Category: ประสบการณ์วิ่งมาราธอน

Work will win when wishing won’t.

วันนี้มีนัดกับงานวิ่งเล็กๆแถวคอนโด ชื่องานว่า Run for your heart จัดที่สวนรถไฟค่ะ งานนี้จัดเพื่อในหลวง แนวทางจัดงานเพื่อความพอเพียงค่ะ ผู้จัดงานได้ส่งเสื้อทางไปรษณีย์อย่างรวดเร็วก่อนวันงาน เสื้อสวยดีด้วยค่ะ เอาไปใส่วิ่งก่อนวันงานได้ด้วยค่ะ บรรยากาศงานก็มาแบบพอเพียงจริงค่ะ เสียงไมโครโฟนเบากว่าเสียงเพลง ทำให้ดำเนินงานค่อนข้างลำบาก พิธีกรทำงานคุ้มค่ะ ทั้งเป็นผู้ดำเนินรายการ นำวอร์มอัพ พาปล่อยตัวแบบงงๆ แอบสงสารและส่งกำลังใจให้นะคะ ตอนไปถึงงานแล้ว หิวน้ำ เห็นแต่ซุ้มน้ำแร่ ไม่เห็นน้ำเปล่า เลยต้องซดน้ำแร่แทน แอบบ่นในใจว่า งานวิ่งทำไมไม่มีน้ำ ปรากฎว่าตอนวิ่งเสร็จ ฟ้าสว่างแล้ว ถึงเห็นโต๊ะน้ำเปล่า อยู่เลยไกลออกไปจากจุดปล่อยตัว เป็นโต๊ะเล็กๆ ที่ทำให้ไม่น่าจะมองเห็นในความมืด เพราะไกลออกไปจากบริเวณเวทีพอสมควร เรื่องนี้ต้องให้ความสำคัญกันนิดหนึ่งนะคะ สำหรับผู้จัดงาน เพราะน้ำเป็นสิ่งสำคัญต่อร่างกายทุกคนค่ะ ภาวะขาดน้ำไม่ใช่เรื่องสนุกนะคะ นอกจากเรื่องน้ำแล้ว งานนี้หาของกินทานหลังวิ่งไม่ได้ค่ะ หรือเราหาไม่เจอก็ไม่รู้นะคะ วันนี้ต้องวิ่งรอบสวนรถไฟ 4 รอบค่ะ…

เมื่อก้าวถึงเส้นชัย ไม่สำคัญหรอกว่าเราวิ่งอย่างไร แต่สำคัญที่ว่าเราได้สร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นหรือไม่ต่างหาก

วันนี้ (29 ม.ค. 2560) มีนัดกับงานวิ่งที่ถูกเลื่อนมาจากปีที่แล้ว  เป็นงานที่จัดที่ตึกเอมไพร์ ชื่องานว่า Empire Tower We Run 2016 ค่ะ วันที่จัดวิ่งคือ วันที่ 16 ตุลาคม 2559 ซึ่งเป็นวันหลังวันเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 9 คือวันที่ 13 ตุลาคม 2559 เพียง 3 วัน จึงต้องเลื่อนงานออกไปไม่มีกำหนดในช่วงแรก และวันที่ 13 ตุลาคมนั้นยังเป็นวันที่ไปรับเสื้อวิ่งและ BIB มาพอดีอีกด้วย เป็นวันที่ทำให้ขาอ่อนแทบลงไปนั่งกับพื้นเมื่อได้รับรู้ข่าวเศร้า เรียกว่าหมดเรี่ยวแรงจะยืน แล้วจะเอาแรงที่ไหนไปวิ่งในอีก 3 วันกันได้ล่ะคะ เมื่อรู้ว่าต้องเลื่อนการจัดงานในวันดังกล่าว ทางทีมงานผู้จัดมีความรวดเร็วมากในการแจ้งวันที่เลื่อนไปภายในไม่กี่สัปดาห์ และที่ชนะใจไปเลยก็คือ ทางทีมงานได้แจ้งว่า ได้ทำเสื้อตัวใหม่ขึ้นมาแจกให้กับนักวิ่งทุกคน เป็นเสื้อสีดำ และไว้อาลัยให้กับรัชกาลที่ 9นั่นเอง เพียงแต่ต้องรอมารับในวันใกล้ๆงานเท่านั้น แต่ก็ไม่เป็นไร รอได้ เพราะทางทีมงานคอย Update ข้อมูลให้ทราบความคืบหน้าตลอดเวลาค่ะ วันนี้จึงเป็นวันที่ใส่เสื้อดำตัวสวยมาวิ่ง และยังไม่วายนึกถึงความเสียใจในวันที่ไปรับเสื้อวิ่งรอบก่อนด้วย วันนี้จึงคิดว่าจะขอวิ่งสมาธิ ถวายให้กับในหลวงรัชกาลที่ 9 ค่ะ งานนี้วิ่งออกจากตึกเอมไพร์ เข้าสาทร ตรงไปวิทยุ วิ่งอ้อมชิดลม กลับเข้าถนนราชดำริ วิ่งตรงเข้าสีลม ผ่านแยกนราธิวาสตัดถนนสาทร ถูกหยุดที่แยกนี้ประมาณ 15 วินาที แล้วจึงวิ่งตรงไปบนถนนนราธิวาส กลับตัวแล้ววิ่งกลับเข้าตึกเอมไพร์ การวิ่งในเมือง มีอุปสรรคหนึ่งคือเรื่องของการจราจร ปีที่แล้วมาร่วมงานนี้ ปล่อยตัว 6 โมง จำได้ว่า รถเยอะมากจริงๆ ปีนี้จึงปรับเวลาปล่อยตัวเป็นตี 5 ซึ่งคิดว่าดีมาก แต่แม้จะปล่อยเร็วขนาดไหนก็ตาม ตอนวิ่งมาใกล้เข้าเส้นชัย แยกนราธิวาส ก็ต้องมีการหยุดนักวิ่งเป็นช่วงๆแต่ก็ถือว่าดีกว่าปีที่แล้วมากๆค่ะ พอวิ่งเข้าเส้นชัย จะเห็นว่ามีจุดมอบเหรียญที่ไกลออกมาหน่อย ทำให้คนไม่ออ ข้าวกล่องก็ยื่นให้เลยแบบครบชุด ข้าวไก่กระเทียมไข่ดาว ข้าวนุ่มอร่อยมาก มีไอติมแตกฟรี น้ำมะพร้าวแจกฟรี ส่วนตัวไม่ได้ไปต่อคิวทานหรอกนะคะ แต่คิดว่าเพื่อนนักวิ่งหลายคนคงชอบ เรามัวแต่เอาเวลาไปสมัครงานวิ่งงานต่อไปแทนค่ะ งานนี้เป็นการวิ่งระยะทาง 10.5 กิโลเมตร ตั้งใจไว้ว่าจะวิ่งด้วยเวลาที่น้อยกว่า 1 ชั่วโมงค่ะ โชคดีที่อากาศเป็นใจ อากาศเย็นสบายด้วยอุณหภูมิ 21 องศา ความชื้น 77% จึงไม่น่าแปลกใจที่วิ่งไม่เหนื่อยเลย แถมเหงื่อออกน้อยมาก ทางวิ่งบนถนนสีลมอาจแย่หน่อย เพราะมีน้ำขยะขังและส่งกลิ่นเหม็นช่วงต้นถนน ที่เหลือก็ถือว่าโอเค จุดให้น้ำค่อนข้างเป๊ะ งานนี้วิ่งสบายๆชิวๆ แค่มีอาการเจ็บหน้าเข่าซ้ายตอนตื่นนอนเล็กน้อยที่ตามมาก่อกวนเป็นระยะ แต่ไม่มีผลต่อการวิ่งแต่อย่างใด แค่คิดว่าขอให้เป็นการวิ่งที่จิตใจสงบท่ามกลางรถราที่วิ่งขวักไขว่วุ่นวายก็เป็นพอ ที่เหลือผลจะเป็นอย่างไร ก็จะเป็นตัวพิสูจน์เองค่ะ สรุปแล้ว ผลการวิ่งวันนี้เกินความคาดหมายไปเยอะ เพราะสามารถวิ่งจบ 10.70 กิโลเมตร ที่เวลา 59.33 นาที ได้ Pace เฉลี่ย 5.33 นาทีต่อกิโลเมตร เมื่อเราก้าวถึงเส้นชัยแล้ว ไม่สำคัญหรอกว่าเราวิ่งอย่างไรในเวลาที่ผ่านมา แต่สำคัญที่ว่าเราได้สร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างให้เกิดขึ้นหรือไม่ต่างหากค่ะ ขอให้เพื่อนนักวิ่งได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างในทุกครั้งที่วิ่งกันนะคะ

มันจะเป็นการแข่งขัน ต่อเมื่อเราบอกว่าเป็น

วันนี้มีนัดกับงานวิ่ง “SiamParagon Together Run 2016” ซึ่งชื่องานก็บอกชื่อสถานที่จัดอยู่แล้วค่ะ จากการนอนเพียงแค่ 3 ชั่วโมง ทำให้งัวเงียไม่อยากตื่นจริงๆ แต่ก็ลุกขึ้นมาจนได้ วันนี้เลยดื่มกาแฟดำสักเล็กน้อยก่อนออกจากบ้าน อาหารว่างคือเต้าฮวยนมสด อิ่มอร่อยเข้าห้องน้ำเรียบร้อย ก็ออกเดินทางสู่สยามพารากอนค่ะ ใครที่เคยมาพารากอน อาจรู้สึกแบบเราบ้างว่า มันเป็นห้างที่ใหญ่อยู่นะ แต่วันนี้ห้างนี้เล็กลงทันตา เพราะสถานที่จัดงานอยู่บริเวณทางรถวิ่งเข้าห้างเท่านั้นเอง พอมีนักวิ่งมายืนออกัน ก็ทำให้คับแคบไปถนัดตา งานนี้ Shutterrunning เป็นผู้จัด จึงพอจะมั่นใจเรื่องเวลาการปล่อยตัว และเรื่องน้ำท่าที่เพียงพอต่อความต้องการ โต๊ะให้น้ำมีถึง 4 โต๊ะ ตั้งระยะเป๊ะทุก 2 โลนิดๆ มีถังขยะใบใหญ่ถึง 4 ใบ และตั้งห่างกัน ทำให้นักวิ่งไม่ต้องเบียดเสียดกัน แต่ก็ยังไม่วายเห็นแก้วน้ำทิ้งบนพื้นอย่างไม่มีระเบียบ อ้อนวอนเพื่อนนักวิ่งอย่าทิ้งบนพื้นเลยค่ะ เพราะเสี่ยงต่อเพื่อนๆคนอื่นวิ่งตามหลังมาเหยียบและลื่นล้มนะคะ ถือว่าช่วยๆกันค่ะ งานนี้มีเงินรางวัลสำหรับ 50 ท่านแรก ของทั้งสองเพศ รวมแล้วกว่า 150,000 บาท อันตัวเราเองก็แอบหวังว่าจะพอสู้เค้าได้ แต่ดูจากระยะซ้อมล่าสุด กับเวลาซ้อม และสภาพร่างของตัวเอง ก็ได้แต่วางความหวังไว้ตรงไหนสักที่ และบอกตัวเองว่า ทำดีที่สุดก็พอ ขอ 10 กิโลเมตรนี้ภายใน 1 ชั่วโมงเท่านั้น แม้งานนี้จะชนงานจอมบึง แต่ก็เชื่อว่ายังมีนักวิ่งเก่งๆมารวมกันเยอะแน่ๆ และแน่นอนว่าพวกเขาเหล่านั้น คงไม่ได้แค่วิ่งเร็วอย่างเดียว เพราะเขาคงต้องทุ่มเท สละแรงกายแรงใจฝึกซ้อมอย่างมีระเบียบวินัยนั่นเองล่ะค่ะ ที่ทำให้พวกเขาวิ่งกันได้เร็วๆทั้งนั้น แล้วก็ไม่แปลกใจค่ะ ที่เวลาของนักวิ่งที่ได้รางวัลชาย ไม่หลุด 40 นาที ส่วนผู้หญิงก็ไม่หลุด 55 นาทีค่ะ ขอตั้งเป็นเป้าหมายต่อไปค่ะ วันนี้อากาศอบอ้าวค่ะ ดูจากแอพความชื้นมากถึง 84% ไม่มีลมพัดเลย ทำให้วิ่งไปไม่นานเหงื่อก็ออกมาเป็นถังๆ เริ่มวิ่งออกจากพารากอนตอนตีห้าครึ่ง วิ่งวนซ้ายไปทางสามย่าน เข้าพระราม 4 มุ่งหน้าศูนย์สิริกิติ์ วิ่งชนแยกอโศก เลี้ยวซ้ายวนกลับเข้าสุขุมวิท เข้าเส้นชัยที่พารากอนอีกครั้ง เนื่องจากเป็นการวิ่งในเมือง ทำให้ต้องปล่อยตัวเร็ว แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น เมื่อวิ่งกลับเข้าเส้นสุขุมวิทแรกๆ ก็เริ่มเห็นการจราจรที่คับคั่งขึ้น มีการกั้นนักวิ่งเป็นระยะๆ ซึ่งเราก็เข้าใจ คิดแต่ว่าอยากจะรีบวิ่งเข้าเส้น ก่อนที่จะโดนรถชน เราเองก็เกรงใจผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนนะคะ เวลาถึงแยกเลยต้องจ้ำอ้าวกันน่าดูค่ะ พอใส่แรงเข้าไปมากพอจะวิ่งถึง 10 กิโลเมตร แล้วเจอระยะเกินมา 1 กิโลเมตร ร่างกายเริ่มงงว่า ทำไมยังไม่ถึงสักที ด้วยว่าวันนี้เป็นครั้งแรกที่ไม่ใส่นาฬิกาจับเวลาและระยะทาง เพราะต้องการดูสัญญาณจากร่างกาย และใช้ใจให้มากขึ้น น่าแปลกที่ร่างกายจำได้ว่าถึงระยะ 10 กิโลเมตรแล้ว แต่ทำไมยังไม่ถึงเส้นชัย วันนี้ตั้งใจวิ่งเร็วหน่อย ใช้ลมหายใจเป็นหลัก ขายังไม่ล้า แต่หัวใจล้าแล้ว ตอนเข้าเส้นชัยจึงมะล่อกมะแล่กมากค่ะ จบการวิ่ง 11 กิโลเมตรที่เวลา 1:02:26 ชั่วโมง ด้วย Pace 5.40 นาทีต่อกิโลเมตรค่ะ เร็วกว่าที่คิดมากมาย ได้อันดับที่ 88 จากนักวิ่งหญิง 611 คน ถือว่าไม่เลวเลย แสดงว่าร่างกายไม่เคยโกหกเราจริงๆ ค่ะ ถ้าเราบอกร่างกายว่าเป็นการแข่งขัน ร่างกายก็จะสามารถใช้สมรรถนะเท่าที่ซ้อมมาให้เราได้อย่างเต็มที่ ขอแค่อย่ายอมแพ้ไปซะก่อน พยายามทำในสิ่งที่เพื่อนๆต้องการทำอย่างเต็มที่สุดความสามารถ อะไรที่เพื่อนๆทำด้วยความรักและแรงบันดาลใจ ไม่มีวันที่เพื่อนๆจะเดินไปผิดทาง จงมุ่งมั่น แล้วลุยไปข้างหน้าเต็มกำลัง ผลลัพธ์มักทำให้ชุมชื่นหัวใจได้เสมอค่ะ ขอให้เพื่อนๆได้วิ่งแข่งตามความสามารถของตัวเองและรับผลลัพธ์เป็นความสุขกันทุกคนนะคะ

วิ่งกี่ครั้ง ก็ยังสนุก

วันนี้มีนัดกับ มจพ. ผู้จัดงานวิ่ง KMUTNB ครั้งที่ 2 แล้วค่ะ ช่วงนี้มีความเปลี่ยนแปลงในชีวิตอีกแล้ว ทำให้ตารางการฝึกซ้อมเรรวน จนมาถึงวันแข่งก็ยังแปลกใจว่าถึงได้ไง เร็วไปไหม ร่างกายยังไม่พร้อมเลย แต่ด้วยความงก เลยต้องไปค่ะ นึกว่าเวลาปล่อยตัวคือ 6 โมง ดีนะคะที่ตื่นเร็วไปเร็ว ถึงงานก่อนตีห้าครึ่ง ซึ่งเป็นเวลาปล่อยตัว รอดตัวไปค่ะ งานโดยรวมดีนะคะ ของกินเยอะ ของแจกก็เยอะ ปิดถนนดีค่ะ แอบมีมาวิ่งตัดกันระหว่าง 12.7 และ 5 กิโลเมตรเล็กน้อย ให้พอตื่นเต้นค่ะ เสียอย่างจริงๆ ปล่อยตัวช้ากว่าเวลาจริงไปเกือบ 10 นาที เพราะความไม่รู้เวลาและความไม่เกรงใจของอธิการบดีผู้เปิดงานค่ะ (ขอไม่กล่าวในรายละเอียด คนในงานก็รู้กันดีอยู่แล้ว) ถนนปล่อยตัวเล็กไปนิดค่ะ แต่ด้วยความถ้อยทีถ้อยอาศัยของนักวิ่ง ก็ทำให้ทุกอย่างผ่านไปได้อย่างสวยงามค่ะ งานนี้วิ่งขึ้นลงสะพานพระราม 7 และพระราม…

It’s not exercise. It’s life style.

แต่ละคนมาสวนสาธารณะเพื่อวิ่งด้วยสาเหตุที่แตกต่างกันไปนะคะ และคนที่ไม่อยากมาวิ่งก็มีเหตุผลที่แตกต่างกันไปเช่นกันค่ะ อย่างวันนี้ที่เรามาวิ่งงานนี้ เพราะอยากจะพาเพื่อนรู้ใจได้สัมผัสกับบรรยากาศงานวิ่งอีกครั้งหนึ่งด้วยระยะทางอันแสนสั้นช่วยเสริมสร้างกำลังใจในการออกกำลังกายต่อไปค่ะ วันนี้เราจึงพร้อมเดินสลับวิ่งกันไปกับระยะทาง 2.5 กิโลเมตร หรือ 1 รอบสวนลุมค่ะ งานวิ่งวันนี้ (9 ก.ค. 60) มีชื่อที่ต้องถามหาเหตุผลกันต่อว่าสื่อถึงอะไร ชื่อนั้นคือ “G Run ยั่ง ยืน” จัดโดยมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรหลักในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งในประเทศไทย และช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในเรื่องมะเร็งจิสต์ และความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อให้คนไทยเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งในประเทศไทย โดยรายได้ทั้งหมดจากค่าสมัคร ไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น และนำไปบริจาคเพื่อผู้ป่วยมะเร็งต่อไปค่ะ เราค้นหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับมะเร็งจิสต์ ได้ความมาว่า เป็นมะเร็งของเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร (GIST – Gastrointestinal Stromal Tumor) เป็นโรคใหม่สำหรับคนไทย เพิ่งเป็นที่รู้จักกันในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้เองค่ะ สามารถพบในเพศชายพอๆกับเพศหญิงค่ะ มะเร็งทางเดินอาหารชนิดนี้พบได้บ่อยที่สุดบริเวณกระเพาะอาหาร 55% รองลงมาพบที่ลำไส้เล็ก 30%…

ถ้าเราไม่หยุดวิ่ง อะไรก็หยุดเราไม่ได้

หลังจากห่างหายจากการฝึกซ้อมไปนานประมาณ 1 เดือนครึ่ง เพราะมัวแต่ไปเที่ยวมานานครึ่งเดือน กลับมาเคลียร์งาน ป่วยไม่สบายจนอดวิ่งงาน PAT วิ่งบ้างไม่วิ่งบ้าง โปรแกรมการฝึกซ้อมเละเทะเปะปะ ไม่ทันได้เตรียมอาหารสุขภาพให้ตัวเอง น้ำหนักขึ้นไปอีก 1 กิโลกรัม นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำงานดึกก่อนวันแข่ง เมื่อรวมทุกๆอย่างเข้าด้วยกัน ก็เพียงพอแล้วที่จะส่งผลให้การวิ่งในวันที่ 12 มิถุนายนไม่ได้พร้อมสักอย่าง เพิ่งมารู้ตัวว่าต้องลงวิ่งก็วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายนเข้าไปแล้ว แย่จังเลย … ตื่นมาเตรียมตัววิ่งแบบทุลักทุเล ตาไม่ยอมลืม ต้มน้ำเตรียมชงกาแฟดำ ก็ลืมดื่ม ทานขนมปังแบบเร่งรีบ เพราะตื่นสายกว่าที่วางแผนไว้เล็กน้อย ออกมาเรียกแท๊กซี่ก็อยากจะหลับในแท๊กซี่ให้ได้ ไปถึงที่สะพานพระราม 8 พยายามวิ่งเหยาะๆข้ามสะพานมาเป็นการวอร์มอัพ เข้าห้องน้ำเสร็จ วอร์มต่ออีกเล็กน้อย ได้ยืดแค่เล็กน้อย ก็เข้าไปที่บริเวณเช็คอิน กลายเป็นปล่อยตัวเร็วกว่า 6.00น. ตามที่แจ้งไว้ 5 นาที ก็เลยออกวิ่งแบบความรู้สึกว่าไม่พร้อมอะไรสักอย่าง…

ถ้าคิดจะวิ่ง อย่ากลัวเปียก

วันนี้ (2 มิ.ย. 2559) มีนัดกับงานวิ่งชื่อน่ารักว่า Mango and Sticky Rice 10K Run ที่สวนหลวง ร.9 เผอิญว่าได้หยุดวันเสาร์ และมีงานนี้ที่นี่เท่านั้นที่มี จึงต้องมา ดีกว่าตื่นไปวิ่งคนเดียวที่สวนสาธารณะ งานนี้จริงๆแล้วมีโอกาสไม่ได้ไปมาก เพราะเนื่องด้วยไกลบ้าน ต้องไปค้างห้องเพื่อน แถมไม่ได้ซ้อมวิ่งเลยตั้งแต่ฮาล์ฟมาราธอนสัปดาห์ที่แล้วที่สุโขทัย กลับมาก็ติดเชื้อในกระเพาะแบบกินไม่ได้นอนไม่หลับจนถึงวันก่อนงาน 1 วัน รู้ตัวร่างกายยังไม่ปกติดี แต่ด้วยใจรักการวิ่ง (หรือไม่ก็เสียดายเงินตั้ง 650 บาท) จึงทำให้เลือกจะตื่น และเรียกแท๊กซี่ให้พาไปที่งาน ฝนพรำตั้งแต่เรียกรถ คิดว่า ไปที่งานก่อน อย่างน้อยก็ไปเอาเสื้อเอาเบอร์ ได้วิ่งไม่ได้วิ่งก็อีกเรื่องนึง เผื่อฝนหยุดก่อนปล่อยตัว พอไปถึงงาน รับเสื้อ รับเบอร์เสร็จ ยืดรอไปพลาง ฝนก็ไม่มีทีท่าจะหยุด พรำๆมาให้ความหวังตลอด จนอีก 5 นาทีสุดท้ายก่อนปล่อยตัว เลยตัดสินใจวิ่งฝ่าสายฝนพรำไปเชคอินพร้อมเพื่อนนักวิ่งคนอื่น งานนี้ 10 กิโลเมตร จะต้องวิ่งรอบสวนหลวง ร.9 ทั้งหมด 2 รอบ ด้วยความที่ไม่ได้มาวิ่งสวนนี้เป็นประจำ จึงไม่รู้จุดหมายปลายทางสักเท่าไร ก็ได้แต่วิ่งไปเรื่อยๆ มองโน่นมองนี่ไปเรื่อย ข้อดีของการวิ่งกลางสายฝนก็คือ อากาศเย็น ความร้อนจากร่างกายระเหยเร็ว ทำให้ไม่เหนื่อยง่าย เหงื่อออกก็ไม่รู้สึก หิวน้ำก็แลบลิ้นดื่มน้ำฝนได้เลย ข้อเสียคือลื่นค่ะ รองเท้าหนักอุ้มน้ำ กล้ามเนื้อเย็นจนไม่รู้ว่าตรงไหนออกแรงมากไปแล้วแถมอากาศที่เย็นก็ทำให้เราวอร์มร่างกายไม่อุ่นพอด้วย แม้จะวิ่งวอร์ม กระโดดหน้า กระโดดข้าง ไม่ยอมหยุดแล้วก็ตาม ทำให้หลังวิ่งเกิดอาการเจ็บกล้ามเนื้อหน้าขาสองข้างเล็กน้อย สนามนี้ ไม่มีแรงกดดัน วิ่งไปเรื่อยๆ จะมีทางทะลุออกนอกสวนที่ประตูหนึ่ง และเข้าสวนอีกประตูหนึ่งใกล้ๆกับเส้นชัยพอวิ่งมารอบ 2 ถึงรู้ว่าใกล้ถึงเส้นชัยแล้ว ยิ้มให้ตากล้องเล็กน้อย ก่อนเข้าเส้นชัยแบบเหนื่อยกำลังดี และก็ถูกเรียกตัวไว้ถามชื่อ และรับรู้ผลว่าวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนที่ 6 จากจำนวนผู้หญิงทั้งหมด ดีใจมากๆ และเกินความคาดหมายไปมาก จบงานนี้ที่ระยะ 9.53 กิโลเมตร ด้วยเวลา 53.20 นาที กับ Pace 5.36 นาทีต่อกิโลเมตร ยังไม่เป็นที่พอใจของตัวเองเพราะเคยทำได้ดีกว่านี้ แต่พอนึกย้อนถึงสภาพร่างกายตัวเองวันนี้ ก็ต้องยอมรับว่าไม่พร้อมเลย ได้เท่านี้ก็ดีแล้ว แถมได้รูปวิ่งท่ามกลางสายฝนสวยๆมาดูเล่นด้วย ดีมากแล้วค่ะ ขอให้เพื่อนนักวิ่งฟิตกันในวันฝนตกนะคะ

วิ่งครบ 2 ปี เริ่มมีพัฒนาการนะนี่

เข้าปีที่ 2 ของการวิ่ง ได้เจองานสนุกบ้าง แปลกบ้าง แย่บ้าง แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีทั้งหมด แถมทำเวลาได้ดีขึ้นด้วย ลองมาดูความเห็นเรากับแต่ละงานกันนะคะ (แค่ความเห็นเราคนเดียวนะ คนอื่นอาจเห็นต่างได้ค่ะ) 1. (11 พ.ค. 2558) สถาบันจิตวิทยาความมั่นคงมินิมาราธอน ครั้งที่ 1 10.97 km, time 1.06.48, 6.05 min/km สนามกีฬากองทัพบก ช่วงนั้นหางานวิ่งให้ไม่คิดฟุ้งซ่าน เพราะเพิ่งเสียคุณพ่อไปอย่างปัจจุบันทันด่วน นอกจากใช้ธรรมะของพระพุทธเจ้าช่วยแล้ว ยังพบว่าการวิ่งก็ช่วยทำให้จิตใจเราสงบได้เช่นกัน เพราะเป็นการทำสมาธิไปในตัว เลือกงานนี้เพราะใกล้บ้าน เป็นครั้งแรกที่ลืมเอา BIB ติดตัวมาด้วย ดีว่าใกล้บ้าน เลยกลับไปเอามาได้ ชอบเส้นทางค่ะ วิ่งพหลโยธิน ไปอนุสาวรีย์ กลับมาทางวิภาวดี ปิดถนนดีมากค่ะ ประทับใจ 2. (17…

ครบขวบปีแรกของการวิ่ง … ไม่จริงจังแต่ก็หลายงานนะ

1. (1 มิ.ย. 2557) Bangkok Life Assurance Mini Marathon 4.75 km, time 37.42, 8.15 min/km สวนหลวง ร.9 งานแรกในชีวิต ลง 5K ตามเพื่อน ยอมรับ ไม่คิดจริงจัง วิ่งไปโลแรกก็อยากพอแล้ว คิดอยู่อย่างเดียวว่าเมื่อไหร่จะถึงฟระ แดดก็ร้อน คนก็เยอะ อารายเนี่ย แต่ก็จบมาจนได้แบบเต่าคลาน ขอบคุณงานแรก เพราะจุดประกายความรู้สึกอยากวิ่งให้ดีกว่าเดิมขึ้นมาได้ค่ะ 2. (6 ก.ค. 2557) Esso 120th Anniversary Charity 5.57 km, time 37.34, 6.44…

คนเก่ง … คุณเป็นแรงบันดาลใจ

วันนี้ (3 เม.ย. 59) มาวิ่งงานคอลเกตที่สะพานพระราม 8 โชคดีที่วันนี้อากาศดี มีลมพัดตลอดเวลา แดดออกแล้วก็ไม่ร้อนมาก แม้ร่างกายไม่พร้อม เพราะเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ ก็มีสิ่งหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นเราให้ตื่นได้ … แม้งานนี้จะรับคนน้อยคือ 800 คน และชนกับอีกงานของซัมซุงที่สนามกีฬาแห่งชาติที่คนสมัครเป็นหมื่นคน และจับเวลา 10K ระดับชาติ แต่เนื่องจากมีเงินรางวัล จึงมีคนเก่งมาวิ่งเพียบ และคนเก่งนี่แหละ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เรายังคงสับขาต่อ โดยที่เขาเหล่านั้นไม่รู้ตัว ตอนที่วิ่งจับจดอยู่ที่กิโล 4 คนเก่งผู้ชายก็กลับตัวมาแล้ว นั่นหมายถึง เค้าเหล่านั้นน่าจะวิ่งมากิโลที่ 6 ต่อ 7 มองเวลาที่ข้อมือ ประมาณ 26 นาที โอ้ว! สุดยอด นั่นผู้ชายแรงเยอะ ก็งี้แหละ ก้มหน้าก้มตาวิ่งต่อไป ประมาณกิโล 5…

ถ้วยนี้ … แลกมาด้วยความเสี่ยง

สัญญาณร่างกายที่บ่งบอกถึงความไม่พร้อมหลายด้าน ได้แสดงออกมาก่อนวันแข่ง 2 วัน 1. การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอสะสมเป็นสัปดาห์ 2. ความเครียดจากการทำงาน แม้น้อยๆแต่มีผลต่อร่างกาย 3. แข่งวันอาทิตย์ วันศุกร์ไข้ขึ้นต่อเนื่องถึงวันเสาร์ 4. ทานยาแก้แพ้ ร่างกายต้องการน้ำ ดื่มเข้าไม่พอ วิธีแก้ที่ทำไปก่อน คือ ดื่มน้ำเยอะๆ 1 วันก่อนหน้า และนอนเยอะๆ 2 วันก่อนหน้า ถึงอย่างนั้นตื่นเช้ามาวันอาทิตย์ ก็ยังเมื่อยตัว ปวดหัวเล็กน้อย ถามตัวเองว่าไหวไหม คำตอบคือร่างกายยังไม่รู้ แต่ใจยังไหว ไปถึงที่งานก่อนละกัน ค่อยว่ากันอีกที อากาศวันนี้เหมือนเป็นใจ ไม่ร้อนมาก ถึงงานแล้ววิ่งเหยาะๆ ยืดเส้นยืดสาย ดื่มๆจิบๆน้ำไปเรื่อยๆ เมื่อถึงเวลาก็เชคอิน ขยับไปขยับมารอการปล่อยตัว ตอนที่รออยู่นั่นเอง ละอองฝนก็โปรยลงมา พอทำให้ชื้น แต่ไม่เย็น มองอุณหภูมิที่แจ้งไว้ที่จุดปล่อยตัว…

ฮาล์ฟแรกในชีวิต ไม่คิดว่าจะติดอันดับ

เมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้ถึงวันวิ่งฮาล์ฟแรก ก็รู้สึกตื่นเต้นมากขึ้น จากเดิมที่นับวันรออยู่แล้ว แม้จะลงซ้อมตามโปรแกรม แต่ซ้อมไม่ครบเพราะมัวไปเที่ยวอยู่ 2 สัปดาห์ ความมั่นใจเลยแทบไม่มี เรียกว่าไม่มั่นใจเลยว่าจะวิ่งจนถึงเส้นชัยได้ อาการแพ้อากาศเริ่มมาเยือน เมื่ออากาศเย็นลง 2 วันที่ผ่านมา ทำให้คัดจมูก จึงรีบทานยาแก้แพ้ และเข้านอนตอนสามทุ่ม ตั้งใจว่าจะตื่นตีสามครึ่ง แต่ด้วยความตื่นเต้นจึงทำให้ ลุกมาดูนาฬิกาเกือบทุกครึ่งชั่วโมงก็ว่าได้ แต่ก็หลับได้ดี จนนาฬิกาปลุกตีสามครึ่ง ยังขอหลับต่อไปอีกครึ่งชั่วโมง สะดุ้งตื่นตอนตีสี่ อุ่นข้าวไก่กระเทียมพริกไทยทาน ตามด้วยกล้วยหอม 1 ลูก กะว่าน่าจะย่อยได้ดีตอนปล่อยตัว ทำให้ไม่จุกแน่ๆ เชคของก่อนออกว่าครบหรือไม่ 1. สายคาดเอวพกมือถือเพื่อบันทึกระยะทาง และเวลาขณะวิ่ง 2. กระดาษทิชชู วิ่งไกล เผื่อไว้ก็ดี ปวดเบาไม่ว่า แต่ถ้าปวดหนักนี่หน้าเขียวได้ โดยเฉพาะวิ่งไกลนี่ กระตุ้นระบบย่อยอาหารได้ดีนักล่ะ 3. Energy pack…

ใครว่าความอดทนไม่ต้องใช้การฝึกฝน?

เวลาเราพูดว่า “คนนี้เค้ามีความอดทนดีนะ” บางทีเราจะคิดว่าเค้าเกิดมาพร้อมความอดทนแล้ว เหมือนเป็นพรสวรรค์ยังไงยังงั้น แต่จริงๆแล้ว แม้คนที่มีพรสวรรค์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าไม่ได้รับการสอนและฝึกฝนที่ดี ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จในเรื่องนั้นได้ รางวัลจากงานวิ่งในวันนี้เป็นบทพิสูจน์ที่ดี ถึงแม้ว่าวันนี้จะเป็นรางวัลแรกของงานเล็กๆ ซึ่งนักวิ่งเก่งๆส่วนใหญ่จะไปวิ่งงานที่ใหญ่กว่า ที่มีเงินรางวัล แต่งานนี้ก็ถือว่ารางวัลน้อย มีแค่ที่ 1 ถึงที่ 3 และไม่มีการแบ่งช่วงอายุของถ้วยรางวัล จึงไม่ได้คาดหวังอะไร และเวลาที่เราทำได้ใน 10 กิโลเมตรก็ไม่ได้น้อยอะไรมากมาย รู้แต่ว่าต้องวิ่งรักษาระดับความเร็วของตัวเองไว้ หากเหลือแรงค่อยใส่ช่วงท้าย แต่ห้ามใส่หมด เพราะวิ่ง 10 กิโลเมตรวันนี้ เป็นส่วนหนึ่งในระยะ 16.1 กิโลเมตรของโปรแกรมซ้อมวิ่งฮาร์ฟมาราธอน ต้องเก็บแรงไว้สำหรับ 6.1 กิโลเมตรที่เหลือด้วย แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องวิ่ง pace ไม่ให้เกิน 5.50 นาทีต่อกิโลเมตรใน 10 กิโลเมตรนี้ จะเห็นได้ว่าเรามีการวางแผนในระดับหนึ่ง ที่เหลือดูร่างกายว่าไหวขนาดไหน…