม เพื่อดูแลเพื่อนนักวิ่งที่เป็นแฟนคลับคุณออยประมาณ 70 คน เราได้อยู่กลุ่มที่ 4 รวมกับน้องลัญและน้องเติ้ล เราเริ่มต้นการวิ่งจากสวนจตุจักร และจะไปจบที่ท่ามหาราช ระยะทางที่คุณออยไปเซอร์เวย์มารวมๆแล้วประมาณ 21 กิโลเมตร พวกเราเหล่า Staff นัดเจอกันเวลา 4.00 น. แต่คุณออยนัดเพื่อนนักวิ่งตอน 4.30 น. และจะเริ่มวิ่งเวลา 5.00น. เมื่อถึงเวลา 4.00น. พวกเราก็ได้เจอกัน และเพื่อนๆก็ทยอยกันมาเรื่อยๆ จนเราได้แนะนำตัวกัน แบ่งกลุ่มกันเรียบร้อย เวลา 5.00น. ตรงก็เริ่มออกวิ่งกัน โดยเราจะวิ่งรอบสวนจตุจักรก่อน 1 รอบ เป็นระยะทาง 3 กิโลเมตร แล้วค่อยออกวิ่งไปตามถนนพหลโยธิน มุ่งหน้าสะพานควาย สนามเป้า และอนุสาวรีย์ ตอนคุณออยทักทายกับแฟนคลับ เราก็ได้รับการแนะนำว่า เราเป็นนักกายภาพบำบัด ถ้าใครมีปัญหาบาดเจ็บอะไร ให้มาหาได้ ดังนั้น พอจบการวิ่งรอบสวนแล้ว ก็มีพี่นักวิ่งท่านหนึ่งเข้ามาปรึกษาเรื่องเท้า พี่เจ็บเอ็นฝ่าเท้ามาไม่นาน แต่วันนี้อยากจะวิ่งให้จบมากๆ เราเลยทำการปฐมพยาบาลให้ก่อน ด้วยการฉีดสเปรย์เย็น และเทปล็อคฝ่าเท้าและข้อเท้าไว้ งานนี้เราตั้งใจนำเทปทางกีฬามาด้วย เผื่อมีคนเจ็บ และก็ได้ใช้จริงๆซะด้วย เมื่อเทปให้เรียบร้อยแล้ว เราก็ออกวิ่งกันต่อ เราอยู่รั้งท้ายแถวแล้ว กลุ่ม 4 ที่เราคุม วิ่งไปไกลแล้ว เราเลยรวมอยู่กับกลุ่มสุดท้ายซึ่งเป็นกลุ่ม Sweeper นำโดยพี่เปิ้ล ซึ่งไปกันเรื่อยๆไม่รีบร้อน หยุดถ่ายรูปกันเป็นพักๆ แรกๆคุณออยได้ตกลงกันว่าจะวิ่งที่เพซ 7-8 แต่ถึงเวลาก็เห็นแล้วว่ามีคนที่วิ่งหลุดมาเพซ 9 จนถึงเดิน แต่เราก็เห็นความพยายามของคนที่อยู่กลุ่มรั้งท้ายที่อยากจะตามกลุ่มใหญ่ให้ทัน กลุ่มที่วิ่งนำก็มีการหยุดรอเป็นพักๆ จุดที่หยุดถ่ายรูปแต่ละจุดก็คือจุดที่หยุดรอนั่นเอง จุดแรกคืออนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ งานนี้มีตากล้องจากหลายเพจมาช่วยถ่ายรูปกิจกรรมน่ารักๆให้ด้วย ประกอบไปด้วยพี่พงษ์ จาก Papa Colorful, พี่เอ็ม จาก mPhotosport และพี่เอ จาก ตนมือสั่น จากอนุสาวรีย์ก็ออกวิ่งมาทางโรงพยาบาลรามาตรงไปถนนสวรรคโลกก็จะเจอกับสวนจิตร เราหยุดถ่ายรูปหัวมุมที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 9 และพระราชินี และรัชกาลที่ 10 ขนาบข้างเพื่อเป็นที่ระลึก จากหัวมุมนี้ เราออกวิ่งตามทางวิ่งไปทางซ้ายอ้อมสวนจิตรไปเข้าถนนศรีอยุธยาทางพระที่นั่งอนันตสมาคม ระหว่างทางก็มีหยุดยืดกล้ามเนื้อรอรวมกลุ่มกันเป็นพักๆ แล้วเราก็มาถึงจุดนัดพบสำหรับเพื่อนนักวิ่งที่ต้องการวิ่งเพียงแค่ 10 กิโลเมตร นี่เราวิ่งกันมาได้แค่ครึ่งทางเท่านั้นเอง ความครึกครื้นเริ่มมากขึ้นตามจำนวนคนที่เพิ่มขึ้น เราพบกับเพื่อนในกลุ่มรันเวย์อีกชุดหนึ่ง พี่พงษ์แห่ง Papa colorful มารอถ่ายรูปให้พวกเราตรงนี้ และเรียกถ่ายรูปโปรโมทงาน Hero Run 2018 ที่เราจะไปเป็น Pacer อีกไม่นานนี้ด้วย จากพระที่นั่งอนันตสมาคม เราออกวิ่งกันไปทางถนนราชดำเนินนอก มุ่งหน้าสู่ถนนราชดำเนินกลาง เพื่อไปที่จุดถ่ายรูปอีกจุดนั่นก็คืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เก็บภาพกันได้แล้วก็ออกวิ่งต่อไปทางถนนดินสอ แวะซื้อน้ำและของกินที่ 7-11 แถวศาลาว่าการกรุงเทพฯ เราจัดขนมจีบไปเต็มๆ 5 ลูก ต่อด้วยน้ำหวานอีก 1 ขวดเล็กเพื่อเติมพลังงาน ตอนนี้ท้องเริ่มร้องโครกแล้ว ถ้าจะให้รอถึงท่าพระจันทร์ก็น่าจะไม่รอด แล้วก็มาถึงอีกจุดหนึ่งเพื่อการถ่ายรูปนั่นก็คือเสาชิงช้า ต่างคนต่างตื่นเต้นยืนถ่ายรูปกันเอง กว่าจะเรียกรวมตัวถ่ายได้ก็ใช้เวลาไปพักหนึ่ง แดดที่ออกมาเปรี้ยงๆแล้วไม่สามารถทำอะไรพวกเราได้ ในช่วงเวลาของการถ่ายภาพเช่นนี้ แต่จะว่าไปแล้วยิ่งแดดเปรี้ยงๆนี่สิยิ่งดี เพราะภาพจะสวยสดใสมาก ตาก็จะหยีๆหน่อย ถ่ายรูปหนำใจแล้ว ก็ไปกันต่อ เราวิ่งกันมาที่ถนนตีทอง มีปั๊มเลยแวะเข้าปั๊มนิดนึง แล้ววิ่งยาวไปเข้าถนนตรีเพชร ผ่านดิโอลด์สยาม ยาวไปถึงโรงเรียนสวนกุหลาบเพื่อมุ่งหน้าสู่สะพานพุทธ มาถึง ณ จุดนี้ ก็ออกแนวอ่อนแรงแล้วเรา เพราะแสงแดดที่มันเปรี้ยง และท้องที่ออกจะโล่งๆโหยๆ ดื่มน้ำเข้าไปเรื่อยๆก็พอช่วยได้ ยังไงก็ไม่ถอยอยู่แล้ว มาถึงขนาดนี้แล้ว คุณออยก็คอยบอกตลอดว่าโรตีมะตะบะท่าพระจันทร์กำลังรอเราอยู่ เราขึ้นไปถ่ายรูปที่จุดไฮไลท์กลางสะพาน  แล้วก็วิ่งกลับลงมา อ้อมใต้สะพานพุทธมุ่งหน้าถนนจักรเพชร หรือก็คือปากคลองตลาดนั่นเอง เราวิ่งลัดเลาะร้านขายดอกไม้ และคนเข็นรถเข็นไปมา จนข้ามคลองรอบกรุงเข้าสู่ถนนสนามชัย ผ่าน มิวเซียมสยาม ผ่านสวนสราญรมย์ และก็ถึงอีกจุดของการถ่ายภาพ นั่นก็คือกำแพงกระทรวงกลาโหม ฝั่งถนนกัลยาณมิตร ที่ใครมาแล้วก็มักจะไม่พลาดกัน เราเองก็ได้ภาพจากตรงนี้หลายรูปเลย และเมื่อถ่ายกันเสร็จแล้วก็ได้เวลาวิ่งลัดเลาะต่อไปทางถนนหน้าพระลาน ผ่านเสาหลักเมือง วิ่งเลียบไปตามกำแพงวัดพระแก้ว เก็บภาพสวยๆกันกลางแดดเปรี้ยงอีกรอบ ใกล้ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว เราไม่ได้มาแถวนี้นานได้พบว่ามีการจัดแถวให้นักท่องเที่ยวรอเข้าวัดพระแก้วทางถนนหน้าพระธาตุ ซึ่งทำให้รถไม่ติดให้หงุดหงิดใจแถวหน้าพระลาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก และแล้วจากวัดพระแก้วเราวิ่งตรงมา เลี้ยวขวาเข้าถนนมหาราช เข้าสู่ท่ามหาราชซึ่งเป็นจุดถ่ายรูปจุดสุดท้าย กว่าจะได้ภาพรวมสวยๆ ก็ต้องยอมนั่งตากแดดกันอยู่พักหนึ่ง พี่พงษ์ถึงกับวิ่งไปบนชั้น 2 ของตึกเพื่อเก็บภาพสวยๆนี้มา หลังจากนั้นก็คือช่วงเวลาแห่งความสุขคือการ “กิน” นั่นเอง คุณออยได้จองชั้น 2 ทั้งหมดของร้านโรตีมะตะบะที่ท่าพระจันทร์ไว้ พร้อมกับเลี้ยงโรตีและหมูสะเต๊ะ ซึ่งทางร้านเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว พร้อมเสิร์ฟให้กับนักวิ่งผู้หิวโหย และหมดลงอย่างรวดเร็ว คงทั้งเพราะอร่อยและหิวนั่นเอง หลังจากนั้นก็สั่งอาหารและน้ำเพิ่มเองตามอัธยาศัย โต๊ะเราก็ขอหมูสะเต๊ะเพิ่มอีกสักจานตามดีกรีความอร่อย จบงานไปด้วยรอยยิ้มและมิตรภาพดีๆที่เพิ่มขึ้นมาอีกมากมาย แม้จะวิ่งกันมานานถึง 5 ชั่วโมง พร้อมกับแดดร้อนแรงครึ่งทางหลัง นี่คือความอดทนของนักวิ่งอย่างพวกเรา อดทนต่อความเหนื่อย ความหิว และความร้อน แต่เราก็ยังพูดคุยยิ้มแย้มกันได้ตลอดทาง ซึ่งนี่คือข้อดีของการมาทำสิ่งที่ชอบร่วมกัน แม้เราจะมีจำนวนรวมกันร่วมร้อยคน แต่ไม่มีคนงอแงเลยสักคน ถือเป็นกลุ่มคนที่น่ารักมากๆ แฟนเพจคุณออยนี่น่ารักกันทุกคน คงต้องขอบคุณคุณออยที่ให้โอกาสในการดูแลเพื่อนนักวิ่งกลุ่มนี้ เป็นประสบการณ์ที่ดีมากจริงๆ ระยะทางที่วิ่งทั้งหมดคือ 20.8 กิโลเมตร ซึ่งเราลืมกดนาฬิกาของเราไปช่วงหนึ่งทำให้ระยะทางหายไป เลยต้องเอาสถิติของคุณออยมาใช้ ใช้เวลารวม 5:01:54 ซึ่งคุณออยไม่ได้กดหยุดเวลาเลย เส้นทางรวมทั้งหมดถือเป็นเส้นทางใหม่สำหรับเรา อย่างน้อยก็ตั้งแต่สวนจตุจักรมาจนถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ส่วนเส้นทางอื่นอาจจะผ่านๆมาบ้างแล้วแต่ก็ไม่เป๊ะ การวิ่ง City run ในกรุงเทพ ฟุตบาทอาจไม่เหมาะกับการวิ่งอย่างสบาย เพรามีหลุมมีตะปุ่มตะป่ำพร้อมทำให้ข้อเท้าพลิกได้ทุกเมื่อ จึงต้องคิดซะว่ามาวิ่งฝึกสติและฝึกเอ็นข้อเท้าและกล้ามเท้าให้แข็งแรง บางจุดไม่สามารถวิ่งได้ก็ต้องเดิน ทำให้จำนวนก้าวต่อนาทีจึงหลากหลายมาก ตั้งแต่ 131-234 ก้าวต่อนาทีเลย ส่วนเรื่องความสูง ดูๆแล้วเหมือนพื้นที่ของสวนจตุจักรจะสูงกว่าใจกลางเมืองพอสมควร สองหยักสุดท้ายก็น่าจะเป็นสะพานพุทธและบันไดที่ท่ามหาราชนั่นเอง อุณหภูมิก็หลากหลายเช่นกันเพราะเริ่มตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างไปจนถึงแดดเปรี้ยงจึงไม่แปลกใจที่จะเป็นตัวเลขตั้งแต่ 27…

ซิตี้รัน ไม่มันส์ แต่เพลิดเพลิน

ครั้งแรกกับการวิ่ง 11 กิโลเมตรด้วยเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง! ครั้งแรกกับการวิ่งรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ครั้งแรกกับการวิ่งไปถ่ายรูปไปเหมือนมาทัวร์ ทุกอย่างต้องมีครั้งแรกเสมอ วันที่ 11 สิงหาคม 2561 คือวันที่เรามีนัดกับกลุ่ม Runway ซึ่งเป็นกลุ่ม Pacer ที่เราไปเจอกันมาเมื่องาน กฟผ. และถูกใจถูกชะตากัน คุยกันต่อจนตั้งกลุ่มใหม่ขึ้นมา เมื่อพี่เบิร์ดมาชวนไปวิ่ง City Run หลายคนจึงตกปากรับคำอย่างว่าง่าย เราเองไม่เคยวิ่ง City Run กับกลุ่มใหญ่ๆมาก่อน และพอเป็นเพื่อนกลุ่มนี้ชวนจึงอยากจะไปด้วย จึงลงชื่อไปด้วยอย่างไม่ลังเล พี่เบิร์ดนัดเจอกันที่หน้าพระรูป สวนลุม เวลาประมาณ 5.00 เราก็ไปถึงก่อนเวลา เพื่อนๆในกลุ่มยังมาไม่ถึงกัน เดินไปเดินมา เจออีกกลุ่มเป็นกลุ่มใหญ่ๆกว่า มีประมาณ 10 คนแล้ว คิดว่าคงมานัดเจอกันที่เดียวกัน เราเลยไม่คิดอะไร จนเราเดินมาเจอน้องบูมที่เรารู้จักกัน และเพื่อนๆคนอื่นในกลุ่มเริ่มทยอยกันมาเกือบหมดแล้ว ถึงได้รู้ว่า ต้องไปวิ่งรวมกับพี่ๆเพื่อนๆกลุ่มที่เราเห็นเมื่อตอนแรก และตอนนี้จำนวนคนก็เพิ่มขึ้นมาอีกมาก ดูจำนวนคร่าวๆแล้วก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 50 คน เรายิ่งตื่นเต้นเลยเพราะว่าไม่เคยวิ่งกลุ่มใหญ่ขนาดนี้มาก่อน แต่ด้วยความที่พี่ๆในกลุ่มใหญ่มีอัธยาศัยที่ดี ส่วนใหญ่จะสูงวัยกว่าเรา เราเลยรู้สึกว่าเป็นเด็กน้อยไปเลย แรกๆกลุ่มเรามีความตั้งใจว่าจะไปเป็น Sweeper ช่วยกวาดต้อนขบวน แต่กับคนกลุ่มใหญ่อย่างนี้เลยไม่รู้ว่าจะทำหน้าที่ได้ดีหรือไม่อย่างไร เวลาประมาณ 6.00 น. เราก็เริ่มออกวิ่งกันจากหน้าพระรูปมุ่งหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ไปตามเส้นราชดำริ แวะถ่ายรูปกันสั้นๆที่จุดแรก แล้ววิ่งไปทางประตูน้ำ มุ่งหน้าสู่ดินแดง แล้วเลี้ยวซ้ายวิ่งไปทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นจุดที่สองที่หยุดถ่ายรูปกับป้ายกันอย่างจริงจัง แรกๆเราไม่ได้เข้าไปถ่ายกับกลุ่มใหญ่ด้วย เพราะยังไม่คุ้นเคย เลยถ่ายกันเองในกลุ่มก่อน หลังจากหยุดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิกันไม่ต่ำกว่า 10 นาทีก็ออกวิ่งต่อไปทางโรงพยาบาลประสาทตามเส้นราชวิถีตรงไปจนถึงสวนสัตว์ดุสิต ระหว่างทางก็มีการหยุดบรรยายความสำคัญของสถานที่ต่างๆเป็นระยะๆ เส้นทางวิ่งตรงนี้ วิ่งง่ายและสบายมาก เพราะเป็นทางวิ่งโดยเฉพาะ ไม่ต้องกลัวสะดุดเหมือนฟุตบาทถนนอื่น วิ่งในเมืองบ้านเราค่อนข้างลำบาก นอกจากต้องหลบคน หลบรถแล้ว ยังต้องหลบพื้นฟุตบาทที่ไม่ค่อยจะมั่นคงอีก ก้าวพลาดก็ถึงกับข้อเท้าพลิกได้เลย วิ่งในเมืองนี่อย่างกับวิ่งเทรล และตรงนี้เองก็เป็นอีกจุดที่เราหยุดถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึก และเราก็เพิ่งจะได้รู้ว่า สวนสัตว์ดุสิตจะปิดในอีกสองเดือนข้างหน้านี้แล้ว แอบใจหายเหมือนกัน เลยยิ่งต้องถ่ายรูปเก็บเอาไว้ซะหน่อย หลังจากนั้นเราก็วิ่งอ้อมซ้ายสวนสัตว์ดุสิต มาหยุดถ่ายรูปกันอีกสักครึ่งชั่วโมงที่หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ณ จุดนี้ พี่พงษ์จาก Papa Colorful ก็ตามมาสมทบแล้ว พวกเราเลยได้รูปสวยๆกันอีกมากมาย และเมื่อวนมาที่แถวนี้ ภาพที่ขาดไม่ได้เลยคือภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 เห็นแล้วก็คิดถึงพระองค์ท่านจริงๆ อีกภาพที่ต้องเก็บคือหน้าพระบรมรูปทรงม้า หลังจากใช้เวลาถ่ายรูปกันนานมากที่นี่ ก็ถึงเวลาไปต่อ เรามองนาฬิกามาตั้งแต่หยุดที่จุดแรก เราก็รู้ได้เลยว่า ทริปนี้ยังอีกยาวไกล ด้วยความที่นักวิ่งแต่ละท่าน มีความเพลิดเพลินกับการหยุดถ่ายรูปกันเป็นอันมาก รวมทั้งเราด้วย และยังต้องถ่ายเป็นกลุ่มใหญ่ ถ่ายรูปกับป้ายที่พกกันมาด้วย เลยยิ่งทำให้ต้องใช้เวลามากขึ้นในแต่ละจุด แค่ถ่ายรูปที่นี่ก็เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมงแล้ว เราวิ่งยาวไปทางถนนศรีอยุธยา มุ่งหน้าเทเวศน์ ระหว่างทางตามตึกรามบ้านช่องก็มีมุมที่หยุดถ่ายรูปกันได้เรื่อยๆ หลังจากจุดนี้เราก็วิ่งนำเพื่อนๆกลุ่มเราที่หยุดถ่ายรูปออกไปก่อน เราวิ่งเลาะตามถนนสามเสนมุ่งหน้าไปที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แวะถ่ายรูปที่ถนนพระอาทิตย์กับกลุ่มใหญ่ ทริปนี้เรามีชื่อทริปว่า “หนุ่มเหน้าสาวสวย” ค่ะ เสน่ห์ของถนนพระอาทิตย์ คือสวนสันติชัยปราการ ที่มีภาพสะพานพระราม 8 เป็น Background อยู่ข้างหลัง และความขลังของป้อมพระสุเมรุ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 พี่ๆพาวิ่งเลาะจากถนนพระอาทิตย์ไปตามทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านท่าเรือพระอาทิตย์ทางนี้เราไม่เคยมา เลยตื่นตาตื่นใจกับวิวแม่น้ำสุดลูกหูลูกตา เราวิ่งไปตามทางจนถึงทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฝั่งข้างๆโรงละครแห่งชาติ และไปพบกับเพื่อนๆกลุ่ม We run you run ที่สนามฟุตบอลที่เราวิ่งแยกกันมา ทำให้ไม่ได้รูปสวยๆอย่างเพื่อนๆในกลุ่ม แต่พี่พงษ์ก็มาช่วยถ่ายซ่อมให้ในเวลาที่เราอดใจไม่ไหวขอวิ่งรอบสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์สักหน่อย หน้าตึกโดมเป็นอีกจุดที่ต้องเก็บภาพ ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์อย่างเราจะพลาดได้อย่างไร จบทริปนี้ไปด้วยเวลาที่ยาวนานคือ 1:46:51 ชั่วโมง ได้ระยะทางมาเพียง 11.83 กิโลเมตร เรื่องความเร็วไม่ต้องสนใจ เพราะไม่ใช่ประเด็นสำคัญในการมาวิ่งวันนี้ อากาศวันนี้ค่อนข้างเป็นใจ ฟ้าสว่างแล้ว แต่ยังมีเมฆบังแสงพระอาทิตย์อยู่ไม่ให้ร้อนเกินไป อุณหภูมิจึงอยู่ที่ 29-30 องศา และในเมื่อการวิ่ง กลายเป็นการเดิน และบางครั้งการเดิน กลายเป็นการหยุดถ่ายรูป (เรากดหยุดเวลาเป็นบางครั้งเมื่อเห็นว่าหยุดนานจริงๆ) นาฬิกาไม่ได้จับระยะทางจากจุดเริ่มต้นที่สวนลุม มาจับอีกทีที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เวลาจริงๆที่ใช้ไปอาจมากมายกว่านั้น แต่คงไม่สำคัญเท่าการได้มิตรภาพใหม่ๆ ได้พบปะพูดคุยกับคนที่ชอบวิ่งเหมือนกัน ได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศของเมืองใหญ่ในยามเช้า ตั้งแต่เวลาที่ผู้คนยังไม่ตื่นนอนจนตื่นนอน ได้เห็นวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในแต่ละพื้นที่ที่วิ่งผ่านไป การวิ่งลัดเลาะในเมืองอย่างนี้ทำให้เราเห็นเมืองกรุงละเอียดขึ้น หลายมุมไม่เคยเห็น เพราะมีแต่นั่งรถผ่าน ไม่เคยได้ลงมาเดินดู ทำให้ได้เห็นกรุงเทพฯในมุมมองใหม่ที่ไม่เคยเห็น มีความสุขกับการหยุดถ่ายภาพเก็บความประทับใจแบบที่ไม่เคยได้ทำมาก่อน รู้สึกว่ารักกรุงเทพฯขึ้นมาทันที กลุ่มพี่ๆที่มาวิ่งด้วยกัน แต่ละคนดูมีความชำนาญในการวิ่ง City run แต่ละคนดูชิวๆ เดินก็ได้ วิ่งก็ได้ แต่ที่สังเกตได้คือ การพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน พี่ๆหลายคนมีความชำนาญในการดูแลความปลอดภัยน้องๆ ทั้งคอยกั้นรถให้ วิ่งนำไปยืนดูแลในจุดที่ไม่ปลอดภัย ทำให้เราอบอุ่นใจ และสบายใจกับการวิ่งมากขึ้น นั่นคือความชำนาญของคนที่วิ่งในเมืองมานาน เราอาจมีความชำนาญในการวิ่งมาราธอนตามที่เขาจัดงาน ตามเส้นทางที่มีคนจัดให้วิ่ง มากกว่าการวิ่งในเมืองที่ลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ แต่เมื่อปล่อยความถนัดของตัวเองลง แล้วลองทำสิ่งใหม่ๆ เราก็มักจะพบว่า เราได้ค้นพบอีกมุมหนึ่งของตัวเองเสมอ City run สอนให้เราใจเย็นลงอีก บางทีความรีบร้อนวิ่งผ่านสถานที่ต่างๆไปเพื่อให้จบได้เร็วมันก็ทำให้เราพลาดรายละเอียดบางอย่างของสถานที่นั้นไป และทำให้เราพลาดเสน่ห์ของสถานที่นั้นๆไปอย่างน่าเสียดาย และหลายครั้งเราอาจไม่สามารถกลับไปเก็บภาพเหล่านั้นได้อีกแล้ว แม้จะนั่งรถผ่านไปผ่านมา ยังไงมันก็ไม่เหมือนกับการได้ลงไปเดินไปวิ่งดูรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ดังนั้น เราควรจะปล่อยใจให้สบายดื่มด่ำกับความเนิ่นช้า แต่สามารถเพิ่มความสุขให้เราได้อย่างไม่อาจจะลืมเลือน การวิ่ง City…

การวิ่งไม่เคยทรยศคนขยันและมีวินัย

ช่วงนี้การงานทำให้ไม่สามารถไปร่วมงานวิ่งได้อย่างสบายใจ แถมวันวิ่งซ้อมยาวในโปรแกรมฟูลมาราธอนช่วงนี้ก็เกินกว่า 16 กิโลเมตรขึ้นไป จะให้ลงงานฮาล์ฟมาราธอน ก็ไม่ค่อยมีงาน และเวลาก็ไม่ตรงกับวันทำงาน เลยต้องวิ่งเองตอนเย็นหลังเลิกงาน วันนี้เลิกงานตอนบ่ายสี่โมง ต้องวิ่ง 16 กิโลเมตร กลับถึงบ้านแล้ว เลยสะพายเป้น้ำ ออกวิ่ง กะว่าจะ City run วิ่งจากบ้านที่ถนนจันทน์ ไปสวนลุม ต่อทางวิ่งลอยฟ้า ไปสวนเบญจกิตติ วิ่งวนรอบสวน 1 รอบ แล้ววิ่งกลับ เลยถือโอกาสรีวิวทางเท้าที่วิ่งมาให้เพื่อนๆดูค่ะ เราตั้งต้นจากถนนจันทน์แถวที่เค้าเรียกกันว่า สะพาน 3 คือแยกถนนจันทน์ตัดกับเซ็นต์หลุยส์ แล้วออกวิ่งไปทางถนนนราธิวาส มุ่งหน้าสาทร ตอนแรกไม่ได้กะจะรีวิวเลยไม่ได้ถ่ายรูปมา แต่พอนึกได้ว่าจะรีวิวให้เพื่อนๆดู ก็เลยเริ่มถ่ายรูปตรงทางเดินรถไฟฟ้าช่องนนทรีเป็น checkpoint แรก ทางเท้าบริเวณถนนนราธิวาสเป็นกระเบื้องที่พะเยิบพะยาบ ต้องเลือกวางเท้าดีๆ การวิ่งบนพื้นผิวแบบนี้ต้องมีสมาธิมากๆค่ะ ไม่งั้นอาจเหยียบพลาดและข้อเท้าพลิกได้ง่าย โผล่มาสาทร แล้วก็วิ่งเลาะถนนไปทางสวนลุม…