Tag: มินิมาราธอน

ถ้าไม่เจออุปสรรค เราคงไม่รู้จักกันมากขึ้น

ทฤษฎีว่าด้วยการทำความรู้จักร่างกายตัวเองนั่นก็คือ ต้องเจอจุดที่แย่ของมันก่อน เราจะได้เรียนรู้มันในมุมแย่ๆ จะได้รู้จักอยากลึกซึ้ง วันนี้ได้เจออาการงอแงเหมือนเด็กที่อยากเล่นของเล่นแต่ไม่ได้เล่น อยากออกไปเที่ยวแต่ไม่ได้ไป เราก็ได้แต่ค้นหาคำตอบว่า จะเอาไงดีหว่า มีทางเลือกใหญ่ๆอยู่สองทางคือ หยุดกับไปต่อ ทายซิว่า เราเลือกทางไหน วันนี้เป็นวันวิ่งแข่งทดสอบความสามารถระหว่างตารางซ้อมฟูลมาราธอน ภารกิจเราคือวิ่งฮาล์ฟด้วยเวลาที่ดีที่สุดที่ร่างกายเราจะทำได้ เราลงงานวิ่ง Thailand International Half Marathon 2018 ที่จัดโดยสมาคมธรรมศาสตร์โดยออแกไนเซอร์คือ Jog and Joy ผู้ซึ่งเป็นผู้จัดรายเก่าแก่ในประเทศไทย เราเคยร่วมงานนี้ 2 ปีแล้ว เพราะอยากสนับสนุนมหาวิทยาลัยที่จบปริญญาตรีมา ซึ่งเป็นงานที่จัดอย่างง่ายๆ มีมาตรฐานดี ไม่เคยเจอปัญหา เลยลงสมัครใหม่ เป็นสนามที่วิ่งที่สะพานพระราม 8 เรียบๆรื่นๆ เนินเล็กๆน้อยๆขำๆ ปิดการจาจรได้ดี 100% เวลาวิ่งอยู่ข้างบน วัตถุประสงค์ของการจัดงานนี้ค่อนข้างเรียบง่าย ชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่ใช่เพื่อการกุศลเป็นหลัก ทั้งส่งเสริมให้ประชาชนมาออกกำลัง สนับสนุนการท่องเที่ยว เพราะเป็นงานแข่งขันระดับอินเตอร์ เห็นว่ามีการเชิญนักวิ่งต่างชาติมาเข้าร่วมมากมาย เป็นการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ มีที่ระบุว่า นำรายได้สนับสนุนการพัฒนาสังคมในด้านการศึกษา กีฬา และอื่นๆ อันเป็นประโยชน์ ต่อสังคมและประเทศชาติ งานนี้มีผู้สนับสนุนเป็น ANOC, Thailand Olympic Academy, กรุงเทพมหานคร และสมาคมกรีฑาแห่งประเทศไทย ด้วยเวลาที่ทาง Jog and Joy แจ้งรับเสื้อค่อนข้างจำกัด สถานที่เราไปได้ แต่ปัญหาคือเวลา รับได้ถึง 18.00น. ซึ่งเราเป็นคนทำงานวันเสาร์อาทิตย์ กว่าจะเลิกงานก็ 17.30น. ไม่มีทางไปทันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะที่สมาคมธรรมศาสตร์ หรือสะพานพระราม 8 ซ้ำร้ายไม่มีบริการจัดส่งเสื้อทางไปรษณีย์ซึ่งถือว่าแย่มาก แต่ยังดีว่าให้รับเสื้อหน้างานได้ แต่คนที่ต้องซักเสื้อก่อนใส่อย่างเรา คงไม่สามารถใส่เสื้อร่วมงานได้แน่ๆ ว่าด้วยเรื่องเสื้ออีกเรื่อง Jog and Joy มีแบบเสื้อที่ค่อนข้างล้าสมัย เราเป็นผู้หญิงที่ไม่ชอบใส่เสื้อผู้หญิง เสื้อกล้ามที่ทาง Jog and Joy ทำมา จะใส่ให้สวยก็ต้องเข้ารูป ซึ่งเราไม่ชอบใส่ เพราะรู้สึกอึดอัด จะเลือกให้เป็นแบบมีแขน ก็เลือกไม่ได้ ไม่รู้ทำไมถึงไม่ให้เลือก พอเราได้รับเสื้อมา ไม่ต้องเปิดดูเลย ไม่ใส่แน่นอน ทั้งแบบก็ใส่ไม่ได้ แถมไม่ได้ซักอีกต่างหาก เอาเป็นว่า เสียดายเงิน น่าจะมีราคาที่ไม่มีเสื้อมาให้เลือกด้วย คงจะดี เราเคยพยายามใส่แล้ว (Jog and Joy จะทำเสื้อสำหรับผู้หญิงเป็นเสื้อกล้ามเว้าหลัง) ถ่ายรูปออกมาไม่สวยเลย นอกจากนั้น หลายๆอย่างยังล้าสมัยทั้งระบบสมัครและแจ้งชำระเงิน รูปแบบงาน และลายเสื้อ บ่น Jog and Joy ไปซะเยอะ หลายคนคงคิดว่าแล้วจะไปทำไม พูดตรงๆเลยนะ เป็นงานฮาล์ฟเดียวของช่วงนี้ในกรุงเทพพอดี แถมเป็นสนามสะพานพระราม 8 ที่วิ่งสบายด้วย เอาเป็นว่า ตัดสินใจมาวิ่งแล้ว ก็มาวิ่งให้เสร็จภารกิจไป เราไปถึงงานตีสามครึ่งเพื่อรับบิบ ติดบิบ แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ก่อนออกจากบ้านแวะ 7-11 ซื้อข้าวห่อสาหร่ายกับไข่ต้มทานบนรถแท๊กซี่ ยืดๆเหยียดๆได้ไม่นานก็ถึงเวลาปล่อยตัว เจ้าหน้าปล่อยให้เชคอินก่อนเวลาปล่อยตัว 10 นาที เราเดินเข้าไปอยู่ค่อนไปทางด้านหน้า ปล่อยขาแรงชาวต่างชาติและชาวไทยให้ขึ้นไปข้างหน้าก่อน และแล้วก็เดจาวู เจอทุกงาน พวกที่ชอบเดินแทรกเข้ามาในตอนหลัง ที่รู้สึกแย่จริงๆ คือเป็นผู้ชายเหงื่อท่วมตัว ออกกลิ่นตุแล้ว เดินแทรกมากับเพื่อนคนหนึ่ง และหยุดข้างๆเรา เพราะบอกตรงๆว่ามันแน่นมากจนไม่น่าจะสามารถเบียดได้อีกแล้ว ก็ยังพยานามยึกยักจะไปต่อ ปกติเราจะยืนเฉยๆ แต่นี่ทนไม่ไหวก็เลยหันไปมองหน้า หลังจากที่โดนชน บอกตรงๆว่ารังเกียจนะ ตัวเปียกเหงื่อโซม มาโดนตัวนี่ ใครก็ไม่รู้ไม่รู้จัก คือมันรู้สึกขยะแขยงมากเลย นี่ยังดีพอมองหน้า ยังก้มหน้าเชิงขอโทษ ปล่อยตัวออกไปแล้ว แผนเราวันนี้คือ 1 กิโลเมตรแรกวิ่งเร่งออกไปก่อน แล้วค่อยผ่อนลงเป็นเพซเร็วนิดนึงประมาณ 6:00 พอพ้น 5 กิโลเมตรแรก ค่อยผ่อนลงเป็น 6:30 – 6:40 แล้วให้คงความเร็วนี้ไปเรื่อยๆ จน 5 กิโลเมตรสุดท้ายให้เร่งเท่าที่ได้ อาจจะ 6:00-6:30  เราทำได้ดีมาโดยตลอดใน 4 กิโลแรก แม้จะมีอาการง่วงนอน ร่างกายไม่ยอมตื่น โยเยเหมือนเด็ก ใจก็ร่ำๆอยากกลับไปนอน “จะกลับไปได้ยังไง อายเค้าตายเลย” คิดในใจบอกร่างกายไป เราเหมือนวิ่งหลับใน ไม่ค่อยมีสติ ได้แต่บอกตัวเอง คอยยกขาขึ้นวางลงไปเรื่อยๆก็พอ เดี๋ยวก็ถึง ออกจะงงกับตัวเองว่าทำไมวันนี้งอแงจัง อาจจะด้วยเหมือนมีอาการแพ้อากาศ จมูกฟึดฟัดมาตั้งแต่สองวันก่อนด้วยก็ได้ พอเข้ากิโลเมตรที่ 5 เราก็เริ่มมีอาการจุกแน่นที่กระเพาะ ก็คิดแล้วว่าเริ่มเป็นอีกแล้ว เราเคยมีอาการเดียวกันที่สนามนี้ ก็ออกแนวหลอนๆขึ้นมา เราสังเกตแล้วว่าไม่หนักหนามาก อาการไม่เท่าที่เคยเป็น ยังไม่มีอาการปวด มีแค่ลมตีขึ้น แต่ต้องลดความเร็วลง เพราะวิ่งเร็วจะมีแรงกระแทกเยอะ จะจุกจนอึดอัด เราประคับประคองตัวเองไปเรื่อยๆ ระหว่างกิโลเมตรที่ 5-10 ถึงแม้ว่าอาการจะค่อยๆเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เพซก็ยังเป็นไปตามที่วางแผนไว้ ตอนนั้นบอกตัวเองว่า อย่างน้อยให้กลับตัวก่อน กำลังใจจะได้ตามมาอีกเพียบ ตอนกิโลที่10 ท้ายๆ เริ่มมีอาการปวดด้วย และผะอืดผะอม อาการอย่างนี้ล่ะที่กลัว เพราะสามารถทำให้ขาล้าได้ง่ายมาก เราเลยสะกดจิตตัวเองให้คอยดูคนที่กลับตัวมาดีกว่าว่าเค้าจะกลับตัวมาตอนไหน เหมือนพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของร่างกายที่งอแงของเรา นักวิ่งชายคนแรกที่กลับตัวมา ไม่แปลกใจที่เป็นชาวต่างชาติ น่าจะเคนยานั่นแหละ กลับตัวมาตอนที่เราอยู่ที่กิโลเมตรที่ 7 ใช้เวลาไป 45 นาที ส่วนนักวิ่งหญิงกลับตัวมาตอนที่เราอยู่ที่กิโลเมตรที่ 7.5 ในเวลา 48 นาที  เรากลับตัวมาได้แล้ว ถึงกับต้องยอมเดินเพื่อพักแรงกระแทกที่มีต่อกระเพาะ และลดอาการปวดที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นจนเริ่มออกอาการกับทั้งตัว เหงื่อออกมากกว่าปกติ ปวดขึ้นไปถึงคอ สถานี้น้ำแถวนี้มีแตงโมให้ทาน เราเลยทานไปเดินย่อยไป จนอาการค่อยๆดีขึ้น จึงบอกตัวเองให้วิ่ง 1000 ก้าว สลับเดิน 100 ก้าว ไม่กำหนดความเร็วแล้ว แต่เอาอาการที่กระเพาะเป็นหลัก ร่างกายเราเหมือนจะขาดน้ำตาล พอเจอเกลือแร่เลยรับมาดื่ม สถานีหนึ่งน้ำเกลือแร่เย็นก็ยังพอดื่มได้ แต่พอเจอที่ไม่เย็นนี่อยากจะบ้วนทิ้ง เพราะมันหวานมากชนิดว่าหวานนำเลยดีกว่า นี่ไม่ใช่น้ำเกลือแร่ แต่คือน้ำหวานนั่นเอง ไม่แปลกใจทำไมคนไทยน้ำตาลเกินกันเยอะ ดื่มอะไรเกินๆอย่างนี้ตลอด คนวิ่งมินิก็ยังหยุดดื่ม ซึ่งพูดตรงๆเลยว่ามันไม่จำเป็น เอาล่ะประคับประคองต่อมาเรื่อยๆ วิ่งสลับเดินกันไป จนถึงกิโลเมตรที่ 17 อยู่ดีๆอาการจุกแน่นและปวดก็หายไป แรงขาก็มาเลย เราค่อยๆเพิ่มความเร็วมากขึ้นจนกลับเข้าสู่เพซ 6:30 ใน 2 กิโลเมตรสุดท้าย และก็สามารถวิ่งเข้าเส้นชัยได้โดยปลอดภัย งานนี้มาตรฐานการจัดการของงานค่อนข้างดี เราหมายถึงปริมาณน้ำ ซุ้มฝากของ จุดรับบิบ ซุ้มอาหารคิวยาวตามประสา เราไม่คิดต่อคิวอยู่แล้ว ดูจากสปอนเซอร์แล้วก็ไม่ใช่อาหารน่ากินสักเท่าไร เราเลยทำใจซะว่าไปทานข้าวที่บ้านน่าจะดีกว่า วันนี้ไม่ประทับใจเพื่อนร่วมวิ่งเท่าไร เจอคนแย่ๆไม่มีมารยาทเยอะมาก เรื่องวิ่งแซงเนี่ย มันบอกได้เลยนะว่าเรามีกึ๋นหรือเปล่า ถ้าวิ่งแซงแบบคนเก่งจริงๆ ก็ต้องออกข้าง นำไปด้วยควาทเร็วที่มากกว่า แล้วจะตัดเข้ามาวิ่งข้างหน้าเรา เราก็ไม่ว่าอะไร นี่เจอวิ่งแล้วตัดแบบไหล่มาชนเราเลย เจอไม่ต่ำกว่า 2 คน คือแบบไม่เก่งจริงก็อย่ามาแซง บอกตรงๆ มันน่าเหนื่อยใจมาก และมีโยนขวดน้ำตัดหน้าเราด้วย นี่ก็อายุมากแล้ว ยังทำพฤติกรรมอย่างนี้ ก็ไม่รู้ว่ามีลูกจะสอนลูกสอนหลานกันยังไง จะสอนไหมว่า “เฮ้!! ลูกเอ๊ย นี่มันไม่ดีนะลูก อย่าทำตามพ่อเล้ย” อย่างนั้นไหม กล่าวไว้ให้คิด มันบั่นทอนสังคมโดยรวมจริงๆ บ่นเสร็จในใจแล้ว เราก็เดินมาถ่ายรูปเหรียญเป็นที่ระลึก ถ่ายรูปหน้าเส้นเป็นที่ระลึกก่อนจะเดินข้ามสะพานพระราม 8 กลับบ้านแบบง่วงๆงุนๆ วันนี้ลมพัดแรงทั้งตอนวิ่งไปและกลับตัวมาแล้ว ลมมาทางด้านข้าง มีบางช่วงที่แรงมากจนตัวโยกเลย เป็นลมหนาวซึ่งน่าจะทำให้อาการแพ้อากาศกำเริบขึ้นมาอีก ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียกว่าที่คิด สรุปตัวเลขกันสักนิดเช่นเคย…

การเตรียมตัวเป็นเรื่องที่ดี แต่การไม่มีบิบเป็นเรื่องที่เซ็ง

ก่อนออกงานวิ่ง เราต้องมีการเตรียมตัวสักเล็กน้อยใช่ไหมคะ ชุดวิ่งกับบิบที่ติดเรียบร้อย ควรวางรออยู่บนที่ของมันเพื่อการคว้ามาใส่ได้เลยยามที่เราเพิ่งตื่นและยังงัวเงียอยู่ แม้ในยามเช้าตรู่ที่ฟ้ายังไม่สาง ปกติเราก็จะเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมน่ะแหละค่ะ แต่คืนก่อนหน้ามีเหตุขลุกขลัก ทำให้ต้องรีบนอน ตื่นมาค่อยว่ากันซะงั้น และแล้วเราก็เดินทางถึงสถานที่จัดงานวิ่งชื่อว่า คณะกายภาพบำบัดเซนต์หลุยส์มินิมาราธอน 2017 ที่จัดขึ้นที่วิทยาลัยเซนต์หลุยส์ก่อนเวลาปล่อยตัวคือ 5.30 น. เพียง 20 นาทีค่ะ แต่ไปในสภาพที่ไม่มีสายรัดเอว เพราะลืมพกมาค้างบ้านเพื่อนด้วย เลยใช้กระเป๋าเล็กๆของเพื่อนสะพานแทน ซ้ำร้ายกว่านั้นไม่ได้หยิบบิบติดตัวมา ลองเตร่ไปที่โต๊ะลงทะเบียนที่เป็นน้องๆอาจารย์และเป็นนักกายภาพบำบัดด้วยกัน ไถ่ถามได้ความว่าบิบหมดแล้ว ไม่มีขายให้ ไม่มีฝากขาย ไม่สามารถออกใหม่ให้ได้ แต่ร่วมวิ่งได้ เลยไม่รู้จะยังไงดี ใจนึงก็คิดว่าวิ่งตัวเปล่าๆไป แต่ก็แอบเสียดายที่จะไม่ได้เหรียญทั้งที่เสียเงินไปแล้ว แอบเจ็บใจตัวเองในความรีบร้อนจนสะเพร่าซะเอง ไม่รู้จะโทษใคร น้องที่โต๊ะลงทะเบียนได้แนะนำให้รู้จักกับน้องนักกายภาพบำบัดอีกคนหนึ่งที่เพื่อนไม่ได้มาวิ่ง และมีบิบเปล่า 2 ใบ เลยบอกน้องว่าขอซื้อต่อก็ได้ ไม่เอาเสื้อก็ได้ น้องบอกติดต่อเพื่อนไม่ได้ ให้เรารอก่อน แล้วน้องก็เดินหายไป ยืนยืดรอน้องเค้าจนได้เวลาปล่อยตัว 9.1…