Tag: Half Marathon

เมื่อเส้นทางของเรา มีเขามาร่วมด้วย

การวิ่งทุกหนึ่งก้าวบนเส้นทางที่เราเคยคิดว่าอยู่คนเดียว กลับกลายเป็นอีกหนึ่งก้าวที่เราวิ่งอยู่ทุกวันนี้ เราไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไป แต่เรายังมีเพื่อนวิ่งไปด้วยกัน และสามารถนำพาพวกเขาเหล่านั้น เข้าสู่เส้นชัยไปด้วยกันได้  ความรู้สึกที่เห็นเพื่อนที่เราวิ่งมาด้วยกันวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นความรู้สึกที่ดีมากจริงๆ มันมากกว่าความสำเร็จของเราเองเสียอีก การได้มาวิ่งเป็น Pacer ทำให้เราได้มีประสบการณ์เหล่านี้ โดยเฉพาะในวันนี้ ซึ่งเป็นงานแรกที่เรามีเพื่อนวิ่งตั้งแต่ต้นจนจบนอกจาก Pacer ด้วยกันเอง หลังจากได้รับทราบการประกาศรับ Pacer งาน Hero Run เราก็ต้องตัดใจ เพราะเป็นการวิ่งต่างจังหวัด นอกจากเวลาที่จัดสรรยากแล้ว ยังมีค่าเดินทาง และค่าที่พัก ซึ่งไม่คุ้มเท่าไรหากต้องไปคนเดียว แต่เมื่อทราบเพิ่มเติมว่า ทางผู้จัดได้เตรียมรถรับส่งจากกรุงเทพฯไปถึงสถานที่จัดงาน รวมทั้งใจดีมากๆที่หาที่พักให้เราด้วย มากไปกว่านั้นอีก ถึงขนาดออกแบบเสื้อสีชมพูสดใสให้เฉพาะ Pacer ซะด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีเหรียญมอบให้ด้วย แสดงให้เห็นว่าผู้จัดอยากให้เราไปร่วมมากขนาดไหน เชิญชวนขนาดนี้ ไม่ไปไม่ได้แล้ว เราจึงตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ที่เหลือก็เพียงแค่จัดสรรเวลาให้ได้ แรกๆเราลงสมัครระยะ 10 กิโลเมตรเอาไว้ให้จบที่เวลา 80 นาที แต่พอใกล้ๆงานแล้ว มีคนถอนตัวกันไปตามความจำเป็นส่วนตัว ทำให้ Pacer ระยะฮาล์ฟยังคงขาดคน เราดูตารางซ้อมวิ่งก็เห็นแล้วว่า วันนี้เราต้องวิ่งไกล 160 นาที และเวลาที่ขาดของฮาล์ฟคือ 3 ชั่วโมง เท่ากับ 180 นาที ซึ่งหมายความว่าเราต้องวิ่งเกินกว่าเวลาซ้อมมา 20 นาที แต่ก็คิดว่า ช่วยกันดีกว่า ไม่งั้นคนขาดแล้วเพื่อน Pacer ด้วยกัน คงลำบากเหมือนกัน ถ้าคนวิ่งน้อย และหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ก็จะไม่มีคนสำรอง เลยอาสาวิ่งฮาล์ฟที่เวลา 3 ชั่วโมงแทน เพราะระยะมินิน่าจะหาคนมาวิ่งได้ง่ายกว่า หลังจากนั้นรูปภาพประชาสัมพันธ์งานนี้ของ Pacer ก็ออกมา เป็นรูปเครื่องบินน่ารักมากๆ เข้ากับไฮไลท์ของงานนี้ตรงที่เราจะได้วิ่งบนรันเวย์ของทหารอากาศ ในกองบิน 5 อ่าวมะนาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีผู้จัดคือ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  กองบิน 5 ประจวบคีรีขันธ์  และ มูลนิธิโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ ร่วมกับ กลุ่มคนรักเมืองประจวบ รายได้จะนำไปสมทบกับกองทุนหลายกอง โดยมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อรำลึกสดุดี วีรกรรม ของ เหล่าวีรชน ผู้กล้า กองบิน 5 ในอดีต เพื่อหารายได้ สมทบ กองบิน 5 นำไปปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบอนุสาวรีย์วีรชน พิพิธภัณฑ์อุทยานประวัติศาสตร์ กองบิน5 เพื่อหารายได้สมทบกองทุนมูลนิธิโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ ใช้ในการศึกษาและ สาธารณกุศล เพื่อหารายได้สมทบมูลนิธิศาลเจ้าปุงเท้ากง นำไปบูรณะการก่อสร้าง ศาลเจ้าปุงเท้ากง เพื่อหารายได้สมทบ วัดเกาะหลัก นำไปร่วมสร้างรูปหล่อหลวงพ่อเปี่ยมองค์ใหญ่พร้อมฐาน เพื่อหารายได้สมทบกองทุนมูลนิธิโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ นำไปมอบให้เพื่อการศึกษากับโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อหารายได้ตั้งกองทุนคนรักเมืองประจวบเพื่อสัตว์ธรรมชาติสำหรับดูแลสัตว์ตามแหล่งธรรมชาติ อาทิ ลิงเขาช่องกระจก เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อรณรงค์ให้ประชาชน ตระหนักถึงความสำคัญ ของการออกกำลังกาย เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง ป้องกันโรคภัย เมื่อถึงกำหนดวันออกเดินทาง พวกเราเหล่า Pacer จำนวน 20 กว่าชีวิต จากลูกโป่งรันเนอร์ ก็นัดมาเจอกันตามตำแหน่งที่รถตู้จะจอดรับ มีทั้งที่สวนลุม พระราม 2 และหมอชิต ออกเดินทางกัน 10 โมงเช้าวันเสาร์ที่ 8 ธ.ค. 61 จากที่เคยแต่คุยกันในกลุ่มไลน์ และส่งการบ้านกระตุ้นกัน ก็ได้มาเจอหน้ากันจริงๆ เราจึงสามารถคุยกันต่อได้อย่างสนิทใจ เราไปเรื่อยๆตามทาง แวะปั๊มทานข้าวกันตามประสา เจอรถติดกันตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯจนพ้นเพชรบุรีนั่นแหละ รถจึงจะโล่ง เราออกจะสดชื่นรื่นเริง เพราะชอบการนั่งรถ ออกเดินทางไกล แม้จะเป็นช่วงสั้นๆก็ตาม สิ่งหนึ่งที่แตกต่างออกไปกับการเดินทางครั้งนี้ก็คือ ฝนตกตลอดทาง หนักบ้าง หยุมหยิมบ้าง เพราะ 1 วันก่อนหน้า พายุเข้าไทย ที่กรุงเทพฝนตกอย่างหนัก ข่าวแว่วมาจากเพื่อนที่ไปถึงก่อนหน้าว่า เต็นท์ที่ตั้งบริเวณงานถึงกับปลิว เราไปถึงหอประชุมเวลาประมาณบ่ายสี่นิดๆ เมื่อรถตู้สามคันมารวมกัน ก็เกิดความครึกครื้น ยูซึ่งเป็นคนรับผิดชอบทริปนี้ ได้นำเสื้อมาแจก และเชคชื่อกัน พวกเรารีบไปเปลี่ยนเสื้อ เพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึก พอถ่ายรูปกันเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็วิ่งหนีฝนขึ้นรถตู้เข้าที่พักทันที ที่พักชื่อว่า ศินารี บ้านสวนรีสอร์ท อยู่ไกลจากสถานที่จัดงานวิ่ง ประมาณ 2 กิโลเมตร มีสระว่ายน้ำน่าว่ายมาก แต่เราไม่ได้เตรียมอะไรไป และฝนก็ตกอย่างหนักตลอดเวลา เลยไม่ได้ลงสระ เราเข้าที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย ทางที่พักแจ้งเวลาทานข้าวคือหนึ่งทุ่ม ประมาณ 6 โมง เพื่อนกลุ่มนึงก็ชวนออกไป 7-11 ซื้อของกินไว้ทานก่อนวิ่งพรุ่งนี้ เราเลยจัดการซื้อก๋วยเตี๋ยวเข้ามาทานเรียบร้อย เพราะทนหิวไม่ไหว พอถึงเวลาอาหารเย็น เราก็แค่ไปแจมเล็กน้อย มีหอยแครงและหอยแมลงภู่ที่สดมากเป็นไฮไลท์ แต่พวกเราไม่กล้าทานมาก กลัวท้องเสียจนเป็นอุปสรรคต่อการวิ่งพรุ่งนี้ เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว พวกเราก็รีบเข้านอน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนและพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้ ภาวนาให้ฝนตกให้หมดฟ้าภายในคืนนี้ และขอให้พรุ่งนี้ตื่นมาแล้วฟ้าสดใส ไม่มีฝนสักเม็ด เรายอมวิ่งกลางแดดมากกว่าฝนแน่นอน พวกเรานัดกันว่าจะออกจากที่พักเวลาตีสี่ เราจึงตื่นตั้งแต่ตีสามครึ่ง เพื่อนร่วมห้องตื่นก่อนเราเรียบร้อยแล้ว เราทานข้าวปั้นกับไข่ต้ม เปลี่ยนชุด ล้างหน้าแปรงฟัน เตรียมพร้อมแล้ว เวลาตีสี่ ฝนยังพรำๆเล็กน้อย และเมื่อไปถึงบริเวณงานก็หยุดสนิท อากาศออกเย็นสบาย ลมทะเลพัดมาให้ชุ่มชื่นหัวใจ ยูทำการแจกบิบ สอนวิธี CPR เบื้องต้น มีหุ่นมาให้ลองปั๊มซะด้วย เราเองมีอบรมที่โรงพยาบาลที่ทำงานอยู่แล้ว เลยให้เพื่อนๆที่ยังไม่เคยได้ปั๊ม ลองปั๊มดู เดินไปเดินมา เห็นถ้วยรางวัล สวยมากจนอยากได้เอง แอบคิดไว้ว่าปีหน้าจะมาคว้าถ้วยบ้าง เมื่อติดบิบเรียบร้อย เราก็รวบรวมเงินเพื่อบริจาคให้กับงานตามวัฒนธรรมกลุ่ม รวบรวมกันได้ 5,600 บาท รอลูกโป่งจากทางผู้จัดที่เตรียมมาให้ ติดลูกโป่ง และเข้าห้องน้ำกันเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาออกปฏิบัติงาน คุณยูแจกกระป๋องสเปรย์เย็น Perskindol มาให้กับทีมระยะ 3 ชั่วโมงของฮาล์ฟ และ 90 นาทีของมินิ ถือกันคนละขวด เพื่อให้ความช่วยเหลือสำหรับเพื่อนนักวิ่งที่ต้องการ ทางผู้จัดให้เราไปยืนกันด้านหน้านักวิ่งเพื่อไม่ให้ยืนเกินออกมาจากจุดปล่อยตัว และรอเวลาก่อนปล่อยตัว 1 นาที เราค่อยเปิดทางให้นักวิ่ง เวลาปล่อยตัวสำหรับฮาล์ฟคือ 5:15 นอกจากเสียงแตรแล้ว ยังมีการจุดพลุปล่อยตัวด้วย และแล้วการเดินทางก็เริ่มต้นขึ้น ทีมเรามี 4 คน คือ เรา เป็น Pacer มาแล้วงานนี้งานที่ 4 น้องหนิงงานแรก แตกับเบญจี้ 2-3 งานแล้ว แต่ละคนจริงๆแล้ววิ่งค่อนข้างเร็ว ยกเว้นน้องหนิงที่วิ่งกลางๆ แต่ก็ยังถือว่าเร็วกว่าเพซที่เราต้องรับผิดชอบกันวันนี้ นั่นคือ 8:33 นาทีต่อกิโลเมตร เราเลยต้องคอยบอกเตือนกันให้วิ่งช้าๆหน่อย หลังๆมีรหัสย่อว่า “ย่อง” พูดย่องเมื่อไหร่ ต้องชะลอฝีเท้าเมื่อนั้น เราวิ่งกันตั้งแต่ยังไม่สว่าง ตอนที่วิ่งมาแล้วประมาณ 2 กิโลเมตร เราก็เริ่มมีเพื่อนร่วมทางคือพี่หนู พี่หนูเป็นผู้ชายวัย 50 บวกๆ ที่มาขอวิ่งร่วมทางไปด้วย จริงๆพี่หนูสามารถจบได้เร็วกว่าเวลา 3 ชั่วโมง แต่เนื่องจากซ้อมมาไม่ค่อยพอ เลยไม่มั่นใจ อยากให้เราช่วยลากไปด้วย ซึ่งพวกเราก็ยินดี พี่หนูเป็นผู้ชายอารมณ์ดี ปล่อยมุขให้ตลกมาเรื่อยๆ ทำให้การวิ่งยาวนาน 3 ชั่วโมงนี้มีสีสันและไม่น่าเบื่อเกินไปนัก เราวิ่งกันมาถึงกิโลเมตรที่ 4 โดยประมาณ นักวิ่งมินิก็ถูกแยกไปวิ่งตรงสะพานปลา ซึ่งเสียดายแทนเพราะค่อนข้างมืด ทำให้ไม่เห็นวิวสวยๆ นักวิ่งฮาล์ฟยังคงวิ่งไปตรงต่อไปตามทางถนนเลียบทะเล ได้ยินเสียงคลื่นซัดกระทบฝั่งค่อนข้างแรง บางลูกชนกำแพงถนนกระฉอกพุ่งสูงขึ้นมาบนถนน ลมพัดโชยมาเย็นๆ เรารู้สึกสบายมากเหมือนยังนอนอยู่เลย เราวิ่งไปเงียบๆ ฟังน้องๆคุยกับพี่หนูไปพลาง เอ๊ะ นี่เราหลับในอยู่นี่หว่า หลังจากกิโลเมตรที่ 4 ปรากฏว่าป้ายกิโลเมตรที่แจ้งจากผู้จัด ระยะทางขาด 350 เมตรในทุกระยะ เราเชคกับนาฬิกาของทุกคนก็ได้ผลตรงกัน เวลารวมตั้งแต่เริ่มวิ่งมาจนถึงกิโลเมตรที่ 10 คือเกินมา 1 นาที นั่นหมายถึงเราวิ่งเร็วกว่าเวลาจริง 1 นาที ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เผื่อเหลือเผื่อขาดไว้ แต่พอรวมกับระยะที่ขาดไป 350 เมตร ก็ทำให้เราเร็วเกินไปนาทีกว่า พอวิ่งมาที่กิโลเมตรที่ 10 ก็เลยตกลงกันว่า จะปรับความเร็วลงมาให้เท่ากับป้ายระยะทาง รวมกับข้อมูลของเพื่อนๆที่วิ่งเข้าเส้นชัยก่อนหน้าแล้วพบว่าระยะขาดไป 300เมตร ก็เลยเห็นด้วยกันตามนั้น พอฟ้าเริ่มสว่าง เราก็เริ่มเห็นวิวทิวทัศน์ข้างทาง วิ่งมาจะครบ 10 กิโลเมตรแล้ว พวกเราก็คอยปรบมือให้กำลังใจนักวิ่งที่กลับตัวกันมาแล้ว เราเห็นว่ามีนักวิ่งฮาล์ฟน้อยมาก บางช่วงอายุนี่นับคนได้ นักวิ่งหญิงยิ่งน้อยเข้าไปอีก ทำให้ถนนที่วิ่งไม่แออัด แถมฟ้าสว่างแล้ว พระอาทิตย์ก็ไม่สามารถแทรกแสงผ่านม่านเมฆลงมาถึงเราด้วย พร้อมกับลมทะเลยังคงพัดอย่างต่อเนื่อง ทำให้วันนี้เราไม่เหนื่อยเกินไปนัก นอกจากพี่หนูแล้วเรายังมีพี่ผู้หญิงและผู้ชายคู่หนึ่งมาฮาล์ฟแรกด้วยกัน แรกๆก็ตามกันได้อยู่ แต่สักพักพี่ผู้หญิงเริ่มล้า ก็เลยค่อยๆห่างออกไป แต่สุดท้ายก็เห็นพี่สองคนเข้าเส้นชัยด้วยกันจนได้ และเราก็ได้ยืนปรบมือให้ด้วย เรามีเพื่อนนักวิ่งที่ต้องใช้สเปรย์ของเราบ้างประปราย บางทีอยู่ข้างหลัง เราก็หยุดฉีดให้ และวิ่งตามคนที่ต้องรักษาความเร็วให้ทัน บางทีก็อยู่ข้างหน้า เราต้องวิ่งเร่งขึ้นไปหา แล้วชะลอรอทีม เราวิ่งผ่านตรงสะพานปลาอีกครั้งและคราวนี้ก็ถึงกิโลเมตรที่ 18 แล้ว เรากำลังจะวิ่งเข้าลานบินซึ่งเป็นไฮไลท์ของงานนี้ ทางผู้จัดได้นำเครื่องบินมาจอด ให้หยุดถ่ายรูปด้วย เป็นเพราะวิวทะเลที่สวย ลานบินที่กว้าง ฟ้าที่ครึ้ม และลมที่พัดสบาย ทำให้อยากหยุดถ่ายรูปมากๆ เราไม่ได้หยุดถ่ายรูปกับเครื่องบิน เพราะอยากจะรักษาเวลา แต่สุดท้ายห้ามใจไม่ไหวก็ต้องหยุดนั่งลงกับพื้นลานบิน และก็คือพี่หนูนั่นเองที่ช่วยถ่ายรูปให้ เราวิ่งคู่กันมากับน้องหนิง ส่วนเบญจี้กับแตยังง่วนกับการถ่ายรูปอยู่ เรากับหนิงเลยเป็นคนรักษาเวลาให้ เราวิ่งไปๆ เริ่ม เอ๊ะ ทำไมป้ายกิโลเมตรที่ 19 ยังมาไม่ถึงสักที ทั้งที่ผ่านระยะที่ควรวางไปแล้ว ตอนนั้นยังคิดว่าระยะขาดไป 350 เมตรอยู่ แต่เมื่อเจอป้ายกิโลเมตรที่ 19 ตรงกับระยะในนาฬิกาพอดี เลยเข้าใจว่าผู้จัดมาตั้งป้ายถูกต้องแล้วในตอนหลัง ทีนี้ทำไงล่ะ อุตส่าห์วิ่งมาเวลาตรงๆดีแล้ว เลยบอกน้องหนิง เราน่าจะต้องเป็นตัวแทนวิ่งเร่งขึ้นไปก่อนท่าจะดี ว่าแล้วก็สับขาเข้าเพซ 6 ครึ่งกันไป จนป้าย 20 กิโลเมตรก็ไกลเกินกิโล ระหว่างนั้นน้องคนใดคนหนึ่งที่เข้าเส้นมาแล้ววิ่งสวนมาบอกว่า ระยะหายไป 300 เมตรนะคะ เราก็อ่าว สรุปแล้วยังไงหว่าเนี่ย วิ่งไม่ถูกเลย กลายเป็นพอพ้นโค้งสุดท้าย เราก็เห็นเส้นชัยแล้ว เลยหยุดรอน้องสองคน และพี่หนูที่กำลังตามมา พร้อมกระตุ้นพี่หนูให้วิ่งเข้าเส้นไปก่อน เรารอเวลาประมาณ 30 วินาทีแล้วค่อยออกวิ่งเข้าเส้นชัย เรานับวินาทีกันเลยทีเดียว เพราะอยากจะเข้าเส้นชัยให้ได้ตรงเวลามากที่สุด และก็ทำได้อย่างงดงาม ระยะทางรวมเกือบ 21 กิโลเมตร จากนาฬิกาของเราขาดไปประมาณ 100 เมตร แม้จะจบลงด้วยเวลาที่ดีอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่ก็แอบหืดขึ้นคอเล็กน้อย เพราะงานนี้วิ่งเร่งเพซ 6 ไปดูนักวิ่งที่เจ็บอยู่ 2 คน และต้องมาวิ่งช่วงท้ายอีก บทเรียนจากการเป็น Pacer งานที่ 4 ของเราในครั้งนี้สอนให้รู้ว่า  ควรเชื่อระยะทางนาฬิกาในข้อมือ โดยเฉพาะเมื่อของทุกคนระยะเท่ากัน แต่ป้ายไม่ใช่ ใช้ข้อมูลจากข้อ 1 ประกอบกับข้อมูลของเพื่อน Pacer ที่เข้าเส้นชัยก่อน เพราะนั่นคือระยะทางจริงของสนามนั้น จะทำอะไรต้องตกลงกับทีมก่อน ต้องให้ได้ความเห็นตรงกัน และต้องเชื่อและฟังคนในทีมด้วย เราถือว่าทีมที่เราวิ่งด้วย ทั้งน้องแต ร้องเบญจี้ และน้องหนิง เป็นนักวิ่งมืออาชีพ มีความพร้อมของร่างกายสูง มีใจที่กว้างพร้อมรับทุกสถานการณ์ อารมณ์ดี และมีความรับผิดชอบต่องานที่ทำ ไม่ว่าคนใดคนหนึ่งจะขอหยุดถ่ายรูป คนที่เหลือก็พร้อมคุมเวลาและเป็นฝ่ายสนับสนุนให้ เราโชคดีมากที่ได้ร่วมงานกับน้องทุกคน พอวิ่งเข้าเส้นเรียบร้อยแล้ว พี่หนูก็เดินมาขอถ่ายรูปด้วย รวมกับภรรยาพี่หนูที่เห็นพวกเราแล้ว เพราะพี่หนูบอกให้ช่วยตบมือเชียร์ภรรยาที่วิ่งกลับตัวมาก่อนให้หน่อย เราต่างล่ำลากันอย่างมีความสุข เราเดินไปถ่ายรูปเหรียญสวยๆที่ได้รับกับจุดปล่อยตัวตามธรรมเนียมส่วนตัว เราได้คูปองอาหารมาคู่กัน แต่ยังไม่ทันได้เดินไปเอา พี่คนหนึ่งก็มาตามไปถ่ายรูปที่ลานบินตามคำเชิญของผู้จัด เราเลยไม่กล้าเดินไปไหน โชคดีที่น้องอีกคน จำไม่ได้แน่ว่าใครบอกว่ามีข้าวเหนียวหมูที่ยังไม่ได้ทาน เราสามารถทานได้ พร้อมแจกน้ำมาให้อีก 1 ขวด เราก็ยืนจัดการตรงนั้นเลย…

เลิกคิดเรื่องที่ว่าจะทำไม่ได้ ให้คิดใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้ได้ดีกว่า

หลังจากที่เริ่มเจ็บเท้ามาไม่นาน พยายามรักษาตัวเองแล้วก็ดีขึ้นในระดับหนึ่ง หยุดการร่วมงานวิ่งเพื่อแข่งขันมาระยะหนึ่ง จนมาถึงวันนี้ (20 พ.ค. 61) วันที่ในตารางซ้อมไปฟูลมาราธอนบอกว่าให้ไปแข่งฮาล์ฟเพื่อดูเวลาสักหน่อย เราจึงลงงานวิ่งที่มีชื่อว่า “Singha Bangkok Park Run 2018” เอาไว้ และอีกเหตุผลที่ลงงานนี้ เพราะจะได้เข้าไปวิ่งในบึงหนองบอน ที่ได้ยินว่าสวย และใหญ่ เป็นที่ปั่นจักรยานของนักปั่นหลายคน จึงอยากได้ไปวิ่งสักครั้ง จะให้เราขับรถไปเพื่อวิ่งเอง ทั้งสวนหลวง ร.9 และบึงหนองบอนก็ไกลบ้านมากโขอยู่ ขนาดจะมาวิ่งยังต้องมานอนบ้านเพื่อนเลย ไหนๆจะต้องวิ่งแข่งฮาล์ฟแล้ว ก็เลือกเส้นทางวิ่งที่มาแล้วคุ้มเลยจะดีกว่า เราทำงานวันเสาร์เลิก 5 โมง ต้องรีบออกเดินทางไปซีคอนสแควร์เพื่อรับเสื้อและบิบสำหรับวิ่ง ไปถึงประมาณ 6 โมงครึ่ง ทันเวลาพอดี งานนี้มีรับเสื้อหน้างาน แต่เวลาที่ให้รับเป็นเวลาปล่อยตัวนักวิ่งฮาล์ฟไปแล้ว เลยมารับให้เรียบร้อยก่อนดีกว่า เสื้อวิ่งงานนี้สีสวย แต่ไม่สามารถเลือกทรงผู้ชายได้ ปกติเราไม่ชอบเสื้อทรงผู้หญิงเพราะมักติดสะโพก แต่ก็จำใจใส่ไปค่ะ เพราะชอบแบบและสีจริงๆ เวลาปล่อยตัวนักวิ่งฮาล์ฟคือ 5.15 น. เราตื่นประมาณ 4.00 ทานแซนวิช 1 ชิ้น ดื่มน้ำ 1 ขวด แล้วออกเดินทางไปที่บริเวณงาน ถึงงานก่อนเวลาปล่อยตัว 15 นาที ในงานมีการจัดพื้นที่ให้มีมุมถ่ายรูปบ้าง ก็น่ารักกรุบกริบดี เราไปฝากของแล้ววอร์มอัพ ยืดกล้ามเนื้อ ตัวพออุ่นและเหงื่อออกเล็กน้อย ก็ได้เวลาปล่อยตัวพอดีค่ะ นักวิ่งฮาล์ฟค่อนข้างเยอะ ออกจะเบียดเสียดกันนิดหน่อยที่จุดปล่อยตัว และเส้นทางวิ่งในสวนหลวง ร.9 แต่เมื่อวิ่งออกไปที่ถนนซึ่งปิดถนน 1 เลน และวิ่งเข้าบึงหนองบอนแล้วก็วิ่งสบายขึ้นค่ะ งานนี้ตั้งใจว่าวิ่งรักษาความเร็วให้คงที่ ตั้งแต่ 6:00 – 6.30 ค่ะ ซึ่งเป็นความเร็วที่อยากจะทำได้ในฟูลมาราธอนที่นาวิกโยธินมาราธอนที่จะมาถึง นักวิ่งในงานวันนี้ถือว่าคับคั่ง แต่ก็ไม่ถึงกับแออัดยัดเยียดจนต้องวิ่งหลบซ้ายขวาเหมือนบางงาน เวลาปล่อยตัวฟ้ายังมืดอยู่เราชอบการวิ่งที่ค่อยๆตื่นพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่ค่อยๆทาทับขอบฟ้า จนสว่างคาตา วันนี้แสงอาทิตย์มาอย่างรวดเร็ว ตอนที่วิ่งไปถึงบึงหนองบอนก็สว่างเต็มที่แล้ว สองข้างทางในสวนมีน้องๆที่แต่งตัวเป็นซอมบี้มายืนหลอกหลอน ดีนะที่ตอนวิ่งขาไป ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว ทำให้ไม่ตกใจมาก เพราะน้องๆเล่นส่งเสียงได้น่าเขย่าขวัญมาก ตอนวิ่งกลับมา ยังคิดอยู่เลยว่าน้องๆจะเหนื่อยกันไหม ก็เห็นว่าดูเสียงอ่อยลงไปบ้าง แต่ยังสู้ตาย ส่งเสียง ทำท่าหลอกหลอนได้อยู่ เราได้ยินเสียงคุณลุงที่วิ่งตามมาข้างหลังส่งเสียงทักน้องๆว่า “นี่ๆ ได้กินข้าวกันบ้างหรือเปล่าเนี่ย?” เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มทั้งจากน้องๆซอมบี้และนักวิ่งด้วยกัน นอกจากกลุ่มซอมบี้แล้ว ก็ยังมีกลุ่มซูเปอร์ฮีโร่ เราไม่ได้หยุดถ่ายรูปด้วย มองผ่านๆเหมือนมีสไปเดอร์แมน ฮัลค์ แบทแมน อะไรทำนองนี้ 4-5 คน เราตั้งใจมองคนที่แต่งเป็นฮัลค์ เพราะมีกล้ามจริงๆที่โตมากๆ เห็นเพื่อนนักวิ่งหยุดถ่ายรูปด้วยอย่างสนุกสนาน ดีนะคะ เป็นสีสันของงานค่ะ ตอนวิ่งเข้าบึงหนองบอน ช่วงเข้าโค้งแรก หันไปเห็นวิวน้ำกับพระอาทิตย์ที่กำลังขึ้น ทำให้รู้สึกสดชื่น แต่ความสดชื่นก็หายไปเมื่อเจอกับเนินแรก แม้ไม่ชันแต่สำหรับคนที่ไม่ได้เตรียมใจมาก็เล่นเอาหวั่นใจค่ะ เนินในนี้ไม่ชันและไม่ยาว ขึ้นๆลงๆพอให้กล้ามเนื้อขาได้ปรับการออกแรงดี เราวิ่งไปถึงจุดกลับตัว ดีใจมากที่ทีมงานแจกผ้าเย็น ช่วยได้มากค่ะ เพราะวันนี้อากาศอบอ้าวมาก เราเอามาเช็ดหน้า พันคอ แวะราดน้ำใส่ผ้าเย็นที่โต๊ะให้น้ำหลังจากนั้น แต่ท้ายๆแล้วเราเอาน้ำเย็นราดหัวแทนค่ะ รู้สึกร้อนอบอ้าวมากจริงๆ พอเจอโต๊ะแตงโม เลยหยิบทานไป 2 ชิ้น ค่อยชื่นใจค่ะ เมื่อกลับตัวแล้ววิ่งกลับทางเดิม ต้องออกมาวิ่งข้างถนน รถค่อนข้างติด และชะลอหน้าสวน กลิ่นควันรถเลยตลบอบอวลพอสมควร แต่ระยะทางแค่ประมาณกิโลเดียว เลยไม่ทรมานมาก กลับเข้าสวนมาก็เจอเพื่อนนักวิ่งมินิกับฟันรันเริ่มมารวมตัวกัน แต่ถึงจะอย่างนั้นก็ไม่แออัดมากนัก คงเพราะจำกัดจำนวนคน ทำให้ยังวิ่งรักษาความเร็วได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เหมือนงานวิ่งของยูนิเซฟไลน์ อันนั้นต้องเดินกับวิ่งเหยาะๆเกือบตลอดงาน เหรียญงานนี้เป็นทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งสามารถนำไปต่อกับงานอื่นที่จัดโดยสิงห์ได้อีก 3 งาน จริงๆก็อยากจะไปให้ครบทุกงานเพราะว่าเหรียญสวย แต่เนื่องจากเป็นงานที่จัดต่างจังหวัดทั้งหมด เลยทำให้เราไม่สามารถไปร่วมได้ง่ายๆ จึงเหลืองานที่กรุงเทพฯเท่านั้นที่ไปร่วมด้วยได้    มาดูผลงานกันดีกว่าค่ะ สรุปแล้วจบฮาล์ฟไปได้ในเวลา 2:14:08 ชั่วโมง ความเร็วเฉลี่ยเป็นไปตามที่คิดไว้คือ 6:28 นาทีต่อกิโลเมตร เท้าไม่ออกอาการเจ็บแต่อย่างใด ความเร็วจะมากหน่อยช่วงแรกที่ปล่อยตัว อยากฉีกออกจากฝูงชนเล็กน้อย แล้วค่อยมาชะลอรักษาความเร็วทีหลัง หยุดวิ่งแล้วเดินช่วงพักดื่มน้ำ แล้วจึงค่อยไปต่อ เส้นทางวิ่งในงานนี้เราว่าดีนะคะ ไม่แออัดเกินไป ได้วิ่งออกมานอกสวน และปิดถนนให้หนึ่งเลน เส้นทางในบึงหนองบอนก็สวย แม้จะเป็นระยะฮาล์ฟ หากวิ่งในสวนอาจมีความเสี่ยงงงกับเส้นทางได้ แต่ผู้จัดงานนี้ได้เตรียมเส้นทางได้ดี ไม่วกวน ไม่งง มีป้ายบอกทิศทางที่ดูง่าย มีป้ายบอกระยะทางชัดเจน ไม่สับสน แถมทำเส้นทางทั้ง 3 ระยะแยกกันได้ดี ไม่งงกลับตัวผิดถูก อันนี้ต้องขอชื่นชมค่ะ เนื่องจากวันนี้ตั้งใจแข่งกับตัวเอง จึงปล่อยชีพจรไปตามที่ควรจะเป็น ตามสภาพการแข่งขัน หัวใจจึงเข้าไปอยู่โซน 4 และ 5 ซะมาก ได้ผลทั้งต่อระบบพลังงานทั้งที่ใช้และไม่ใช้ออกซิเจน จำนวนก้าวอยู่ในช่วงกว้างตั้งแต่ 166 ถึง 239 ก้าวต่อนาที เส้นทางวิ่งมีขึ้นเนินลงเนินบ้างให้ได้ท้าทายความสามารถ อากาศพอรับได้ จะมีช่วงที่พระอาทิตย์ขึ้นแล้วเริ่มร้อนอบอ้าว จนกระหายน้ำได้ง่ายมากขึ้น การวิ่งวันนี้ค่อนข้างพอใจผลการวิ่งของตัวเอง แม้ระยะหลังที่เริ่มเจ็บเท้า เราจะพยายามปรับท่าวิ่ง เน้นใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ซึ่งต้องใช้พลังงานมากขึ้น ทำให้ความทนทานที่เคยมีน้อยลง ขาล้าง่ายขึ้น แต่ก็ถือว่าต้องปรับตัวใหม่ เดี๋ยวร่างกายก็ชิน คิดซะว่าเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บที่อาจมากขึ้น จนไม่สามารถวิ่งได้ในอนาคต ความฝันที่จะวิ่งให้ได้จนถึงอายุ 80 ปี อาจต้องพังทลายลง การไม่ยอมรับอะไร มีแต่จะทำให้แย่ลง ให้เลิกคิดเรื่องที่ว่าจะทำไม่ได้ ให้คิดใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้ได้ดีกว่า เมื่อเงื่อนไขชีวิตเปลี่ยน เราก็ต้องปรับตัวกันไป ถ้าวิ่งอัลตร้าไม่ได้ ก็ลดเหลือฟูล ถ้าวิ่งฟูลไม่ได้ก็ลดเหลือฮาล์ฟ ถ้าฮาล์ฟไม่ได้ก็เหลือมินิ ถ้ามินิไม่ได้ก็เหลือฟันรัน ถ้าวิ่งไม่ได้ก็เหลือเดิน อย่างน้อยชีวิตก็ยังก้าวไปข้างหน้าแค่เพียงเรายกขาก้าวไป แค่นั้นเอง เมื่อประตูบานหนึ่งปิด จะมีอีกบานหนึ่งเปิดเสมอแค่เราหาให้เจอ แล้วเดินไปเปิดมัน ขอให้เพื่อนนักวิ่งมีประตูบานใหม่ให้เปิดไปค้นหากันเสมอนะคะ

การไม่ยอมแพ้ในสนาม ในยามที่ร่างกายยังไหวอยู่ คือความเข้มแข็งที่ยิ่งใหญ่

อะไรคือการสตาร์ทรถแล้วขับออกไปต่างจังหวัด เพื่อเข้าที่พัก รีบทาน รีบนอนพัก และรอพบกับถนนเนินขึ้นลงเขา ระยะทาง 21 กิโลเมตร ในเวลา 5.45 น. วิ่งบนทางนั้นนานถึง 2 ชั่วโมง เพียงเพื่อจะได้ยิ้มและอิ่มใจในช่วงที่ขากำลังก้าวข้ามเส้นชัย แล้วจึงทานข้าวเช้า อาบน้ำ ขับรถกลับบ้าน แล้วนอนพัก ใครหลายคนที่ไม่ได้วิ่ง จะยังคงมีคำถามเสมอว่าจะทำไปทำไม บางทีตัวเราเองก็ยังไม่รู้ตัวเองเลย เวลาให้ทำอะไรอย่างอื่น เช่น ช้อปปิ้ง จ่ายตลาด ทานอาหารรสเลิศ ไม่ค่อยอยากจะทำเท่าไร ช้อปไปสัก 1 ชั่วโมง รู้สึกเหนื่อยกว่าวิ่ง 10 กิโลเมตรอีก ยิ่งเจอแย่งกันตอนลดราคานี่ รู้สึกเหมือนไปออกรบเลยทีเดียว อาจเพราะฮอร์โมนเอนดอร์ฟินที่หลั่งออกมาตามสถานการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละคนส่งผลต่อความสุขของแต่ละคนแตกต่างกันไป สนามเขาใหญ่ฮาล์ฟมาราธอน เป็นอีก 1 สนามที่เราอยากจะไปลงวิ่งอีกสักรอบ อยากจะรู้ว่าจะทำเวลาได้ดีขึ้นหรือไม่ ครั้งที่แล้วได้ซ้อมมาเต็มที่ ยังรู้สึกว่าย่ำแย่…

วิ่งเร็วหรือช้า มาดูค่าเฉลี่ยกัน

เห็นคำถามจากเพื่อนนักวิ่งหลายๆท่านถึงเวลาที่วิ่งได้ในระยะ 10 กิโลเมตรบ้าง ฮาล์ฟบ้าง ฟูลบ้าง ว่าดีไหม คนอื่นวิ่งได้เท่าไรบ้าง เราเลยไปหาข้อมูลมาให้ดูกันค่ะ ที่อเมริกามีการเก็บข้อมูลในนักวิ่ง 10,000 คน ในปี 2010 แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ยแต่ละระยะเอาไว้ แต่จะไม่บอกเป็นเวลาที่วิ่งได้ แต่จะบอกเป็นความเร็วที่วิ่งได้ หน่วยเป็นนาทีต่อไมล์แทนนะคะ หากเพื่อนๆต้องการทราบความเร็วเป็นเวลาต่อกิโลเมตรแบบบ้านเรา ก็สามารถคำนวณกลับมาได้นะคะ เดี๋ยวจะมีลิงค์ให้กดไปดูเลยค่ะ สำหรับค่าเฉลี่ยของคนไทย ยังหาไม่ได้นะคะ เรามาดูวิธีการดูค่าเฉลี่ยกันก่อนนะคะ ให้เพื่อนๆเข้าไปที่เวปไซท์ http://www.pace-calculator.com จะเจอหน้าตาให้เติมเวลาที่วิ่งได้ เลือกระยะทางที่ใช้ในการแข่งขัน หรือจะเติมระยะทางวิ่งก็ได้ค่ะ และถ้าเกิดเราเลือกระยะทางในการแข่งขันแล้ว ระยะทางวิ่งจะเด้งขึ้นมาเองอัตโนมัติค่ะ อย่างเราก็เติมเวลาที่ดีที่สุดที่เราเคยทำได้ในการวิ่ง 5 กิโลเมตร ก็คือ 27:05 นาทีค่ะ หลังจากนั้นให้กดตรงคำว่า Calculate Pace เพื่อคำนวณความเร็วในการวิ่งค่ะ และแล้วโปรแกรมก็จะคำนวณความเร็วการวิ่งมาให้เพื่อนๆ อย่างของเราก็จะขึ้นมาเลยว่าได้ความเร็วอยู่ที่ 8.43 นาทีต่อไมล์…

อย่าถามหาสิ่งที่หายไป แต่จงพอใจในสิ่งที่มีอยู่

วันนี้มีงานวิ่งอีก 1 งานกับการซ้อมวิ่งยาวระยะ 28.8 กิโลเมตรนี่ ออกแนวน่ากลัวกับใจ แต่เมื่อทำได้แล้ว ก็จะสามารถช่วยเพิ่มความมั่นใจได้มากขึ้นกับฟูลมาราธอนอีกนิดนึงค่ะ แต่เนื่องจากไม่มีงานวิ่งไหนในกรุงเทพจัดงานระยะทางนี้ จึงต้องลงระยะฮาล์ฟและวิ่งต่อเอาเองจนครบค่ะ เราเลือกงาน Fit Your Bone ค่ะ เพราะวิ่งที่สะพานพระราม 8 ตรงไปกลับตัว ตรงกลับมาก็ถึง แบบสบายๆไม่ต้องหลบรถหลบมลภาวะ และมีสวนใต้สะพานให้เราไปวิ่งต่อระยะได้อีก แถมงานนี้เราเคยเข้าร่วมเมื่อเค้าจัดครั้งแรก 2 ปีที่แล้วก็จัดได้ดี เสียดายไม่ได้วิ่งเส้นทางเดิมเหมือนปีแรก แต่ก็เข้าใจในสถานการณ์ได้ดีค่ะ ทุกวันนี้ งานวิ่งที่สะพานพระราม 8 จะปล่อยตัวเร็วมากค่ะ เพื่อเหตุผลดีๆหลายๆอย่าง และครั้งนี้ฮาล์ฟก็ปล่อยตัวตอน 4.15 น. เรียกว่ายังไม่ทันเข้านอนดีก็ต้องตื่นซะแล้ว เช้ามาก แต่ข้อดีคือ ได้ซ้อมการวิ่งกลางคืน เพราะงานฟูลมาราธอนที่จะไปวิ่งปล่อยตัวเช้ากว่านี้มาก คือ 3.30 น. ค่ะ งานนี้เลยบ่นไม่ได้ว่าเช้าจริง…

งานวิ่งดีๆมีเยอะ … รู้ได้ยังไง?

จากที่วิ่งมานานประมาณ 4 ปี ได้เข้าร่วมงานวิ่งปีละไม่ต่ำกว่า 15 งาน ได้รับทั้งประสบการณ์ทั้งดีและแย่ ดีก็เรียกได้ว่าไม่มีที่ติ แย่ก็เรียกได้ว่าแทบจะเอาชีวิตไม่รอด เราเลยลองรวบรวมหัวข้อสำคัญๆที่จะให้เพื่อนๆนักวิ่งหน้าใหม่ใช้เป็นแนวทางในการเลือกลงสมัครงานวิ่งกันนะคะ ทั้งนี้ทั้งนั้น คงต้องยืนอยู่บนพื้นฐานที่ว่า มาตรฐานในการจัดงานวิ่งบ้านเรายังไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงเป็นการยากที่จะบอกว่าสิ่งที่เราสรุปมาเล่านี้จะเป็นมาตรฐานระดับโลกหรือเปล่า อันนี้ขอบอกไว้ก่อนว่า มาจากประสบการณ์ล้วนๆนะคะ 1. ดูผู้จัดสักหน่อย ดูว่าเป็นงานที่ผู้จัดจัดกันเอง หรือจ้างทีมจัดมืออาชีพ อันนี้ค่อนข้างสำคัญค่ะ ค่อนข้างเป็นตัวบอกลักษณะงานเลยค่ะ ถ้าจัดกันเอง และมือใหม่จัดครั้งแรก เราคงไม่สามารถคาดหวังความสมบูรณ์แบบได้เลยค่ะ แต่ก็เคยเจองานที่จัดกันเอง แต่สมบูรณ์แบบมาแล้ว อาจเพราะเคยจัดมานานหลายปีแล้วนั่นเอง ดังนั้นถ้าเจอผู้จัด จัดกันเอง ครั้งแรก และเป็นอาสาสมัครล่ะก็ ให้ทำใจไว้ส่วนหนึ่งเลยค่ะ ส่วนการจ้างทีมจัดมืออาชีพ ก็เป็นอันแน่นอนว่าเราจะได้ความเป็นมืออาชีพ เช่น เส้นทางวิ่งที่ปิดอย่างเป็นระบบ คนยืนคุมทางมีมากเพียงพอ และมีประสบการณ์ในการจัดการจราจรให้กับนักวิ่ง อุปกรณ์ต่างๆ ณ จุดปล่อยตัวและเส้นชัยเชื่อถือได้ มีกรวยมากเพียงพอในการกั้นทาง และรายละเอียดอื่นๆอีกมากมายที่ผู้ที่จัดกันเอง…

ผลแพ้ชนะของการวิ่งอยู่ที่ตัวนักกีฬาเอง

และแล้วก็มาถึงวันซ้อมวิ่ง Long run อีกวาระหนึ่งค่ะ วันนี้เรามีภารกิจวิ่งให้ได้ 22.5 กิโลเมตร ด้วยความหนัก 50% ค่ะ แรกๆไม่ได้ลงงานวิ่งอะไรไว้ค่ะ แต่แอบเล็งงานวิ่ง Bangkok Women’s Run 2017 เอาไว้ ซึ่งเปิดรับไปนานแล้ว เราเพิ่งมาเห็นทีหลัง และสุดท้ายก็มีคนปล่อยบิบระยะ 21 กิโลเมตรพอดีค่ะ เลยได้มีโอกาสมาวิ่งที่งานดีๆอีกงานหนึ่งค่ะ งานนี้จัดโดยนิตยสาร Vogue และใช้มาตรฐานงานระดับโลกค่ะ ดูจากลักษณะการประกาศรายละเอียด และการเตรียมตัวล่วงหน้านานมาก แสดงถึงความตั้งใจของผู้จัดเป็นอย่างดีค่ะ งานนี้ประกาศชัดเจนค่ะว่าจัดเพื่อการแข่งขัน และรับเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ดังนั้นเงินที่จ่ายไป นักวิ่งอย่างเราจึงคาดหวังความสมบูรณ์แบบของงานค่ะ และผู้จัดยังประกาศชัดเจนอีกว่าใช้มาตรฐานการจัดของ IAAS และ AIMS ซึ่งเป็นมาตรฐานการจัดงานมาราธอนระดับโลก และยังได้รับการรับรองจัดการแข่งขันตามกฎ กติกา และมาตรฐานจากสหพันธ์กรีฑาแห่งเอเชีย (AAA) และสมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย ทำให้มีป้ายบอกระยะทางทุกกิโลเมตรชัดเจน…

ฮาล์ฟแรกในชีวิต ไม่คิดว่าจะติดอันดับ

เมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้ถึงวันวิ่งฮาล์ฟแรก ก็รู้สึกตื่นเต้นมากขึ้น จากเดิมที่นับวันรออยู่แล้ว แม้จะลงซ้อมตามโปรแกรม แต่ซ้อมไม่ครบเพราะมัวไปเที่ยวอยู่ 2 สัปดาห์ ความมั่นใจเลยแทบไม่มี เรียกว่าไม่มั่นใจเลยว่าจะวิ่งจนถึงเส้นชัยได้ อาการแพ้อากาศเริ่มมาเยือน เมื่ออากาศเย็นลง 2 วันที่ผ่านมา ทำให้คัดจมูก จึงรีบทานยาแก้แพ้ และเข้านอนตอนสามทุ่ม ตั้งใจว่าจะตื่นตีสามครึ่ง แต่ด้วยความตื่นเต้นจึงทำให้ ลุกมาดูนาฬิกาเกือบทุกครึ่งชั่วโมงก็ว่าได้ แต่ก็หลับได้ดี จนนาฬิกาปลุกตีสามครึ่ง ยังขอหลับต่อไปอีกครึ่งชั่วโมง สะดุ้งตื่นตอนตีสี่ อุ่นข้าวไก่กระเทียมพริกไทยทาน ตามด้วยกล้วยหอม 1 ลูก กะว่าน่าจะย่อยได้ดีตอนปล่อยตัว ทำให้ไม่จุกแน่ๆ เชคของก่อนออกว่าครบหรือไม่ 1. สายคาดเอวพกมือถือเพื่อบันทึกระยะทาง และเวลาขณะวิ่ง 2. กระดาษทิชชู วิ่งไกล เผื่อไว้ก็ดี ปวดเบาไม่ว่า แต่ถ้าปวดหนักนี่หน้าเขียวได้ โดยเฉพาะวิ่งไกลนี่ กระตุ้นระบบย่อยอาหารได้ดีนักล่ะ 3. Energy pack…