Tag: Marathon Experience

ทำไมใครๆจึงหันมาวิ่งมาราธอน

ก่อนที่เพื่อนๆจะเริ่มเตรียมตัววิ่งมาราธอน เพื่อนๆควรรู้ว่าทำไมเพื่อนๆจึงหันมาวิ่ง นอกเหนือจากนั้น การตัดสินใจวิ่งมาราธอนก็ไม่เหมือนกับการตัดสินใจว่าจะทานอะไรเป็นอาหารค่ำ หรือจะสั่งอะไรที่ชื่นชอบในร้านกาแฟ แต่มันคือการตัดสินใจที่ค่อนข้างจะยิ่งใหญ่ที่ต้องใช้ความรับผิดชอบ ดังนั้นเหตุผลที่จะลงมือทำจึงเป็นคำถามแรกที่สำคัญที่ควรจะถามตัวเอง เพื่อนๆอาจต้องการวิ่งมาราธอนด้วยเหตุผลที่หลากหลายดังต่อไปนี้ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง: การฝึกซ้อมเพื่อการวิ่งมาราธอนเป็นวิธีที่ดีเยี่ยมเพื่อพัฒนาสมรรถภาพทางกายทางด้านแอโรบิค (ไม่ใช่การมีบั้นท้ายที่ใหญ่ขึ้น) ไม่มีอะไรทำให้เพื่อนมีสมรรถภาพทางแอโรบิคได้ดีขึ้นเท่ากับการวิ่งอีกแล้ว นั่นเป็นเพราะว่าการวิ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของร่างกายทั้งหมด มันฝึกกล้ามเนื้อทุกมัด สามารถทำให้ชีพจรสูงขึ้นมากกว่ากิจกรรมอื่นๆซึ่งเป็นสิ่งเร้าที่มีพลังต่อการพัฒนาสมรรถภาพระบบหัวใจและหลอดเลือด เพื่อลดน้ำหนัก: การวิ่งเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการลดน้ำหนัก เนื่องจากการวิ่งสามารถเผาผลาญพลังงานได้มากกว่ากิจกรรมอื่นๆ และเพราะว่าการฝึกซ้อมเพื่อการวิ่งมาราธอนคือการวิ่งจำนวนมาก ซึ่งก็คือจำนวนพลังงานที่ถูกเผาผลาญจึงมีมาก คนส่วนใหญ่แม้แต่นักวิ่งที่แข่งขันตามฤดูกาลมักจะน้ำหนักลดลง 1 – 2 กิโลกรัมระหว่างการฝึกซ้อมเพื่อการวิ่งมาราธอน เพื่อท้าทายตัวเอง: มนุษย์มักชอบผูกตัวเองอยู่กับความพยายามที่ยาก จึงตั้งเป้าหมายให้ยากและเอาชนะให้ได้ แล้วจะมีอะไรที่ดีกว่าในการท้าทายให้วิ่ง 42 กิโลเมตรได้ล่ะ? การลงมือทำเช่นนี้จะได้ทั้งความท้าทายต่อร่างกายและการทดสอบความแข็งแรงของจิตใจ เพื่อทำบางอย่างให้สำเร็จและพัฒนาความเคารพตนเอง: การพยายาม และที่ดีไปกว่านั้นก็คือการประสบความสำเร็จในบางสิ่งที่เพื่อนๆคิดว่ายากเป็นความรู้สึกที่ดี ช่วยให้อาหารกับอัตตาของเพื่อนๆและทำให้เพื่อนๆรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น แม้ว่าการวิ่งมาราธอนจะเป็นสิ่งที่เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่คนที่สามารถทำได้สำเร็จก็ยังมีจำนวนน้อยอยู่ เพื่อสร้างสัมพันธ์กับเพื่อนๆและครอบครัว: การวิ่งมาราธอนสามารถสร้างสังคมได้ดีมาก เพราะทำให้เพื่อนๆและกลุ่มเพื่อนและครอบครัวสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน หลายๆคนฝึกซ้อมเพื่อวิ่งมาราธอนด้วยกัน การสนับสนุนจากกลุ่มเพื่อนและครอบครัวที่วิ่งด้วยกัน สามารถเป็นแรงผลักดันที่รุนแรงมาก…

10 อย่างที่ต้องทำในวันแข่งขันฟูลมาราธอน

พอถึงวันแข่งขัน เพื่อนๆคงมีหลายอย่างที่อยากทำตามแต่ความต้องการของแต่ละคน แต่มีรายการอีก 10 อย่างต่อไปนี้ที่เราขอแนะนำให้เพื่อนๆทำ เรียกว่า “ต้องทำ” เลยจะดีกว่า ให้เวลาตัวเองให้มากพอก่อนการวิ่งมาราธอน ถึงแม้เพื่อนๆจะเหมือนเราและเกลียดการลุกขึ้นจากเตียงนอนก่อนฟ้าจะสว่าง แต่เพื่อนๆก็คงไม่ต้องการที่จะตื่นในเวลาที่ใกล้จะปล่อยตัวแน่ๆ ไม่ว่าเพื่อนๆตั้งใจจะวิ่งแบบเต่าคลานขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กขนาดไหน จะในรอสเวลล์ นิวเม็กซิโก (งานมาราธอนที่เล็กที่สุดในอเมริกา ที่มีนักวิ่งวิ่งจบเพียงแค่ 47 คนในปี 2011) เพื่อนๆยังคงต้องมีเวลาก่อนการแข่งขันให้กับตัวเองเพื่อทำทุกอย่างที่เพื่อนๆต้องการทำ ไม่ว่าจะทานอาหาร ดื่มน้ำ แต่งตัว ขับรถไปที่จุดปล่อยตัว เข้าห้องน้ำ อบอุ่นร่างกาย ยืดกล้ามเนื้อ และเตรียมจิตใจให้พร้อม ดังนั้น จงลุกขึ้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เอาอาหารเข้าไปในร่างกาย และปลุกตัวเองให้ตื่นให้ได้ ทานอาหารเช้า เพื่อนๆอาจจะเคยได้ยินมาแล้วว่า อาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงแล้ว อาหารเช้าในเช้าก่อนการแข่งขันฟูลมาราธอนจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน ไม่เหมือนกับการแข่งขันที่ระยะสั้นกว่าฟูลมาราธอน การแข่งขันฟูลมาราธอนท้าทายระบบพลังงานสำรองในร่างกาย เมื่อเพื่อนๆตื่นขึ้นมาในเช้าวันแข่งขัน ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะว่าเพื่อนๆไม่ได้ทานอาหารมาเลย 9…

ต้องใช้เวลานานเท่าใดเพื่อฝึกซ้อมวิ่งฟูลมาราธอน

บางอย่างที่เพื่อนๆสามารถทำได้ในนาทีสุดท้าย เหมือนกับการเลือกอาหารเย็นที่ร้านอาหารจานด่วน เหมือนกับการจ่ายภาษีให้เสร็จภายในกำหนด และการส่งบัตรอวยพรอิเลกทรอนิคให้กับน้องชายฝาแฝดให้ทันเพียงเพราะเพื่อนๆลืมวันเกิดของพวกเขาจนกระทั่งเวลา 23.54 น. เพื่อนๆคงไม่คาดหวังว่าจะได้เห็น “การฝึกซ้อมสำหรับการวิ่งมาราธอน” บนรายการที่ต้องทำให้สำเร็จของชีวิตใช่ไหมคะ? หวังว่าคงจะไม่เป็นเช่นนั้น การฝึกซ้อมเพื่อการวิ่งมาราธอนคือความพยายามครั้งใหญ่ที่ปกติแล้วจะต้องใช้เวลาหลายเดือน และนั่นคือสิ่งที่เพื่อนๆต้องจริงจังกับมันอย่างมาก สำหรับหลายๆเหตุผล มันไม่ใช่อะไรที่สามารถทำได้ (หรือพยายามที่จะทำ) ในเวลาเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ ความเสี่ยงของการบาดเจ็บที่มากที่สุดจะถามหาเมื่อเพื่อนๆวิ่งมากเกินไปและวิ่งเร็วเกินไป ก่อนที่กระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นยึดข้อของเพื่อนๆยังไม่สามารถปรับตัวกับความหนักของการออกกำลังกายอย่างสมบูรณ์ ช่วงเวลาที่เพื่อนๆจะใช้ในการเตรียมตัวสำหรับการวิ่งมาราธอนหลากหลายกันไปในนักวิ่งแต่ละคน ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม เป้าหมาย และสิ่งอื่นๆอีกมากมาย ประกอบด้วย ประสบการณ์การวิ่งของเพื่อนๆก่อนหน้านี้ เพื่อนๆวางแผนว่าวิ่งได้กี่วันต่อสัปดาห์ ร่างกายของเพื่อนๆสามารถปรับตัวต่อการฝึกซ้อมได้อย่างรวดเร็วเพียงใด และร่างกายต้องการเวลามากเท่าใดในการพักฟื้น ซึ่งมีผลต่อความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ เพื่อนๆต้องการวิ่งมาราธอนเร็วเพียงใด ถ้าเพื่อนๆเป็นนักวิ่งขาใหม่ แนะนำว่าให้วิ่ง 2 – 3 วันต่อสัปดาห์อย่างน้อยเป็นเวลา 1 ปีก่อนที่จะตัดสินใจวิ่งมาราธอน เพื่อนๆควรวิ่งในงานแข่งขันเป็นระยะทาง 5 กิโลเมตร และ…

รุ้งงามทาบทับขอบฟ้า ต่อเมื่อฟ้าหลั่งฝนลงมาแล้ว (Laguna Marathon 2019)

พยากรณ์อากาศแจ้งผ่านมือถือว่า ภูเก็ตจะเจอฝน 90-100% ในวันที่ 9 มิ.ย. 62 นี้ ความเป็นไปได้แบบนี้ เราทำใจยอมรับให้ได้เลยดีกว่า งาน Laguna Marathon เป็นงานอันเลื่องชื่อของภูเก็ตในเรื่องของความร้อนและเนิน เป็นอีกหนึ่งสนามที่เราอยากจะได้ลิ้มลอง เราพอจะรับมือกับแดดได้ แต่ฝนนี่สิ ถ้าตกหนักมากจริงๆก็ไม่สู้เหมือนกัน ส่วนเนินเหรอ เดี๋ยวก็รู้กัน ซ้อมเนินสักหน่อยก็น่าจะโอเค เราสมัครงานนี้ตั้งแต่ช่วงแรกที่เพิ่งเปิดรับ จองเที่ยวบินและที่พักล่วงหน้า 1 ปี เลยได้ราคาค่อนข้างถูก แล้วก็จัดตารางซ้อม แต่สุดท้ายตารางซ้อมช่วงวิ่งยาวก็พ่ายแพ้ต่อภารกิจจุกจิก เลยไม่ได้วิ่งยาวเลย ซ้อมยาวสุดคือ 25 กิโลเมตร นอกนั้นใช้วิธีวิ่ง 10 กิโลเมตรติดกันหลายๆวัน แต่บอกได้เลยว่าไม่ช่วยอะไร อาการล้าต่างกันมากกับการวิ่งต่อกันยาวๆ วันเสาร์ที่ 8 มิ.ย. เราเดินทางสู่ภูเก็ตตัวคนเดียวด้วยนกแอร์ที่เลื่อนเวลาไปมาไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง เหนื่อยใจกับนกแอร์มาก แถมเลทไป 1 ชั่วโมงอีกวันนี้ ไปรับรถของ Avis แถวก็ยาวไม่ต่ำกว่า 10 คิว ในขณะที่ร้านเช่ารถอื่น คนน้อยมาก นี่ถ้าไม่มีคูปองเหลือจากทริปอื่นและต้องรีบใช้ให้หมด ไม่งั้นจะหมดอายุ เราคงเดินไปหารถเช่ารถร้านอื่นแล้ว รวมเวลารอรถหมดไปอีก 1.30 ชั่วโมง เหมือนจะโดนแซงคิวต่อหน้า เราเลยท้วง น้องเลยอัพรถจาก Civic เป็น Accord ให้ แต่รถใหญ่ไปสำหรับเรานะ ขับนี่ต้องระวังมากๆเลย แต่ก็ยอมแล้วเพราะเราหิวข้าวมาก ตอนนั้นบ่ายโมงเข้าไปแล้ว เราขับออกมาหาร้านอาหารแถวสนามบินทาน แล้วค่อยขับเข้าที่พัก Laguna Holiday Club Phuket ซึ่งอยู่ใกล้จุดจัดงานเดินประมาณ 10 นาที มีดราม่าเรื่องที่พักนิดหน่อย สองสัปดาห์ก่อนหน้าติดต่อมาบอกเราว่า Overbook จะย้ายเราไปโรงแรมอื่นซึ่งห่างออกไปประมาณ 10 นาที มีรถรับส่งตามเรียก ได้ห้องหรูเหมือนเดิม แต่เราไม่โอเคด้วย เพราะเราต้องการที่พักที่ใกล้งาน และมีความเสี่ยงที่จะเกิดการล่าช้าตอนวิ่งเสร็จ เพราะเราต้องรีบขับรถกลับมาสนามบิน คืนรถ ในช่วงบ่าย เราจองผ่าน Agoda แต่ Agoda ทำอะไรไม่ได้ บอกแต่ว่าถ้าโรงแรมทำผิดสัญญา Agoda ปรับโรงแรมหลายเท่า แต่มีตัวเลือกให้ลูกค้าอย่างเราคือเลื่อนไปวันอื่น กับหาโรงแรมอื่นให้ ซึ่งไม่ช่วยอะไรเราเลย การแก้ปัญหาของ Agoda เป็นลักษณะชุบมือเปิบ มีแต่ได้กับได้ เพราะได้ทั้งค่าปรับ และไม่ต้องทุ่มเถียงแทนลูกค้าเลย ความรู้สึกเราคือ ควรจะยืนยันให้เราไหม เราจองตั้งแต่ ก.ย. ปี 61 กลายเป็นเราต้องโทรไปที่โรงแรมแล้วก็ยืนยันอย่างแข็งกร้าวว่าจะรับเฉพาะห้องเดิม เราไม่อยากรับความเสี่ยงเรื่องรถติด และก็คิดถูกด้วย เพราะงานนี้เท่าที่ดู ไม่มีที่จอดรถ หรือมีก็น้อยมาก ถนนเข้ามาในบริเวณงานมีขนาดเล็ก และเมื่อถึงเวลางาน จะโดนปิดไป 1 เลน เท่านี้ก็เพียงพอที่จะให้เราไม่ยินยอมที่จะยกห้องที่เราจองมานานมากให้ใคร ทางโรงแรมต้องรับเรื่องไปจัดการเอาเอง ทางโรงแรมแจ้งว่าใช้ระบบ First come. First serve. แต่เท่าที่เห็น โรงแรมไม่ได้ทำอย่างนั้น ก็เป็นเรื่องราวที่จะบอกกล่าวเพื่อนๆ หากจองห้องพักแล้ว ยังไงลองโทรเชคอีกทีก็ดี เรานิ่งนอนใจเองแหละ…